• 23 พฤศจิกายน 2560 - 17:58 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สังคมศาสตร์ มช. ร่อนจม.ถึงอธิการบดี จี้ออกหน้าเรียกร้องยุติดำเนินคดีกลุ่มถ่ายรูปคู่ป้ายในงานไทยศึกษา

 วันที่ 30 สิงหาคม 2560 - 00:24 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 383 ครั้ง พิมพ์

 

คณะกรรมการบริหารประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่งจดหมายถึงอธิการบดี ให้ออกหน้านำเสนอข้อเท็จจริงและเรียกร้องให้กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ ยุติการดำเนินคดีต่อบุคลากรและผู้ร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติ ไทยศึกษา ครั้งที่ 13 กรณีถ่ายรูปคู่ป้าย “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร”

สืบเนื่องจาก กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ได้แจ้งความกล่าวหาแก่ 1.ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 1 2.ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลและนักเขียนอิสระ ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 2  3.นลธวัช มะชัย นักศึกษาปริญญาตรีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 3 4.ชัยพงษ์ สำเนียง นักศึกษาปริญญาเอกคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 4 5.นายธีรมล บัวงาม นักศึกษาปริญญาโท คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบรรณาธิการสำนักข่าวประชาธรรม ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 5 ว่าฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 เรื่องการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคสช. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

ล่าสุด คณะกรรมการบริหารประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ส่งจดหมายถึงอธิการบดีให้นำเสนอข้อเท็จจริงและเรียกร้องให้กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย จังหวัดเชียงใหม่ ยุติการดำเนินคดีต่อบุคลากรและผู้ร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติ ไทยศึกษา ครั้งที่ 13

เนื้อความสำคัญในจดหมายระบุว่า

“แถลงการณ์จากกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเผยแพร่ในสื่อสาธารณะเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากคณะผู้ถูกกล่าวหาได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา ณ สภ.ช้างเผือกนั้น  มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงหลายประการ ทั้งนี้ โดยได้ระบุว่า กลุ่มบุคคลที่ถูกแจ้งข้อหา ซึ่งเป็นผู้ชูป้าย “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” นั้น “ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา” หากแต่เป็นคนนอก ที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมดังกล่าว และ “หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ร้องขอกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้ยุติการดำเนินการ ณ จุดนั้น แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ” จึงแจ้งความดำเนินคดีต่อกลุ่มบุคคลที่เข้าไปเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ทั้ง 5 คน”

“จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในงานประชุมฯ ล่าม และผู้เข้าร่วมประชุมทั้งไทยและต่างประเทศแล้ว กรรมการบริหารคณะสังคมศาสตร์ พบว่า ในความเป็นจริงแล้ว ในระหว่างการประชุมวันที่ 15-18 กรกฎาคมนั้น เจ้าหน้าทหารและตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบ ได้เข้ามาในงาน โดยมิได้มีการแจ้งให้กับผู้จัดงานได้รับทราบ และไม่มีการลงทะเบียนเข้าฟัง ทั้งที่เป็นงานที่มีการเก็บค่าลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหลายนาย ได้มีการเข้าไปในบางเวทีอภิปราย แย่งที่นั่ง และหูฟังสำหรับการแปลเป็นไทยซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งได้สร้างความไม่สบายใจให้แก่ผู้ร่วมประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศเป็นอันมาก  ป้าย “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ได้ถูกนำมาติดไว้หน้าห้องประชุมแห่งหนึ่ง ในวันสุดท้ายของงาน ซึ่งน่าจะเกิดจากความอึดอัดใจของผู้เข้าร่วมงานต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผู้ที่ถ่ายรูปกับป้ายดังกล่าว ต่างก็เป็นผู้เข้าร่วมเสนอบทความวิชาการ ตลอดจนเป็นผู้จัดงานประชุม มิใช่คนนอกที่มีจุดประสงค์ทางการเมืองอย่างที่ทางกอ.รส.แถลงแต่อย่างใด นอกจากนี้แล้ว ไม่ปรากฎว่าทางเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้มีการสื่อสารใดๆ กับคณะผู้จัดงาน หรือกลุ่มบุคคลที่เข้าถ่ายรูปกับป้ายดังกล่าวแต่อย่างใด”

