• 15 ธันวาคม 2560 - 00:15 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สังคมผู้สูงวัย ทำไมต้องสนใจคนสูงวัยในโลกของการสื่อสาร ตอนที่ 1

 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 - 13:39 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 98 ครั้ง พิมพ์

 

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากการเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging society) สู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) ภายในปีพ.ศ. 2568 หมายความว่า ในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศหรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี มากกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งประเทศ

ปี 2558 ประชากรโลกมี 7,349 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ประมาณ 901 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 12 ของประชากรทั้งโลก โดยทวีปเอเชียมีประชากรสูงอายุประมาณ 508 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 56 ของประชากรสูงอายุทั้งโลก สำหรับประเทศในอาเซียนที่เข้าเกณฑ์เป็นสังคมสูงอายุแล้วมี 3 ประเทศ คือ สิงค์โปร์ร้อยละ 18 ไทยร้อยละ 16 และเวียดนามร้อยละ 10 (UNWPP, 2015) คาดว่า ประชาคมอาเซียนทั้งหมดจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทั้งหมดภายในปีพ.ศ. 2583 นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้สูงอายุในอาเซียนมีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนยาวขึ้นและมีผู้สูงอายุหญิงมากกว่าชาย (วรเมศม์ สุวรรณระดา และ รักชนก คชานุบาล, 2557)

 

องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ให้นิยาม ผู้สูงอายุ (Older person) ว่าหมายถึงประชากรทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปและได้แบ่งระดับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็น 3 ระดับ ได้แก่

1. ระดับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) หมายถึง สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศหรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปีมากกว่าร้อยละ 7 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

2. ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) หมายถึงสังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศหรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี มากกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์

3. ระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-aged society) หมายถึงสังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า ร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่

 

จากข้อมูลข้างต้น อาจกล่าวได้ว่าความตื่นตัวต่อประเด็นสังคมผู้สูงวัยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น สืบเนื่องจากมาจากมิติเชิงปริมาณ กล่าวคือ ความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุขทำให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวขึ้น อย่างไรก็ตาม สุชาดา ทวีสิทธิ์ (2553) ตั้งข้อสังเกตในบทนำของหนังสือคุณค่าผู้สูงอายุในสายตาสังคมไทยว่า ความแก่ชรา เป็นความคิดระดับนามธรรมที่ถูกนำมาอธิบายลำดับพัฒนาการด้านชีววิทยาขั้นสุดท้ายของมนุษย์ ความรู้ในสาขาชีววิทยาได้ประกอบสร้างนำเอา “ความแก่ชรา” ไปตรึงแน่นไว้กับภาพลักษณ์ของความตาย โรคภัยไข้เจ็บ ความเสื่อมสภาพ ความไร้สมรรถนะ การดูแลตนเองไม่ได้ และการต้องพึ่งพิงลูกหลานหรือคนอื่น ส่งผลให้มนุษย์สมัยใหม่มีแนวโน้มปฏิเสธความแก่ ด้วยเพราะเกลียดกลัวความเสื่อมและความตายที่ถูกเชื่อมโยงอย่างแน่นหนาไว้กับความแก่ชรา (สุชาดา ทวีสิทธิ์ และ สวรัย บุณยมานนท์, 2553: 1)

สำหรับนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับสังคมผู้สูงวัยนั้น ธนภรณ์ จิตตินันทน์ และ ณัคนางค์ กุลนาถศิริ (2560) สรุปนโยบายหลักที่ต่างประเทศนำมาใช้เป็นแนวทางเตรียมรับมือสังคมสูงวัย ประกอบด้วย

หนึ่ง การขยายอายุเกษียณ โดยไทยอยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ขยายอายุเกษียณของแรงงานในสถานประกอบการจาก 55 เป็น 60 ปี

สอง การสนับสนุนให้บริษัทจ้างงานผู้สูงอายุ ภาครัฐได้จัดตั้งศูนย์บริการจัดหางานผู้สูงวัย (Smart Job Center) เพื่อส่งเสริมให้มีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทที่จ้างผู้สูงวัยตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งต้องมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท

สาม การเพิ่มทักษะและจัดหางานให้เหมาะสมกับแรงงานจะช่วยเพิ่มความสามารถในการหารายได้และยกระดับผลิตภาพของแรงงานในระยะยาว

สี่ การยกระดับคุณภาพชีวิต ภาครัฐมีส่วนสำคัญในการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ รวมถึงการจัดสรรรายได้และรายจ่ายอย่างสมดุล โดยเฉพาะรายได้หลังวัยเกษียณผ่านการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมทั้งมีการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้ทุกวัยสามารถใช้ร่วมกันได้ (Universal Design) สำหรับประเทศไทย ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ค่อนข้างจำกัด ส่วนใหญ่จะเป็นโรงพยาบาลหรือศูนย์บริการทางการแพทย์ที่อยู่ไกลจากบ้าน หรือยังไม่มีรถโดยสารในการเดินทางไปต่างสถานที่ ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากมีความยากลำบากในการเข้าถึงสวัสดิการจากส่วนกลาง

