• 15 ธันวาคม 2560 - 00:10 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

พ่อค้าลำไย กับนักลงทุนกระเป๋าหิ้วจากจีน

 วันที่ 29 เมษายน 2559 - 17:41 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 4,593 ครั้ง พิมพ์

 

เบญจา ศิลารักษ์ ประชาธรรม



ธุรกิจการค้าลำไย เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่พ่อค้าจีนเข้ามาทำการค้ามากขึ้นในหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ปลูกลำไยที่ปลูกกันมากในภาคเหนือเช่นจังหวัดลำพูน และเชียงใหม่ เมื่อคนจีนนิยมกินผลไม้ชนิดนี้อย่างมาก ประกอบกับพื้นที่การเพาะปลูกลำไยในจีนไม่ค่อยได้ผลผลิตดี จึงทำให้การค้านี้กลายเป็นธุรกิจที่นักลงทุนจีนให้ความสนใจเป็นพิเศษ    

สมมิตร จันทร์หลวง พ่อค้าลำไยชาวบ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เล่าว่า เดิมตนเองเริ่มจากการมีอาชีพอื่นอยู่ก่อนแล้วคือเป็นลูกจ้างป่าไม้แล้วทำธุรกิจลำไยเป็นอาชีพเสริม คือทำแค่ปีละ 2 ครั้ง ตอนนั้นยังไม่มีสารโปแตสเซียมที่เร่งให้ลำไยออกทุกฤดู ส่งขายเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น จนกระทั่งปี 2545-2546 เป็นต้นมา คนจีนเริ่มนิยมกินลำไยไทย พ่อค้าจีนเริ่มเข้ามาทำการค้าขาย  พร้อมๆ กับสารโปแตสเซียมที่เร่งให้ลำไยออกทุกฤดูกาลเริ่มเข้ามา การค้าลำไยเริ่มปรับเปลี่ยนไป พ่อค้าจีนเข้ามาตั้ง “ล้ง” หรือโกดังรับซื้อผลไม้ เพื่อรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่เลย โดยจะจ้างพ่อค้าคนกลางที่เคยรวบรวมผลผลิตให้กับล้งไทยอยู่แล้ว รวมไปถึงเจ้าของล้งคนไทยที่เคยรับซื้อลำไยจากเกษตรกรอยู่ก่อนแล้วมาช่วยทำหน้าที่นี้แทน มีทั้งแบบที่เข้าไปเป็นพนักงานกับบริษัทจีน กับคนที่ไปซื้อลำไยมาจากเกษตรกร แล้วเอามาขายล้งจีนอีกทอดหนึ่ง การที่เจ้าของล้งชาวจีนอาศัยพ่อค้าท้องถิ่นเพราะปัญหาทางด้านภาษา การสื่อสารกับเจ้าของสวนเป็นหลัก

 

ช่วงแรก ๆ ประมาณปี 2545-2548  ที่ธุรกิจการส่งออกลำไยบูม ล้งจีนรับซื้อหมดเพราะความต้องการผลผลิตมีสูงมาก พ่อค้าลำไยที่เดิมทำอาชีพนี้อยู่แล้ว มักไม่ขาดทุน ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ อย่างสมมิตรที่เดิมเคยทำแค่อาชีพเสริมก็กระโดดเข้าสู่ธุรกิจลำไยเต็มตัว แต่วัฎจักรของตลาดลำไยก็เหมือนสินค้าตัวอื่น ๆ การขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกลำไยที่ขยายตัวไปยังจังหวัดอื่น ๆ ที่สามารถปลูกได้ เช่น จันทบุรี ก็มีผลทำให้ชีวิตของพ่อค้าลำไยไม่ได้สวยงาม หรือเป็นไปอย่างที่หวัง    

                 

