• 18 ธันวาคม 2560 - 12:15 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

จายจาย ชายข้ามแดนกับความรู้ที่สั่งสมผ่านชีวิตคนใช้แรงงาน

 วันที่ 23 มีนาคม 2560 - 10:21 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,180 ครั้ง พิมพ์

 

ธีรมล บัวงาม



ค่ำวันหนึ่งในฤดูหมอกควันประจำในหลายพื้นที่ในภาคเหนือ ที่แค้มป์คนงานแถวต.ป่าแดด เชียงใหม่...ขณะที่คนไทใหญ่ในละแวกนั้น กำลังนั่งล้อมวงเผาข้าวหลาม จายจาย หนุ่มรับเหมาก่อสร้าง แรงงานข้ามชาติไทใหญ่ ก็เริ่มต้นเล่าถึงชีวิตของตนเองในมุมของการเรียนรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ เป็นความรู้ที่ไม่มี สถาบันการศึกษาที่ไหนมอบให้ หากผ่านการใช้ชีวิตผ่านร้อนหนาวบนของรัฐฉานและเมืองไทยกว่า 27 ปี

เรานั่งพูดคุยย้อนเส้นทางการเรียนรู้ของเขาในบ้านเช่าอิฐบล็อกขนาดย่อมเยา คลอไปกับเสียงทีวี และเสียงจากกิจกรรมของเมียจาย ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับซักผ้าและอาบน้ำ บ่อยครั้งก็มีเพื่อนบ้านวนเวียนเดินเข้ามาทัก คงเพราะมีคนหน้าแปลกผลุบเข้ามาในชุมชน

จายจาย สายน้ำมอง แรงงานข้ามชาติไทใหญ่ วัย 27 ปี ทำงานก่อสร้างมานานนับสิบปี ปัจจุบันเป็นอาสาสมัครความปลอดภัยฯ โครงการส่งเสริมอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน (POSH) ของมูลนิธิแมพ (MAP Foudation) เป็นโครงการที่มีกิจกรรมการลงพื้นที่ประจำสัปดาห์ ไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ ที่แรงงานพักอาศัยทำงาน เพื่อทำการฝึกอบรมให้ความรู้แก่อาสาสมัครตัวแทนแรงงานจากชุมชนแรงงานข้ามชาติ เผยแพร่ความรู้เรื่องประโยชน์ของการใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองต่าง ๆ ความจำเป็นในการสร้างความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน รวมทั้งการสร้างเสริมศักยภาพแก่แรงงานให้มีความมั่นใจที่จะขอให้นายจ้างจัดสถานที่ทำงานและสภาพการทำงานให้มีความปลอดภัยอย่างได้มาตรฐาน รวมทั้งให้นายจ้างอำนวยความสะดวกให้ลูกจ้างสามารถเข้าถึงการคุ้มครองและการชดเชยต่าง ๆ ในกรณีที่ลูกจ้างประสบอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตจากการทำงาน นอกจากนั้นกิจกรรมของโครงการส่งเสริมอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานที่ทำงานยังรวมถึงการรณรงค์ให้แรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงประกันสังคม นอกจากนั้นจายจายยังเป็นหนึ่งในแกนนำคนสำคัญของกลุ่มแรงงานสามัคคี (WSA) กลุ่มแรงงานข้ามชาติชาวไทใหญ่ที่รวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือกันเองซึ่งผู้อ่านคงคุ้ยเคยกับบางคน ตามที่ประชาธรรมได้นำเสนอมาแล้ว

จายเล่าว่าเข้ามาเมืองในไทยในปี 2542 ตอนอายุ 9 ขวบ เขาจำได้ดีเพราะเป็นปีที่พ่อถูกยิงตาย จากนั้นอีก 1 ปีเขากลับครอบครัวก็ตัดสินใจย้ายมาฝั่งไทย โดยเดินเท้าเข้ามาทางบ้านลาน ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ตรงข้ามคือ บ้านนากองมู อ.เมืองโต๋น รัฐฉานภาคตะวันออกเฉียงใต้ จายเกิดที่โขหลำ (Kolam) ทางตอนใต้ของรัฐฉาน ว่ากันว่าเมื่อก่อนจากบ้านนากองมูไปโขหลำต้องใช้เวลาเดินทางถึงสองวัน เดี๋ยวนี้ไวขึ้นเพราะถนนหนทางพัฒนาขึ้นมาก