ห้า การมีส่วนร่วมและประสานงานของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน (ธนภรณ์ จิตตินันทน์ และ ณัคนางค์ กุลนาถศิริ, 2560: 1-2)

ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า แม้เรามีข้อมูลเชิงสถิติในการสรุปสถานการณ์ผู้สูงอายุในภาพรวมเพื่อผลักดันนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้อง แต่ขณะเดียวกันมันมีความจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้เห็นถึงอำนาจของระบบสังคม วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ ในฐานะที่เป็นโครงสร้าง ซึ่งเข้ามากำกับควบคุมและสร้างความหมายให้กับกระบวนการสูงวัยและประสบการณ์การของผู้สูงอายุ เหล่านั้นด้วยเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่นคำถามที่ว่า คนแก่หายไปไหนในการสื่อสาร สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์ (2545) อธิบายว่าผู้สูงอายุ/คนแก่จัดเป็นคนชายขอบประเภทหนึ่งซึ่งถูกแบ่งแยกและกีดกันออกจากคนอื่น ๆ เช่น คนหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยแรงงาน ด้วยเหตุผลของอำนาจจากระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่สามารถกำหนดเกณฑ์วัดคุณค่าและสถานภาพของบุคคลจาก “ความสามารถในการผลิตและการทำงาน” กลุ่มผู้สูงอายุจึงถูกกำหนดสถานภาพในสังคมให้ด้อยกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ ทั้งที่ความจริงผู้สูงอายุของไทยเคยมีสถานภาพที่สูงมาก่อนในอดีต ดังจะเห็นได้จาก คือ การกำหนดอายุที่แน่นอนสำหรับการเกษียณอายุ กลุ่มผู้สูงอายุจึงถูกตัดออกจากวงจรการผลิตของสังคม (สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์, 2545 อ้างถึงในกาญจนา แก้วเทพ, 2554: 413-414)

นอกจากนั้นยังมีคำถามที่ล้วนเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับความเป็นสังคมผู้สูงอายุ อาทิ ภาพลักษณ์ของผู้สูงอายุ ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้สูงอายุมักตายตัว และเป็นเรื่องความเสื่อมโทรม ความแก่ชราหรือความสูงอายุเป็นประสบการณ์ที่ตายตัวและเป็นสากลหรือไม่ ทำไมผู้สูงอายุจึงดูด้อยค่าในบางสังคมแต่กลับมีคุณค่าและได้รับการยกย่องในบางสังคม ซึ่งคำถามเหล่านี้ท้าทายให้การสร้างความรู้เรื่องผู้สูงอายุในลักษณะอื่น ๆ ที่แตกต่างไปจากแบบแผนความรู้ที่สังคมเคยรู้ได้หรือไม่

สุชาดา ทวีสิทธิ์ (2553) ประมวลกระบวนทัศน์ของการศึกษาผู้สูงอายุ พบว่าปัจจุบันมีอยู่ 2 กระบวนทัศน์หลัก ได้แก่ ชีววิทยาการแพทย์ กับทฤษฎีการประกอบสร้างทางสังคม

กระบวนทัศน์แรก ให้ความสำคัญกับร่างกายในฐานะเป็นองคาพยพทางชีววิทยา และความรู้ที่กระบวนทัศน์นี้สร้างขึ้น ทำให้ร่างกายของผู้สูงอายุกลายเป็นร่างกายที่เต็มไปโรคภัยไข้เจ็บ มักเน้นฉายภาพด้านมืดของความแก่ชราภาพ ได้แก่ ความโรยรา ความเสื่อมถอยของร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ เชื่อมั่นว่ากระบวนการเข้าสู่ความชราภาพ เป็นกระบวนการธรรมชาติและมีความสากล ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการหล่อหลอมทางวัฒนธรรม

