• 18 ธันวาคม 2560 - 12:18 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

นิติมช.ชี้คำสั่งคสช.13/2559 เปิดช่องเพิ่มอำนาจทหาร ปฏิบัติงานละเมิดสิทธิปชช.ได้ไม่ต้องรับผิด

 วันที่ 8 เมษายน 2559 - 22:21 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,543 ครั้ง พิมพ์

 

วันนี้ 8 เม.ย. 59 ระหว่างเวลา 12:00 – 13:00 น. คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เวทีการบรรยายวิชาการสาธารณะหัวข้อ “Rule of Law และ Rule by Law มุมมองทางนิติศาสตร์ต่อ คำสั่งคสช.” โดยมีอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมเสวนาประกอบด้วย ดร.พรชัย วิสุทธิศักดิ์ ดร.ดารุณี ไพศาลพาณิชย์กุล และอ.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ เป็นวิทยากรผู้นำเสนอมุมมอง และดำเนินรายการโดย รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล ซึ่งได้รับความสนใจจากนักศึกษา สื่อมวลชน และนักกิจกรรมทางสังคมเข้าร่วมอย่างคับคั่ง นอกจากนี้ ในบริเวณห้องเสวนายังมีการจัดวางขัน ถังน้ำสีเหลืองและสีเขียว ซึ่งมีข้อความแปะติดว่า "ขันใบนี้สีแดง" เพื่อเป็นของที่ระลึกแก่วิทยากรที่ร่วมเสวนา ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงในไม่แก่วันข้างหน้า และสร้างสีสันและเสียงหัวเราะจากผู้ร่วมรับฟังเป็นอย่างดี

รศ.สมชาย เกริ่นนำว่า สาระสำคัญในเวทีวิชาการนี้มุ่งเน้นไปที่คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 13/2559 เป็นคำสั่งที่ให้อำนาจหน้าที่กับเจ้าหน้าที่ทหารอย่างกว้างขวาง ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะจะส่งผลกระทบต่อบุคคลจำนวนมาก การพูดคุยกันในวันนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจคำสั่งดังกล่าว ผ่านมุมมองของนักนิติศาสตร์

อ. สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ กล่าวว่า คำสั่งคสช.ฉบับนี้หากพูดกันตรง ๆ สาระสำคัญของมันคือการให้อำนาจทหารที่ยศร้อยตรีขึ้นไปมีสิทธิ์เท่ากับพนักงานสอบสวนป้องกันและปราบปรามทางอาญา ซึ่งครอบคลุมถึง 27 ประเภท ส่วนนายทหารยศต่ำลงมาเป็นผู้ช่วย

“ปัญหาก็คือว่าปัจจุบันเรามีตำรวจและระบบวิธีการพิจารณาความทางอาญาอย่างเคร่งครัดแล้ว แม้จะยังเกิดการละเมิดสิทธิอยู่เสมอ ๆ แต่การมอบอำนาจแบบนี้ให้กับทหารซึ่งไม่ได้ถูกฝึกให้มาทำหน้าที่โดยตรง อีกทั้งในประกาศฉบับนี้ยังระบุไว้ว่า เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานโดยสุจริตไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำใด ๆ ก็ตามหากเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น พูดง่าย ๆ คือมีการรับรองให้แล้วล่วงหน้าว่าไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

อ. สงกรานต์ กล่าวอีกว่า ในอนาคตสถานการณ์แบบนี้มันอาจนำไปสู่ความไม่ยับยั้งชั่งใจในการใช้อำนาจได้ หรืออาจมีความเสี่ยงในเรื่องการใช้อำนาจที่ไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประเด็นต่อมา คือ คำสั่งของ คสช.รวมถึงมาตรา 44 เป็นการพยายามครอบงำและชี้นำอำนาจตุลาการ เพราะในมาตรา 44 มีการเขียนไว้ว่า “การกระทำของหัวหน้าคสช.ไม่ว่าจะเป็น สภานิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการถือว่าชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” เมื่อมีการเขียนแบบนี้ไว้ล่วงหน้าก็เท่ากับว่าคสช.จะทำอะไรก็ได้  ซึ่งความพยายามนี้จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายตุลาการ หากได้รับการยอมรับจากฝ่ายตุลาการแล้วก็เท่ากับถูกชี้นำโดยฝ่ายปกครอง ก็อาจเป็นการกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ เพราะไม่มีอำนาจอิสระเข้ามาตรวจสอบฝ่ายปกครอง

