• 24 ตุลาคม 2560 - 14:45 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ผู้สูงอายุ-ผู้สูงวัย: ข้อมูลเสริมมุมใหม่ในการพัฒนาเมือง

 วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 - 09:59 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 666 ครั้ง พิมพ์

 

คำนิยามผู้สูงอายุ ปัจจุบัน องค์การสหประชาชาติ ยังไม่มีคำนิยามที่แน่นอนว่าอายุเท่าไหร่จึงจะเรียกว่าเป็น ผู้สูงอายุ Older/Elderly person โดยองค์การสหประชาชาติใช้อายุ 60 ปีขึ้นไปในการนำเสนอสถิติข้อมูลและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ใช้อายุ 65 ปีขึ้นไปเป็นเกณฑ์ในการเรียก “ผู้สูงอายุ” อย่างไรก็ตามบทความจะไม่นำเสนอประเด็นถกเถียงดังกล่าวในที่นี้ หากจะเทียบเคียงผลการศึกษา รายงานและการสำรวจของหน่วยงานรัฐ เพื่อเปิดประเด็นชวนคิดพิจารณาเรื่องผู้สูงอายุกับความเป็นเมืองในเบื้องต้นก่อน

ประเทศไทย นิยาม “ผู้สูงอายุ” ไว้ในพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 มาตรา 3 หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย ส่วนคำว่า สังคมสูงวัย Aged society หมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด (หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 7)

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ 4 ครั้งที่ผ่านมา พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนและสัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยในปี 2537 มีผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 6.8 ของประชากรทั้งประเทศ

ต่อมาสำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2557 นับเป็นครั้งที่ 5 โดยการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างครัวเรือนทั้งสิ้น 83,880 ครัวเรือน พบว่า ในปี 2557 มีผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 14.9 ของประชากรทั้งประเทศ หรือจำนวนผู้สูงอายุทั้งสิ้น 10,014,699 คน เป็นชาย 4,514,812 (ร้อยละ 45.1) และหญิง 5,499,887 (ร้อยละ 54.9)

           

จำนวนและร้อยละของประชากรสูงอายุ พ.ศ. 2537 2545 2550 2554 และ 2557

เมื่อพิจารณาการกระจายตัวของผู้สูงอายุตามเขตการปกครองหรือเขตที่อยู่อาศัยและภาค พบว่า ในปี 2557 ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลร้อยละ 40.9 และนอกเขตเทศบาลร้อยละ 59.1 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดประมาณร้อยละ 31.9 รองลงมาคือ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ (ร้อยละ 25.6 ร้อยละ 21.1 และร้อยละ 12.0 ตามลำดับ) สำหรับกรุงเทพมหานครมีผู้สูงอายุน้อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ 9.4

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำตัวบ่งชี้อีกอย่างหนึ่งที่แสดงถึงการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่าง ดัชนีการสูงวัย (aging index) ซึ่งแสดงถึงการเปรียบเทียบโครงสร้างการทดแทนกันของประชากรกลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) กับกลุ่มประชากรวัยเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี) มาพิจารณาร่วมกับผลสำรวจจำนวนผู้สูงอายุ จะทำให้แนวโน้มและเข้าใจสังคมผู้สูงวัยที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้ หากดัชนีการสูงวัยมีค่าต่ำกว่า 100 แสดงว่าจำนวนประชากรสูงอายุมีน้อยกว่าจำนวนเด็ก ในตรงกันข้ามถ้าชะนีมีค่าเกินกว่า 100 แสดงว่าจำนวนประชากรสูงอายุมีมากกว่าจำนวนประชากรเด็ก