“งานประชุมวิชาการในครั้งนี้ ทางคณะผู้จัด ได้มีการแจ้งให้กับทางจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบอย่างเป็นทางการเสมอมา ตั้งแต่ก่อนการจัดงาน และได้รับความร่วมมือที่ดีมาโดยตลอด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิด และการขาดสื่อสารที่เหมาะสมในช่วงการจัดงานระหว่างคณะ  ผู้จัดงานและทางเจ้าหน้าที่ความมั่นคง จนนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีเกิดขึ้น”

“ในฐานะที่คณะสังคมศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของเจ้าภาพในการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา ครั้งที่ 13 อันเป็นที่ประชุมที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ตลอดจนบุคลากรของคณะฯ ได้ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาจากการจัดงานและเข้าร่วมในเวทีวิชาการที่มหาวิทยาลัยเป็นผู้จัด ทั้งที่มิได้กระทำความผิด คณะกรรมการบริหารประจำคณะสังคมศาสตร์ ได้เห็นร่วมกันว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะเจ้าภาพผู้รับผิดชอบในการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา ควรที่จะมีการชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายความมั่นคงได้ยุติการดำเนินคดีต่อบุคคลทั้งห้าโดยทันที  ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งชื่อเสียงและเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะสถาบันการศึกษาอันทรงเกียรติที่ได้รับการก่อตั้งขึ้นมาจากการเรียกร้องของประชาชนในภาคเหนือ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้แสดงบทบาทในการเป็นผู้นำทางวิชาการและการรับใช้สังคมจนเป็นที่ยอมรับทั้งภายในและนอกประเทศ  รวมทั้งได้ยืนหยัดในการรังสรรค์ปัญญา ความรู้ และเสรีภาพทางวิชาการมาช้านาน ในสถานการณ์ที่มีการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการครั้งนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงจุดยืนในการปกป้องนักวิชาการที่เข้าร่วมในกิจกรรมทางวิชาการที่มหาวิทยาลัยเป็นผู้จัดรวมทั้งปกป้องศักดิ์ศรีและความเป็นอิสระทางวิชาการของมหาวิทยาลัย”

 

อ่านจดหมายฉบับเต็ม

 

คณะสังคมศาสตร์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

                                                                                                     30 สิงหาคม 2560

 

เรื่อง   ขอให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นำเสนอข้อเท็จจริงและเรียกร้องให้กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย  

         จังหวัดเชียงใหม่ ยุติการดำเนินคดีต่อบุคลากรและผู้ร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติ ไทยศึกษา ครั้งที่ 13

 

เรียน  อธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ตามที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ไทยศึกษาครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 15-18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งได้เกิดเหตุการณ์การชูป้าย และถ่ายรูปกับป้าย “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ขึ้น โดยมีผู้ร่วมเข้าประชุมหลายคน ต่อมาในวันที่ 19 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ (กอ.รส. เชียงใหม่)ได้แจ้งความต่อ อ.ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ ประธานจัดงานฝ่ายวิชาการ นางภัควดี วีระภาสพงษ์ ผู้เข้าร่วมเสนอบทความ นายชัยพงษ์ สำเนียง ผู้เข้าร่วมเสนอบทความและนักศึกษาปริญญาเอก คณะสังคมศาสตร์ มช. นายธีรมล บัวงาม ผู้เข้าร่วมเสนอบทความ และนักศึกษาปริญญาโท คณะสื่อสารมวลชน มช. และนายนนธวัช มะชัย อาสาสมัครในงานประชุมฯ และนักศึกษาคณะสื่อสารมวลชน มช. ในข้อหาชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ที่ สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่

ทางคณะกรรมการบริหารคณะสังคมศาสตร์ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับบุคลากรของคณะฯ ในงานวิชาการที่คณะฯและมหาวิทยาลัยได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน  ทั้งนี้ แถลงการณ์จากกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเผยแพร่ในสื่อสาธารณะเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากคณะผู้ถูกกล่าวหาได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา ณ สภ.ช้างเผือกนั้น  มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงหลายประการ ทั้งนี้ โดยได้ระบุว่า กลุ่มบุคคลที่ถูกแจ้งข้อหา ซึ่งเป็นผู้ชูป้าย “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” นั้น “ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา” หากแต่เป็นคนนอก ที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมดังกล่าว และ “หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ร้องขอกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้ยุติการดำเนินการ ณ จุดนั้น แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ” จึงแจ้งความดำเนินคดีต่อกลุ่มบุคคลที่เข้าไปเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ทั้ง 5 คน

