• 15 ธันวาคม 2560 - 00:10 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ความท้าทายปัญหาคลองแม่ข่า จากคลองระบายน้ำเสียสู่กุญแจสำคัญเมืองมรดกโลกของเชียงใหม่

 วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 - 20:16 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,639 ครั้ง พิมพ์

 

อานนท์ ตันติวิวัฒน์



“คลองแม่ข่า” หนึ่งในเจ็ดไชยมงคลของการสร้างเมืองเชียงใหม่กลายเป็นประเด็นที่ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มนักเคลื่อนไหวเรื่องเมือง กลุ่มทำงานด้านสิ่งแวดล้อม งานอนุรักษ์ และพัฒนาเมือง รวมถึงกลุ่มชุมชนริมคลองปลายน้ำก็เริ่มขยับรับท่าที เพราะตนเองเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับปัญหาการกล่าวโทษมากที่สุด

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะทำงานเชียงใหม่มรดกโลก ทั้งนี้เข้าใจได้ไม่ยากเพราะการจัดทำแฟ้มข้อมูล (nomination file) ของพื้นที่ เพื่อยื่นต่อยูเนสโกในขั้นต่อไปนั้น ทางคณะทำงานเลือกนำเสนออัจฉริยภาพการก่อร่างสร้างเมืองเชียงใหม่ของผญามังรายขึ้นมา ซึ่งก็ต้องกลับไปดูตำนานบอกเรื่องราวการสร้างเมืองเชียงใหม่ และฉายให้เห็นรูปธรรมที่คงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในเจ็ดไชยมงคลกที่สะท้อนภาพความคิดด้านการสร้างเมืองเป็นอย่างดี คือ “เรื่องของระบบน้ำ ความฉลาดในการดึงเอาระบบน้ำเข้ามาสู่เมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการอุปโภคบริโภค”

“คลองแม่ข่า” จึงกลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะมาประกอบภาพความงาม ความขลังของเมืองที่ถูกสร้างมาด้วยอัจฉริยภาพเพื่อแสดงต่อยูเนสโก้ แต่ทว่าสภาพปัจจุบัน ทุกคนที่มาเยี่ยมเยือน หรือมีโอกาสได้สัมผัสกับคลองแม่ข่าคงเห็นแล้วว่าคลองมีสภาพไม่ต่างจากที่ระบายน้ำเสีย ที่สำคัญไม่ได้เพิ่งจะเริ่มเสีย แต่เจอสภาพเช่นนี้มานานกว่า 20 ปี และนี่จึงกลายเป็นโจทย์ยากระดับห้ากะโหลก

เราคงไม่ต้องไปนั่งวิเคราะห์ปัญหาว่า ทำไมน้ำในคลองแม่ข่าเน่าเสีย และบทความนี้ก็ขอยกประเด็นนี้ไป เพราะไม่ว่าจะเป็นการศึกษาของชาวบ้านริมคลองแม่คลองแม่ข่าซึ่งรวมตัวกันในนาม “กลุ่มรักษ์แม่ข่า” หรืองานวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์มช. หรือจะจากนักสำรวจที่ไหน ผลก็ออกมาไม่ต่างกันว่า คลองแม่ข่ากลายเป็นที่รับน้ำเสียของเมืองเชียงใหม่ ลำคลองสาขาอันเป็นต้นทุนน้ำดีเดิมถูกสภาวะเมืองเปลี่ยนแปลงสภาพไปจนเหลือต้นทุนน้ำดีน้อยมาก (เหลือเพียงน้ำฝนในฤดูฝน น้ำจากห้วยแม่หยวก และน้ำปิงที่เทศบาลสูบนานๆครั้งเพราะถ้าสูบทุกวันจะเสียค่าใช้จ่ายเดือนละหลายล้านบาท)

สิ่งที่น่าสนใจ และคิดว่าเป็นข้อท้าทายมากไปกว่าการวิเคราะห์ปัญหา คือ ความพยายามแก้ปัญหาของชุมชน หน่วยงานรัฐ ภาคการศึกษา และเอกชน ฯลฯ ในห้วงเวลาที่ผ่านมาองค์กรเหล่านี้ต่างทำกิจกรรมมุ่งหวังให้คลองแม่ข่าดีขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จ จนครั้งล่าสุดพบว่า มีไอเดียการแก้ไขปัญหาที่น่าสนใจเต็มไปหมดจนกลายความหวังใหม่ อาทิเช่น

