• 18 ธันวาคม 2560 - 12:19 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ต้นไม้บนถนนสายวัฒนธรรมสันกำแพง ศักยภาพ ความสวยงาม กับราคาที่ต้องจ่าย

 วันที่ 9 ตุลาคม 2559 - 19:55 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,221 ครั้ง พิมพ์

 

อานนท์ ตันติวิวัฒน์ ประชาธรรม



การสัญจรบนถนนเส้นเชียงใหม่-สันกำแพงสายเก่าระหว่างวันจันทร์-ศุกร์ในช่วงเช้าและช่วงเย็น กับการเดินทางในช่วงเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ให้อารมณ์ที่แตกต่างกันมาก หากใครที่เคยใช้ถนนเส้นนี้มาแล้วทุกช่วงเวลา คงนึกภาพออกได้ไม่ยากนัก วันธรรมดาเราจะมักจะเลี่ยงเส้นทางนี้ เนื่องจากรถติด ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องยอมขับไป ขณะที่วันธรรมดาผู้สัญจรบนถนนเส้นนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่หากิจกรรมในวันหยุดทำ รวมถึงนักท่องเที่ยว เพราะถนนเส้นนี้เป็นเสมือนเส้นนำพาไปพบสถานที่พักผ่อนหย่อยใจหลายแห่ง

หลายคนคงเคยได้ยินคนกรุงเทพหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติแสดงความคิดเห็นด้วยความริษยาว่า เชียงใหม่เป็นเมืองที่ดีมาก มีความเจริญ มีแสงสีให้เสพ มีธรรมชาติ ต้นไม้ ภูเขา น้ำ ป่า ให้ดื่มด่ำในระยะทางที่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก แท้จริงแล้วเชียงใหม่จะสวยงามดังภาพวาดเช่นนี้อยู่ตลอดเวลาหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับว่า ภาพนี้เปรียบเสมือนเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ดึงดูดให้คนเข้ามาเยี่ยมเยือนเชียงใหม่ และช่วยสร้างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มากโข

ถนนที่ทอดยาวออกไปจากทางฝั่งตะวันออกของเมือง โดยเฉพาะเส้นเชียงใหม่-สันกำแพงสายเก่า นอกจากจะนำพาให้เราไปพบกับป่าไม้ น้ำพุร้อน ร้านอาหารพื้นเมืองชื่อดัง หัตถกรรมอันเลื่องชื่อ ร้านกาแฟสุดฮิปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านและเป็นสัญลักษณ์ของถนนเส้นนี้ไม่ว่าเราจะสัญจรวันใด คือ ต้นไม้สองข้างทาง “ต้นฉำฉา” หรือ “ต้นก้ามปู”  ซึ่งมีประวัติศาสตร์ไม่ต่างกับต้นยางนาริมถนนเชียงใหม่-ลำพูน และเป็นหนึ่งในสองเส้นที่มีความพยายามจะเก็บอนุรักษ์ไว้ แต่ ณ ตอนนี้ สภาพต้นฉำฉาริมถนนเส้นนี้ เรียกได้ว่า “วิกฤต” กว่าต้นยางนา เป็นต้นว่า  มีต้นไม้ตายปีละหลายต้น ไม่มีการดูแลเอาใจใส่ ทำให้เกิดกิ่งไม้หล่นใส่ในช่วงพายุ  บ้างก็ว่าทำให้เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง ฯลฯ

หากเราย้อนดูประวัติความเป็นมาของต้นฉำฉาบนถนนเส้นนี้ แม้จะไม่มีการระบุแน่ชัดว่า ปลูกขึ้นในปีพ.ศ.ใด แต่มีการประมาณการคร่าวๆว่ามีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี เป็นรุ่นราวคราวเดียวกับต้นยางนาบนถนนเส้นสารภี สันนิษฐานกันว่าน่าจะอยู่ในช่วงระยะเวลาเดียวกับการนำเข้ามาปลูกครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900) โดยมิสเตอร์เอ็ชเสลด (Mr. H. Slade) ที่ตอนนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้คนแรกของไทย ได้นำต้นฉำฉาไปทดลองปลูกตามข้างถนนของที่ทำการกรมป่าไม้ จังหวัดเชียงใหม่ และบางส่วนได้นำไปปลูกที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งสมัยนั้นยังเรียกชื่อต้นจามจุรีว่า “ต้นกิมบี้” ปัจจุบันต้นจามจุรีมักเรียกเป็นชื่ออื่น เช่น ภาคเหนือ และภาคอีสานมมักเรียก ต้นฉำฉา/สำสา หรือ ต้นก้ามปู และชื่ออื่น เช่น สารสา ก้ามกุ้ง ลัง