ตอนอยู่รัฐฉาน ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเพราะประเทศไม่สงบ ต้องย้ายไปเรื่อย ๆ กว่าจะได้เริ่มเรียนภาษาไตจนอ่านออกเขียนได้ก็ตอนที่อยู่ในสวนส้มเพราะมีน้าช่วยสอนให้ ตอนนั้นอายุ 13-14 ปี

“เข้ามาแรก ๆ ก็ยังไม่ได้ทำงานอะไรนะครับ ก็มีคนให้ผมเลี้ยงเด็ก เอาเด็กมาฝากให้ดูแลมั่ง หรือไม่ก็เลี้ยงวัวได้ตังค์วันละ 10 บาท พออายุ 12 ปี ก็เริ่มได้งานในสวนส้ม ก็ทำไปเรื่อย 5 ปี จนช่วงปี 49-50 ถึงเข้ามาทำงานในเชียงใหม่”

ส่วนการเรียนภาษาไตกับน้า จายยืนยันว่า ภาษาไตไม่ยากเลย แถมง่ายกว่าภาษาไทยอักโข ผมไม่รีรอที่จะแสดงอากัปกิริยาไม่เห็นด้วย

จาย บอกว่า“สมัยนั้นการจีบสาว ยังใช้จดหมายกันอยู่ มันต้องเขียนได้ครับ ก็เลยตั้งใจเรียนมาก (หัวเราะ) ส่วนทีวีไทยก็ไม่ค่อยได้ดูเท่าไหร่ อยู่ในสวนส้ม มันไม่มีอะไร ไม่มีไฟฟ้า ถ้าจะได้ดูก็เฉพาะตอนที่เข้าไปในหมู่บ้านคนไทย โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ช่วงตอนเช้าที่มันมีการ์ตูน มีหนัง มีคนไทยบางคนเขาใจดีให้เราไปดู ที่นั่นเด็ก ๆ ก็จะเต็มไปหมด เขาเองก็เปิดร้านขายของขายขนมด้วย”

นึกถึงตอนอยู่ในสวนส้มทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษอ่านไม่ออก ก็ใช้สัญชาตญาณเอาตัวรอด อ่านไทยไม่ออก แต่ดูหัวกะโหลกแล้วมีรูปกากบาท ก็พอรู้ว่ามันอันตราย อีกอย่างกลิ่นมันเหม็นมาก จายเพิ่งมารู้เมื่อไม่นานนี้เองว่ามันอันตรายขนาดไหน ตอนผสมยา นายจ้างก็ไม่ได้มีอุปกรณ์อะไรให้เป็นพิเศษ ก็ซื้อถุงมือใส่เอง บางคนไม่มีก็เอาไม้กวน ใช้ผ้าปิดปาก ชีวิตก็วนเวียนอยู่แต่แบบนี้ จาย กล่าวเสริม

 

จากคนสวนส้มสู่คนทำงานไม้ กับความรู้จากรุ่นสู่รุ่น (รุ่นใหม่สู่รุ่นใหม่กว่า)

จนปี 49-50 เมื่อมาเชียงใหม่ จายก็เริ่มทำงานที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ ในต.ป่าแดด จากงานในสวนส้มมาถึงงานทำเฟอร์นิเจอร์ ความรู้เชิงช่างก็ได้มาจากการประกบกับแรงงานรุ่นพี่ ซึ่งเขาจะให้จับคู่เป็นพาร์ทเนอร์กันระหว่างคนที่ทำงานเป็นแล้วกับคนงานหน้าใหม่ พอทำไปได้เดือนสองเดือน จายก็จบทุกหลักสูตร ทำทุกอย่างเป็นหมด ก็ถึงคราวที่จายก็ต้องมีหน้าที่ดูแลแรงงานน้องใหม่ ซึ่งก็เข้ามาใหม่เรื่อย ๆ ค่าจ้างรายวันที่ได้ตอนนั้นคือ 170 บาท

จายเล่าว่า ค่าแรงทีได้มาก็พออยู่พอกินได้ แต่ไม่มีเหลือเก็บ แต่เพราะสมาชิกในครอบครัวของจายทุกคน เข้ามาเมืองไทยหมดแล้ว เลยหมดห่วงเรื่องส่งเงินกลับไปให้คนทางบ้าน ส่วนครอบครัวใหม่ที่จายกำลังเพียรสร้างขึ้นมานั้น เริ่มต้นเมื่อตอนอายุ 21 หลังจากที่ไปเจอกันในร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านที่แฟนของจายทำงานอยู่นั่นเอง