การจัดภูมิทัศน์คลองแม่ข่าให้สวยงาม ด้วยการลอกคลอง กำจัดขยะ และทำให้เรือสามารถแล่นได้ในช่วงหนึ่งตั้งแต่บริเวณสะพานศรีดอนไชยถึงถนนมหิดล  ซึ่งเป็นความมือกันระหว่างชุมชน และเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจมาลงเรือสัมผัสปัญหาและความงดงามที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีสื่อมวลชน ภาคการศึกษาเข้ามาสัมผัสอยู่หลายกลุ่ม

 

สภาพคลองแม่ข่าบริเวณสะพานศรีดอนไชยหลังปรับภูมิทัศน์ (ภาพโดย อานนท์ ตันติวิวัฒน์ ประชาธรรม)

 

กังหันน้ำเพื่อเติมออกซิเจนและจุดถ่ายรูปกับคลอง (ภาพโดย ธนิกาแสงทอง ประชาธรรม)

สภาพคลองแม่ข่าหลังชุมชนกำจัดวัชพืช (ภาพโดย ธนิกาแสงทอง ประชาธรรม)

 

ที่ดักขยะไม้ไผ่บริเวณคลองแม่ข่าถนนมหิดลเพื่อให้ง่ายต่อการเก็บ (ภาพโดย ธนิกาแสงทอง ประชาธรรม)

โครงการ “ช่วยข่าด้วย” ของศิลปินแซกโซโฟน ปอ นอร์ทเกต (ภราดล พรอำนวย) เจ้าของร้านนอร์ทเกตเชียงใหม่ ซึ่งพยายามปลุกกระแสคลองแม่ข่าด้วยดนตรี ใช้การแสดงดนตรีเพื่อช่วยระดมทุนซื้อเรือและบ่อบำบัดน้ำเสียแจกให้ทุกครัวเรือน การประกวดมาสคอตเพื่อการฟื้นฟูคลองแม่ข่า และมีแผนที่จะนิทรรศการศิลปะในคลองแม่ข่าอีกด้วย

ปอ นอร์ทเกต เป่าแซกโซโฟนกลางคลองแม่ข่า ที่มา : ภาพจาก Facebook Pharadon Phonamnuai

แสดงดนตรีระดมทุนซื้อเรือให้กับ 'สายตรวจคลองแม่ข่า’ ได้เงินจากกล่องบริจาคจำนวน 15,820 บาท ที่มา : ภาพจาก Facebook Pharadon Phonamnuai

ภาพการประกวดมสคอต    ที่มา : ภาพจาก Facebook Pharadon Phonamnuai

การตั้งกองทุนฟื้นฟูคลองแม่ข่าเพื่อใช้หมุนเวียนในการดูแลรักษาให้กับชุมชนริมคลอง ซึ่งสนับสนุนและช่วยระดมทุนจากเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ กองทุนนี้ไม่พึ่งพาหน่วยงานของรัฐ แต่จะสนับสนุนโดยการจัดกิจกรรมระดมทุนและเปิดรับบริจาคผ่านเครือข่ายฯ เช่น การท่องเที่ยวชุมชน  การเปิดรับบริจาคจากหลายๆ ส่วนไม่ปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐ หรือเอกชนสมทบทุน เงินจากกองทุนนี้จะถูกนำไปใช้จ่ายด้านการรักษาคลองในชุมชน เช่น ค่าจ้างคนในชุมชนที่พายเรือเก็บขยะ ค่าบำรุงรักษาเรือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการกำจัดขยะวัชพืชที่ขวางทางน้ำ