จากข้อมูลประชากรของสำนักบริหารงานทะเบียน กรมการปกครองในปี 2556 พบว่า จังหวัดที่มีดัชนีการสูงวัยมากที่สุด 3 ลำดับแรกได้แก่ ลำปาง (ร้อยละ 121.79) ลำพูน (ร้อยละ 116.48) และแพร่ (116.47) โดยรายงานฉบับเดียวกันนี้ยังคาดการณ์ว่าในปี 2568 จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย และอีก 7 จังหวัดในภาคอื่น ๆ ของประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดหรือมีดัชนี 200 ขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นได้เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดแล้ว รองลงมาคือ ประเทศสมาชิกในยุโรป อเมริกาเหนือ ได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ส่วนไทยอยู่ในกลุ่มสังคมสูงวัย สำหรับอาเซียนไทยเป็นสังคมสูงวัยอันดับสองรองจากสิงค์โปร

ดังนั้น เมื่อกลับมาพิจารณารายงานการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2553 - พ.ศ. 2583 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้คาดการณ์ประชากรทุก ๆ หนึ่งทศวรรษ ซึ่งจะทำให้เห็นทิศทางสำคัญและการเตรียมการของเมืองเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของประชากรในอนาคตอันใกล้

 

 

อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากกราฟิกที่นำเสนอนั้น เป็นการคาดประมาณประชากร ซึ่งไม่นับรวมผู้ที่ไม่ใช่สัญชาติไทยและไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเข้าไว้ในประชากรฐาน ดังนั้น หากต้องการประมาณประชากรทั้งหมดที่อยู่ในประเทศไทยจะต้องนำจำนวนคาดประมาณ ครั้งนี้ ซึ่งจำนวนประชากรไม่ใช่สัญชาติไทยและไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ณ วันสำรวมสำมะโน (1 กันยายน 2553) นับได้ 2.1 ล้านคน

ประเด็นเพื่อพิจารณาต่อการพัฒนาเมือง-ชนบทที่เป็นมิตรต่อผู้สูงวัย

ปัจจุบันโลกได้กลายเป็นเมืองมากขึ้นจากข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ประชากรเกินครึ่งอาศัยอยู่ในเมือง และอีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า ประชากร 3 ใน 4 ของโลกจะอยู่อาศัยในเมืองและประชากรผู้สูงอายุจะมากกว่าคนอายุต่ำกว่า 18 ปีลงไป หรือภายในปีพ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ในเมืองใหญ่สำคัญ ๆ ของประเทศพัฒนาแล้วจะมีอัตราผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีหรือมากกว่า คิดเป็นอัตราร้อยละ 25 หรือมากกว่านั้นอาศัยอยู่

ระหว่างวันที่ 28-30 กันยายน พ.ศ. 2554 มีการจัดประชุมระดับสากลเป็นครั้งแรก ที่มีชื่อการประชุมอย่างเป็นทางการว่า การประชุมระดับโลกว่าด้วยเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัย ณ กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ (the first global conference on age-friendly cities, dublin, ireland) จนเกิดเป็นปฏิญญาดับลินว่าด้วยเมืองและชุมชนที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (dublin declaration on age-friendly cities and communities) ซึ่งพยายามผลักดันให้เกิดกฎหมายข้อบังคับว่าต้องจัดหาหรือสร้างระบบที่ดีต่าง ๆ ให้กับผู้สูงอายุ และเป็นการสร้างเครือข่ายในระดับโลกตามเป้าหมายของการจัดงานที่มีองค์การอนามัยโลกเป็นผู้ร่วมผลักดัน

สาระสำคัญ กล่าวคือ เมืองหรือชุมชนที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัย เกื้อหนุนให้เกิดการเข้าสู่วัยชราที่กระตือรือร้น โดยการสร้างให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุดในเรื่องโอกาสด้านสุขภาพ การมีส่วนร่วม และความมั่นคงปลอดภัย เพื่อที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ การพัฒนากระบวนการและการปฏิบัติการในเรื่องการเป็นมิตรกับผู้สูงวัยแตกต่างกันไปในแต่ละแห่งตามบริบทที่ต่างกันไป (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://hpc.go.th/director/data/reform/AgeFriendlyCity.pdf )

