• 23 พฤศจิกายน 2560 - 17:54 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เสวนาไทยยุค 4.0 นักวิชาการ-พลเมืองต้องมีเสรีภาพการแสดงออก ตั้งคำถาม-เสนอทางเลือกได้เยี่ยงสังคมปชต.

 วันที่ 12 กันยายน 2560 - 07:54 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,296 ครั้ง พิมพ์

 

บ่ายวันนี้ 12 ก.ย. 60 ที่ห้องประชุมตึกปฏิบัติการชั้น 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์ชาติพันธุ์ศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการเสวนาหัวข้อ สังคมไทย ยุค 4.0 กับเสรีภาพทางวิชาการ ดำเนินรายการโดย อ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งนี้ การเสวนามีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมฟังอย่างคับคั่ง ทั้งคณาจารย์ นักศึกษา พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ม้ง และดาระอั้งเข้าร่วมรับฟัง ซึ่งในช่วงสายของวันเดียวกันนี้ได้มีการทำพิธีเรียกขวัญผูกข้อมูลแก่ ผู้ต้องหาคดีไทยศึกษา (เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร) ทั้ง 5 คน ชมภาพกิจกรรมได้ที่ เพจศูนย์ชาติพันธุ์ศึกษา มช. 

อ.ชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระและเครือข่ายจังหวัดจัดการตนเอง ปูพื้นฐานความหมายไทยแลนด์ 4.0 ตามนิยามของภาครัฐว่า สังคมไทย 1.0 เน้นเกษตร 2.0 เน้นอุตสาหกรรมเบา ปัจจุบันรัฐเชื่อว่าเราอยู่ยุค 3.0 เป็นยุคอุตสาหกรรมหนัก ส่วนไทยแลนด์ 4.0 คือ ความมุ่งมั่นที่เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยสร้างการเปลี่ยนแปลงสินค้าโภคภัณฑ์เป็นนวัตกรรม นำไปสู่ความสร้างสรรค์ทางนวัตกรรม เปลี่ยนจากการภาคผลิตสินค้าไปสู่ภาคบริการมากขึ้น ส่วนคนที่เกี่ยวข้อง คือ ภาคเอกชน ภาคธนาคาร มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยต่าง ๆ โดยมีภาครัฐเป็นตัวสนับสนุน

ส่วนเสรีภาพทางวิชาการเป็นรากฐานของการเรียนการสอนมาตั้งแต่โบราณ กล่าวโดยสรุป คือ ความต้องการที่จะมีเสรีภาพในการค้นคว้าหาความรู้ กรณีของไทยเสรีภาพทางวิชาการก็พัฒนาต่อเนื่องมาตลอดแต่ก็มีบางเรื่องที่รู้กันดีว่าพูดไม่ได้ ก่อนหน้าจะมีการรัฐประหารใน 2557 เสรีภาพทางวิชาการของไทยนับว่าอยู่ในแถวหน้าในภูมิภาค แต่หลังจากนั้นก็มีการจับกุมคุมขังนักวิชาการไม่ต่างจากนักเคลื่อนไหวทางสังคมอื่น ล่าสุด คือ การแจ้งดำเนินคดีเวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร ที่ตั้งข้อหากับนักวิชาการและนักศึกษารวม 5 คนจากงานประชุมนานาชาติด้านไทยศึกษา หรือกระแสข่าวการยุบสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น

“เสรีภาพทางวิชาการ คือ กระจกสะท้อนของสังคมนั้น เสรีภาพของทั้งห้าคนที่่ถ่ายกับป้ายในงานไทยศึกษาก็เจอความยุติธรรมที่รวดเร็วเกินกว่าปกติ กล่าวโดยสรุป คือ เป็นเรื่องของรัฐที่ปากกับใจไม่ตรงกัน”