ขยับมาที่ภาคการศึกษาบ้าง อาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. ด้วยความที่ทำประเด็นคลองแม่ข่าอย่างต่อเนื่อง จึงทดลองวิธีแก้ปัญหามาโดยตลอด เช่น นำนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์มาเก็บขยะขุดลอกคลอง หรืออย่างปีที่ผ่านมาก็ได้ร่วมกับเทศบาลปิดประตูน้ำ แล้วนำน้ำดีมาเติมเป็นระยะ ๆ เพื่อลดปัญหากลิ่นและความเน่าของคลอง ในปีนี้แว่วมาว่าจะใช้กังหันน้ำชัยพัฒนามาบำบัดคลองเป็นช่วง ๆ

ในส่วนของเทศบาลนครเชียงใหม่ซึ่งรับผิดชอบคลองแม่ข่าที่ไหลผ่านเมือง นอกจากจะร่วมปรับภูมิทัศน์กับชุมชนแล้ว ยังเริ่มพัฒนาขุดลอกคลองแม่ข่าตลอดระยะทาง 10 กิโลเมตรอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีแผนทำท่อรวบรวมน้ำเสียข้างคลองไปบำบัดที่ต.ป่าแดดอีกด้วย แผนนี้บรรจุมาหลายปีแต่ไม่มีงบประมาณเนื่องจากใช้งบประมาณสูงระดับร้อยล้านบาท

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างการทำกิจกรรมขององค์กรต่างๆ ยังมีอีกหลายภาคส่วนที่ทำงานในประเด็นคลองแม่ข่าและคลองสาขาเช่น ลำคูไหวและร่องกระแจะ รวมถึงยังมีข้อเสนอจัดการคลองของคนในเมืองออกมาเป็นระยะๆ เช่น ปลูกหญ้าแฝกกลางน้ำเพื่อคอยบำบัด สร้างอ่างเก็บน้ำสร้างต้นทุนน้ำดีบริเวณต้นคลองเพื่อทดแทนหนองน้ำบัวเจ็ดกอที่ถูกทำลายสภาพไป เป็นต้น

แต่กระนั้นสิ่งที่เป็นข้อท้าทายเพื่อทำให้หนทางแก้ปัญหาเกิดผล หรืออย่างน้อยคลองแม่ข่าเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นมีอยู่ไม่น้อย จากที่คลุกคลีกับปัญหาคลองแม่ข่าอยู่กว่าทศวรรษ อยากลองนำเสนอว่า

หนึ่ง ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะมาจากส่วนไหนล้วนแล้วแต่หวังดีกับคลองแม่ข่า แต่การแยกกันทำไปคนละส่วนโดยไม่ได้ขยับไปร่วมกัน ทำให้เกิดปัญหาที่คาดไม่ถึงขึ้นมา คือ ไม่มีพลังพอ หรือเล็กเกินไปจนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ และบางทีสิ่งที่ทำไปอาจจะขัดแย้งกันเองจนกลายเป็นพลังลบ ไม่ใช่พลังบวกที่หนุนเสริมไปด้านหน้า จากประสบการณ์ในอดีต ชุมชนไม่เห็นด้วยกับการดาดคลองคอนกรีตแบบเฉียง เพราะทำให้คนเข้าถึงคลองยาก หน่วยงานรัฐกลับมองว่า สะดวกและง่ายในการกำจัดวัชพืชริมคลอง สุดท้ายความเห็นเรื่องคลองก็ไม่ไปด้วยกัน ประเด็นก็คือว่า เราควรจะทำให้คนที่เข้ามาร่วมพัฒนาเห็นภาพตรงกันก่อนว่าอยากให้คลองเป็นแบบไหน ซึ่งถ้าไม่มีตรงนี้ก็ขยับค่อนข้างยาก ผมยังหวังว่า การทำโครงการของคุณปอนอร์ทเกท จะช่วยทำให้กองทุนที่ชาวบ้านคิดขึ้นเติบโตได้ถ้าขยับไปพร้อมกัน เพราะคุณปอมีศักยภาพในการยกประเด็นต่อสาธารณะโดยเฉพาะกับกลุ่มชนชั้นกลางในเมือง

