• 23 พฤศจิกายน 2560 - 17:57 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เล่าเรื่อง “แรงงานข้ามแดนชั่วคราว” ในภาคเกษตร บริเวณชายแดนแม่สาย-เชียงแสน

 วันที่ 15 สิงหาคม 2560 - 02:02 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,187 ครั้ง พิมพ์

 

อานนท์ ตันติวิวัฒน์



หากเอ่ยถึงแรงงานเพื่อนบ้านที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยบริเวณชายแดน หลายคนอาจมองว่าเป็นภาพที่คุ้นชิน เป็นเสียงที่คุ้นหู มีงานศึกษาวิชาการหลายชิ้นนำเสนอให้เห็นภาพของการข้ามแดนไป-มา บ้างมาแค่ชั่วคราว บ้างมาสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ เพื่อจะเดินทางเข้าไปทำงานในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ให้ค่าตอบแทนมากกว่าเดิม อันจะนำให้พวกเขามีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทว่าพื้นที่ชายแดนเป็นพื้นที่ที่มีความพลิกผันเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็ว การวางนโยบายรัฐเพื่อจะเข้าไปเอาประโยชน์ชายแดน เช่น การวางเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ หรือฮับการค้า ฯลฯ มักจะมองไม่รอบด้าน และวางอยู่บนฐานภาคเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หลายครั้งบริเวณชายแดนจึงเกิดสภาวะ “ฟองสบู่” (ต้องขอบคุณนักศึกษาค่ายอาเซียนเวิร์กชอปครั้งที่ 4 สำหรับคำ ๆ นี้) และนโยบายที่ลงมาก็มักจะผิดฝาผิดตัวจากที่คาดการณ์กันไว้ งานที่จะทำให้เห็นการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในระดับกลาง-เล็ก เช่น อาทิความเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้าน หรือชุมชนในพื้นที่ ความเคลื่อนไหวด้านแรงงาน ฯลฯ กลับเป็นงานศึกษาทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาเสียเป็นส่วนใหญ่ และงานเหล่านี้มักไม่ถูกให้ความสำคัญเท่าที่ควร

ในงานเขียนชิ้นนี้ คงไม่ลงไปในรายละเอียดว่า สภาวะ “ฟองสบู่” ชายแดนเป็นอย่างไร หรือนโยบายรัฐลงมาผิดฝาผิดตัวอย่างไร เพราะมีงานหลาย ๆ ชิ้นพยายามอธิบายไว้แล้ว แต่อยากจะให้ภาพการเข้ามาของ “แรงงานข้ามแดน” ที่สัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านพื้นที่ชายแดน อันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการนำเสนอประเด็นเรื่อง “แรงงาน” บริเวณชายแดนต่อไป

 

กราฟ1-2 สถิติการผ่านแดนชั่วคราวบ่งชี้ให้เห็นว่าช่วงมิถุนายน-กรกฎาคมเป็นช่วงที่ชาวพม่าและลาวข้ามมาประเทศไทยมากที่สุด ซึ่งตรงกับช่วงขั้นตอนการปลูกนาในภาคเหนือ

ในระยะเวลาเพียง 7 วัน เมื่อได้รับอนุญาตให้ข้ามแดนมา แรงงานเพื่อนบ้านพม่าใช้โอกาสนี้ทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะงานเหมาทำในภาคเกษตร แรงงานข้ามแดนชั่วคราวทำงานหลากหลายอาชีพ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ และการเกษตร และงานในภาคการเกษตรจะมีแรงงานข้ามแดนแบบชั่วคราวเจ็ดวันมาทำมากกว่าแรงงานที่มาด้วยวิธีอื่นเช่นหลบหนีเข้าเมือง หรือขอบัตรมาทำแบบถาวร

หากเราขับรถเข้าไปในหมู่บ้านบริเวณพื้นที่อำเภอแม่สาย-เชียงแสน เราจะเห็นทุ่งนาสลับกับสวนปาล์ม และสวนยางพารา แม้จะเป็นภาคการเกษตรเหมือนกัน แต่มีลักษณะการจ้างงานไม่เหมือนกัน โดยสวนปาล์มจะจ้างงานเป็นรายวัน ส่วนในท้องนาจะจ้างแบบเหมาช่วงทำนา