ด้านอ.ชัชวาล บุญปัน อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันเทียบเคียงกับเหตุการณ์สำคัญจากแวดวงวิทยาศาสตร์ โดยระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในเวลานี้เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในยุคของการปฏิบัติ วิทยาศาสตร์ เมื่อ 400 ที่ผ่านมา หรือการพิสูจน์อนุภาคฮิกส์เมื่อกรกฎาคม 2515 เซริน์ประกาศค้นพบอนุภาคฮิกส์ แต่นักฟิสิกส์คนสำคัญของโลกอย่างสตีเฟน ฮอว์คิง ก็ไม่เชื่อ แต่เมื่อมีการยืนยันฮอว์คิงก็ได้แสดงความเคารพและยกย่องว่าการค้นพบของฮิกส์ทำให้เกิดประโยชน์กับมนุษยชาติอย่างมหาศาล ย้อนหลังไปก่อนนั้น 1 ปี ผบ.ทบ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิได้ประกาศว่า ประเทศไทยนั้นไม่สามารถมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเหมือนประเทศอื่น ๆ ได้เพราะหากว่าทำอย่างนั้นประเทศก็จะอยู่ไม่ได้ (29 เม.ย.2554)

“นี่คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นมันมีสองสภาวะที่อยู่ตรงข้ามกัน ลองคิดดูกันเล่น ๆ ว่าคนอย่างสตีเฟน ฮอว์คิง หรือฮิกส์มาเกิดในสังคมไทย โอกาสที่จะค้นพบอะไรที่มีความหมายกับโลกอาจเป็นไปได้ยากมาก เพราะปัจจุบันสังคมไทยเสียเวลากับการทำลายล้างคนที่เห็นต่าง”

อ.ชัชวาล เล่าตัวอย่างกรณีของ จิออร์ดาโน บรูโน (ค.ศ.1548 – 1600)  นักคณิตศาสตร์เมื่อ 400 ปีที่ผ่านมา เขาเสนอว่าจักรวาลมันไม่มีที่สิ้นสุด ค้านกับคำอธิบายของศาสนจักรที่เรืองอำนาจ ในขณะนั้น เมื่อบรูโนยืนยันความคิดของเขาจึงต้องตายเมื่ออายุ 52 ปี ปัจจุบันเราก็ได้รู้แล้วว่าเอกภพมันไม่มีที่สิ้นสุดจริง ๆ หรือกรณีของกาลิเลโอซึ่งขณะช่วงเวลาที่บูรโนโดนเผา กาลิเลโอมีอายุ 36 ปี ซึ่งเขาก็รู้ดีว่ามันเกิดอะไรขึ้น ด้วยความที่อยากรู้อยากเห็น จึงได้เอาความคิดของโคเปอร์นิคัสซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเป็นเวลา 89 ปี โดยโคเปอร์นิคัสเชื่อว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรืออยู่นิ่งกับที่ กาลิเลโอพยายามเอาความคิดนี้ของคนสามคนที่อยู่ห่างกันนับศตวรรษมาเขียนเป็นหนังสือชื่อบทสนทนาระหว่างอริสโตเติล ทอเลมี และโคเปอร์นิคัส หนังสือของกาลิเลโอเล่มนี้ก็กลายเป็นหนังสือต้องห้าม แต่ก็มีการลักลอบนำออกไปจากอิตาลีและแปลเป็นภาษาอังกฤษใน 20 ปีถัดมา นี่ชี้ให้เห็นว่าแม้กาลิเลโอจะสิ้นชีวิตไปแล้ว แต่ความคิดของเขาไม่ได้ตายไปด้วย ดังนั้นจึงอย่าคิดว่าการปิดกั้นความรู้ การปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการ หรือการกดดันด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่นในปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถห้ามได้ เพราะธรรมชาติของมนุษย์ไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น

