• 20 พฤศจิกายน 2560 - 02:31 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

รุจาดล นันทชารักษ์ : ‘แผนระบบขนส่งมวลชนของสนข.ไม่ตอบโจทย์เมืองเชียงใหม่’

 วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 - 20:14 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 3,721 ครั้ง พิมพ์

 

อานนท์ ตันติวิวัฒน์ สัมภาษณ์/เรียบเรียง



หลังจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)จัดโครงการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ จ.เชียงใหม่เพื่อแก้ปัญหาจราจรและระบบขนส่งสาธารณะในเมือง ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)เป็นที่ปรึกษา โดยที่ประชุมเห็นชอบเลือกรูปแบบโครงการเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบาหรือแทรม เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด (ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.cm-pmap.com)  ประเด็นระบบขนส่งมวลชนก็ถูกจุดขึ้นมาอีกครา เพราะนับวันเมืองเชียงใหม่ยิ่งเติบโตขึ้น มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น ปัญหาความแออัดและการจราจรในเมืองยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

หากเราพักข้อวิจารณ์ที่ว่า แผนแม่บทของสนข.เป็นแผนการขายฝันที่เป็นจริงยาก เพราะต้องชงให้ครม.เห็นความสำคัญและโปรยงบลงมา เป็นแผนที่ต้องทำทุกๆสิบปี พอเวลาล่วงเลยผ่านไปสิบปีก็ต้องมาทำใหม่

แล้วมาถกเถียงกันว่าแผนแม่บทที่สนข.เสนอตอบโจทย์ปัญหาที่จังหวัดเชียงใหม่กำลังเผชิญอยู่มากน้อยเพียงใดบ้าง ย่อมทำให้เห็นแง่มุมการศึกษาระบบขนส่งมวลชนที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ภาพเส้นทางของโครงข่ายทางเลือก A (บนดิน-ใต้ดิน)

ภาพเส้นทางของโครงข่ายทางเลือก B (บนดินเท่านั้น)

 

ในวันที่เชียงใหม่เพิ่งผ่านลมพายุฝนอันหนักหน่วง ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใส เผยอากาศบริสุทธิ์ให้คนเชียงใหม่ได้สูดดมหลังต้องอู้อี๋อยู่กับภาวะหมอกควันมานานหลายเดือน  ณ ร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่มองเห็นคูเมือง และรถที่วิ่งไปมาอย่างแออัดในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เรานั่งคุยกับ ดร.รุจาดล นันทชารักษ์   อาจารย์ประจำวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้  ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบขนส่งมวลชน เพียงแต่เป็นผู้ใช้รถท่านหนึ่งที่ต้องเดินทางจากใจกลางเมืองเชียงใหม่(ชุมชนสามกษัตริย์)ไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้   เขาได้ออกมาเขียนวิจารณ์แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนเชียงใหม่อย่างตรงไปตรงมาว่า ‘แผนระบบขนส่งมวลชนของสนข.ไม่ตอบโจทย์เมืองเชียงใหม่’......

 

ทำไมอาจารย์ถึงไม่เห็นด้วยกับแผนแม่บทของสนข.ที่เสนอออกมาเป็นรถไฟฟ้ารางเบาหรือแทรม

เริ่มอย่างนี้แล้วกัน เราต้องดูก่อนว่า โจทย์ของสนข.คืออะไร  เท่าที่เห็นจากเอกสารแผ่นพับต่างๆ ของสนข. ผมไม่แน่ใจว่าโจทย์ของเขาชัดเจนหรือเปล่า หรือเกิดการเบี่ยงเบนอะไรไหม เพราะว่าถ้าเราจะทำระบบขนส่งมวลชนเพื่อแก้ปัญหาการจราจรและระบบขนส่งมวลชนในตัวเมืองเชียงใหม่ คำถามแรกสุดเราต้องดูก่อนว่าสาเหตุมาจากไหน ซึ่งสาเหตุปัญหาจราจรรถติด คือ ปริมาณรถไม่สัมพันธ์กับพื้นผิวการจราจรพูดง่ายๆคือ ถนนน้อยกว่ารถ

คำถามต่อมา  แล้วรถมาจากไหน ถ้าผมจำไม่ผิดเคยเห็นข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ของสนข.เองว่าจำนวนรถที่ติดอยู่ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ มากกว่า 60 -70 เปอร์เซ็นต์มาจากรถนอกเมือง เมื่อมาจากสาเหตุนี้ การแก้ไขปัญหาจราจรอันดับแรก คือ ลดปริมาณจำนวนรถที่เข้ามาในเมืองด้านในให้ได้เสียก่อน นี่คือโจทย์หลัก