สอง คลองแม่ข่าและลำคูไหว ไหลผ่านพื้นที่ต.ดอนแก้ว ชุมชน 22 ชุมชน* (เฉพาะในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่)  และต.ป่าแดด ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี มีองค์กรพัฒนาเอกชน และภาคการศึกษาเข้ามาทำงานเคลื่อนไหวและพัฒนาคลองแม่ข่าเป็นจำนวนมาก ต่างฝ่ายต่างมีข้อมูลและพื้นที่การทำงานของตนเอง แต่ปัญหาที่มักจะเจอคือ “ความรู้สึกเป็นเจ้าของประเด็น เจ้าของพื้นที่” จนทำให้ไม่เกิดการแชร์ข้อมูล หรือเปิดโอกาสให้องค์กรอื่นๆ เข้าไปทำงานในพื้นที่ของตนเอง ความไม่เปิดกว้างกลายเป็นปัญหาสำคัญมานาน เพราะลำพังแค่องค์กรหนึ่ง หรือการทำงานในพื้นที่หนึ่งคงไม่มีพลังเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลง เมื่อเปรียบเทียบกับปัญหาที่ใหญ่ระดับห้ากะโหลก ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ทุกองค์กรต้องปรับทัศนคติเรื่องคลองแม่ข่าให้ตรงกัน เพราะนั้นคงเป็นเรื่องโง่มากๆ ความคิดเห็นในการพัฒนาคลองแม่ข่าของแต่ละองค์กรย่อมแตกต่างกัน บางองค์กรทำประเด็นเรื่องปรับภูมิทัศน์ริมคลอง บางองค์กรทำเรื่องที่อยู่อาศัย บางองค์กรทำเรื่องสิ่งแวดล้อม เพียงแค่แบ่งปันข้อมูล หรือลดความเป็นเจ้าของพื้นที่ หรือทำมากกว่านั้น คือ สร้างสิ่งที่อยากจะเห็นร่วมกัน เพียงแค่นี้น่าจะขยับประเด็นเรื่องคลองแม่ข่าไปได้มากโข

สาม หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำเส้นนี้มีจำนวนมาก ตั้งแต่หน่วยงานความมั่นคงที่มีพื้นที่เก็บน้ำไปจนถึงอปท.ที่คลองสายนี้ไหลผ่าน อำนาจหน้าที่ที่กระจายตัวทำให้ต่างฝ่ายต่างทำ ในอดีตแม้ว่าประเด็นคลองแม่ข่าจะถูกยกเป็นประเด็นร้อน จนสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ต้องเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมเพื่อประสานหน่วยงานเหล่านี้ให้ทำงานร่วมกันแต่ก็มักจะเหลวในท้ายที่สุด เพราะบางหน่วยงานมีความขัดแย้งกันเรื่องอื่นๆ มาก่อนอยู่แล้วจึงยากที่จะประสานความร่วมมือ พวกเขาจึงได้แต่ทำในส่วนที่ตนรับผิดชอบ ตัวอย่างเช่น คนเชียงใหม่ส่วนใหญ่ก็รู้ว่าอปท.แห่งหนึ่งกับหน่วยงานกลางแห่งหนึ่งมีความเห็นไม่ลงรอยกัน ทำงานขัดกันมาตั้งแต่เรื่องน้ำแม่ปิงที่ทั้งสองฝ่ายมีส่วนรับผิดชอบจนถึงขั้นมีเรื่องฟ้องร้องกัน  พลันที่ทั้งสองฝ่ายต้องประชุมร่วมกันในการประชุมเรื่องหนึ่งๆ ก็จะตั้งแง่ทันที จนถึงขนาดที่มีการกระซิบข้างหูคนนั่งข้าง ๆว่า “คนที่กำลังพูด ดูรู้ทุกเรื่อง แต่ไม่รู้ตัวเอง” เมื่อคนอีกฝ่ายนำเสนองาน

อันที่จริงปัญหาเรื่องการทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการบริหารอำนาจของไทยที่เอาเข้าไปมองกับเรื่องไหนก็จะพบเจอ ตั้งเรื่องการทำสี่แยกไฟแดงไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ แต่ปัญหาคลองแม่ข่ามันใหญ่มาก ใหญ่จนต้องพึ่งพาทรัพยากรจากหน่วยงานรัฐถึงจะช่วยทำให้เข้าใกล้ความจริงได้ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองข้ามเรื่องนี้ ยากแต่ก็ต้องหาวิธีการ