“กาลิเลโอต้องขึ้นศาลและถูกปรับทัศนคติหลายรอบ คำพูดที่ต้องห้ามในขณะนั้น คือ การบอกว่าโลกเคลื่อนที่ สาเหตุก็คือความเชื่อในขณะนั้นบอกว่าสิ่งที่อยู่เหนือดวงจันทร์ขึ้นไป คือ สวรรค์ ซึ่งอยู่กับธาตุที่เป็นนิจนิรันดร์ ส่วนโลกอยู่ในฐานสี่ที่แปรเปลี่ยนไปได้ การที่กาลิเลโอบอกว่าโลกเคลื่อนที่หมายความว่าโลกที่แปรเปลี่ยนเคลื่อนเข้าไปสู่ธาตุสวรรค์ คณะกรรมการศาลไต่สวนศรัทธาก็จะบอกเลยว่า วิธีคิดแบบนี้ไร้ตรรกะ ไร้ศรัทธา หรือการบอกว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง คือ ความนอกรีตอย่างเป็นทางการ พิลึกพิลั่นในเชิงปรัชญา ดังนั้น การห้ามคำพูดที่บอกว่าโลกเคลื่อนที่ ในปัจจุบันก็คือ มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร หรือเวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหารนั่นเอง”

เมื่อเวลาผ่านไปอำนาจเหล่านี้หมดลง ความรู้ก็แพร่ขยายมีคนมาต่อเติมองค์ความรู้มากขึ้นและในที่สุด 220 ปีให้หลังกาลิเลโอเสียชีวิต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) มีพระราชหัตถเลขาเพื่อสั่งซื้อหนังสือ 2 เล่มเกี่ยวกับศาสนามูฮัมมัดและการคำนวณสุริยุปราคาและจันทรุปราคาอย่างง่าย ๆ เพื่อจะเอาตัวเลขละติจูดและลองติจูดเพื่อคาดการณ์การเกิดเหตุการณ์ของประเทศไทย และได้รับยกย่องเป็นพระบิดาของวิทยาศาสตร์ไทยจากองค์ความรู้นั้น

อ.ชัชวาล กล่าวอีกว่า การเกิดขึ้นของนวัตกรรมมันมีอุปสรรคอยู่เสมอ เช่น การค้นพบ Quasicrystal ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฎีก่อน ๆ ที่เคยมีมาเป็นเวลานานของ Dan Shechtman นักวิทยาศาสตร์ชาวอิสราเอลก็ได้ทำการทดลองและพบรูปแบบของสิ่งที่เป็นกึ่ง ซึ่งไม่มีในคุณสมบัติของผลึกที่มีอยู่ เมื่อเสนอขึ้นมาก็ไม่มีใครเชื่อ นักวิทยาศาสตร์จากอเมริกาที่ร่วมทำวิจัย ถึงกับหาตำราเรื่องผลึกให้ Dan อ่าน หรือถูกเยอะเย้ยถางถาง โดยเฉพาะคนที่ขัดขวางเขาคือ Linus Pauling นักเคมีที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งไม่เห็นด้วย แต่ด้วยความที่เป็นสังคมเสรี ทุกมหาวิทยาลัยก็ลองทำปฏิบัติการทดลองซ้ำเพื่อยืนยัน ในที่สุดก็พบว่าเป็นความจริง Dan Shechtman ก็ได้รับการยกย่องจน 19 ปีต่อมาก็ได้รับรางแบบเดียวกับที่ Linus Pauling เคยได้รับ และคุณประโยชน์ของ Quasicrystal อย่างหนึ่งก็คือใช้ทำเกราะกันกระสุนของทหาร

“ลองคิดดูว่าสังคมไทยจะมีนวัตกรรมสร้างเกราะกันกระสุนของทหารได้หรือไม่ ด้วยการที่บังคับความคิดแบบที่กล่าวมา”

