• 18 ธันวาคม 2560 - 12:18 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เสวนาสามัญชนค้านร่างรธน.มีชัย ชี้เน้นอำนาจนิยม บ่อนเซาะพลังพลเมือง

 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 - 00:57 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,287 ครั้ง พิมพ์

 

วานนี้ (24 ก.พ. 2559) ระหว่างเวลา 13:00 – 17:00 น. กลุ่มชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และขบวนการอีสานใหม่ จัดเสวนาเรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญในมุมมองของสามัญชน” ในชื่องาน ร่างรัฐธรรมนูญจากสามัญชน ร่างรัฐธรรมนูญที่งอกงามจากผืนดิน ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วง กล่าวคือ ช่วงประชาชนขอพูด ที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมงานเสวนาออกมาเสนอทัศนะที่มีต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2559 ดำเนินการโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน หรือที่เรียกกันว่า “รัฐธรรมนูญฉบับมีชัยตามด้วยช่วงเสวนาในตอนท้าย

กฤษณ์พชร โสมณวัตร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มช. ได้แสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยไว้ว่า จากที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ออกแถลงการณ์มาเกี่ยวกับเรื่องร่างรธน. ฉบับ พ.ศ.2559 ว่าเป็นรธน.ฉบับที่อภิชนเป็นใหญ่ เนื่องด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพ ระบบการเลือกตั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรอิสระและอื่น ๆ  ทำให้เกิดกลุ่มคนกลุ่มใหม่ที่ขึ้นมาเป็นชนชั้นนำ เรียกว่า อภิชน  ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มองสามัญชนเป็นชาวบ้านผู้ที่ไม่รู้ประสีประสา ไม่รู้ผลประโยชน์ของตนเอง จึงไม่ควรมีความเห็นใด ๆ ทั้งสิ้นในประเด็นเรื่องสาธารณะ และยังมองว่าสามัญชนเป็นกลุ่มคนที่ถูกชี้นำและครอบงำได้ง่าย มักถูกใช้เป็นเครื่องมือ นอกจากนี้ ร่างรธน.ฉบับนี้ ยังแสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ต้องการพลเมืองที่เข้มแข็ง หรือ Active Citizen แต่ต้องการพลเมืองที่ว่านอนสอนง่ายและเชื่อง ทั้งยังเรียกร้องให้สามัญชนเงียบและให้ความเคารพต่อคนอื่น แทนที่จะให้เสรีภาพในการแสดงออก ทั้งหมดนี้เป็นการลดทอนอำนาจการเป็นเจ้าของ “อธิปไตย” ของสามัญชน และต้องการครอบงำตกอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ตลอดไป

ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักวิชาการอิสระ แสดงความเห็นว่า ร่างรธน. ฉบับนี้ เป็นการสืบทอดอำนาจ เป็นการเขียนกฎหมายของเผด็จการ ไม่ได้เป็นการร่างรธน. ที่มีความเป็นประชาธิปไตย และเป็นรธน. สำหรับคนอื่น แต่หากต้องการร่างรัฐธรรมนูญสำหรับสามัญชน ควรพิจารณา 3 เรื่อง หนึ่ง ปฎิรูปกองทัพ เป็นการเอาปืนออกไปจากสังคม ทำให้ทุกคนมีอาวุธเท่ากัน และหาทางออกด้วยการโหวตเวลามีข้อขัดแย้ง เรียกว่าประชาธิปไตยแบบโจรสลัด ซึ่งจะก่อให้เกิดความเท่าเทียม แต่ก็อาจจะเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนความรุนแรง จึงมีประชาธิปไตยแบบสันติวิธี ที่สามารถต่อรองกันได้ และเป็นผลดีต่อชุมชน แต่สังคมต้องปราศจากอาวุธ ไม่ใช่ว่ากลุ่มหนึ่งถืออาวุธ แต่อีกกลุ่มไม่มีอะไรเลย  สอง การกระจายอำนาจอย่างแท้จริงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ละท้องถิ่นควรมีอำนาจในการเลือกชะตากรรมของตัวเอง สามารถชี้นำทิศทางของท้องถิ่นตัวเอง ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกันในแต่ละท้องถิ่น และการกระจายอำนาจแบบถึงรากหญ้านี้ ไม่ได้เป็นการเสริมสร้างความแตกแยกอย่างที่เราถูกฝังหัว และสามสนับสนุนการรวมตัวของประชาชน เนื่องจากในทางอำนาจประชาชนสู้ไม่ได้ จึงต้องเน้นเรื่องจำนวน การรวมตัวจึงเป็นสิ่งที่สามารถต่อรองกับอำนาจได้ ซึ่งจุดนี้ รธน.ต้องรองรับ