ภาพ-ต้นฉำฉาสองฝั่งถนนสายเชียงใหม่-สันกำแพง เมื่อ พ.ศ.2515 http://library.cmu.ac.th/ntic/picturelanna/comparepic.php?picture_id=1119

สล่าเพชร วิริยะ ช่างแกะสลักไม้ กลุ่ม "บ้านจ๊างนัก" วัย 62 ปี เล่าว่า  ตั้งแต่ตนเองเกิดมาต้นไม้เหล่านี้ก็เติบใหญ่และให้ประโยชน์กับผู้คนที่ใช้สัญจรไปมา

“เท่าที่จำความได้ตั้งแต่เป็นเด็กวัยรุ่น ก็ใช้เส้นทางนี้เข้าเมืองมาตลอด มันเป็นความร่มรื่น และผมเองก็เป็นคนรักต้นไม้ด้วย สมัยก่อนเราลอดมันเหมือนถ้ำนะครับ ใบมันคลุมหมด สายไฟฟ้าก็อยู่แนวนอกต้นไม้ ตอนหลังก็มีการไปตัดไปฟัน ย้ายสายไฟ ซึ่งน่าเสียดาย เมื่อก่อนช่องว่างไม่มีเลยเพราะต้นฉำฉาติดกันเลย ยาวไปจากเส้นสันกำแพงไปจนถึงหนองประทีป มีหลายร้อยต้น เกือบพันต้น มันมีเยอะมาก”

“รุ่นปู่ยาตายาย เขาใช้เดิน เดินเป็นวันๆ ทางก็ต้องร่ม หรือพาหนะเดินทางก็เป็นวัวใส่ล้อ(เกวียน) ดังนั้นเส้นทางออกจากเชียงใหม่ทุกเส้นทาง จะมีต้นไม้ริมทาง อันนี้เป็นความเชื่อของคนสมัยก่อน”

สงกรานต์ ฟองสา อายุ 31 ปี อาศัยอยู่ในอ.สันกำแพง ประกอบอาชีพโปรแกรมเมอร์ ก็มีความทรงจำที่ดีกับถนนเส้นนี้เช่นกัน

“ผมเกิดมาก็เห็นแล้วว่าถนนเส้นนี้เป็นยังไง ส่วนเรื่องต้นไม้ข้างทางที่เป็นเสน่ห์นั้น หลาย ๆ คนบอกว่า ไม่ค่อยชอบ เพราะทำให้เกิดอุบัติเหตุมากมาย สูญเสียกันมานับไม่ถ้วน ตามความคิดผมแล้ว ผมว่าต้นไม้ไม่ได้ผิดและไม่ได้เกี่ยวอะไร คนต่างหากที่ประมาทกันเอง ทางผู้รับผิดชอบก็ได้นำไฟฟ้ามาติด ให้สว่างขึ้นมาก แต่ก็เกิดอุบัติเหตุกันบ่อยครั้ง นั่นก็เพราะความประมาทและ มึนเมา ไม่ได้เกิดมาจากต้นไม้แต่อย่างใด เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า เสน่ห์ของถนนสายวัฒนธรรม หรือ สันกำแพงเก่า มีต้นไม้นี้ไว้ดีที่สุด และอยากให้ลูกหลานได้เห็นต่อไป”

หลังจากที่เมืองเชียงใหม่ขยายตัวขึ้น โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 2520-2530 เป็นต้นมา ต้นไม้ริมทางบนถนนที่ออกจากเมืองเชียงใหม่เริ่มถูกโค่นล้มลง เช่นถนนสายเชียงใหม่-แม่ริม เชียงใหม่-หางดง