“เราเห็นร้านนี้มีสาว (ผู้หญิง) ก็เลยไปกิน จีบสาวตอนนี้ไม่ได้ใช้จดหมายแล้ว ใช้โทรคุยกันนะครับ”

จายคบกันแฟนได้ประมาณ 5 เดือนก็ตัดสินใจแต่งงานกัน และเป็นจุดที่ผันที่ทำให้จายเข้าสู่สายงานก่อสร้างเต็มตัวและทำมานานนับสิบปี

“พองานที่โรงไม้หมด ก็ไปทำงานทาสี แต่ก็ไม่อยากทำเท่าไหร่ เพราะเขาไม่รับผู้หญิง พวกเราก็เลยเลือกทำงานก่อสร้างที่เขาให้ผู้หญิงทำงาน สถานะปัจจุบันก็เป็นผู้รับเหมา งานก็มีทุกวัน จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง”

ส่วนความรู้ในการก่อสร้างมันมาได้อย่างไรนั้น จายบอกว่า มันก็เหมือนที่งานผ่านมา ๆ ความรู้ได้มาจากการทำ เรียนผิดเรียนถูกไป แรงงานไทใหญ่ทุกคนก็จะประมาณนี้ ถามว่าหวงวิชากันไหม ก็ไม่มี ใครรู้อะไร ชำนาญตรงไหนก็จะบอกต่อกัน มันมีจำเป็นต้องบอกกัน เพราะถ้าใครคนใดคนหนึ่งทำผิดก็จะโดนด่าทั้งกลุ่ม

“บางครั้งผมก็โดนบ้างครับ แต่ไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะตัวเองก็พยายามพัฒนา”

จาย เล่าว่า การทำงานช่างไม้ ทำเฟอร์นิเจอร์ มันเป็นงานละเอียด พอมาเจองานก่อสร้างที่มันไม่ละเอียดไม่เท่างานไม้ แต่หนัก เหนื่อยกว่า ซึ่งคติประจำใจของจาย คือ ทำอะไรต้องทำให้ดี ช้าหน่อยไม่เป็นไร ทำแบบไม่ต้องตามมาแก้มาซ่อมทีหลัง เพราะหลายรอบมันเหนื่อย มันยากกว่ามาก

 

จากความรู้เชิงช่าง สู่ความรู้เรื่องสิทธิฯ

จาย เล่าว่า ตอนเป็นเด็กที่อยู่สวนส้ม เคยเห็นหัวหน้างานกดขี่คนงาน มีด่า ทุบตีบ้าง เพราะตัวแรงงานก็ไม่เคยเรื่องสิทธิแรงงานว่ามีกฎหมายคุ้มครองอย่างไรบ้าง พอไม่รู้ก็กลัว หัวหน้างานก็ได้ที ขู่ด่าทุบตี ค่าจ้างก็น้อยมาก เห็นอย่างนี้ เลือดรักชาติ รักพี่น้อง ก็อยากจะช่วยเหลือ แล้วตอนที่เข้ามาเชียงใหม่ญาติก็เสียชีวิตจากการทำงาน นายจ้างไม่อยากจ่ายค่าเสียหาย ค่าทำศพ ค่าทดแทนอะไร จายก็เลยพยายามหาทางช่วยเหลือเขา

จายรู้จักมูลนิธิแมพผ่าน อาสาสมัครของแมพที่ลงมาให้ความรู้ที่แคมป์คนงาน ซึ่งตัวจายเองก็พยายามจะเข้าไปหาแมพเช่นกัน เพื่อติดต่อหาคนที่จะมาช่วยญาติ จุดนี้เองที่ทำให้จายได้เข้ามาอาสาสมัครของแมพในโครงการความปลอดภัย ก็ได้รู้จักเพื่อนรู้จักกลุ่ม WSA ตอนนี้ผ่านมา 6 ปีแล้ว จากการขอความช่วยเหลือ สู่การช่วยเหลือคนอื่น

“พอมองกลับไปนับจากจุดแรกที่เข้ามาไทย ในสวนส้ม ถึงแม้จะไม่เรียนสูง เข้าโรงเรียนเหมือนลูกตอนนี้ ก็ไม่ได้เสียดายอะไรมา แต่ที่อยากรู้เพิ่มมากกว่านี้ คือ ภาษาไทย อยากอ่านออกเขียนได้ แต่คิดว่าคงไม่มีโอกาสที่จะไปเรียนแล้ว เพราะพอมีลูกก็ต้องทำงานหาเงิน ถึงตอนนี้จะฟังและอ่านได้นิดหน่อย ภูมิใจในตัวเองนะครับ ที่มาถึงจุดที่สามารถช่วยเหลือพี่น้องแรงงานด้วยกัน ก็ลงพื้นที่ไปตามแค้มป์คนงาน ทุก ๆ อาทิตย์ ไปให้ความรู้”