และสี่ หากจะหาแพะเรื่องคลองแม่ข่าที่นอกเหนือไปจากชุมชนริมคลอง กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจไม่ว่ารายเล็ก รายใหญ่ต่างตกเป็นเป้าหมาย ภาคธุรกิจที่ว่าหมายรวมถึง ร้านค้า ร้านซ่อมรถ โรงแรม โรงพยาบาล ฯลฯ ภาคธุรกิจมักจะถูกลืม และถูกบีบบังคับให้เป็นศัตรูคู่ตรงข้าม ไม่ในแง่ที่ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา ก็เป็นกลุ่มที่ต้องบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่ “ทำเสร็จแล้วเข้าก็เข้ามาเอง” ไม่ว่าสิ่งที่ตำหนิจะเป็นจริงหรือไม่ หากเราลองเปลี่ยนมุมมองว่า ภาคธุรกิจจะเป็นกลุ่มเป้าหมายเพื่อนำมาเป็นพันธมิตรช่วยพัฒนาคลองได้อย่างไร ยุทธศาสตร์การทำงานกับภาคธุรกิจเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนไป เชื่อว่ามันจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเรื่องคลองอย่างมหาศาล แน่นอนว่า เราอาจต้องเผชิญกับความคิดที่แตกต่างออกไปสุดขั้ว แต่นั้นเป็นเรื่องปกติ และต้องทำงานด้านความคิดกันต่อไป เพราะพวกเขาอาจจะไม่ได้รับรู้ข้อมูลอีกหลายด้าน อย่างที่เรารับรู้ก็ได้ เชื่อว่าหากพวกเขามองเห็นศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจของเขา ทำไมเขาจะไม่อยากเข้าร่วม? ณ ตอนนี้ยังไม่เห็นความเห็นของภาคธุรกิจเรื่องการพัฒนาคลองแม่ข่าออกมาเลย มันน่าสนใจมากว่าพวกเขาอยากเห็นคลองแม่ข่าเป็นอย่างไร

ความท้าทายที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จว่า ทำแล้วคลองแม่ข่าจะดีขึ้นทันตา  เพราะคงไม่มีอะไรเป็นยาวิเศษสำหรับการแก้ปัญหาที่หมักหม่มมานานกว่ายี่สิบปี แต่เชื่อว่าหากปลดล๊อคได้จะทำให้เกิดมิติใหม่ในการแก้ปัญหาคลองแม่ข่าที่ต่างไปจากเดิม  ในวาระขับเคลื่อนเรื่องการเป็นเมืองมรดกโลกก็อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยนำไปสู่จุดนั้น.

 

*คลองแม่ข่า (รวมลำคูไหว) ไหลผ่านชุมชนจำนวนมากกว่า 22 ชุมชน ชุมชนบ้านท่อ ชุมชนแม่หยวก ชุมชนเมืองลัง ชุมชนบ้านเอื้ออาทร (ป่าตัน) ชุมชนหมู่บ้านเทียมพร ชุมชนศรีลานนา ชุมชนหลิ่งกอก ชุมชนศรีมงคล ชุมชนหมู่บ้านอุ่นอารี ชุมชนชมพูช้างม่อย ชุมชนช่างฆ้อง ชุมชนระแกง ชุมชนศรัทธาวัดหัวฝาย ชุมชนกำแพงงาม ชุมชนฟ้าใหม่ประตูก้อม ชุมชนทิพย์เนตร ชุมชนป่าแพ่ง ชุมชนศาลาแดง ชุมชน5ธันวา ชุมชนศรีปิงเมือง ชุมชนอินทนิล

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ส่องกล้อง ! มองแผนงาน ปั้น ‘เชียงใหม่เมืองมรดกโลก’

http://www.prachatham.com/article_detail.php?id=371&lang=th

งานบริหารงานวิจัย บริการวิชาการ และวิเทศสัมพันธ์ และ ศูนย์บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐานและภัยพิบัติ (NID CENTER). 2555. รายงานวิจัยคลองแม่ข่า .คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ข้อมูลจากแหล่งข่าวไม่เปิดเผยนามจำนวน 3 ราย

 


 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,915 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.