จากข้อมูลเว็บไซต์สำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ ระบุถึงแนวทางการส่งเสริมปฏิญญาดับลินให้เกิดขึ้นจริงนั้นประกอบด้วยเรื่องสำคัญบางประการ อาทิ

  • พัฒนาช่องทางสื่อสารและเครือข่ายระหว่างเมืองและชุมชนต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนความก้าวหน้าในการโปรโมตสิทธิและโอกาสอันเท่าเทียมเพื่อพลเมืองผู้สูงวัย และเพื่อแบ่งปันการเรียนรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้าในเรื่องนโยบาย และการปฏิบัติงานต่าง ๆ
  • โปรโมตการตระหนักในเรื่องผู้สูงวัยให้กับภาคสาธารณะทั่วไป ในเรื่องสิทธิ ความจำเป็น ศักยภาพของผู้สูงอายุ และการเน้นในเรื่องการแบ่งปันทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และทางสังคมเชิงบวกที่ผู้สูงวัยได้กระทำ
  • สร้างความเชื่อมั่นว่าเรื่องทรรศนะและความคิดเห็นของผู้สูงวัยจะได้รับการเห็นคุณค่า รับฟัง และนำไปสู่การวางโครงสร้างและกระบวนการการทำข้อตกลงที่มีพลเมืองเป็นศูนย์กลาง (citizen-centered engagement)
  • รับเอามาตรการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาพื้นที่เมืองและสถานที่สาธารณะที่ไม่แบ่งแยก แบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นที่ปรารถนาของผู้คนทุกคน โดยเฉพาะกับคนชรา ไปทำให้เกิดผล และสร้างความเชื่อมั่นว่า ตึกอาคารที่เป็นของสาธารณะ
  • โปรโมตศักดิ์ศรี สุขภาพและสุขภาวะของผู้ใช้ทุกวัย และอยู่ในสภาพที่พร้อมเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ให้ตอบรับกับความจำเป็นที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมผู้สูงอายุ
  • โปรโมตและสนับสนุน การพัฒนา การเป็นเพื่อนบ้าน และชุมชนสำหรับคนทุกวัย ซึ่งต้องเป็นเรื่องที่หลากหลาย ปลอดภัย ไม่แบ่งแยก และยั่งยืน และรวมเอาการจัดหาที่พักอาศัยให้กับคนชราด้วย ที่พักอาศัยที่ว่านี้จะต้องเป็นที่ที่มีคุณภาพสูงที่สุด
  • จัดสร้างระบบขนส่งสาธารณะ ให้มีอยู่หาได้ง่ายทั่วไปและราคาถูกแก่คนชรา  และต้องไร้รอยต่อหรืออุปสรรคในการเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง ระบบขนส่งควรจะโปรโมตและอำนวยความสะดวกในเรื่องการขนส่งส่วนบุคคลด้วย เช่น การใช้จักรยานและการขับขี่ยานพาหนะโดยผู้สูงวัย
  • โปรโมตการมีส่วนร่วมของคนชราในชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมในชุมชนของพวกเขา
  • โปรโมตและสนับสนุนการพัฒนาโอกาสในการทำงานเชิงอาสาสมัครและการจ้างงาน สำหรับคนชรา

อย่างไรก็ตาม แม้ปฏิญญาดับลินจะมุ่งเน้นตามกรอบของความเป็นเมือง ด้วยความเชื่อพื้นฐานว่าพลเมืองโลกจะอยู่อาศัยในเขตเมืองเพิ่มมากขึ้น แต่ในระยะของการเปลี่ยนผ่านการพัฒนานโยบายของเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัยนั้นก็ต้องไม่ละเลยผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลด้วย

