• 16 มิถุนายน 2562 - 15:08 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

กระทรวงทรัพย์ฯเปิดเวทีใหญ่17 จังหวัดภาคเหนือเตรียมด้านทรัพยากรธรรมชาติรับอาเซียน

 วันที่ 2 ธันวาคม 2557 - 20:09 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,863 ครั้ง พิมพ์

 

วันนี้ (4 ส.ค. 57) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเวทีเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ครั้งที่ 3 ภาคเหนือ ที่ห้องธาราทอง บอลรูม โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยภายในงานได้มีการกล่าวถึงหัวข้อประชาคมอาเซียน ความเชื่อมโยงระหว่างเสาการเมืองและความมั่นคง เสาเศรษฐกิจ และเสาสังคมวัฒนธรรมในบริบทของภาคเหนือ ทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 17 จังหวัดภาคเหนือกว่า 100 คน ทั้งนี้ภายในงานได้มีการกล่าวถึงการเตรียมความพร้อม ปัญหาและอุปสรรคการรับมือหลังจากก่อน-หลังเข้าสู่อาเซียน

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีอาเซียนมีเศรษฐกิจเป็นตัวนำ และเห็นว่าเศรษฐกิจถูกพัฒนาไปไกลมากกว่าสาขาอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามหากมองถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องทำให้เกิดความสมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกัน

สำหรับความเชื่อมโยงหลังจากเข้าสู่เออีซี สิ่งที่ตามมาในแง่ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่นการขนส่ง สินค้า บริการทุกๆอย่างจะหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย และต้องมองโครงสร้างพื้นฐานเรื่องพลังงาน กฎระเบียบต่างๆที่จะใช้เข้ามาบังคับในอาเซียนด้วย เมื่อมองถึงโลกที่ไร้พรมแดน สิ่งต่างๆจะเกิดขึ้น อย่างเช่นเรื่อง FTA แรงงานที่มีค่าจ้างราคาสูงขึ้น วัตถุดิบ โลกาภิวัตน์ นวัตกรรมต่างๆสิ่งที่จะเป็นปัญหาของอาเซียน คือ ความแตกต่างทั้งการเมือง สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน ประเด็นดังกล่าวต้องให้ความสำคัญว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร

ดร.วิจารย์ ยังกล่าวถึงข้อห่วงใยและเป็นกังวลกรณี การเคลื่อนย้ายของแรงงาน การเร่งใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการพัฒนา พื้นที่ป่า การขุดเจาะสำรวจปิโตเลียม การปล่อยมลพิษในช่องทางต่างๆ ทั้งนี้หากถามถึงความพร้อม ตนและหน่วยงานเองก็มีความพยายามที่จะทำให้เกิดขึ้น แต่ในบางประเด็นอาจจะค่อนข้างยาก ยกตัวอย่างกรณีการดำเนินการทำรายงานการศึกษาผลกระทบธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมข้ามแดนในโครงการหนึ่งที่อยู่อีกประเทศ การทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากอาเซียนก็มองว่าเมื่อโครงการอยู่ในประเทศเขา เขาก็สามารถที่จะใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาเป็นฐานในการพัฒนาได้เป็นต้น

ดร.วิจารย์ กล่าวสรุปว่า ทั้งนี้ในภาพรวมของประเทศไทย น้ำเสียที่มีการจัดการเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ การจัดการขยะ 38 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือยังไม่ถูกสุขาภิบาล มลพิษทางอากาศ มลพิษทางเสียงในเมืองใหญ่ก็ยังมีอยู่ ส่วนป่าไม้ มีเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ เป้าหมายของกระทรวงทรัพย์ฯคือ 40เปอร์เซ็นต์ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานาน กรณีมาตรฐานเรื่องน้ำเมื่อเปรียบเทียบกับยูเอ็น ยูเอ็นกำหนดมาตรฐานต้องไม่ต่ำกว่า 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี ซึ่งตอนนี้เราอยู่ในลำดับที่ 9 รองจากสิงคโปร์ ซึ่งทางเหนือ อีสาน มาตรฐานก็ต่ำเกินไป ปัญหาหมอกควันและอื่นๆ อีก ขณะเดียวกันเราก็ได้รับผลกระทบจากเพื่อนบ้าน ซึ่งจะต้องแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ด้านนายชนะ แพ่งพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงประเด็นการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจกรณีจังหวัดเชียงใหม่ที่มีประชากรกว่า 1,680,000 คน ซึ่งมีแรงงานข้ามชาติรวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามแรงงานข้ามชาติเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ การดูแลแรงงานข้ามชาติเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งตอนนี้ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท ยังพบว่าแรงงานยังไม่ได้ค่าแรงตามกฎหมาย อีกทั้งโดนเอารัดเอาเปรียบ จะต้องมีวิธีที่จะให้ตัวแรงงานถูกต้องและดูแลเขาเช่นเดียวกับแรงงานในประเทศไทย