สวนปาล์มในบริเวณนี้ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ของคนในพื้นที่ เป็นคนจากที่อื่น  พวกเขามักจะมาเช่าที่หรือไม่ก็ซื้อที่ดินหลายสิบไร่เพื่อประกอบกิจการอาจเรียกได้ว่า เจ้าของเป็นนักธุรกิจที่มีทุนพอสมควร การย้ายมาลงทุนทำสวนปาล์มในภาคเหนือเหตุผลหนึ่ง คือ เต้นทุนด้านแรงงานต่ำ

“หาคนไทยทำงานสวนแบบนี้ยากมาก ให้วันละ 450 บาท ยังไม่มีคนทำเลย ยังดีมีแรงงานพม่ามาทำ ให้วันละ 350 บาท จ้างประมาณ 10-15 คน  เราติดต่อตัวผ่านนายหน้า เขาจะนำแรงงานมาจากอำเภอแม่สายให้เรา ปาล์มมันออกตลอดต้องจ้างทั้งปี ช่วงไหนปาล์มออกเยอะก็ต้องจ้างคนเพิ่มเยอะหน่อย ถ้าไม่มีแรงงานพม่า แย่เลย หลายคนคิดว่าเราส่งไปจีน แต่ไม่ใช่ เราส่งในประเทศ เพราะปาล์มเป็นสินค้าห้ามส่งออก-นำเข้าก่อนได้รับอนุญาต” ผู้จัดการดูแลสวนปาล์ม จำนวน 500 ไร่ ในต.ศรีดอนมูล อ. เชียงแสน จ.เชียงราย กล่าว

ส่วนนายเอ (นามสมมติ) แรงงานในสวนปาล์มวัย 29 ปี เล่าว่า เขาเข้ามาทำงานจากการชักชวนของแม่ที่เคยมาทำงานในไทย เขาแต่งงานกับบีอายุ 25 ปี ที่เข้ามาทำงานในสวนปาล์มแห่งนี้ด้วยกัน มีลูกชายวัย 5 ขวบ  เขาและภรรยาจะทำงานตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นไปจนถึงพระอาทิตย์ตก งานสวนปาล์มเป็นงานที่หนัก แต่เขาก็รู้สึกชอบมากกว่างานก่อสร้าง หรืองานด้านอื่นๆ เพราะเป็นงานที่คุ้นเคย ที่สำคัญได้ค่าแรงมากกว่า

ภาพสวนปาล์มในพื้นที่ต.ศรีดอนมูล อ. เชียงแสน จ.เชียงราย

ในท้องทุ่งนาหลายหมื่นไร่ ครอบคลุมพื้นที่ชายแดนอ.เชียงแสนและแม่สาย บ่งบอกให้เรารู้ว่าบริเวณนี้การทำนายังเป็นภาคการผลิตที่สำคัญ แต่ที่น่าสนใจคือ ที่ดินหลุดจากมือผู้ผลิตเดิมมากน้อยเพียงไร ข้อมูลเท่าที่จะพอหาได้เป็นข้อมูลถือครองที่ดินระดับจังหวัดเท่านั้น และข้อมูลล่าสุดต้องย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน (ดูกราฟ 3 ประกอบ)

 

กราฟ 3

แต่ในหมู่บ้านป่าก๋อย ต. ศรีดอนมูล อ. เชียงแสน และหมู่บ้านท่าศาลา ต.ศรีเมือง อ.แม่สายนั้น ชาวบ้านยังคงเป็น “เจ้าของการผลิต” อยู่  แม้ว่ารุ่นลูก-หลานของคนที่ทำนาในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะออกไปอยู่ภาคการผลิตอื่นแล้วก็ตาม เป็นเจ้าของในที่นี้ หมายความว่าเป็น “เจ้าของการผลิต” บางส่วนอาจจะเป็นเจ้าของที่ดิน บางส่วนอาจยังเช่าที่ดินทำนา แม้ว่าตนเองจะไม่ได้ทำนาเองแล้วก็ตาม ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่นำพาให้คนในพื้นที่ยังคงรักษาการเป็น “เจ้าของการผลิต” คือ การเข้ามาของแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะแรงงานข้ามแดนชั่วคราวที่เข้ามาเติมเต็มภาวะที่คนในพื้นที่รุ่นใหม่กำลังไหลไปสู่ภาคการผลิตอื่น[i]