รศ.สมชาย ปรีชาศิลปะกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า หัวข้อที่จะพูดในวันนี้ เหมือนกับพูดว่า พระอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล ซึ่งมันไม่มีทางโต้แย้ง แต่เนื่องจากเราอยู่ในยุคสมัยที่พูดไรเต็มปากไม่ได้ ดังนั้นจะขอพูดว่า เสรีภาพฉี่ฉุดฉุน หรือ เสรีภาพฉี่ฉุนฉุน อย่างไรก็ตามนี่เสรีภาพเป็นหลักการพื้นฐานที่ทุกคนควรต้องได้รับ ไม่ใช่แค่เสรีภาพทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม เพราะตอนนี้สังคมไทยเผชิญปัญหากับนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะเรื่องป่าไม้ที่ดิน ซึ่งทุกคนมีสิทธิที่จะพูด สอดคล้องกับคำกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (1 ก.ย. 2560 ดูเพิ่มเติม นายกฯ แนะเยาวชนรับฟังความเห็นต่าง อันเป็นเนื้อแท้วิถี ปชต.: https://www.thairath.co.th/content/1057337 )

อ.สมชาย กล่าวต่อไปว่า เมื่อมองจากข้างนอกกลับเข้ามาในช่วงเวลาที่สังคมไทยเจอความยุ่งยาก ดัชนีชี้วัดเสรีภาพโลกประจำปี 2016 ขององค์กร Freedom House ไทยอยู่กลุ่มไม่มีเสรีภาพ ส่วนเรื่องเสรีภาพของสื่อ องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มสถานการณ์ที่ยากลำบาก อาจสรุปได้ว่า สถานการณ์ด้านเสรีภาพของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน เช่น พม่า กัมพูชา มาเลเซีย สิงค์โปร แต่หากเปรียบเทียบกับบางประเทศในแอฟริกา เช่น เคนยา แทนซาเนีย สถานการณ์ของไทยอยู่ในระดับที่เลวร้ายกว่า

“คำถามมีอยู่ว่า เมื่อทั่วโลกมองเห็นปัญหาที่เกิดในเมืองไทย แต่คำถามที่มีต่อไป คือ เมื่อมีการละเมิดเสรีภาพทางวิชาการเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย แต่ทำไมชนชั้นนำในมหาวิทยาลัยทำไมไม่รู้ร้อนรู้หนาว หรือไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา ส่วนหนึ่งอาจจะมีคำอธิบายว่าเป็นเพราะความกลัว ว่าอาจจะได้รับผลกระทบจากระบอบอำนาจนิยม ซึ่งตนเห็นว่าอาจไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมุมมองเสรีภาพที่แตกต่าง โดยเสรีภาพในสังคมแบบไทย คือ มีเสรีภาพได้แต่ต้องไม่กระทบกับ “ระเบียบ” ที่ดำรงอยู่ในสังคมดั้งเดิมอย่างที่เป็นมา เช่น ผู้ใหญ่/ผู้น้อย ความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันฯ ฯลฯ กรณีของนิติวิทย์และเนื้อความในหนังสือชี้แจงจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสิ่งยืนยันได้อย่างชัดเจน”

อ.สมชาย ตั้งข้อสังเกตว่า เสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัยถูกทำให้เป็นเสรีภาพที่เน้นประโยชน์เศรษฐกิจ แต่แยกมิติการเมืองออกไป หลังทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยเริ่มผลิตนักวิชาชีพ หรือผู้มีความรู้เฉพาะด้านมากขึ้น ตัดขาดจากสังคมการเมือง ยกตัวอย่างแวดวงนิติศาสตร์ พบว่าเกิดการแยกระหว่าง“โลกในตำรา” กับ “โลกแห่งความเป็นจริง” ออกจากกัน ในปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาที่ให้ปริญญาด้านนิติศาสตร์นับ 74 แห่ง มีผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิในทุกด้าน แต่กลับไม่มีคำตอบ/คำถามต่อการละเมิดหลักการทางกฎหมายมากมาย เช่น ประเด็นของไผ่ ดาวดิน ศาลทหาร หรือการออกมาตรา 44 ฯลฯ