ด้านดร.ดารุณี ไพศาลพาณิชย์กุล ตั้งประเด็นว่า การใช้คำสั่งดังกล่าวขัดและละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างมาก เพราะกำหนดเรื่องการเรียกตัว ควบคุม จับกุม ค้นคนหรือยานพาหนะ แม้ในเคหะสถาน ทั้งยั้งมีการยึดหรืออายัตทรัพย์สิน ฯลฯ โดยทั่วไปรัฐที่ยึดถือหลักของนิติธรรมแล้วมันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ถือว่าเป็นหลักการทั่วไปไม่ว่าจะเขียนหรือไม่เขียนในรัฐธรรมนูญก็ตาม ซึ่งประเทศไทยเองก็รับหลักการนี้มานานแล้วเห็นได้จากในรัฐธรรมนูญในฉบับก่อน ๆ หรือแม้แต่ฉบับปัจจุบันก็ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 4 “หากมองในแง่มุมของประชาคมระหว่างประเทศ ไทยก็มีพันธกรณีที่จะต้องเคารพปกป้องคุ้มครองรวมถึงเยียวยา ถ้าหากมีการละเมิดสิทธิ์ โดยเฉพาะการละเมิดที่เกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อวิเคราะห์จากตัวกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมือง สิทธิทางแพ่ง (พลเมืองและการเมือง) โดยเฉพาะในข้อ 4 ได้กำหนดชัดเจนว่าสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา รัฐไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือจำกัดข้อยกเว้นได้ เนื่องจากขณะนี้รัฐไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกคุกคาม”

ดร.ดารุณี กล่าวอีกว่า ภายใต้รัฐบาลคสช.ที่ออกคำสั่งและประกาศมากมาย แต่ช่องทางที่ประชาชนจะบอกเล่าปัญหาและความเดือดร้อนแทบจะไม่มีเลย สิ่งที่รัฐบาลควรทำก็คือการรับฟัง คนกลุ่มนี้ได้ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเองหรือชุมชน ซึ่งมีความหมายต่างจากสิ่งที่รัฐนิยามเขาว่าเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลหรือมาเฟียตามคำสั่ง 13/2559  ในฐานะผู้ปกครองควรให้มีการทบทวน หรือยกเลิกคำสั่งที่13/2559 อย่างน้อยก็เป็นการสร้างมาตรฐานให้เห็นว่าถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่ได้มาจากวิธีการทางประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัติรัฐบาลสามารถใช้อำนาจอยู่ในหลักสิทธิมนุษยชนได้ไปตามกระบวนการยุติธรรม

ด้านดร.พรชัย วิสุทธิศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า คสช. ต้องการสร้างระบบอันใหม่ขึ้นมาผ่านคำสั่ง 13/2559 หากมองให้แง่ดี คือ การปรับปรุงการทำงานของตำรวจ แต่นั้นเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่อาจก่อปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว เพราะเป็นการโยนอำนาจจับกุมตรวจสอบให้กับทหาร ในทางปฏิบัติตำรวจจะให้ทหารไปทำหน้าที่ก่อน เพราะว่าทหารมีคำสั่งคสช.คุ้มกันอยู่ ต่างกับตำรวจที่อยู่ภายใต้ระบบเดิม ข้อดีก็คือสามารถจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น แต่ข้อเสียคือสร้างปัญหาระยะยาว คือ มันรวมทุกอย่างไว้กับทหารมากเกินไป  ซึ่งทหารเองก็มีกลุ่มอำนาจและปัญหาภายใน แล้วทหารเองสามารถจัดการเรื่องภายในได้หรือไม่

“นายทหารระดับสูงท่านหนึ่งจากเยอรมนีในปี 1998 ที่ได้พูดถึงบทบาทของทหารในแบบประชาธิปไตยว่า หากทหารเป็นแค่ส่วนหนึ่งของอำนาจบริหารแบบนี้ คือ ทหารที่อยู่ภายใต้ระบบประชาธิปไตย และศาลจะต้องสามารถควบคุมการใช้อำนาจของทหารได้”