โครงการวิจัยความอยู่ดีมีสุขของครัวเรือนชนไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและสังคม จัดทำโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล งานวิจัยชิ้นดังกล่าวชี้ว่าครัวเรือนชนบทไทยได้รับผลกระทบจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยในหลายมิติ ซึ่งสามารถอธิบายผลการศึกษา ได้ดังนี้ ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของครัวเรือนในชนบททั้งในลักษณะของโครงสร้างครัวเรือน ลักษณะการอยู่อาศัย ตลอดจนวิธีการดูแลและพึ่งพิงอาศัยกันของครัวเรือนในชนบท แต่แท้จริงแล้วก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากวิธีชีวิตดังเดิมมากนัก วิถีชีวิตของคนชนบทและลักษณะการดูแลซึ่งกันและกันยังคงเป็นไปในรูปแบบเช่นในอดีตแต่ได้รับเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาปรับใช้กับวิธีชีวิตดังเดิมที่เคยทำมาในอดีต อย่างไรก็ตามมีสถานการณ์ที่สำคัญ คือ หนึ่ง การเพิ่มขั้นของครัวเรือนเดี่ยวที่ปราศจากผู้ดูแล สอง การเพิ่มขึ้นของครัวเรือนขยายขนาดย่อม และสาม สถานการณ์ที่มีผู้สูงอายุที่ดูแลตนเอง ดูแลกันเองและไม่มีผู้ดูแล

ในแง่การเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ งานวิจัยชี้ว่า ครัวเรือนชนบทไทยมีขนาดเล็กลง โดยในปี 2530 ครัวเรือนชนบทมีขนาดเฉลี่ยอยู่ที่ 4.3 คน ขณะที่ปี 2557 มีขนาดเฉลี่ย 3.3 คน ทั้งนี้เกิดจากสาเหตุกระแสการย้ายถิ่นของสมาชิกวัยแรงงานจากชนบทสู่เมืองที่มีมากขึ้นจนทำให้ประชากรในชนบทเหลือแต่เพียงผู้สูงอายุและเด็กเป็นส่วนใหญ่

ส่วนแง่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรส่งผลให้เกิดครัวเรือนชนบทลักษณะพิเศษต่าง ๆ ได้แก่ (1) ครัวเรือนผู้สูงอายุคนเดียว (ร้อยละ 8.6) เป็นครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุอยู่คนเดียวไม่มีใครดูแล (2) ครัวเรือนข้ามรุ่น (ร้อยละ 1.5) เป็นครัวเรือนที่มีแต่สมาชิกรุ่นปู่ย่าตายายและรุ่นหลานเท่านั้น (3) ครัวเรือนผู้หญิงเป็นหัวหน้าครัวเรือน (ร้อยละ 34.7) เป็นครัวเรือนที่ผู้หญิงมีบทบาทนำในการดูแลครอบครัว (4)  ครัวเรือนที่มีสมาชิกหม้าย หย่า หรือแยก (ร้อยละ 27.6) เป็นครัวเรือนที่มีสมาชิกผู้หญิงคนใดคนหนึ่งมีสถานภาพสมรสลักษณะ “หม้าย” (คู่สมรสเสียชีวิต) ลักษณะ “หย่า” (การเลิกกับคู่สมรสอย่างเป็นทางการ แล้วกลับมาอยู่บ้านในชนบท) หรือลักษณะ “แยก” (ไม่ได้เลิกกับคู่สมรสอย่างเป็นทางการ แต่แยกกันอยู่ และย้ายกลับเข้ามาอยู่ในชนบท)

รายงานฉบับเดียวกันนี้มีข้อเสนอแนะทางนโยบายเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของครัวเรือนชนบทที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ดังนี้ หนึ่ง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการดูแลครัวเรือนผู้สูงอายุและครัวเรือนข้ามรุ่นอย่างสร้างสรรค์ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ และจัดกิจกรรทางสังคมอย่างสร้างสรรค์ที่เหมาะสมตามช่วงวัยมากขึ้น สอง สนับสนุนให้เกิด “ความฉลาดทางเทคโนโลยี” ในกลุ่มประชากรผู้สูงอายุเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ทั้งนี้เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกครัวเรือน รวมถึงการดูแลพึ่งพาอาศัยระหว่างผู้ที่อยู่ในชนบทกับประชากรที่ย้ายถิ่น โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดสรรอย่างสะดวกเน้นความเหมาสมตามช่วงวัย และสาม เสริมความเข้าใจสถานการณ์ครัวเรือนกึ่งเมืองกึ่งชนบท เพราะเป็นครัวเรือนที่มีความย้อนแย้งระหว่างวิถีชีวิตกับโครงสร้างพื้นฐานและความเป็นเมือง ที่ถือว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงทางสังคมและในปัจจุบันความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบทก็ยังไม่ชัดแจ้งนัก