ถนนเส้นเชียงใหม่สันกำแพงก็เช่นกัน ในช่วงปี 2530 กว่า ๆ (ไม่ทราบพ.ศ.ที่แน่ชัด) มีข่าวว่าจะมีการขยายเส้นทางเชียงใหม่-สันกำแพง (สายเก่า) จากสองเลนเป็นสี่เลน แล้วจะมีการรื้อต้นไม้ออกหมด สล่าเพชรจึงได้รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เข้าชื่อคัดค้าน

“ผมรวมกลุ่มกับพ่อหลวงแดง อ.นิคม อานันท์  เข้าชื่อกันคัดค้านว่าไม่เห็นด้วย  ได้หลายร้อยชื่อ เอาไปเสนอกรมทางฯที่สำนักงานหน้าโรงพยาบาลสวนดอก น่าเป็นกระแสคนสันกำแพงรักท้องถิ่น รักต้นไม้เอาไปเสนอ แต่ผมคิดว่าอาจจะเป็นคำสั่งจากเบื้องบนสูง ๆ ด้วยที่ช่วยเรา เขาอยากอนุรักษ์ไว้ มันถึงอยู่ได้”

“อันนี้มันเลยเป็นสาเหตุให้เกิดถนนเส้นดอนจั่น-น้ำพุร้อนสันกำแพง (เส้นทางสันกำแพงสายใหม่) ถนนสายนี้เลยได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างเดิม” สล่าเพชรเล่า

ต่อมาในปี 2548 สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศให้ถนนเส้นเป็นถนนวัฒนธรรม(เปิดเป็นทางการวันที่ 16 เมษายน 2548) มีการวางแผนอนุรักษ์ต้นไม้ ฝังภาพประติมากรรมพื้นราบลงบนถนน และวางท่อร้อยสายไฟฟ้าและโทรศัพท์ลงดิน  แต่เนื่องจากรัฐบาลทักษิณถูกรัฐประหารเมื่อปี 2549 หลายโครงการจึงไม่ได้ออกมาเป็นรูปธรรม

“สมัยนายกทักษิณ ที่มีโอทอป สร้างถนนสายนี้เป็นถนนสายวัฒนธรรม มีการอนุรักษ์ต้นไม้ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการเลย เอายางแอสฟัลต์ไปใส่ พวกอาจารย์บรรจงก็มาต่อต้านกัน แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะว่าอำนาจการดูแลต้นไม้และเส้นทางเป็นของกรมทางหลวง ทุกวันนี้ต้นไม้ก็ตายลงๆปีหนึ่งหลายต้น แล้วก็ถูกตัดออกไป การจะไปปลูกเพิ่มเติมในช่องที่ว่าง ไม่มีแล้ว เพราะมีบ้านเรือนเกิดขึ้นริมทางจำนวนมาก” สล่าเพชรเล่าด้วยความหมดหวัง

แม้จะมีคนอย่างสล่าเพชร และคนอีกจำนวนไม่น้อยในเขตพื้นที่อำเภอสันกำแพงที่ต้องการจะอนุรักษ์ต้นฉำฉาไว้ แต่ก็มีอีกไม่น้อยเช่นกันที่เห็นว่าต้นไม้นี้หมดประโยชน์ และสร้างความเดือนร้อนและเป็นอันตรายสมควรนำออก

“ต้นก้ามปูมันเปราะ กิ่งไม้ร่วงใส่ง่าย มีลมหรือพายุพัดใส่ก็ร่วงลงมาแล้ว บ้านพี่โดนประจำ จะตัดก็ผิดกฎต้องไปบอกกรมทางหลวง แล้วกว่าจะมา ช้ามาก บางครั้งต้องแอบตัดกิ่งที่เลยเข้ามาบ้านทิ้งไปก็มี พี่ว่าควรจะเอาออกแล้วหาต้นไม้ขนาดกลางและแข็งแรงกว่านี้มาใส่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเอาไว้”  นายฮ. (นามสมมุติ) ชาวบ้านริมทางท่านหนึ่งกล่าว

“ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ เขาก็ไม่ชอบ กิ่งตกใส่บ้านเขาบ้าง ก็เลยมีคนเกลียดมัน ผมเอารถไปขนมาหลายร้อยต้น เอามาปลูกในพื้นที่ว่าง รณรงค์เอานักเรียนสันกำแพงไปปลูกกัน มันก็ไม่ได้เติบโตสูงใหญ่ ชาวบ้านที่อยู่ริมทางไปฟัน ถอนทิ้งออกหมด มันเลยกลายเป็นว่า คนที่อยากจะอนุรักษ์อย่างเราที่เคลื่อนร่วมกันมามีน้อย มันไม่ค่อยมี” ลุงสล่าเพชรให้ภาพเสริม

อันที่จริงความกังวลของผู้คนแถวนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้อย่างมาก เพราะเขาอยู่กับมันและเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง จึงเป็นความเห็นที่ละเลยมิได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกลุ่มอนุรักษ์ก็มองว่ามันเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากสภาพต้นไม้ที่ขาดการดูแล หรือดูแลไม่ถูกวิธี จึงทำให้โค่นล้ม กิ่งหักง่าย และประสบปัญหายืนต้นตาย

บรรจง  สมบูรณ์ชัย อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีภูมิทัศน์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้  หรือ รู้จักกันในวงการว่า “หมอต้นไม้” ได้อธิบายสุขภาพต้นฉำฉาริมถนนสายวัฒนธรรมหลังจากไปสำรวจและลองฟื้นฟูเป็นบางต้น ว่า มีการลาดยางรอบโคนต้น เพราะมีการขยายถนนและการก่อสร้างอาคาร ส่วนต้นไม้ที่ไม่มีการลาดยางรอบโคนต้นนั้น ยังคงรักษาสภาพแข็งแรงและสมบูรณ์ รูปทรงต้นไม้บริเวณพื้นที่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงผิดรูปจากธรรมชาติและมีสภาพทรุดโทรม นอกจากนั้น ยังมีต้นไม้ที่เกิดบาดแผลบริเวณลำต้น (ตามภาพ)เนื่องจากไม่มีการแบ่งแยกพื้นที่เส้นทางการจราจร ทางจักรยาน ทางเท้าอย่างชัดเจน จึงทำให้พื้นที่โล่งไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ริมถนนทั้งบริเวณผิวดินและใต้ดิน

“สาเหตุความทรุดโทรม ประสิทธิภาพการดูดน้ำของรากต้นไม้ต่ำและปริมาณออกซิเจนในดินไม่เพียงพอ เกิดจากการราดยางแอสฟัลต์เพื่อขยายทางและก่อสร้างอาคารในบริเวณใกล้ชิดกับต้นไม้ การราดยางทับโคนต้นไม้ ส่งผลให้ต้นไม้มีสภาพทรุดโทรมลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ พบรอยแผลบนต้นฉำฉา ซึ่งเกิดจากการตัดกิ่งใหญ่ ขณะทำการขยายทางและปรับปรุงถนน จึงทำให้เกิดการติดเชื้อรอบบาดแผล โดยขาดการดูแลรักษากิ่งล่างของต้นฉำฉาถูกตัดออก เพราะเป็นอุปสรรคในการสัญจร การใช้ชีวิตประจำวันของชาวบ้านที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นส่งผลให้ต้นไม้มีสภาพทรุดโทรมลง”