ทั้งนี้ หลังจากการแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล ได้เป็นตัวแทนคณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ อ่านความเห็นของคณาจารย์ทางกฎหมายต่อคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 13/2559 โดยมีสาระสำคัญดังนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 ได้มีการออกคำสั่งที่23/2559 เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นอันตรายต่อชาติโดยมีสาระสำคัญคือการแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญาหลายประเภทและให้เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจกระทำการที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการ โดยมีความเห็นดังต่อไปนี้

1.รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา44 ที่ให้อำนาจ คสช. อย่างกว้างขวางทั้งนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ  แต่กลับตัดอำนาจการตรวจสอบขององค์การตุลาการขัดกับหลักนิติรัฐ

2. คสช.ขาดความชอบธรรมในการออกกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

3.คำสั่งคสช. ที่13/2559 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งขาดความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการปราบปรามอาชญากรรม มีแนวโน้มจะนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางในอนาคต.

 

ความเห็นของคณาจารย์ทางกฎหมายต่อคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 13/2559

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกคำสั่งที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นมาตรการเสริมกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน อันจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา รวมทั้งคุ้มครองความสงบเรียบร้อยและระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ตลอดจนเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้แก่สุจริตชน โดยมีสาระสำคัญ เป็นการแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญาหลายประเภท และให้เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจกระทำการที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดอาญาหลายประเภท

นักกฎหมายและบุคคลที่มีรายชื่อแนบท้ายหนังสือฉบับนี้ มีความเห็นต่อคำสั่งฉบับดังกล่าวดังต่อไปนี้

1. รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 44 ที่ให้อำนาจ คสช. อย่างกว้างขวางทั้งนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ แต่กลับตัดอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตุลาการขัดกับหลักนิติรัฐ

หลักการสำคัญประการหนึ่งของรัฐที่ยึดมั่นในนิติรัฐคือ หลักการกระทำทางปกครองต้องชอบด้วยกฎหมายและหลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ซึ่งหลักการทั้งสองนี้เรียกร้องว่าการที่ฝ่ายปกครองจะกระทำการใดที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้งและต้องกระทำไปภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น และกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นกฎหมายที่ตราออกมาโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วย

หลักนิติรัฐยังเรียกร้องว่าหากมีการกล่าวอ้างว่าฝ่ายปกครองกระทำการไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพประชาชนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือกล่าวอ้างว่ากฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ประชาชนย่อมมีสิทธินำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญแล้วแต่กรณีเพื่อขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองหรือตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายดังกล่าวได้

แต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 44 ได้ทำให้หลักการกระทำทางปกครองต้องชอบด้วยกฎหมายและหลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายต้องไร้ผลในทางปฏิบัติ เพราะมาตรานี้บัญญัติให้การกระทำของหัวหน้า คสช. เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ไม่ว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 44 โดยตัวมันเองจะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการออกกฎหมายที่ขัดหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรงเพียงใด มาตรานี้ก็ “ให้ถือว่า” เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลเท่ากับการปิดช่องทางการตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการโดยปริยาย

การที่รัฐธรรมนูญมาตรา 44 ให้อำนาจหัวหน้า คสช. อย่างกว้างทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แต่กลับปิดช่องทางที่ประชาชนจะฟ้องคดีต่อศาลให้ตรวจสอบการกระทำดังกล่าวนั้น ย่อมขัดต่อหลักนิติรัฐและเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

2. คสช. ขาดความชอบธรรมในการออกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ตามหลักการปกครองระบอบเสรีประชาธิปไตยนั้น ประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำการใดๆ ตามที่ปรารถนาได้ตราบเท่าที่ไม่มีกฎหมายห้าม รัฐมีหน้าที่ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยไม่เข้ามาก้าวก่ายการใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าว

ในกรณีที่มีกฎหมายให้อำนาจรัฐจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชนได้นั้น กฎหมายดังกล่าวต้องเป็นกฎหมายที่ตราโดยรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชนเท่านั้น เพราะมีแต่ผู้แทนปวงชนที่ประชาชนเลือกเท่านั้นที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมากที่สุดในการตรากฎหมายออกมาจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน

คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 13/2559 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารอย่างกว้างขวางที่จะกระทำการอันกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง แต่ไม่มีฐานความชอบธรรมทางประชาธิปไตยรองรับเลยแม้แต่น้อย นอกจากนั้นแล้วคำสั่งดังกล่าวยังขาดเหตุผลทางวิชาการรองรับหรือสนับสนุน คำสั่งฉบับนี้จึงออกมาด้วยอำนาจโดยแท้

คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 13/2559 จึงเป็นคำสั่งที่ขาดความชอบธรรม ไม่มีเหตุผลทางวิชาการรองรับและเป็นรูปธรรมของการลุแก่อำนาจ (abuse of power) อย่างชัดเจน

 3. คำสั่ง คสช. ที่ 13/2559 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งขาดความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการปราบปรามอาชญากรรม มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางในอนาคต

คำสั่งที่ 13/2559 ให้อำนาจทหารในการดำเนินการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญาอย่างกว้างขวาง เช่น จับกุมคุมขังคนที่ทำความผิดซึ่งหน้า ออกหมายเรียกบุคคลต้องสงสัยให้มารายงานตัว ควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยเพื่อสอบถามข้อมูลได้ถึง 7 วัน เข้าไปค้นในเคหะสถานโดยไม่ต้องมีหมายค้น ยึดอายัดทรัพย์สิน เป็นต้น ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่กล่าวมาถือว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชน อีกทั้งทหารส่วนใหญ่ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจกฎหมายและไม่ได้ถูกฝึกฝนมาเพื่อประกอบภารกิจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมแต่อย่างใด

เป็นที่ทราบกันดีว่าแม้แต่ตำรวจที่มีความรู้ทางกฎหมายและถูกฝึกมาเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมโดยตรง มีกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นกรอบในการใช้อำนาจหน้าที่อย่างค่อนข้างรัดกุม ยังปรากฏว่ามีปัญหาการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบกฎหมาย การใช้อำนาจหน้าที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นเสมอ จึงเป็นที่น่ากังวลว่าทหารซึ่งไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย ไม่ได้ถูกฝึกฝนมาเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมโดยตรง แต่กลับได้รับอำนาจจากคำสั่งฉบับนี้อย่างกว้างขวางในการลุกล้ำเข้าไปในแดนเสรีภาพของประชาชนเช่นนี้ จะนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในอนาคตหรือไม่

แนวโน้มการใช้อำนาจตามคำสั่งที่ 13/2559 ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน ได้ปรากฏให้เห็นหลังการประกาศใช้คำสั่ง คสช. ที่ 13/2559 แล้วอย่างน้อยสองกรณี กรณีแรก นายละม่อม บุญยงค์ และพวกอีกสองคน ซึ่งเป็นชาวประมงพื้นบ้านที่ต่อสู้เรื่องการฟื้นฟูทะเลจากการปนเปื้อนน้ำมันและต่อสู้เพื่อสิทธิในที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวประมงในจังหวัดระยอง ถูกทหารเข้าควบคุมตัวในวันที่ 29 มีนาคม 2559 โดยอ้างว่าพวกเขาเป็นผู้มีอิทธิพล กรณีที่สอง ในวันที่ 30 มีนาคม 2559 นายทวีศักดิ์ อินกว่าง นักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม กรณีโรงไฟฟ้าขยะเชียงราก ถูกทหารเรียกตัวให้ไปพบ โดยอ้างว่านายทวีศักดิ์ อยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพล ตัวอย่างทั้งสองนี้ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการลุแก่อำนาจได้อย่างชัดเจน

Lord Acton ได้กล่าวอมตะวาจาไว้ว่า “อำนาจทำให้ฉ้อฉล ยิ่งอำนาจเด็ดขาดก็จะยิ่งฉ้อฉลแบบสมบูรณ์” (power corrupts, absolute power corrupts absolutely) กรณีการออกคำสั่ง คสช.ที่ 13/2559 และการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่จะเป็นอีกกรณีตัวอย่างที่ยืนยันอมตะวาจานี้

จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น จึงใคร่ขอเรียกร้องให้สังคมไทยทุกส่วน เฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการศึกษาทางด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง ได้แสดงความเห็น แลกเปลี่ยน และทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ เนื้อหาและผลกระทบของคำสั่งฉบับดังกล่าวนี้ที่จะบังเกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การสร้างหลักการและบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ทำให้เกิดความการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เสมอภาค และเป็นธรรม ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในอนาคตข้างหน้า

ด้วยความปรารถนาดีต่อสังคมไทย

คณาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,923 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.