สำหรับประเด็นเรื่องการทำหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น อปท.ทุกแห่งจะมีหน้าที่ในการบริหารจัดการเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นงบประมาณที่ได้รับจากภาครัฐเพื่อไปจัดสรรให้กับผู้อายุในพื้นที่อยู่แล้ว อย่างไรในรายงานนี้ระบุว่าอปท.หลายแห่งมีการจัดสวัสดิการและระบบการดูแลสุขภาพให้กับผู้สูงอายุ โดยการใช้งบประมาณของท้องถิ่นเอง ทั้งในรูปแบบของการจัดบริการรถรับสั่งให้กับผู้สูงอายุยามฉุกเฉิน และเจ็บป่วยไปยังสถานพยาบาล การจัดกิจกรรมการเยี่ยมเยียนเพื่อมอบของยังชีพ และทีมหมอประจำบ้าน เพื่อดูแลปรนนิบัติผู้อายุที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้

สอดคล้องกับรายงานล่าสุดของธนาคารโลก “ปิดช่องว่างการเข้าถึงบริการทางสุขภาพของผู้สูงอายุ: ความเป็นธรรมทางสุขภาพและความครอบคลุมทางสังคมในประเทศไทย” พบว่าการขยายบทบาทหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลและอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) จะช่วยเพิ่มกำลังและรองรับปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ได้

นอกจากนี้ รายงานยังระบุอีกว่า การขาดแคลนระบบขนส่งสาธารณะที่มีราคาย่อมเยาว์เป็นอุปสรรคสำคัญในการในการเข้าถึงการบริการทางสุขภาพในหมู่ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ใกล้กับทางหลวงหรือถนนสายหลักที่มีรถประจำทางวิ่งผ่าน จึงจำเป็นที่จะต้องจ้างรถ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่ยากจนและดำรงชีวิตด้วยเบี้ยเลี้ยงยังชีพจากบำนาญถ้วนหน้าเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงที่สุดและมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คนเหล่านี้ไม่มีเงินเพียงพอสำหรับการเดินทางมายังสถานพยาบาลในเวลาที่เจ็บป่วย รวมถึงค่าอาหารและค่าที่พักใกล้กับโรงพยาบาลอีกด้วย

จากข้อมูล ตัวเลข สถิติ ผลสำรวจบางส่วนที่หยิบมานำเสนอสะท้อนให้เห็นว่า เรื่องผู้สูงอายุ สังคมผู้สูงวัยเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพิจารณาได้ แต่ปัญหาสำคัญ คือ เราจะใช้มุมมองไหนและพัฒนาและก้าวไปสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างไร ทั้งหมดคงต้องช่วยกันเสริมสร้างความเข้าใจ สร้างตระหนักและผลักดันบทสนทนาในและสื่อสารออกไปอย่างต่อเนื่องและสูงวัยไปพร้อมกัน.

 

อ้างอิง

รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวชนบทไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและสังคม http://knowledgefarm.in.th/well-being-rural-household/

 

กองนโยบายและแผนงาน สำนักงานผังเมือง กรุงเทพมหานคร. การออกแบบเมือง-เปิดพื้นที่สาธารณะรองรับ “สังคมผู้สูงอายุ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวัน 12 มกราคม 2559 หน้า 15

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. รายงานผลเบื้องต้น สำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ.2557 http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/files/older57.pdf

 

กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. ประชากรสูงอายุไทย: ปัจจุบันและอนาคต https://www.m-society.go.th/article_attach/13225/17347.pdf

 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,720 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.