ด้าน อ.ดร. เบญจรัตน์ แซ่ถั่ว สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อยากจะนำเสนอประเด็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ว่าเสรีภาพทางวิชาการไม่สำคัญ ทว่าการปกป้องเสรีภาพทางวิชาการอย่างเดียวโดยไม่พูดถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นซึ่งตอนนี้ถูกจำกัดอย่างมากมันก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าเราปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพของนักวิชาการในการพูด โดยไม่พูดถึงคนนับร้อยที่กำลังถูกดำเนินคดีหรือถูกจำคุกเพียงเพราะใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มันก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน หรือหากสามารถพูดคุยกับนักศึกษา อภิปรายสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ พูดเรื่องสิทธิมนุษยชนเมื่อวาน (ดูเพิ่มเติม "ประยุทธ์" ระบุให้ความสำคัญ "สิทธิมนุษยชน" : http://www.komchadluek.net/news/politic/295131 ) รัฐบาลเข้ามาเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในช่วงที่บ้านเมืองมีวิกฤต ดังนั้นต้องใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการพัฒนาประเทศจะปล่อยให้มีการใช้คำว่า “สิทธิมนุษยชน” มาบิดเบือนเพื่อสร้างความแตกแยกไม่ได้ ถ้าพูดกับนักศึกษาได้แต่กลับพูดในฐานะพลเมืองคนหนึ่งในสังคมไทยได้ว่าคำพูดนั้นขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างไร มันก็ไร้ประโยชน์เช่นกัน

ดังนั้น อยากชวนเราให้พูดถึงสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ ควรพูดในฐานะเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยจะนำเสนอประเด็น 2 ประการ เรื่องแรก เสรีภาพทางวิชาการในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน และการขยับขยายพื้นที่ที่กว้างการเสรีภาพทางวิชาการ เรื่องที่สอง ไทยแลนด์ 4.0 กับเสรีภาพทางวิชาการ

ตนไม่ค่อยคำว่าเสรีภาพทางวิชาการที่มักใช้กันอยู่ในสังคมไทย มักถูกสื่อความหมายว่าเป็นเสรีภาพของนักวิชาการในการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ทั้งที่จริงแล้วนักวิชาการไม่ควรจะมีหรือไม่ได้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากกว่าคนอื่น ๆ อย่างไรก็ตามก็มีแนวคิดว่า การทำงานของนักวิชาการควรจะได้รับการคุ้มครองในบางอย่างเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับเวลาพูดถึงสิทธิเสรีภาพชองสื่อมวลชน เพราะนักวิชาการมักจะถูกมองว่า ต้องเป็นคนที่ตั้งคำถามกับสังคมได้ มีความคิดเชิงวิพากษ์ มีการค้นคว้าหาข้อมูลมาสนับสนุน เพราะฉะนั้นในเมื่อสังคมมีความคาดหวังว่านักวิชาการมีการตั้งคำถามกับอำนาจทางสังคมมากกว่าคนอื่นเล็กน้อย ซึ่งในกฎบัตรเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของสหภาพยุโรป มีการกล่าวถึงเสรีภาพทางวิชาการเป็นการเฉพาะ ในบางประเทศเช่นสหรัฐอเมริกาเสรีภาพทางวิชาการก็ถูกกำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญภายใต้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่สิ่งที่เราต้องยืนยัน คือ เสรีภาพทางวิชาการไม่ได้หมายถึงเสรีภาพของนักวิชาการในการพูดเรื่องวิชาการเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงควรจะเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