ล้งจีน พ่อค้ากระเป๋าหิ้วและการกำหนดราคาลำไย

เมื่อธุรกิจลำไยเริ่มปรับให้มีตลาดใหญ่มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดที่มาจากจีนเกือบร้อยละ 90 ส่วนที่เหลือเพียงร้อยละ 10 ส่งขายในไทย ด้านหนึ่งที่ถือว่าน่าท้าทายสำหรับพ่อค้าคนไทยคือตลาดใหญ่มากขึ้น  ปริมาณการรับซื้อลำไยมีมากขึ้น  แต่ส่วนแบ่งทางการค้าก็จะลดหลั่นกันไป ถ้าหากพ่อค้าบางคนปรับตัวได้  ก็จะสามารถตั้งเนื้อตั้งตัวได้ โดยเฉพาะคนที่เข้ามาทำการค้าขายกับคนจีนในยุคแรก ๆ ที่ตลาดเพิ่งเริ่มเปิดก็จะถือว่าสามารถลืมตาอ้าปากจากธุรกิจนี้ได้พอสมควร โดยเขาจะทำหน้าที่ในการรวบรวมผลลิตให้พ่อค้าจีน โดยอาศัยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในพื้นที่ เช่น  รู้จักเจ้าของสวน สามารถคำนวณผลผลิตลำไยให้พ่อค้าจีนได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เช่น ลำไยต้นหนึ่งจะให้ผลผลิตลำไยขนาดเท่าไหร่ บางคนเชี่ยวชาญถึงขั้นดูได้ว่าจะมีขนาด AA B ลูกเล็ก ลูกใหญ่ น้ำหนักกี่ตัน 

“พวกผมจะเข้าไปดูว่าสวนนี้จะมีลำไยทั้งหมดเท่าไหร่ ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ พ่อค้าที่มีประสบการณ์มากจะสามารถคำนวณผลผลิตให้กับล้งจีนได้อย่างถูกต้องแท่นยำ และไม่ขาดทุน”  สมมิตรเล่าถึงบทบาทของพ่อค้าลำไยที่ผันตัวเองไปเป็นคนรับซื้อลำไยส่งล้งจีน ความยากลำบากของพ่อค้าลำไยในยุคที่ต้องแข่งขันกันสูงขึ้น คือถ้าคำนวณพลาดก็ขาดทุน เข้าเนื้อตัวเอง เช่นถ้าพ่อค้าลำไยไปดูสวน แล้วคำนวณว่าสวนนี้จะได้ลำไยทั้งหมด 10,000 กิโลกรัม ถ้าโชคดีได้เกินก็จะได้เงินเพิ่มกิโลละ 1-2 บาท แล้วแต่จะตกลงกัน คนจีนเขาจะจ่ายเงินให้กับพ่อค้ายกสวนตามนั้น แต่ถ้าไม่ถึงเพราะมันยังขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ มันออกไม่ตรงกับที่คำนวณไว้ ออกน้อยลงไปอีก พ่อค้าก็ต้องไปหาสวนอื่นเพิ่มตามที่ตกลงไว้ บางทีก็โดนพ่อค้าคนอื่นมาแย่งผลผลิตไป เมื่อไม่ได้ตามเป้า ก็โดนหักไปตามนั้น ถือว่าขาดทุน ฉะนั้นพ่อค้าคนกลางจึงต้องมีความเชี่ยวชาญสูงมาก อีกทั้งยังต้องมีเครือข่าย มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าของสวนลำไยด้วย  จึงไม่ง่ายนัก

“สำหรับผมแล้วเรื่องการคำนวณผลผลิตไม่เคยพลาด ผมสามารถหาลำไยได้ตามเป้าหมาย พ่อค้าส่วนใหญ่ก็มีความเชี่ยวชาญแบบผมหลายคน แต่ที่หนักใจมาก ๆ เรื่องการกำหนดราคาลำไย เพราะเราไม่สามารถกำหนดราคาเองได้”

สมมิตรพูดถึงเรื่องนี้ว่าตลาดลำไยมันก็เหมือนกับชาวบ้านเลี้ยงหมูให้ซีพี ไม่ต่างกันเลย เพราะถ้าปลูกกันมาก ผลผลิตออกมามาก ราคาก็ตก แต่ที่หนักใจกว่านั้นคือการที่ล้งจีนเป็นคนกำหนดราคากลาง พอถึงเวลาที่ลำไยเริ่มออก เจ้าของล้งแต่ละล้งจะโทรหากัน และกำหนดราคากลางขึ้นมาในการรับซื้อ ราคาลำไยเคยขึ้นไปกิโลละ 100 และดิ่งลงมาถึงแค่โลละไม่ถึง 10 บาท  ชาวสวนก็จำต้องขายลำไยไปอย่างไม่มีทางเลือก เพราะสินค้าลำไยถ้าไม่ขายก็เน่าอย่างรวดเร็ว ที่แย่ไปกว่านั้นทั้งเกษตรกร เจ้าของสวนลำไย รวมไปถึงพ่อค้าลำไย ไม่มีทางรู้ว่าปริมาณความต้องการที่แท้จริงนั้นล้นตลาดหรือไม่ เพราะตลาดจีนมีความกว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีใครรู้ว่าผลผลิตมันล้นตลาดจริงหรือไม่ เจ้าของล้งมักจะอ้างกับพ่อค้าว่า “ตลาดปลายทางไม่เดิน ของแช่อยู่ยังไม่ได้ส่ง เราก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า บางที่เถ้าแก่ผมก็ชอบอ้างว่าลำไยขาดทุนเป็นแสน แต่เขาก็สามารถซื้อรถเบนซ์ใหม่ได้ ซื้อที่ดินขยายโกดัง”  พ่อค้าลำไยรายหนึ่งพูดถึงความเป็นจริงที่เขาต้องจำยอมกับการกำหนดราคาของจีน