ชัชวาล ทองดีเลิศ เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย แสดงความเห็นว่า รธน.ฉบับปี 40 เป็นฉบับแรกที่พูดถึงระบบการศึกษาไทยได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งกำหนดให้ทุกคนต้องเรียนหนังสือ ใครไม่เรียนถูกจับ โดยมีจุดมุ่งหมาย คือ เน้นให้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ป้อนคนเข้าตลาดแรงงาน และเพื่อให้เป็นเจ้าคนนายคน ส่วนรธน.ฉบับปี 50 มีการเพิ่มเติมเรื่องการศึกษาทางเลือก แต่สำหรับในร่างรธน. ฉบับปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าเป็นความล้าหลัง เพราะย้อนกลับไปในยุคก่อนรธน. ฉบับปี 40 ด้วยซ้ำ

“รัฐธรรมนูญทุก ๆ ฉบับยังคงสอนให้รักชาติ และไม่กล่าวถึงการศึกษาเพื่อรับใช้ประชาชนและสังคมเช่นเดิม มันจึงเป็นรัฐธรรมนูญชาตินิยม ตนจึงเสนอให้ล้มรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และกลับไปใช้ของปี 40 ทั้งนี้เพราะการศึกษาต้องเป็นของชุมชนและประชาชน เพื่อให้เกิดการศึกษาที่หลากหลาย”

ส่วนไพฑูรย์ สร้อยสด ตัวแทนกลุ่มสมัชชาคนจน กล่าวถึงร่างรธน. ฉบับมีชัยว่า ในร่างรธน. ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องป่าไม้และสิทธิชุมชนเลย รวมถึงยังมีข้อบกพร่องในเรื่องการให้เสรีภาพในการชุมนุม ซึ่งตนนั้นเห็นว่า เรื่องสิทธิชุมและเสรีภาพในการชุมนุม สองส่วนนี้เกี่ยวเนื่องกันและควรดำเนินไปด้วยกัน และยังเห็นว่ารธน. ไม่เอื้อให้สามัญชนมีอำนาจในการต่อรองได้เลย

ภานุพงษ์ ศรีธนานุวัฒน์ นักศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า รธน.เป็นกฎหมายสูงสุดที่สามารถกำหนดทิศทางของประเทศและชะตาชีวิตของประชาชนได้ อย่างแรกที่ร่างรธน. ควรจะมีคือการบัญญัติข้อควบคุมขอบเขตอำนาจของรัฐ และมุ่งเน้นไปในเรื่องกฎหมาย สิทธิมนุษยชน ซึ่งใน รธน.ฉบับนี้ยังไม่มีความชอบธรรม เห็นได้ชัดว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ ทั้งยังให้อำนาจแก่คนกลุ่มเดียว ดังที่ปรากฏในบทเฉพาะกาล อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการนิรโทษกรรมตนเอง

ทั้งนี้ภายในงานเสวนายังมีช่วงให้ผู้เข้าร่วมฟังงานเสวนา ออกมาแสดงความเห็นต่อร่างรธน. ฉบับมีชัยด้วย ตามจุดมุ่งหมายของงานที่ว่าต้องการให้เสียงของพี่น้องสามัญชนดังกว่านักกฎหมาย ชนชั้นกลาง และกลุ่มผู้มีอำนาจต่าง ๆ พบว่ามีประเด็นหลากหลายและน่าสนใจ อาทิ

“รัฐบาลมองไม่เห็นคุณค่าของชุมชน ตนอยากให้ชุมชนมีส่วนร่วมในด้านการจัดการทรัพยากร เพราะชุมชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง” ตัวแทนจากกลุ่มรักบ้านเกิด

“บางครั้งชาวบ้านกลายเป็นผู้ต้องหา ผู้มีอำนาจเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนอย่างออกหน้าออกตา ตนอยากให้ลดทอนอำนาจของทหาร รวมถึงอยากให้ผลักดันประเด็นเรื่องประชาชนไม่มีสิทธิฟ้องร้องรัฐฯ ไม่สามารถเอาผิดกับข้าราชการที่ปฏิบัติงานไม่ชอบธรรม และต้องการตัวบทกฎหมายที่ชัดเจน เพราะสามัญชนต้องการกฎหมายที่โปร่งใส และเข้าใจง่าย” ตัวแทนของกลุ่มอนุรักษ์ บ้านนามูล.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,923 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.