นาย E (นามสมมุติ) ชาวบ้านป่าก๋อย ต. ศรีดอนมูล อ. เชียงแสน จ.เชียงราย เล่าว่า คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ไม่มีใครรับจ้างทำนาแบบเหมาแล้ว เพราะส่วนใหญ่จ้างแรงงานเพื่อนบ้านหมด แม้แต่กลุ่มคนเช่าที่นาคนอื่นทำก็จ้างแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ เพราะถูก ประหยัดต้นทุนการทำนา ส่วนตนเองและลูกหลานก็ไปทำงานอื่นที่สบายกว่า  แต่ไม่ใช่ว่าจ้างทุกขั้นตอนเหมือนการทำธุรกิจ “นา” แถวภาคกลาง[ii] เพียงแต่เลือกใช้ในขั้นตอนเฉพาะตอนปลูกที่ต้องใช้แรงมากที่สุดเท่านั้น (ซึ่งเมื่อก่อนใช้วิธีการลงแขก ต่อมาใช้ระบบจ้างคนรับจ้างในพื้นที่  และเป็นแรงงานข้ามชาติในที่สุด)

“การทำแบบเหมา ปกติจะจ้างเฉพาะขั้นตอนการปลูก หรือดำนา การคราดไถ จะเป็นการจ้างรถไถเป็นไร่ครับ ส่วนการเก็บเกี่ยวมีน้อยที่จะใช้แรงงานคน เพราะไม่ค่อยคุ้ม เท่าการจ้างรถเกี่ยวข้าวแบบเหมาเป็นไร่”

“การจ้างเหมาแรงงานพม่า ในขั้นตอนการปลูกจะจ้างในราคา ไร่ละ 800-1000 บาท แล้วแต่เจ้าของนา หรืออาจจะมีการบวกค่าหัวคิว หรือค่าเดินทางจากพวกนายหน้าอีกที สมมุติถ้ามีนา 5 ไร่ จะให้เสร็จภายใน 1 วัน ต้องใช้ประมาณ 10 คน เหมา 5,000 บาท พวกเขาก็เอาไปแบ่งกันอีกที”

“ส่วนการจ้างแบบรายวัน จะว่าจ้างได้ตั้งแต่ขั้นตอนการหว่านเมล็ด การปลูกกล้า(ดำนา) อัตราการจ้างจะตกอยู่ที่วันละ 250-300 บาท จะใช้แรงงานต่อไร่ประมาณไร่ละ 2 คนถัวเฉลี่ยเอา”

“ขั้นตอนการปลูกต้องใช้แรงงานเยอะ ฉะนั้น นายจ้างส่วนมากจึงนิยมจ้างแบบเหมามากกว่าครับ และจะเป็นการจ้างแรงงานข้ามชาติ พวกพม่า ลาว เสียส่วนใหญ่ คนเมือง(คนในพื้นที่)ไม่ค่อยมีใครรับจ้างแบบเหมา”

กราฟ 4

ภาพคนยืนแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งกำลังจ้ำกล้าข้าวอย่างรวดเร็วในห้วงเวลาของฤดูดำนาเพื่อแข่งกับเวลา ตัดกับท้องฟ้าสีครามสลับเมฆฝน จึงเป็นภาพที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่อำเภอเชียงแสน-แม่สาย เขาคือแรงงานเพื่อนบ้านที่เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนภาคการเกษตร ช่วยให้คนในพื้นที่ชายแดนยังมีผลิตผลในภาคการเกษตรเป็นหลังอิงในการก้าวเข้าไปสู่การเป็นแรงงานภาคอื่นๆ (หรือแม้แต่กลายเป็นผู้ประกอบการ)