“เขาเรียกเจ้าของล้งลำไยจีนว่า “พ่อค้ากระเป๋าหิ้ว” เพราะเขาเข้ามาแบบนั้นจริง ๆ พอถึงฤดูกาลที่ลำไยออก โดยเฉพาะในช่วงตรุษจีนจะมีโกดังใหม่ผุดขึ้นเยอะมาก โกดังไหนที่ว่าง ๆ คนจีนก็มาไล่เช่า  แล้วก็มารับซื้อผลผลิตส่งออกจีน  โดยที่เขาไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่รับมาแล้วเอาไปขาย  เก็บเงินเข้ากระเป๋า เราเอาลำไยไปขายเขามันก็เหมือนกับไปถึงป่าช้า ไม่เผาก็ฝังมีอยู่แค่นั้น เรากำหนดอะไรไม่ได้  สมมิตรพูดถึงการเข้ามาของนักลงทุนจีนที่ด้านหนึ่งอาจทำให้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นจริง ๆ ในท้องถิ่น แต่ก็มีอีกด้านหนึ่งคือการสร้างอำนาจต่อรองกับนักลงทุนจีนที่เขาเองก็ยังไม่ชัดเจนนัก

อำนาจต่อรอง?

ช่วงที่ธุรกิจลำไยบูม มีคนในท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยที่ผันตัวเองจากอาชีพอื่นมาเป็นพ่อค้าลำไย จากอาชีพเสริมก็มาทำจริงจัง   บางคนก็เป็นข้าราชการท้องถิ่น บางคนเป็นเจ้าของสวนลำไย บางคนเป็นเกษตรกรก็ขยับเข้ามาเป็นพ่อค้ากันมากขึ้นเพราะคิดว่าจะได้กำไรจากการค้านี้ ในช่วงแรก ๆ ก็มีหลายรายที่ประสบความสำเร็จ เช่น สมมิตร  แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนไป การเข้ามาค้าขายลำไยปลายทางของพ่อค้าไทยก็เหมือนแมลงเม่าที่เข้าสู่ตลาดหุ้น สมมิตรเล่าว่าพ่อค้าจะต้องมีเงินทุนที่จะนำไปวางมัดจำผลผลิตด้วย ใครมีเงินมีมากก็จะวางหรือรับซื้อผลลิตจากสวนได้มาก ใครมีเงินน้อยก็น้อยไปตามสัดส่วน ซึ่งเจ้าของล้งจีน เขาจะมีเงินทุนมากอยู่แล้ว บางทีเขาจ้างพนักงงานของเขาให้ทำหน้าที่นี้แทน เขาเอาเงินไปวางตามสวน พอขายเขาก็ได้กำไรไปเป็นจำนวนมาก ส่วนพ่อค้าอิสระที่รับซื้อลำไย ทุนน้อยนี่เสี่ยงสูงมาก