จากโจทย์นี้เราลองกลับไปมองแผนแม่บทของสนข. ที่เลือกต้นแบบขนส่งมวลชนเชียงใหม่เป็นระบบแทรม หรือรถไฟฟ้ารางเบามาใช้งาน คำถามคือ  แทรมตอบโจทย์ปัญหาจราจรที่เราตั้งไว้ได้หรือเปล่า เท่าที่ผมเห็นจากข้อมูลประชาสัมพันธ์ของสนข. พบว่า แทรมจะวิ่งเป็นสายบนถนนอ้อมเมืองเส้นหนึ่ง และอีกเส้นทาง 2-3 เส้น จะวิ่งในเขตตัวเมือง ซึ่งมันไม่ได้ตอบโจทย์โดยตรงว่า จะสามารถลดจำนวนรถที่วิ่งอยู่บนท้องถนนอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดจำนวนรถจากพื้นที่นอกเมืองที่เข้ามาในเขตตัวเมือง ฉะนั้นแทรมจึงไม่น่าจะตอบโจทย์ได้

 

แต่สนข.อาจจะมองว่า สร้างระบบไว้ในเขตเมืองเพื่อรองรับรถด้านนอก เช่นว่า เอารถเข้ามาจอดตรงบริเวณชานเมือง  หรือวงแหวนหรือตามห้างสรรพสินค้า แล้วใช้แทรมเข้ามาในเมือง

โดยธรรมชาติของคนเชียงใหม่จะเลือกใช้รถส่วนบุคคล อาจจะเรียกได้ว่า เป็นความเคยชินไปแล้ว เพราะใช้มาอย่างน้อย 30 ถึง 40 ปี การเอารถไปจอดตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ถ้าเราสังเกตดูมันจะเต็มอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าแทบจะแย่งที่จอดรถ ลานจอดรถต่างๆของห้างที่ตั้งอยู่บนถนนอ้อมเมือง เช่น เซนทรัลเฟส บิ๊กซี โรบินสัน ฯลฯ ถึงที่สุดแล้วมันไม่พอ ต่อให้มีการลงทุนจากรัฐสร้างตึกที่จอดรถขึ้นมาก็ไม่มีทางพอ ดังนั้นถ้าหากตั้งเป้าจะลดจำนวนรถก็ต้องทำให้เขาหยุดใช้รถ คือ ไม่ให้เขาเอารถออกจากบ้านตั้งแต่แรก

ในส่วนของรถรางเบา ผมมองว่า ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ พื้นผิวถนนสร้างขึ้นตามผังเมืองในอดีต ซึ่งเราไม่ค่อยได้เปลี่ยน ดังนั้น ถนนแต่ละเส้นในเขตเมืองก็ไม่ได้ใหญ่มาก ประมาณ 2-3  เลน ถนนรอบกำแพงเมืองทั้งเส้นในเส้นนอก จะเห็นว่าบางช่วงก็กว้าง บางช่วงก็แคบ เพียงแค่การตีเส้นถนนยังลำบาก และรถก็วิ่งเยอะมาก คำถามคือ ถ้าหากเราเอารถไฟฟ้ารางเบาหรือแทรมลงมาวิ่ง มันจะวิ่งตรงไหน วิ่งไปพร้อมกับรถส่วนบุคคล รถแดง หรือรถอื่นเลยหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้นแสดงว่า แทรมขึ้นมาแย่งพื้นผิวการจราจร

คำถามต่อมาคือ คนจะเลือกใช้บริการรถรางเบามากมายแค่ไหน มันมีนัยยะสำคัญที่ทำให้คุณเลิกใช้รถส่วนตัว และหันมาใช้รถสาธารณะเลยหรือไม่ แทรมสามารถดึงดูดใจให้มีผู้มาใช้บริการมากจนทำให้ปริมาณการใช้รถส่วนตัวน้อยลงหรือไม่ อันนี้ยังไม่พูดถึงโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการใช้ทางร่วมกันกับรถประเภทอื่นๆบนถนนเดียวกัน ฉะนั้นถามว่า มันเหมาะกับตัวเมืองเชียงใหม่ไหม ผมคิดว่ายังไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตามในบางเส้นทางที่ สนข.วางไว้ตามถนนอ้อมเมือง ในส่วนนั้นยังพอเป็นไปได้และมีประโยชน์ เพราะถนนอ้อมเมืองเป็นถนนที่มีเกาะกลางถนน ผมเคยเห็นภาพโฆษณาตัวอย่างกรณีที่จะทำตรงเส้นถนนห้วยแก้วแล้วเอาแทรมวิ่งตรงเกาะกลางเส้นนั้น อย่างนั้นก็พอเป็นไปได้ แต่สำหรับถนนเกือบทั้งหมดในเขตตัวเมืองชั้นในผมไม่เห็นความเหมาะสมหรือความเป็นไปได้เลย