“เวลาที่พูดเรื่องเสรีภาพทางวิชาการ หลายกรณีไม่ได้ถูกยอมรับในสังคม เพราะเป็นประเด็นที่อ่อนไหว รวมถึงเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ทางวิชาการด้วย เช่น ควรจะต้องอะไร หรือสอนเรื่องต่าง ๆ อย่างไร ก็จะเป็นเรื่องที่ลำบาก นี่จึงเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยซึ่งต้องธำรง รับประกันหลักนี้ไว้ด้วย ในบางประเทศเช่นแคนาดามีการกำหนดเรื่องเสรีภาพทางวิชาการในสัญญาการจ้างงานว่าทางมหาวิทยาจะให้เสรีภาพกับอาจารย์และเจ้าหน้าที่ในการค้นคว้าเรื่องต่าง ๆ โดยจะไม่มีการใช้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เช่น ไม่ต่อสัญญาการจ้างงาน หรือห้ามการค้นคว้า การแสดงความคิดเห็น วิธีการเรียนการสอน นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยต้องมีมาตรการไม่ให้คนมหาวิทยาลัยเองไปล่วงละเมิดเสรีภาพทางวิชาการนั้น นี่ก็แนวคิดที่ห่างไกลกับมหาวิทยาลัยของไทย”

อ.ดร. เบญจรัตน์ กล่าวถึงประเด็นเสรีภาพทางวิชาการไทยกับ ไทยแลนด์ 4.0 ว่า ถ้าเรายังมีระดับเสรีภาพทางการแสดงความคิดเห็นอยู่แค่นี้ ไทยแลนด์ 4.0 ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถตั้งคำถาม หรือนำเสนอสิ่งที่อยากจะให้เป็นได้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งถ้าไม่อาจตั้งคำถามหรือคิดต่างได้การพัฒนาจะเป็นอย่างเกาหลีเหนือหรือยิ่งกว่าสิงค์โปรหรือไม่ หรือจะพัฒนาอย่างไร

“อยากจะยกตัวอย่างคำพิพากษาของศาลยุโรปในคดีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ ท่านผู้พิพากษาได้ให้ข้อเสนอแนะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของยุโรปว่า “ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าการละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ และความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยมักจะนำไปสู่ความถดถอยทางปัญญา ที่สุดจะนำไปสู่ภาวะที่หยุดนิ่งทางสังคมและเศรษฐกิจ ดังนั้นถ้าไทยแลนด์ 4.0 ไม่ได้เปิดให้มีการแสดงความคิดเห็น ไม่ยอมรับประชาธิปไตยของความรู้ การแสวงหาความรู้ การค้นคว้าข้อมูล ถ้าไทยแลนด์ 4.0 เป็นประเทศที่มีผู้อำนาจในการกุมความรู้ยังพยายามรักษาคุณค่าวิถีแบบดั้งเดิมตามที่อ.สมชายเสนอมา เราก็จะระบบเศรษฐกิจและสังคมที่หยุดนิ่งอยู่กับที่”

อ.ดร. เบญจรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เราต้องเลือกว่าจะสู้กันในสนามไหน จะสู้ในนามเสรีภาพทางวิชาการหรือถึงเวลาที่จะต้องสู้ในสนามเรื่องการเมืองการปกครอง ในนามเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็นและสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย หากเราต้องการสู้เรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ใช่แค่เพียงเสรีภาพทางวิชาการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้น ก็ถึงเวลาที่จะดึงพื้นที่การต่อสู้อยู่ในมือของเราได้แล้ว โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่รัฐบาลชุดนี้มีความสามารถที่จะพูดอะไรที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ทำ หรือความสามารถในการอธิบายสิ่งที่ทำให้ดูเป็นอย่างอื่น เช่น ประชาธิปไตยที่ไม่มีการเลือกตั้ง มาตรา 44 ที่ไม่เป็นเผด็จการ ถ้าจะพูดในสนามของเขา ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะสู้อย่างไร แต่ถ้าจะดึงคำพูดเหล่านี้กลับสนามของเรา และควรจะเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะตั้งคำถามว่าต้องการประชาธิปไตยแบบไหน.

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,865 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.