ในขณะที่การพัฒนาความก้าวหน้าของเครื่องไม้เครื่องมือ เพื่อวัดความบกพร่องของรายกาย ตลอดจนการให้มีผู้เชี่ยวชาญตรวจวินิจฉัยสมรรถภาพของร่างกายและจิตใจผู้สูงอายุนั้นมีเป้าหมายด้านบวก เพราะแสดงให้เห็นว่าสังคมกำลังให้คุณค่าแก่พลเมืองกลุ่มนี้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุดังกล่าว เป็นการกระทำที่แสดงออกถึงวิธีคิดและทัศนคติแบบอิหลักอิเหลื่อ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หวั่นวิตก กังวลที่สังคมมีต่อความชราภาพและต่อผู้สูงอายุด้วย โดยเฉพาะเมื่อร่างกายของผู้สูงอายุคนหนึ่งกำลังเจ็บป่วยและต้องพึ่งพิงคนอื่นเพื่อการมีชีวิตอยู่ต่อไป หากไม่ตรวจสอบความอิหลักอิเหลื่อดังกล่าวที่คนส่วนใหญ่ในสังคมมีต่อความชราและผู้สูงอายุ ก็อาจจะไม่สามารถขจัดการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่เหมาะสมในรูปแบบต่าง ๆ ที่ผู้สูงอายุในสังคมปัจจุบันกำลังเผชิญอยู่ได้ โดยที่การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมนั้นอาจมาจากตัวผู้สูงอายุกระทำกับตัวเอง หรือถูกกระทำโดยรัฐ สังคม ชุมชน ครอบครัว นักวิจัย นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุสาขาต่าง ๆ  

กระบวนทัศน์กลุ่มที่สอง เป็นวิธีวิทยาของนักวิชาการด้านผู้สูงอายุที่เชื่อมั่นในทฤษฎีประกอบสร้างทางสังคม กลุ่มนี้เชื่อว่า การเลือกปฏิบัติและการรังเกียจผู้สูงอายุมีอยู่จริงในสังคมสมัยใหม่ ดังภาพลักษณ์ด้านลบของผู้สูงอายุที่ผ่านสื่อทุกประเภท นโยบายของรัฐ ระเบียบปฏิบัติขององค์กร กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเกษียณอายุ ระบบประกันสังคม ระบบการแพทย์ ธุรกิจการประกันสุขภาพและประกันชีวิต ตลอดจนพบในวิธีการอธิบายสถานการณ์ผู้สูงอายุในงานเขียนวิชาการหลายสาขาที่มักแสดงความกังวลต่อจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน โดยมองว่าปรากฏการณ์สังคมผู้สูงอายุที่กำลังเกิดขึ้น อาจนำไปสู่วิกฤตของสังคมไทยในหลายด้าน ที่รัฐและสังคมจะต้องตื่นขึ้นมารับมือและตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ภายใต้กระบวนทัศน์นี้จึงเสนอให้มีการรื้อถอนภาพลักษณ์เชิงลบ ที่เป็นสาเหตุของการเลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ อีกทั้งเสนอผลิตภาพลักษณ์ผู้สูงอายุในเชิงบวกมากขึ้น เช่น ผู้สูงอายุที่มีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี มีศักยภาพในการสร้างคุณูปการต่อส่วนรวม มีความภาคภูมิใจในตัวเอง มองเห็นคุณค่าของตัวเอง หรือไม่เป็นภาระให้ลูกหลานและสังคม ความแก่ของร่างกายที่เป็นไปตามกระบวนการชีววิทยา ไม่ได้นำไปสู่ความป่วยไข้เสมอไป แต่เพราะความอิหลักอิเหลื่อที่สังคมมีต่อร่างกายที่ชราภาพ ซึ่งเป็นผลรวมทางวัฒนธรรมต่างหาก ทำให้เราเชื่อมโยงและผูกตรึงผู้สูงอายุไว้กับโรค ความป่วยไข้และความไร้ประโยชน์ จนทำให้สถานภาพทางสังคมของผู้สูงอายุอาจดูต่ำต้อย (สุชาดา ทวีสิทธิ์, 2553: 4-5)

ดังนั้น ขณะที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าไปสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้นี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะสำรวจ ทบทวน สถานภาพประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ความเป็นสังคมผู้สูงวัยในทั้งเชิงคุณค่า ความหมาย และก่อให้เกิดปฏิบัติการทางสังคม โดยเฉพาะจากชุมชนท้องถิ่นขึ้นไปถึงนโนบาย เพื่อขจัดมายาคติที่มีต่อผู้อายุและสังคมผู้สูงวัยที่ถูกผลักดันกันออกไปจากสังคมส่วนร่วม.

 

อ้างอิง

 

ธนภรณ์ จิตตินันทน์ และ ณัคนางค์ กุลนาถศิริ. (2560). ถอดบทเรียนนโนยายรับมือสังคมสูงวัยจากต่างประเทศ.   เข้าถึงจากhttps://www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/DocLib_/Article_21Jun2017.pdf

ปราโมทย์ ประสาทกุล (บรรณาธิการ). (2559). สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2558. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.).

วรเมศม์ สุวรรณระดา และ รักชนก คชานุบาล. (2557). รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ โครงการ การขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน. กรุงเทพฯ: วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุชาดา ทวีสิทธิ์ และ สวรัย บุณยมานนท์ (บรรณาธิการ). (2553). ประชากรและสังคม 2553. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,915 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.