 

หากเรามองในแง่ต้นทุนการเดินทางของผู้ใช้รถใช้ถนน แทรมพอจะดึงดูดให้คนหันมาใช้บริการไหมครับ

เรื่องต้นทุนการเดินทาง คนที่จะขึ้นแทรม ผมคาดคะเนว่าส่วนใหญ่คงจะไม่ใช่คนเชียงใหม่แต่น่าจะเป็นนักท่องเที่ยว คนเชียงใหม่ที่จะเลิกใช้รถส่วนตัวและหันมาขึ้นแทรมเลยน่าจะน้อยมาก และเมื่อมันน้อย ผมเกรงว่า ต้นทุนอาจจะไม่คุ้มค่า ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า เมื่อพูดถึงระบบขนส่งสาธารณะ เรื่องความคุ้มทุน-กำไรไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับแรก เพราะมันมีแนวโน้มขาดทุนแน่นอน อย่างเช่นขสมก.ที่กรุงเทพ ดังนั้น ถ้าเอาระบบขนส่งมวลชนมาลงเชียงใหม่ จะต้องยอมรับการขาดทุน ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานภาครัฐต้องสนับสนุนงบประมาณชดเชยการขาดทุนนี้ แต่อย่างน้อยระบบควรจะมีรายได้เพียงพอจะหล่อเลี้ยงตัวเองได้ในระดับหนึ่ง แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า จะมีคนขึ้นมากน้อยแค่ไหนเพราะรายได้สัมพันธ์กับจำนวนคนที่ใช้บริการ และค่าบริการ

 

เท่าที่ฟังมา เหมือนอาจารย์บอกว่า ปัจจัยที่จะตอบโจทย์คือ รูปแบบไม่แย่งพื้นผิวทางจราจร  ต้นทุนการเดินทางที่ทำให้คนเลือกจอดรถไว้บ้านแล้วมาใช้บริการ  และทำให้รถจากนอกเมืองไม่เข้ามาในตัวเมือง หากมองไปที่แผนแม่บทฯของสนข.เส้นไหนมันตอบโจทย์บ้าง

เหมาะที่สุดในเขตตัวเมืองควรใช้ระบบอื่นที่ไม่ใช่ระบบราง อาจจะจัดระบบรถแดง หรือใช้รถมินิบัส ส่วนระบบรางที่ตายตัวบนพื้นผิวจราจรนั้นไม่เหมาะกับตัวเมืองเชียงใหม่  เว้นแต่เราจะเริ่มระบบนี้มาตั้งแต่ 30 ปีก่อน ผมคิดว่ายังพอมีโอกาส แต่ปัจจุบันนี้บริบทมันต่างจากในอดีต รถเยอะมากขึ้นมาก กระทั่งไม่อยู่ในช่วงเวลาเร่งด่วนรถก็ยังติด เสาร์อาทิตย์รถก็ติด แล้วก็ไม่ใช่แค่ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่แต่ติดลามไปถึงวงแหวนรอบที่ 2 รอบที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเชียงใหม่- แม่ริม เชียงใหม่-พร้าวเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด เชียงใหม่-สันกำแพง ติดหมดเลย

 

อาจารย์ฟันธงว่าแทรมไม่ตอบโจทย์?

ไม่ การแก้ปัญหาการจราจร หรือระบบขนส่งมวลชนในเชียงใหม่จะต้องมองไกลกว่าเขตเมืองเชียงใหม่ แต่ต้องมองให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด หรืออย่างน้อยก็ต้องมองในระดับพื้นที่แอ่งเชียงใหม่-ลำพูน

 

ดร.รุจาดล นันทชารักษ์   อาจารย์ประจำวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

 

อาจารย์มองว่า ระบบขนส่งมวลชนแบบไหนที่เหมาะกับเมืองเชียงใหม่

ต้องย้อนไปที่โจทย์การแก้ปัญหาการจราจรและระบบขนส่งมวลชนเชียงใหม่ อย่างที่ผมพูดไปปัญหาคือ รถในเมืองมีจำนวนมาก และมากกว่า 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์มาจากอำเภอรอบนอก เพราะฉะนั้นระบบที่จะเลือกใช้ต้องสามารถตัดวงจรจากด้านนอกคือ ลดจำนวนรถนอกเมืองที่เข้ามาในเมือง ทั้งนี้ต้องไม่ใช่โดยการบังคับ แต่เป็นการจูงใจ ซึ่งระบบที่ผมเห็นว่า เหมาะสมและจูงใจมากที่สุดคือ ระบบรางขนาดใหญ่ที่เชื่อมเมืองเข้าด้วยกัน เพราะมันสามารถขนคนได้มาก  และเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มเข้ามาใช้ได้ คนแก่ เด็ก นักท่องเที่ยว หรือใครก็ได้ที่ไม่อยากใช้รถ แต่แน่นอนว่าการลงทุนกับระบบรางขนาดใหญ่มีต้นทุนสูงมาก แต่มีข้อดีมาก คือ รองรับการเดินทางของคนได้อย่างน้อยครึ่งจังหวัดเชียงใหม่ ในขณะที่ระบบรางเบาหรือแทรมมีการลงทุนสูง แต่สามารถตอบสนองเพียงแค่พื้นที่ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่เท่านั้น

การลงทุนกับระบบรางขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมเมือง(อำเภอ) ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากมีเส้นทางที่เชื่อมตั้งแต่ อ.จอมทอง เข้ามาจนถึงตัวเมืองเชียงใหม่ มันสามารถรองรับคนได้หลายอำเภอ ตั้งแต่อำเภอเมือง หางดง สันป่าตอง จอมทอง และยังสะดวกกับคนที่มาจาก อ.ดอยเต่า อ.อมก๋อย อ.แม่แจ่ม อ.แม่สะเรียง ที่สามารถเดินทางมาจอดรถที่อ.จอมทอง เพื่อขึ้นรถไฟเข้าเมืองได้อีกด้วย นอกจากนั้น ระบบรางขนาดใหญ่ยังสามารถรับขนสินค้าจำนวนมากจากตลอดเส้นทางเข้ามาสู่ตัวเมืองเพื่อเชื่อมต่อไปยังจังหวัดอื่นหรือประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย

หรือเราอาจจะทำเส้นทางที่ยาวเชื่อมต่อจาก อ.จอมทองผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ไปจนถึง อ.ฝาง โดยให้ อ.ฝาง ทำหน้าที่เป็น Hub เชื่อมโยงอำเภอต่างทางเหนือของเชียงใหม่ ขณะที่อาจจะมีอีกหนึ่งเส้นในรูปของวงแหวนที่เชื่อมตัวเมืองเชียงใหม่ผ่านไปทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ อ.พร้าว แล้วก็วนมาทาง อ.ดอยสะเก็ด อ.แม่ออน อ.สันกำแพง วิ่งตัดเข้ามาเป็นวงกลม เป็นต้น ถ้าทำอย่างนี้ ผมเชื่อว่ามันจะช่วยลดจำนวนรถที่เข้ามาในเมืองได้ค่อนข้างมากระดับหนึ่ง ทั้งนี้ผมไม่ได้บอกนะว่าทั้งหมด แต่อย่างน้อยถ้าลดจำนวนรถที่จะเข้ามาในเมืองได้ร้อยละ 30 ถึง 40 ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ

 

ถ้าทำวิ่งยาวระหว่างเมือง แล้วในตัวเมืองเราควรรองรับด้วยระบบอะไร

ระบบรางขนาดใหญ่ที่เชื่อมอำเภอต่างๆ เข้าหากันนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องวิ่งเข้ามาในเมือง แต่ให้หยุดก่อนที่จะถึงเมืองแล้วก็ใช้ระบบชัทเทิลบัส (shuttle bus) หรือระบบรางเบา มารองรับ แต่ทั้งนี้หากจะเลือกใช้ระบบรางเบาเห็นว่า ควรใช้เฉพาะตามแนวถนนอ้อมเมืองเชียงใหม่ เพื่อเชื่อมสนามบินกับจุดรับส่งตามแนวถนนอ้อมเมือง ซึ่งน่าจะมีคนเลือกใช้พอสมควร จากที่ว่ามาจะเห็นว่ามันก่อรูปขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ จำเป็นต้องลงทุนสูง แต่สามารถรองรับการใช้งานของคนทั้งจังหวัดคุ้มค่ากว่าที่จะทำรถไฟฟ้ารางเบาที่วิ่งในเขตเมือง ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะตอบโจทย์ได้แค่ไหนเพียงใด อีกทั้งยังเป็นระบบที่ตอบสนองเพียงแค่พื้นที่เล็กๆ ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่เท่านั้น

 

คนในเขตตัวเมืองมีน้อยเกินกว่าจะลงทุน ดังนั้น อาจารย์เห็นว่าควรมองภาพที่ใหญ่กว่าในเขตตัวเมือง?