“ปีที่ลำไยราคาร่วงหนักกิโลละไม่ถึง 10 บาท เพื่อนผมที่เคยเป็นเกษตรกรปลูกลำไย แล้วเขาคิดว่าซื้อขายลำไยแล้วจะรวย นี่เจ็บหนักเลยเป็นหนี้สินมาก สุดท้ายเขาก็ฆ่าตัวตาย” สมมิตรเล่าถึงแมลงเม่าที่บินเข้ามาเล่นในธุรกิจลำไย สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตตัวเองลง ราคาลำไยมันขึ้นลงเหมือนราคาหุ้น คนที่มีเงินทุนน้อยเมื่อนำเงินที่บางครั้งก็ไปกู้ยืมมาลงทุนรับซื้อลำไย วันนี้ราคาดี  จู่ๆ วันรุ่งขึ้นราคาก็ดิ่งลงไป ก็จะขาดทุนจนหมดเนื้อหมดตัวแถมด้วยหนี้สินอีก เป็นต้น มาถึง ณ ปัจจุบัน สมมิตรบอกว่า “ตอนที่น้ำมันลิตรแค่ 4-5 บาท ลำไยขายได้กิโลเป็น 120 บาท แต่พอน้ำมันขึ้นลิตรละ 30 บาทราคาลำไยกลับสวนทางกันขายได้แค่โลละ 20 บาท” มันจึงไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับการซื้อขายลำไย  คนที่จะทำอาชีพนี้ได้จึงต้องมีทุนสะสมมากพอสมควร และต้องมีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญพอสมควร ช่วงที่ราคาลำไยนิ่ง มักจะไม่ขาดทุน และมีโอกาสฟลุคบ้าง เช่น ช่วงตรุษจีน ได้กำไรหลายเท่าตัวก็มี 

การเข้ามาทำธุรกิจการค้าลำไยของจีนในไทยจึงมีทั้งข้อดี และข้อเสียในตัวเอง ด้านหนึ่งเป็นการขยายตลาดลำไยจากเดิมที่มีอยู่ในไทยเพียงแค่ร้อยละ 10 ก็ขยายกว้างมากขึ้น แต่สิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้เลยคืออำนาจการต่อรองของเกษตรกร หรือแม้แต่พ่อค้าไทยเองก็ตาม เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับตลาดจีนเป็นหลัก เมื่อถามถึงบทบาทของรัฐไทยจะทำอะไรได้บ้างนั้น ในมุมมองของพ่อค้าลำไยเห็นว่ามาตรการการรับประกันราคาลำไยของรัฐบาลนั้นไม่มีประโยชน์อะไรกับการค้าในยุคนี้เลย 

“อย่างปีที่แล้ว ราคาลำไยมันร่วงหนักมาก นายกฯ ประยุทธ์เลยสั่งให้รับซื้อลำไยเกรดสองเอ ไม่ต่ำกว่ากิโลละ 15 บาท แต่ผลที่เกิดขึ้น คือ ล้งจีนก็ใช้วิธีปิดไม่รับซื้อลำไยไปเลย แล้วชาวบ้านจะเอาไปขายใคร ทหาร ตำรวจก็มานะ แต่พวกเราเขาถือไพ่เหนือกว่าคือไม่ได้ซื้อก็ไม่เป็น แต่พวกผมถ้าไม่ขายลำไยก็เน่าจะตายกัน”  สมมิตรเล่าถึงมาตรการประกันราคาลำไยที่ไม่สามารถแก้ปัญหาราคาลำไยตกต่ำได้

เมื่อถามว่าแล้วจะแก้ปัญหาราคาลำไยตกต่ำนี้ได้อย่างไร พ่อค้าลำไยกลับมีความเห็นว่าก็ต้องแก้ปัญหาที่ต้นทางเลย คือ ไม่ให้คนจีนเอาเปรียบ เช่น ตลาดปลายทางไม่เดินนั้นจริงหรือไม่อย่างไร 

ในส่วนมุมมองของเกษตรกร เกรียงไกร ก้อนแก้ว อดีตนายกเทศบาลตำบลหนองช้างคืน อ.เมือง จ.ลำพูนที่เป็นเจ้าของสวนลำไยมีความเห็นต่อการแก้ปัญหาราคาลำไยว่า การที่เกษตรกรจะลุกขึ้นมาต่อรองราคายิ่งยากมากขึ้นไปอีก เพราะทุกวันนี้เกษตรกรอยู่แบบตัวใครตัวมัน การรวมกลุ่ม หรือตั้งเป็นสหกรณ์ หรือสหพันธ์ก็ไม่สามารถทำได้ ช่วงที่ราคาลำไยตก เกษตรกรหลายรายเลิกอาชีพนี้ไป แล้วขายที่ดินไปก็มาก คนที่ยังคงทำอยู่เพราะไม่มีหนี้สินก็จะสามารถทำต่อไปได้ เช่นพวกข้าราชการเกษียณจะมาทำกันมาก แต่ลูกหลานเกษตรกรเขาจะไม่อยากทำสวนลำไยต่อแล้วเพราะเสี่ยงสูงมาก ในปัจจุบันจึงเริ่มเห็นว่าชาวจีนจึงเริ่มมาเช่าสวนลำไย และลงทุนทำต่อเลยก็มี เพราะเขามีเงินลงทุน ทั้งเรื่องน้ำ และการใช้สารโปรแตสเซียมที่ถือว่าเป็นต้นทุนที่สูงมาก