 รอบโคนต้นฉำฉาถูกบดทับด้วยยางแอสฟัลต์ บริเวณถนนสายเชียงใหม่-สันกำแพง

บรรจง เสนอว่าหากจะฟื้นฟูสภาพต้นไม้ริมถนนแห่งนี้  พื้นที่รอบโคนต้นไม้ริมถนนควรจัดให้มีพื้นที่โล่งมากที่สุด ทั้งบริเวณผิวดินและใต้ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมน้ำของราก และรักษาปริมาณออกซิเจนในดินให้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ ควรดำเนินการรื้อถอนพื้นผิวถนนที่ลาดยางแอสฟัลต์รอบโคนต้นโดยเร็วที่สุด (ภาพ A) เพื่อให้มีอากาศ และเติมน้ำ ธาตุอาหาร ลงไปในดิน โดยการเจาะดินวางแนวท่อเพิ่มอากาศ และช่องว่างในดินรอบโคนต้น ซึ่งเป็นการฟื้นฟูสภาพของต้นไม้ (ภาพที่ B) บริเวณริมสองข้างทางของถนน ควรเพิ่มพื้นที่โล่งในบริเวณด้านข้างของต้นไม้ เพื่อให้มีสภาพที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ควรมีมาตรการที่ชัดเจนในการจำกัดประเภทของยานพาหนะที่ใช้เส้นทาง ไม่ควรตัดกิ่งล่างของต้นไม้ เว้นแต่การป้องกันอุบัติเหตุเท่านั้น และควรมีการกำหนดความสูงของกิ่งล่างเป็นมาตรฐาน ตามความสูงของยานพาหนะที่สัญจรในเส้นทางนั้น สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการวางแผนออกแบบก่อสร้างถนน ควรทำการศึกษาความเหมาะสม บทบาทและหน้าที่ของถนน โดยคำนึงถึงผู้ใช้เส้นทางจักรยานและทางเท้า

ภาพ A(3) การเปิดผิวยางแอสฟัลต์ รอบโคนต้นออกเพื่อให้มีอากาศและเติมน้ำ ธาตุอาหาร ลงไปในดิน

ภาพ A(4) การเจาะดินวางแนวท่อเพิ่มอากาศ และช่องว่างในดินรอบโคนต้น

หากเรายืนยันว่าจะรักษาต้นไม้ไว้ เพื่อคงเสน่ห์ของถนนเส้นนี้  การฟื้นฟูต้นไม้เส้นนี้เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนที่อยู่ริมทางและคนสัญจรไปมา ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากค่าฟื้นฟูแล้ว ยังมีค่าบำรุงรักษาประจำปีเพื่อไม่ให้ต้นไม้ไม่กลับไปอยู่สภาพเดิมอีก

“เราคำนวณค่าบำรุงรักษาต้นยางนา ริมถนนเชียงใหม่ลำพูนกับหน่วยงานท้องถิ่น เช่นอบต. เทศบาล กับประสบการณ์ที่เราเคยดูแลต้นไม้มา  ต้นยางนาต้นหนึ่งใช้งบประมาณในการดูแลรักษาต่อปี ประมาณ 10,000 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้รวมกันตัดแต่งกิ่ง เก็บใบไม้เอากาฟากออก สำรวจ ฟื้นฟู ฉีดยากันปลวก เพราะถ้าไม่ตัดแต่งกิ่งให้ลำต้นสมดุล เมื่อถึงฤดูพายุ ก็มีโอกาสที่จะคว่ำทับบ้านเช้าบ้านได้ง่าย หากเราสังเกตดูจะพบว่า ต้นไม้ส่วนใหญ่ที่หักโค่นจะเป็นต้นที่ไม่สมบูรณ์ อาการแย่ เช่นมีกาฟาก ปลวกกินจนด้านในเป็นโพรงด้านใน”

“จากการเก็บข้อมูลทีมอาจารย์บรรจง ต้นฉำฉาบนถนนสันกำแพงสายเก่า มีอยู่ทั้งหมด 220 ต้น ประมาณ 80 ต้นอยู่บนผิวทางถนน มียางแอสฟัลต์โอบล้อมอยู่”  น.ส.ลักขณา ศรีหงส์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเชียงใหม่เขียว สวย หอม ให้ข้อมูลจำนวนต้นไม้ และค่าใช้จ่ายในการบำรุงดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่