นอกจากนั้น รองผู้ว่าฯได้กล่าวถึงปัญหาไฟป่าหมอกควัน โดยยกตัวอย่างในพื้นที่อ.อมก๋อย อ.แม่แจ่ม ที่มีการปลูกข้าวโพดกว่า 180,000 ไร่ และมีนายทุนที่คอยส่งเสริมเกษตรกร อย่างบริษัทซีพี แต่บริษัททุนรับซื้อเพียงเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเท่านั้น รองผู้ว่าเน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนต่อคือต้องมีการดำเนินการหรือพยายามเจรจากับบริษัททุนให้รับซื้อซังข้าวโพดหรือมีกระบวนการย่อยสลายโดยบริษัทเป็นผู้สนับสนุน เพื่อแก้ไขปัญหาลดการเผา ลดหมอกควัน

ส่วนการเตรียมตัวเพื่อต้อนรับเออีซีนั้นนายชนะกล่าวว่า “ในด้านสถานการศึกษา อย่างเช่นมหาวิทยาลัยต่างๆ ทางมหาวิทยาลัยได้รับมอบหมายให้หนึ่งมหาวิทยาลัยหนึ่งประเทศ คือมีการจับคู่ประเทศเพื่อให้มหาวิทยาลัยทำการศึกษาข้อมูลรวบรวมข้อมูล ศึกษาความเคลื่อนไหวของแต่ละประเทศเพื่อนำข้อมูลมานำเสนอเพื่อให้แต่ละจังหวัดได้มีการปรับหรือกำหนดยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับประชาคมอาเซียน ส่วนการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ในพื้นที่ฝาง ไชยปราการ เชียงดาว เวียงแหง มีการติดต่อสหภาพพม่า รัฐฉาน ประเทศใกล้เคียง โดยให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องหรือทำงานด้านการค้า การลงทุน หอการค้า สภาอุตสาหกรรมออกไปสร้างความสัมพันธ์ และผลักดันให้เกิดด่านการค้าชายแดนซึ่งอยู่ในจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนเป็นต้น อย่างไรก็ตามเชียงใหม่มีความพร้อมเต็มที่ที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างแน่นอน”

นายเฉลิมชาติ นครังกุล ประธานหอการค้าด้านการค้าและการลงทุนต่างประเทศ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงการเติบโตของเมืองเชียงใหม่จะต้องเติบโตอย่างมีทิศทาง เมืองที่มีการขยายมากขึ้น อีกทั้งการเป็นอาเซียนจะมีชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น ชุมชนจะมีการขยายตัวและมีชุมชนแรงงานข้ามชาติขยายตัวไปพร้อมกันด้วย แต่ทว่าผลกระทบที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม มันจะกระทบไปทุกแขนง เมื่อเกิดการขยายตัวของเมือง ปัญหาผู้คน ความแออัดก็จะตามมา

“น่าเสียดายที่มีการชะลอโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะทำให้คนมีทางเลือกมากขึ้นแทนที่จะใช้รถวิ่งบนถนนเพียงอย่างเดียว ตนมองว่าหากไม่มีรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง และเครื่องบินราคาประหยัดอาจเกิดความแออัด เกิดมลภาวะมากขึ้น  นอกจากนี้ตนยังเห็นความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม กรณีอุตสาหกรรมที่ไม่เกิดมลภาวะ ตนสนับสนุน แต่หากมีอุตสาหกรรมหนักสร้างมลภาวะ ตนก็ไม่สนับสนุน ทั้งนี้หอการค้าได้นำเสนอเข้าไปในที่ประชุมวางผังเมืองโดยเสนอให้มีการจัดโซนนิ่ง เช่นวางโซนที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรม แหล่งเกษตรกรรม ดูพื้นที่ว่าจุดใดต้องใช้น้ำน้อยน้ำมาก ดูความเหมาะสมในทุกๆด้านแล้ว”นายเฉลิมชาติ ปธ.หอการค้าถล่าว

ขณะที่พ.อ.โกศล ประทุมชาติ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่33 (ค่ายกาวิละ) กล่าวถึง การเตรียมความพร้อมเข้าสู่อาเซียนว่า งานที่กำลังทำอย่างหนึ่งคือเป้าหมายโรดแมป ทุกชุมชนจะต้องมีป่าชุมชน ทั้งนี้หน่วยงานกระทรวงทรัพย์ฯ กระทรวงเกษตร กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดทำแผนและโครงการดูแลประชาชนในพื้นที่ป่าและพื้นที่รอบป่าให้มีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กรณีพื้นที่สาละวินไม่ใช่มีปัญหาเฉพาะการลักลอบตัดไม้ แต่มีปัญหาภูมิคุ้มกันทางสังคมที่ยังไม่ดีพอ ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้พี่น้องปกาเกอญอมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มนายทุน ต้องตัดวงจรนี้ให้ได้ ด้านการศึกษายังต้องปรับปรุงด้วยนับว่ายังมีความพร้อมน้อย ทั้งนี้ยังมีแผนแม่บทการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติโดยระยะแรก 1 ปี ทวงคืนผืนป่า ระยะ 2ปี ปรับปรุงระบบบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่การฟื้นฟูสภาพป่าทั้งประเทศและระยะ10ปี มีพื้นที่ป่า40 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน
 เข้าชม: 24,263 ครั้ง  |   วันที่ : 11 มีนาคม 2559 - 11:15 น.
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,719 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.