แน่นอนว่าเราต้องมองภาพที่ใหญ่กว่าเขตตัวเมืองเชียงใหม่ โดยถ้าเราจะแบ่งการใช้รถเป็น 2 ส่วน คือ คนที่ใช้รถในเขตตัวเมืองกับคนที่ใช้รถจากต่างอำเภอ คนที่ใช้รถอยู่ในเขตอำเภอเมือง อย่างไรเขาก็ใช้รถอยู่แล้ว เพราะเขาใช้ชีวิตอยู่ในนี้จะให้เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเรื่องยากมาก

และถ้าพูดถึงเฉพาะจำนวนรถของคนที่อยู่อาศัยในเขตตัวเมืองกับปริมาณถนนในเขตตัวเมืองผมเชื่อว่ามันค่อนข้างจะพอดี  อาจจะเหลือให้มีรถจากต่างอำเภอเข้ามาวิ่งบ้าง แต่ถ้าในตัวเมืองมีรถจากต่างอำเภอเข้ามาใช้เป็นจำนวนมากอย่างในปัจจุบันนี้ รวมถึงในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวก็จะมีรถจากต่างจังหวัดเข้ามาเพิ่มอีก ปัญหาการจราจรในตัวเมืองจะเริ่มวิกฤตทันที ดังนั้นระบบขนส่งมวลชนแบบรถไฟฟ้ารางเบาจึงไม่ได้เป็นตัวเลือกสำหรับการแก้ปัญหาโดยตรง และไม่ได้มีความจำเป็นต่อการแก้ปัญหา เพราะหากเทียบกับการรองรับและการลงทุน ต้นทุนสูงเกินไป คนในเขตตัวเมืองมีน้อย ส่วนใหญ่ที่ใช้น่าจะเป็นนักท่องเที่ยว

ตัวอย่างความล้มเหลวของระบบขนส่งมวลชนที่กำหนดเขตเฉพาะในเมืองเชียงใหม่ก็มีมาให้เห็นแล้วหลายราย เช่นรถเมล์เหลือง หรืออีกหลายเจ้าที่พยายามจะทำรถเมล์ในเขตตัวเมือง แน่นอนว่าส่วนหนึ่งของความล้มเหลวมาจากการต่อต้านจากรถแดงหรืออะไรก็แล้วแต่  แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ คนที่จะขึ้นมันไม่มี ทำให้ไม่มีเงินทุนไปหมุน วิ่งตีรถเปล่าอยู่ตลอดเวลา มันก็ไม่ไหวต่อให้เป็นเงินลงทุนและสนับสนุนจากภาครัฐเองก็ตาม

 

ระบบขนส่งมวลชนที่อาจารย์เสนอ ตอบโจทย์ต้นทุนการเดินทางที่ทำให้คนเลือกจอดรถไว้บ้านแล้วมาใช้บริการอย่างไร

ถ้าเรามองในแง่ของการตัดสินใจของผู้ใช้บริการในเรื่องต้นทุน ราคา และความสะดวกที่จะได้รับ ซึ่งหากประมาณการว่า การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลจะมีค่าเชื้อเพลิงต่อเดือน (ไม่รวมค่าบำรุงรักษา) ประมาณ 3,000 ถึง 5,000 บาท อัตรานี้เฉพาะคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเขตตัวเมืองนะครับ แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่นอกเมืองและต้องเดินทางเข้าเมืองทุกวันก็จะบวกค่าเชื้อเพลิงต่อเดือนเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะต้องเดินทางไกลกว่าและฝ่ารถติดด้วย ซึ่งก็น่าจะอยู่ที่ 5,000 – 7,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้ามีระบบรางขนาดใหญ่ที่เชื่อมอำเภอต่างๆ เข้าสู่ตัวเมืองมันสามารถช่วยลดต้นทุนตรงนี้ได้

หากจะจูงใจให้คนหยุดใช้รถส่วนตัว จำเป็นต้องคำนวณแล้วว่า แทนที่คนจะจ่ายเงิน 5,000 -7,000 บาทต่อเดือน หากยอมทิ้งความสะดวกสบายส่วนหนึ่งแล้วหันไปใช้ระบบขนส่งมวลชนแทน (โดยมีระบบเชื่อมต่อย่อยในเขตเมือง เช่น ระบบชัทเทิลบัส ซึ่งอาจจะเป็นมินิบัส หรือรถแดงบางส่วน และแทรม) ต้นทุนค่าใช้จ่ายอาจจะสามารถลดลงได้อย่างน้อยร้อยละ 30 – ร้อยละ 40 ซึ่งส่วนต่างของค่าใช้จ่ายที่ลดลงนี้น่าจะมีมากเพียงพอที่จะจะจูงใจให้คนตัดสินใจลดการใช้รถส่วนตัวแล้วหันมาเลือกใช้ระบบขนส่งมวลชนแทน แต่ทว่าหากส่วนต่างของค่าใช้จ่ายมีไม่มาก แน่นอนว่ามันย่อมจะไม่สามารถสร้างแรงจูงใจมากพอที่จะทำให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชน

พอเราพูดถึงเรื่องต้นทุน ระบบรถไฟฟ้ารางเบาที่จะใช้ในตัวเมืองเชียงใหม่มีแนวโน้มว่าจะมีรายได้น้อยอันมีสาเหตุมาจากผู้ใช้บริการมีน้อย ซึ่งแม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อชดเชยส่วนต่างของการขาดทุน แต่การที่มีผู้ใช้บริการน้อยนั้นมีผลอย่างมากต่อการกำหนดราคาค่าบริการให้มีราคาถูก เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่ยากมาก เพราะจะทำอย่างไร ถ้าต้องการให้ต้นทุนการประกอบการลดลงก็ต้องให้ผู้มาใช้บริการมากๆ ด้วยเหตุนี้เมื่อเทียบกับระบบรางขนาดใหญ่ที่วิ่งเชื่อมระหว่างอำเภอมันมีแนวโน้มที่จะตอบโจทย์เรื่องต้นทุนและจำนวนผู้ใช้บริการได้มากกว่า เพราะเมื่อเส้นทางการเดินรถไฟวิ่งผ่านหลายอำเภอ และตัวรถไฟเองสามารถขนคนได้มาก ก็มีโอกาสที่จะสะสมผู้ใช้บริการในแต่ละเที่ยวได้มากกว่าแทรม

อย่าลืมว่า จ.เชียงใหม่ มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ หากมีระบบขนาดใหญ่เชื่อมตั้งแต่สายใต้ คือ อ.จอมทอง อ.สันป่าตอง อ.หางดง อ.เมือง แล้ววิ่งยาวไปถึง อ.ฝาง ใช้ระยะเวลาวิ่งต่อเที่ยวจากเหนือไปใต้โดยไม่ต้องต่อรถ ย่อมประหยัดทั้งเงินและเวลาได้มากกว่า โอกาสที่คนจะเลือกใช้บริการมีสูงมาก เมื่อมีผู้ใช้บริการมาก รายได้ก็มากเพียงพอที่จะชดเชยการขาดทุนได้มาก เมื่อรวมเข้ากับงบประมาณจากรัฐ การกำหนดอัตราค่าใช้บริการก็มีแนวโน้มที่จะทำให้มีราคาถูก เมื่อค่าใช้บริการมีราคาไม่สูงก็ย่อมจะสามารถดึงดูดให้มีผู้มาใช้บริการได้มากขึ้นไปอีก 

นอกจากนี้ เมื่อระบบรางขนาดใหญ่ใช้หัวรถจักรที่มีกำลังลากสูง สามารถต่อตู้รถไฟได้หลายตู้ ก็สามารถต่อตู้สำหรับขนส่งสินค้าเข้า-ออกเมืองได้ อีกทั้งยังสามารถต่อตู้ที่มีความสะดวกสบายกว่าปกติเพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้บริการที่ต้องการเดินทางแบบสบาย หรือนักท่องเที่ยวที่อาจจะต้องการเดินทางไปเที่ยวจอมทอง หรือไปแช่น้ำร้อนที่ฝาง ผมคิดว่า โดยตัวระบบเองมันตอบโจทย์ได้หลายข้อนอกเหนือไปจากการแก้ปัญหาการจราจรในเขตตัวเมือง ซึ่งการลงทุนสูงกับระบบรางขนาดใหญ่มันมีความคุ้มค่า และความสมเหตุสมผลมากกว่าระบบขนส่งแบบรางเบาในเขตตัวเมือง

อีกประการหนึ่งระบบรางขนาดใหญ่เปิดโอกาสให้สามารถหารายได้จากทางอื่นมาช่วยชดเชยการขาดทุนได้หลายช่องทาง เช่น ค่าขนส่งสินค้า ค่าป้ายโฆษณาตามตู้โดยสาร หรือตามสถานีต่างๆ นะครับ ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้อีก ก็เป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่การลดราคาค่าใช้บริการต่อหน่วยลงไปได้อีก

 

ในความคิดอาจารย์มันควรเป็นรถไฟแบบไหนครับ

รถไฟธรรมดานี่ล่ะครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นรถความเร็วสูง เพียงแค่วิ่งผ่านเมืองโดยที่ใช้ความเร็วที่ทำเวลาได้ดีกว่าการเดินทางด้วยรถชนิดอื่น เช่น ทำสะพานข้ามแม่น้ำ หรือข้ามถนนตามแยกต่างๆ เพื่อไม่ให้ต้องชะลอความเร็ว และลดการเกิดอุบัติเหตุ ส่วนจะออกแบบอย่างไรให้มันเชื่อมอำเภอแต่ละอำเภอได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ก็คงเป็นเรื่องของการออกแบบทางวิศวกรรมที่ต้องไปศึกษากันต่างหาก