หากเรานำจำนวนเงินแบบประมาณการดูแลต้นไม้ใหญ่แต่ละต้น มาเทียบกับจำนวนต้นฉำฉาริมถนนเส้นวัฒนธรรมสันกำแพง ซึ่งมีอยู่จำนวน 220 ต้น การดูแลรักษาต้นไม้ตลอดทั้งเส้นจะเสียงบประมาณทั้งหมดราว 2.2 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่ถ้าหากเรานำไปเทียบกับสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่มากไปกว่า ต้นไม้ให้ออกซิเจนและช่วยฟอกอากาศ*  เส้นทางนี้อาจเสริมศักยภาพแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวซึ่งมีมาอยู่แล้วให้แข็งแกร่งขึ้น เพราะที่ผ่านมา เนื่องจากต้นไม้มีลักษณะที่ไม่สมบูรณ์จึงทำให้เราไม่สามารถขับเน้นตรงนี้ออกมาได้มากนัก และดังที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นว่า ถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยทางท่องเที่ยวธรรมชาติที่สำคัญ เช่น น้ำพุร้อน หมู่บ้านแม่กำปอง รวมถึงร้านค้า ร้านกาแฟ และสินค้าหัตถกรรมส่งออกระดับโลกเป็นจำนวนมาก และนอกจากเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจยังเป็นเส้นที่ใช้ออกกำลังกายทั้งวิ่งและปั่นจักยาน ด้วยงบประมาณที่ต้องเสียไปกับการเพิ่มศักยภาพด้านท่องเที่ยวและบริการซึ่งเป็นภาคที่มูลค่าลำดับสองในการสร้างจีดีพีของจังหวัดเชียงใหม่ จึงนับว่าคุ้มค่าอยู่ไม่น้อย ยังไม่นับรวมมูลค่าทางชีววิทยาของต้นไม้ รวมถึงการสร้างพื้นที่สีเขียวเชียงใหม่เพื่อสู้กับปัญหาหมอกควัน นับว่าคุ้ม

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า  ระยะสั้น การฟื้นฟูต้นไม้จะช่วยแก้ปัญหา อำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตร่วมกันของผู้อาศัยอยู่บริเวณนั้นกับต้นไม้ได้หรือไม่ ส่วนระยะยาว ประเด็นสำคัญ คือ หน่วยงานไหนจะเข้ามาดูแลและรับผิดชอบ รวมถึงงบประมาณด้วยว่าจะมาจากส่วนไหน เพราะลำพังแค่ท้องถิ่นมีอำนาจดูแลเฉพาะพื้นที่ของตนเท่านั้น และบนถนนเส้นหนึ่งมีอำนาจที่ทับซ้อนของหน่วยงานรัฐอยู่เต็มไปหมด ดังนั้น นี่จึงอาจเป็นปัญหาใหญ่ และที่ผ่านมาการแก้ปัญหาด้วย MOU ระหว่างหน่วยงานรัฐก็ยังไม่ค่อยแสดงผลรูปธรรมเท่าไหร่ นอกเสียจากว่าจะมีมันเป็นข่าว หรือมีบิ๊กระดับรัฐมนตรีมากำกับ

“ผมอยากให้องค์กร หน่วยงานของภาครัฐ ภาคเอกชน มาเป็นตัวนำขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ให้มันได้รับการอนุรักษ์ไว้เหมือนกับถนนสายสารภี-ลำพูน เส้นนั้นได้รับการอนุรักษ์ไว้แล้ว ไม่มีใครไปทำอะไรได้”

“องค์กรท้องถิ่นอย่างอบต. เทศบาลควรจะมีบทบาทมาดูแล เพราะมันเป็นมรดกของท้องถิ่น ผมเชื่อว่าเขามีศักยภาพในการดูแล”

“ถ้าทำให้มันสวยงาม มันจะดึงคนมาเดินทางเส้นนี้ ใช้เส้นนี้เป็นทางผ่านไปน้ำพุร้อน แทนที่จะใช้เส้นใหม่ ดึงคนให้มาถ่ายรูป”

“แน่นอนว่า คนที่ลูกหลานเขาเอารถไปชนต้นไม้ตาย พวกนี้จะรู้สึกเกลียด อยากจะเอาต้นไม้ออก คนที่บ้านอยู่ริมถนน กิ่งไม้ตกใส่ พวกนี้ก็จะไม่ชอบ แต่คนไม่ได้อยู่แถวนั้น อยู่ไกล นานๆผ่านไปที เราก็จะรู้สึกชอบ มันต้องหาแนวทางที่ทำให้ความคิดของคนสองสามกลุ่มเห็นร่วมกันได้ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นน่าจะมีบทบาทในเรื่องนี้ เพราะมีงบประมาณ” สล่าเพชรเสนอแนะถึงจุดเริ่มต้นที่จะกลับมาฟื้นฟูถนนสายนี้