ในขณะที่นโยบายภาครัฐให้ความสำคัญกับการค้า การลงทุนชายแดน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนย้ายแรงงาน และบริบทในพื้นที่มากนัก หวังเพียงประโยชน์จากการเคลื่อนย้ายแรงงานเพื่อนบ้านราคาถูก ไปพร้อมกับจำกัดพื้นที่เพื่อความมั่นคง อาจจะทำให้เสียโอกาสในการช่วยสนับสนุนท้องถิ่นเติบโตไปพร้อมๆ กับเศรษฐกิจที่ขยายตัว

อาจถึงเวลาที่เราต้องคิดถึงความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะเรื่องแรงงานเพื่อนบ้านในพื้นที่ชายแดนกับภาคการผลิตระดับกลาง และระดับจุลภาคให้มากกว่านี้ เป็นต้นว่า แทนที่จะทำให้แรงงานข้ามแดนชั่วคราวอยู่ในรูปแบบที่ผิดกฎหมาย อันเป็นช่องทางให้เกิดการขูดรีดและเอาเปรียบจากผู้ไม่หวังดี รัฐอาจจะมีนโยบายเปิดช่องทางให้ข้ามมาเป็นแรงงานชั่วคราว มีตัวแทนรับผิดชอบ และเก็บภาษีอย่างเป็นกิจจะลักษณะ (ที่ไม่ไปเพิ่มต้นทุนของแรงงาน และคนจ้าง) ก็อาจแก้ปัญหาได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ทำให้เราไม่ต้องไปไล่ตามจับ ชาวบ้านได้ประโยชน์ ท้องถิ่นได้ประโยชน์ รัฐได้ประโยชน์

 


[i] ดูกราฟ 4 ประกอบ น่าสนใจว่าในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2552-2559 แรงงานภาคเกษตรในจังหวัดเชียงรายลดลงกว่า 70,000 คน และแรงงานนอกภาคเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นบ้างบางปี อย่างไรก็ดีข้อมูลชุดนี้อาจยังให้ภาพไม่ชัดเจน และมีปัญหาในการอธิบายอยู่มาก เพราะหากถามคนในหมู่บ้านว่า ทำงานอาชีพอะไร ด้านหนึ่งอาจจะมีนาแล้วจ้างเหมา ส่วนอีกด้านหนึ่งออกไปทำอย่างอื่น จึงอาจทำให้การตอบเบี่ยงเบนไปได้ทั้งสองข้อ ดังนั้นจึงนำเสนอไว้เพียงพิจารณา

 

อย่างไรก็ดี ในรายงานหลายชิ้นเช่น รายงานของสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร http://www.oae.go.th  ระบุว่า แรงงานภาคการเกษตรมีแนวโน้มลดลงจากปี 2541 ร้อยละ 1.87 ต่อปี

 

หรือเราอาจมองข้อมูลชุดนี้ตามที่ผู้เขียนตั้งประเด็นทิ้งเอาไว้ก็ได้ว่า สาเหตุที่จำนวนแรงงานภาคการเกษตรและประมงยังไม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเพิ่ม-ลด เนื่องจากมีแรงงานข้ามชาติมาช่วยเป็นแรงงานรับจ้าง ทำให้ภาคเกษตรกลายเป็นหลังอิงให้กลุ่มคนที่ออกไปภาคการผลิตอื่นแล้วล้มเหลวก็เป็นได้

 

[ii] ดูเรื่องต้นทุนการจัดการนาแถวภาคกลางเพิ่มเติมได้ที่ ต้นทุนการปลูกข้าวของ ไทยพับลิก้า. 2557. “ผู้จัดการนา” ยุคดิจิตอล กำไรที่แท้จริงของชาวนา. แหล่งที่มา: https://thaipublica.org/2014/02/cost-of-famer/ .  1 สิงหาคม 2557

 

 

 

 

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,865 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.