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในงานประชุมฯ ล่าม และผู้เข้าร่วมประชุมทั้งไทยและต่างประเทศแล้ว กรรมการบริหารคณะสังคมศาสตร์ พบว่า ในความเป็นจริงแล้ว ในระหว่างการประชุมวันที่ 15-18 กรกฎาคมนั้น เจ้าหน้าทหารและตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบ ได้เข้ามาในงาน โดยมิได้มีการแจ้งให้กับผู้จัดงานได้รับทราบ และไม่มีการลงทะเบียนเข้าฟัง ทั้งที่เป็นงานที่มีการเก็บค่าลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหลายนาย ได้มีการเข้าไปในบางเวทีอภิปราย แย่งที่นั่ง และหูฟังสำหรับการแปลเป็นไทยซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งได้สร้างความไม่สบายใจให้แก่ผู้ร่วมประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศเป็นอันมาก  ป้าย “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ได้ถูกนำมาติดไว้หน้าห้องประชุมแห่งหนึ่ง ในวันสุดท้ายของงาน ซึ่งน่าจะเกิดจากความอึดอัดใจของผู้เข้าร่วมงานต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผู้ที่ถ่ายรูปกับป้ายดังกล่าว ต่างก็เป็นผู้เข้าร่วมเสนอบทความวิชาการ ตลอดจนเป็นผู้จัดงานประชุม มิใช่คนนอกที่มีจุดประสงค์ทางการเมืองอย่างที่ทางกอ.รส.แถลงแต่อย่างใด นอกจากนี้แล้ว ไม่ปรากฎว่าทางเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้มีการสื่อสารใดๆ กับคณะผู้จัดงาน หรือกลุ่มบุคคลที่เข้าถ่ายรูปกับป้ายดังกล่าวแต่อย่างใด

งานประชุมวิชาการในครั้งนี้ ทางคณะผู้จัด ได้มีการแจ้งให้กับทางจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบอย่างเป็นทางการเสมอมา ตั้งแต่ก่อนการจัดงาน และได้รับความร่วมมือที่ดีมาโดยตลอด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิด และการขาดสื่อสารที่เหมาะสมในช่วงการจัดงานระหว่างคณะ  ผู้จัดงานและทางเจ้าหน้าที่ความมั่นคง จนนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีเกิดขึ้น ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะนี้ ได้มีการรณรงค์เรียกร้องจากสถาบันวิชาการนานาชาติที่มีชื่อเสียงต่างๆทั่วโลก อาทิ International Convention of Asia Scholars (ICAS), American Anthropological Association (AAA), Association for Asian Studies (AAS), International Institute for Asian Studies (IIAS), European Association for Asian Studies (EuroSEAS) ตลอดจนผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษาครั้งที่ 13 ขอให้ทางกองทัพยุติการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 5 คน และขอให้มีการคุ้มครองเสรีภาพทางวิชาการ และการแสดงออกทางวิชาการอย่างสุจริตใจอีกด้วย

ในฐานะที่คณะสังคมศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของเจ้าภาพในการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา ครั้งที่ 13 อันเป็นที่ประชุมที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ตลอดจนบุคลากรของคณะฯ ได้ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาจากการจัดงานและเข้าร่วมในเวทีวิชาการที่มหาวิทยาลัยเป็นผู้จัด ทั้งที่มิได้กระทำความผิด คณะกรรมการบริหารประจำคณะสังคมศาสตร์ ได้เห็นร่วมกันว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะเจ้าภาพผู้รับผิดชอบในการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา ควรที่จะมีการชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายความมั่นคงได้ยุติการดำเนินคดีต่อบุคคลทั้งห้าโดยทันที  ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งชื่อเสียงและเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะสถาบันการศึกษาอันทรงเกียรติที่ได้รับการก่อตั้งขึ้นมาจากการเรียกร้องของประชาชนในภาคเหนือ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้แสดงบทบาทในการเป็นผู้นำทางวิชาการและการรับใช้สังคมจนเป็นที่ยอมรับทั้งภายในและนอกประเทศ  รวมทั้งได้ยืนหยัดในการรังสรรค์ปัญญา ความรู้ และเสรีภาพทางวิชาการมาช้านาน ในสถานการณ์ที่มีการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการครั้งนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงจุดยืนในการปกป้องนักวิชาการที่เข้าร่วมในกิจกรรมทางวิชาการที่มหาวิทยาลัยเป็นผู้จัดรวมทั้งปกป้องศักดิ์ศรีและความเป็นอิสระทางวิชาการของมหาวิทยาลัย

 

                                      จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

 

                            คณะกรรมการบริหารประจำคณะสังคมศาสตร์

 

 

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,865 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.