ถ้ามันมีระบบรางขนาดใหญ่เชื่อมอำเภอ เชื่อว่าจะมีประโยชน์มากกว่าและช่วยลดปัญหาการจราจรภายในตัวเมืองเชียงใหม่ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งหากว่ารถหายไปจากท้องถนนไปได้อย่างน้อย 30% ผมเชื่อว่าการจราจรของตัวเมืองเชียงใหม่จะดีขึ้นอย่างมาก ความหนาแน่นของการจราจรในตัวเมืองเชียงใหม่จะลดลง (อย่างน้อยๆ อาจคล้ายกับเมื่อสมัย 10-20 ปีที่แล้ว ถามว่าสมัยนั้นการจราจรหนาแน่นไหม ก็ต้องยอมรับว่าหนาแน่นก็ไม่ถึงขั้นวิกฤต) หลังจากนั้นก็อาจจะมีมาตรการ นโยบาย หรือกฎระเบียบอื่นๆออกมาสนับสนุนการแก้ปัญหาการจราจรในประเด็นอื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ต้องขอย้ำให้เข้าใจกันก่อนว่า การเลือกระบบขนส่งมวลชนรูปแบบใดล้วนแต่เป็นเรื่องเชิงเทคนิค จะเลือกระบบรางเบา ใต้ดิน บนดิน หรือชัทเทิลบัสก็ได้ แต่ในการเลือกจำเป็นต้องมีพิจารณาเงื่อนไขของจ.เชียงใหม่ ในหลายๆ มิติประกอบการเลือก เราจะมองรูปแบบของระบบขนส่งมวลชนแยกขาดออกจากเงื่อนไขอื่นไม่ได้ เราคงจะต้องมองเรื่องรถรับจ้างต่างๆที่จะเข้ามารองรับ ไม่ว่าจะเป็นรถแดง หรือ Uber (ในฐานะที่เป็นทางเลือกหนึ่ง และควรทำให้ถูกกฎหมาย) ซึ่งก็มีความจำเป็นสำหรับการเป็นระบบย่อยที่เชื่อมต่อกับระบบใหญ่อย่างระบบรางขนาดใหญ่อีกต่อหนึ่ง นอกจากนี้ การมีระบบขนาดใหญ่จะช่วยให้การควบคุมมาตรฐานของรถรับจ้างทั้งแบบประจำทางหรือแบบไม่ประจำทางมีโอกาสทำได้ง่ายขึ้น

ผมถามตัวเองว่า ถ้ามีระบบอย่างที่ว่ามา ตัวผมเองจะหันมาใช้ระบบดังกล่าวไหม ผมก็ตอบได้เลยว่า ผมก็จะเลือกใช้ระบบขนส่งมวลชนครับ แต่ทุกวันนี้ผมเดินทางไปทำงานจากบ้าน (ในย่านชุมชนสามกษัตริย์) ไปมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีคำถามคือ ผมจะเดินทางอย่างไรถ้าไม่ใช้รถส่วนตัว ผมไปทำงานไม่ได้เพราะมันไม่มีระบบขนส่งมวลชนใดเลยที่จะรองรับการเดินทางของผมเลย ดังนั้นผมจึงต้องใช้รถส่วนตัวเพราะมันเป็นตัวเลือกทางเดียวของผมสำหรับการเดินทางไปทำงาน ขณะเดียวกันถามว่า นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ถ้าจะเดินทางเข้าเมืองจะทำอย่างไร ทุกวันนี้มีเพียงรถเขียวที่วิ่งจากพร้าวเข้ามาในตัวเมืองเชียงใหม่ซึ่งถามว่าเพียงพอหรือไม่ก็ตอบได้ว่าไม่เพียงพอ ฉะนั้นนักศึกษาจำนวนมากจึงเลือกใช้มอเตอร์ไซค์สำหรับการเดินทางระหว่างตัวเมืองกับมหาวิทยาลัย ซึ่งมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุสูงมาก

 

จากที่ฟังมา เราพอจะตั้งสมมติฐานได้ไหมครับว่า การมองระบบขนส่งมวลชนของเรามันมีปัญหา คือไม่ได้มองภาพรวมหรือมองจากปัจจัยอื่น  ซึ่งมันเป็นปัญหาที่หลายคนเคยวิจารณ์การจัดทำขนส่งมวลชนทั่วประเทศว่ามุ่งเชื่อมกับศูนย์กลางเป็นหลักไม่ได้มองเชื่อม และกระจายทั่วภูมิภาค

ผมยังเชื่อว่าทางสนข. พยายามมองภาพรวม และปัจจัยอื่น ๆ ประกอบมากพอสมควร เพียงแต่อาจจะมีเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการพิจารณา

ส่วนปัญหาที่ว่าการจัดทำระบบขนส่งมวลชนทั่วประเทศมีลักษณะรวมศูนย์นั้น เราจะมองอย่างนั้นก็ได้ เพราะต้องเข้าใจว่าการสร้างรถไฟที่เริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ก็เป็นการเริ่มจากโจทย์ความมั่นคงและเงื่อนไขทางการปกครองเป็นหลัก เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่เส้นทางจะใช้กรุงเทพเป็นศูนย์กลางแล้วเชื่อมไปยังหัวเมืองสำคัญในภูมิภาคต่างๆ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่ ในขณะเดียวกัน หากมองไปยังประเทศที่ใช้รถไฟเป็นระบบขนส่งหลัก จะพบว่าเขาไม่ได้มองในแง่ของความมั่นคงมาก่อน อย่างเช่น ประเทศเยอรมัน ระบบรถไฟจะแตกออกไปยังเมืองต่างๆในลักษณะเครือข่ายใยแมงมุม สามารถเดินทางระหว่างเมืองต่างๆได้โดยไม่ต้องผ่านเมืองหลวงก่อน

สำหรับประเทศไทยในระยะเวลาที่ไม่ไกลนักนี้ผมไม่คาดหวังว่าเราจะก้าวกระโดดได้ขนาดนั้น แต่ผมมองว่าถ้าเราสามารถมีระบบรถไฟที่เชื่อมโยงแต่ละภูมิภาคเข้าด้วยกันได้น่าจะดีกว่าปัจจุบันมาก เช่นจะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะนั่งรถไฟจากเชียงใหม่ไปถึงขอนแก่นหรือเมืองสำคัญในภาคอีสานได้โดยไม่ต้องผ่านกรุงเทพ หรือเป็นไปได้ไหมที่เราจะนั่งรถไฟจากเชียงใหม่ลงไปถึง อ.สะเดา หรือ อ.สุไหงโกลกได้เลยโดยไม่ต้องผ่านกรุงเทพ เชื่อได้ว่าการเดินทางจะเร็วขึ้นและช่วยให้ความเจริญกระจายตัวได้มาก

และถ้ามองลดลงมาในระดับภูมิภาคในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่ ก็เห็นว่าจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะมีรถไฟในระดับภูมิภาคที่วิ่งเชื่อมแต่ละเมืองสำคัญในภาค สามารถนั่งรถไฟเดินทางเฉพาะในภาคนั้นๆได้โดยไม่ต้องออกไปที่อื่น แต่ใช้รถไฟเป็นตัวเชื่อมโยง เช่น ในภาคเหนืออาจจะมีรถไฟวิ่งจากแม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่-เชียงราย-ลำปาง-ลำพูน-พะเยาลงไปแล้วก็วนกลับมา ถ้าเกิดลักษณะแบบนี้ได้ก็จะสะดวกมากขึ้น ในจังหวัดใหญ่อย่างเชียงใหม่ก็มีรถไฟที่เชื่อมแต่ละอำเภอเข้าหากัน มันก็จะเป็นโครงข่ายโลจิสติกส์ระบบรางขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเข้าหากัน เราไม่จำเป็นที่จะต้องมองรถไฟวิ่งระยะทางยาวอย่างเดียว แต่เราวางรถไฟวิ่งระยะทางขนาดเล็กเชื่อมเมืองต่างๆในระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ในบางจังหวัดมีพื้นที่ไม่มากทำแล้วอาจจะไม่คุ้ม ก็นำไปเชื่อมโยงหลายจังหวัดเข้าหากัน ในกรณีเชียงใหม่เป็นจังหวัดใหญ่มีพื้นที่จำนวนมาก ดังนั้นควรจะมีเส้นทางรถไฟวิ่งเฉพาะในตัวจังหวัดวิ่งในแนวเหนือ-ใต้  ในอนาคตอาจจะเชื่อม จ.ลำพูน และ จ.ลำปาง ซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่ก็อาจจะเชื่อมเส้นทางเข้าหากันทั้งในพื้นที่และเชื่อมโยงระหว่างจังหวัด

ดังนั้นระบบรางจึงมีความสำคัญมาก การตัดสินใจควรต้องพิจารณาความคุ้มค่าและประโยชน์ของสาธารณะให้รอบด้าน ขณะนี้ทราบข่าวว่าที่ จ.ขอนแก่น กำลังจะมีระบบขนส่งสาธารณะรางเบาในตัวเมือง ซึ่งผมคิดว่าเขาก็คงคิดในบริบทของเขา แต่ในส่วนของตัวเมืองเชียงใหม่เราต้องคิดให้สอดคล้องกับบริบทของเรา.

 


สัมภาษณ์วันที่ 20 พฤษภาคม 2560

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,854 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.