ด้านสงกรานต์ ก็เห็นไม่ต่างกัน เขามองว่า ถ้าจะเก็บถนนเส้นนี้ไว้ ควรเริ่มจาก ถามความเห็นประชาชนที่ใช้งานถนนเส้นนี้ทุก ๆ วันก่อนว่าจะเอายังไง แต่ตนคิดว่า ทุกคนอยากเก็บถนนเส้นนี้ไว้แน่นอน รวมไปถึงการเก็บรักษาต้นก้ามปูที่เป็นเอกลักษณ์ของถนนเส้นนี้ไว้ด้วย เช่นเดียวกับถนนสายสารภี ที่มีต้นยางนา เป็นเอกลักษณ์

“คนที่ต้องเป็นผู้นำและเคลื่อนไหวก่อนนั่นก็คือ เทศบาลตำบลต่าง ๆ ที่อยู่ในสันกำแพง เพราะส่วนมากทั้งผู้บริหารและพนักงาน ล้วนแต่เป็นคนในเขตอำเภอสันกำแพง และเห็นถนนสายนี้มาตั้งแต่เกิด รู้ดีกว่าคนนอกพื้นที่ ผมคิดว่าคนสันกำแพงทุกคนรักถนนสายนี้แน่นอน”

ไม่ว่าเราจะรู้สึกเพลินเพลินกับความเขียว สดชื่น และความรู้สึกเย็นตาจนน่าเก็บรักษาเอาไว้ หรือเห็นควรอยากตัดทิ้งไปเพื่อรองรับความปลอดภัย และปรับสภาพรับความเมืองที่ขยายออกมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นที่ต้องเริ่มหยิบยกมาคุยทั้งสิ้น เพราะหากปล่อยคาราคาซังไว้เช่นนี้มีแต่เสียกับเสีย.

 

* เห็นด้วยที่ควรนำมาเทียบเมื่อคำนวณถึงประโยชน์แต่ในบทความนี้จะละไว้ไม่กล่าวถึงเนื่องจากมีคนพูดถึงเป็นจำนวนมากแล้ว มีคนคำนวณว่า ต้นไม้ 1 ต้น จะปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนที่คนและสัตว์จำเป็นต้องใช้ในการหายใจออกมา ได้ถึง 200,000 – 250,000  ลิตรต่อปี ซึ่งสามารถรองรับความต้องการก๊าซออกซิเจนของมนุษย์ได้ถึง 2 คนต่อปี  (ความต้องการก๊าซออกซิเจนของคน = 130,000 ลิตร / คน / ปี)  รวมถึงสามารถดักจับอนุภาคมลพิษบางชนิดได้ เช่น ฝุ่น ควัน ไอพิษต่างๆ ได้ถึง 1.4 กิโลกรัม/ปี

ข้อมูลอ้างอิง

ถนอม เปรมรัศมี. 2536.  “คุณสมบัติบางประการของไม้จามจุรี”. กองค้นคว้า กรมป่าไม้

ผู้จัดการออนไลน์. 2548. วางแบบเนรมิตถนนสายวัฒนธรรมอำเภอสันกำแพง. แหล่งข้อมูลจาก:  http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000093900 . (19 กันยายน 2559)

บรรจง  สมบูรณ์ชัย และปรัชมาศ  ลัญชานนท์. 2559.  การจัดการดูแลรักษาและการฟื้นฟูต้นไม้ใหญ่ในเมือง. ในรายงานสืบเนื่องการประชุมวิชาการสถาปัตยกรรมและการออกแบบสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 1 (Proceeding of The 1st Architecture and Environmental Design Conference (AED 1st)  22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559,  คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม  มหาวิทยาลัยแม่โจ้, เชียงใหม่, ประเทศไทย.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,923 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.