จายสรุปจากประสบการณ์ให้ฟังว่า ปัญหาหลัก ๆ ของคนงาน คือ ไม่ได้รับค่าจ้าง บางพื้นที่ทำงานแล้ว นายจ้างไม่จ่ายให้ อ้างว่าไม่มีเงิน ส่วนเรื่องค่าแรงหรือไม่ได้รับสิทธิมันก็เป็นการตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง บางที่เขาก็เต็มใจที่จะรับค่าจ้างเท่านั้น มันก็เป็นความเต็มใจ เพราะงานก็ไม่ได้หนัก ถ้าเขาอยากได้มากกว่านั้นก็ชี้ช่องทางต่าง ๆ ไป

 

จากการเรียนรู้ในสนามการทำงานสู่การส่งลูกข้าม ‘รั้ว’ โรงเรียน

จายมีลูกสาวหนึ่งคน อายุ 6 ขวบ ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 1 เพราะการทำงานแบบนี้มันย้ายไปย้ายมา ถ้าย้ายเมื่อไหร่ลูกก็มีโอกาสตกชั้นสูงมาก 6-7 เดือนที่ผ่านมาผมกับเมียต้องไปทำงานที่ลำปางก็ต้องย้ายลูกไปด้วย ตอนนี้ก็อยู่อนุบาล 1 มาสองปีแล้ว

“มันก็ยากมากครับ สำหรับคนงานที่มีลูก แล้วงานก่อสร้างมันก็ย้ายที่ไปเรื่อย ๆ ถ้าเราไม่ตามนายจ้างไป เราก็ต้องออกจากนายจ้างคนนั้นและมีโอกาสที่จะเสียงานสูง”

เมื่อต้องย้ายก็ต้องไปคุยกับทางครูในการทำใบย้าย ถ้าย้ายระหว่างข้ามชั้นพอดี ก็จะเลื่อนชั้น บางคน บางพื้นที่ที่มานานก็สามารถส่งลูกเรียนสูง ๆ ได้ หรือถ้าไม่มากันทั้งครอบครัว ส่วนใหญ่เขาก็จะให้เรียนนิดหน่อยแล้วออกมาทำงาน ทำงานเก็บเงินได้ก็กลับไปที่นู้น

เรื่องที่จายเล่ามาสอดคล้องกับเนื้อหาของเอกสารเชิงนโยบายการศึกษาของบุตรหลานแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย (2557) ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย นอกเหนือจากปัญหาเชิงโครงสร้าง และปัญหาจากตัวโรงเรียนเอง ที่มีอุปสรรคด้านภาษา มีความไม่พร้อม และอคติทางเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ สำหรับปัญหาที่เกิดจากตัวแรงงานที่เป็นผู้ปกครอง สามารถจำแนกได้เป็นประเด็นหลัก ๆ อาทิ แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยจำนวนมากส่งบุตรหลานของตนกลับประเทศ ตั้งแต่อายุเพียง 1-2 ปี แต่ก็มีเด็กบางคน กลับมาประเทศไทยอีกเมื่ออายุ 4-6 ปี บางครอบครัวก็มีความคิดที่ว่า “เด็กดีต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน” หรือ “เด็กที่ขยันทำงานทำให้พ่อแม่ภูมิใจ” จึงทำให้เด็กข้ามชาติจำนวนมากเริ่มทำงานตั้งแต่ยังเด็ก

นอกจากนั้นแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่มองว่าการศึกษาของบุตรหลานมีค่าใช้จ่ายที่สูงและแม้ว่าจะไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน หรือโรงเรียนอนุบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายผู้ปกครองก็ยังต้องจ่ายค่าเดินทางให้แก่บุตรหลาน ขณะที่พ่อแม่ต่างชาติไม่ได้ส่งลูกเข้าเรียน เพราะได้รับการตอบปฏิเสธโดยเฉพาะจากโรงเรียนในเขตเมืองที่สามารถรับนักเรียนได้เพียงจำนวนจำกัดเท่านั้นซึ่งแม้แต่สำหรับนักเรียนไทยก็มีปัญหาเรื่องที่เรียนเช่นกัน

ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คือ พ่อแม่/ผู้ปกครองไม่เห็นประโยชน์ของการให้บุตรหลานเรียนในประเทศไทยมากนัก เนื่องจากไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบการศึกษาในประเทศพม่า เพราะมีความแตกต่างกันในระบบการศึกษา เช่น ระดับการศึกษา หรือระบบการให้คะแนน ในขณะที่แรงงานจำนวนมากมีความหวังว่าในที่สุดก็จะกลับไปอยู่ประเทศต้นทางกันทั้งหมด หรือไม่ตัวแรงงานข้ามชาติกลัวการถูกจับกุม ผู้ปกครองกลัวถูกจับกุมถ้าส่งลูกที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเข้าเรียนในโรงเรียนไทย

 

ตอนนี้ก็ไม่ได้วางแผนอะไร ก็อยู่ ๆ ดูว่าบัตรเราจะอยู่ได้นานขนาดไหน ตอนนี้ทางการให้ใบอนุญาตทำงาน 2 ปี ก็คิดว่าก็ต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าทางการไทยหรือพม่าไม่ต่อให้แล้ว ก็ต้องกลับไป แต่ตอนนี้ก็อยู่ดูไปก่อน เพราะบัตรนโนยายมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

“อนาคตยังวางแผนอะไรไม่ได้เลย เก็บเงินอย่างเดียว เพราะถ้าต้องกลับไปก็ต้องใช้เงินซื้อทุกอย่าง ที่ดิน บ้าน ไร่นา เพราะไม่เหลืออะไรที่ฝั่งนั้นแล้ว”

จาย บอกว่า “ถ้าไม่ทำงานก่อสร้างก็อยากทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน เมื่อก่อนก็เคยทำนะครับ แต่พอต้องไปทำงานต่างจังหวัด ก็จำเป็นต้องลาออก พอจะกลับมาสมัครใหม่ คิดว่าความรู้โดยเฉพาะด้านภาษามันน้อย ไป เลยพลาดโอกาสนั้น”

จายกับผม เราคุยกันจบกันถึงตรงนี้ ลูกสาวเดินมานั่งตรงตักจาย เล่นพูดคุยกับพ่อด้วยภาษาที่ผมฟังไม่เข้าใจ เมียของจายออกไปตากผ้า คงสมควรแก่เวลาแล้ว ผมบอกลาครอบครัวของจาย แล้วเดินผ่านวงข้าวหลาม เมื่อค้อมตัวลงทักทุกคน ก็เห็นถ่านสีเทาบนเตาอังโล่ที่ยังแดงเรื่ออยู่จาง ๆ.

 


ภาพถ่ายและคำบรรยายของจายจาย ซึ่งร่วมแสดงนิทรรศการภาพเล่าเรื่อง จัดแสดงในงานวันแรงงานย้ายถิ่นสากล (แรงงานข้ามชาติสากล) ระหว่างวันที่ 16-17 ธันวาคม 2559 ณ สำนักงานบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ชื่อ จายจาย สายน้ำมอง
อายุ เพียงตัวเลข ประสบการณ์ทำงานก่อสร้าง 10 ปี
ความใฝ่ฝัน อยากมีสุขภาพดี มีความสุข

กินทุกวันก็ต้องทำทุกวัน 300ไม่เลือน #1

กินทุกวันก็ต้องทำทุกวัน 300ไม่เลือน #2

กว่าจะได้วันละ 300 ต้องเสี่ยงทุกวินาทีที่เราทำงาน

ยิ่งทำยิ่งสู่งยิ่งสูงยิ่งกลัว กลัวก็ต้องทำเพราะไม่มีใครทำนอกจากกรรมกรใช้แรงอย่างเรา​​​​​​​

หนื่อยก็ต้องทำ ชีวิตคนขายแรงงานอย่างเรา ไม่อายทำกิน​​​​​​​

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ความไว้วางใจ จากเพื่อนบ้านสู่อาชีพดูแลผู้สูงอายุ

ชีวิตแม่บ้าน การสร้างคุณค่าในอาชีพของตัวเอง

ข้างหลังภาพถ่ายของเพียว กับความฝันตั้งรกรากในดินแดนแห่งความฝัน

ผมคือพ่อบ้านไทใหญ่ อาชีพที่สังคมอาจมองข้าม

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,923 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.