ในมุมของเกรียงไกร ก้อนแก้วเห็นว่าสิ่งเดียวที่เกษตรกรจะทำได้คือการลดต้นทุนการผลิต เรื่องปุ๋ย การเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน  ทำปุ๋ยหมักเสริมเพราะจะลงทุนเรื่องนี้ก็สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยเรื่องน้ำก็จะเป็นเรื่องใหญ่ เขตที่น้ำดี เช่นแถวหนองช้างคืน นี่ถือว่าดีมาก การลงทุนพวกนี้ก็ลดต้นทุนไปได้มาก

ด้านประสิทธิ์ แสงปัญญา อดีตกำนันท่ากว้าง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ที่ทำธุรกิจลำไยอบแห้งมีความเห็นเช่นเดียวกันว่า การเข้ามาทำธุรกิจลำไยส่งออกของคนจีนนั้นช่วยทำให้ตลาดขยายใหญ่ขึ้นจริง แต่การกำหนดราคายังเป็นตลาดจีน พ่อค้าคนกลางถ้าไม่เชี่ยวชาญพอจะอยู่ยาก พ่อค้าคนกลางหลายรายต้องเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น ถ้าคนที่เก่งหน่อยก็ไปทำงานกับคนจีน  ส่วนที่จะมาลงทุนทำล้งเหมือนสมัยก่อนนั้นคงจะยากมากขึ้นเพราะปัจจัยสำคัญ คือ ไม่มีทุนมากพอ ยกตัวอย่างที่ตนเองทำโรงงานลำไยอบแห้งในช่วงแรก ๆ โรงงานของตนเป็นโรงงานแห่งแรกในอำเภอ ช่วงแรก ๆ ทำก็ถือว่าได้กำไรพอสมควร   แต่พอมีนักลงทุนจากไต้หวัน จากจีนมาลงทุนทำโรงอบลำไยบ้าง เขามีเงินลงทุนสูงมาก โรงอบเขาเครื่องใหญ่ ตู้หนึ่งมีถึง 45 เครื่อง เราก็สู้เขาไม่ได้ เป็นต้น

เรื่องราวของพ่อค้าลำไยนี่เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของการสะท้อนปรากฏการณ์ภาพใหญ่ของการขยายตลาดการค้า ความจริงตลาดการค้าเสรีไม่ว่าจะเป็นสินค้าชนิดใด ล้วนแต่ตกอยู่ในวงจรเดียวกัน ราคาขึ้นลงตามความต้องการของตลาด ไม่มีความแน่นอน นอกจากนี้การทำธุรกิจส่งออก เมื่อตลาดขยายใหญ่ขึ้น สิ่งที่ต้องการมากขึ้นมากกว่าการดูผลผลิตลำไย สายสัมพันธ์กับเจ้าของสวนลำไย การจัดการแรงงาน คือ ทักษะทางด้านภาษา เงินทุน และคอนเนคชั่นในตลาดต่างประเทศ เป็นต้น  ยิ่งไปกว่านั้นในระดับนโยบายของรัฐบาลเองก็ต้องเอื้ออำนวย และมีการรับฟังข้อมูลจากคนที่อยู่ในพื้นที่จริง ๆ ด้วย ไม่เช่นนั้นมาตรการของรัฐที่ออกมาก็ไม่ตรงกับการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ลำไย: จีนกับอำนาจทางการตลาด ซีรีย์ความเปลี่ยนแปลงจากสวนลำไย-ความเสี่ยงของใคร? ใครจัดการ

แรงงานเก็บลำไยในวันที่ล้งจีนเบ่งบาน : การจ้าง-สร้าง(เครือข่าย)-ต่อรอง ระหว่างแรงงานกับนายจ้าง

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,915 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.