• 15 ธันวาคม 2560 - 00:15 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

กป.อพช.เหนือออกแถลงการณ์กรณีรัฐใช้คำรุนแรงกับชาวบ้านเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 - 21:38 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 118 ครั้ง พิมพ์

 

แถลงการณ์

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.ภาคเหนือ)

เรื่อง เร่งปล่อยตัวประชาชนจากการควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

และยุติความรุนแรง การปิดกั้นการใช้สิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน

 

จากสถานการณ์ที่ชาวบ้านเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ได้จัดกิจกรรมเดินเท้าจากพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 เพื่อสื่อสารต่อสาธารณะถึงความไม่เป็นธรรมและผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และยื่นหนังสือต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อำเภอเมือง จ.สงขลา ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 โดยวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มเดิน เครือข่ายฯได้ยื่นแจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรเทพา และวันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13.30 น. ได้ยื่นหนังสือขอผ่อนผันการชุมนุมสาธารณะต่อผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาเนื่องจากพึงทราบว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นการชุมนุมสาธารณะที่ต้องแจ้งการชุมนุม อย่างไรก็ดีผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาได้ออกประกาศฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 ให้เลิกการชุมนุมสาธารณะภายในเวลา 18.00 น.ของวันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 โดยอ้างว่าเป็นการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เวลาประมาณบ่ายโมง เมื่อเครือข่ายฯเดินทางถึงบริเวณแยกสำโรง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา มีตำรวจประมาณ 1 กองร้อยตั้งจุดสกัดขบวนเดินเท้าของเครือข่าย และเวลาประมาณ 16.20 น เจ้าหน้าที่ได้สลายการชุมนุม ทำให้ชาวบ้านบางส่วนได้รับบาดเจ็บและชาวบ้านอีก 16 คนถูกควบคุมตัวไป

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ได้ขัดแย้งกับแนวทางที่รัฐบาลได้ประกาศให้แนวทาง “สิทธิมนุษยชน” เป็นวาระที่สำคัญของประเทศไทย คณะกรรมการประสานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือตอนบน ขอประณามการใช้อำนาจ ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว และขอยืนยันหลักการสิทธิเสรีภาพของประชาชน ว่าเป็นสิ่งที่รัฐต้องให้ความเคารพและคุ้มครอง จึงมีข้อเรียกร้อง ดังต่อไปนี้

 

1.เร่งปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวจากกรณี “เดิน...เทใจให้เทพา หยุดโรงไฟฟ้าถ่านหิน เดิน….หานายก หยุดทำลายชุมชน” โดยทันที

2.ภายใต้แนวทางการรณรงค์เคลื่อนไหวของชาวบ้าน โดยการเดินเท้าเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยใช้แนวทางสันติวิธีเพื่อปกป้องสิทธิของชุมชน ที่จะปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นความชอบธรรม ที่อยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ในมาตรา 43 บัญญัติไว้ว่า “บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน”และกระบวนการในการการผลักดันการแก้ไขปัญหา ผ่านมาตรา 41 ที่บัญญัติไว้ว่า “บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว”  รวมถึงมาตรา ๕๗ รัฐต้อง อนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟูบริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์ อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการ และได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ

3.  กระบวนการของรัฐที่ผ่านมาภายใต้การรับฟังความคิดเห็นในด้านผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น การจัดทำศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม EIA ได้ปิดกั้นการมีส่วนร่วม การแสดงออกของชุมชน  ซึ่งจากวิธีการดังกล่าวรัฐต้องกลับมาทำการทบทวนกระบวนการดังกล่าวให้เกิดความโปร่งใส ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แท้จริงได้ร่วมตัดสินใจทั้งหมด ซึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ก็ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดทำให้ชัดเจน ในมาตรา ๕๘ การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดำเนินการ ให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมถึงบุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐ ก่อนการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง และในการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง รัฐต้องระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อ ประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด และต้องดำเนินการให้มีการ เยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและ โดยไม่ชักช้า

4. การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยแนวทางสันติวิธี และการยุติการใช้ความรุนแรง การใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือที่ใช้ทำลายความชอบธรรมของประชาชนในการแสดงออก ถึงสิทธิเสรี เสรีภาพ ที่จะเรียกร้องให้รัฐได้เข้ามาแก้ไขปัญหา และต้องสร้างการมีส่วนร่วม รวมถึงยอมรับกระบวนการตรวจสอบของประชาชน อย่างจริงจัง

ด้วยความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

คณะกรรมการประสานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเหนือ

 (กป.อพช.ภาคเหนือ) 65 องค์กร

28 พฤศจิกายน 2560
 

รูปประกอบ เฟซบุ๊กบนกระจกเงาสีขาว
 

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,915 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.