• 25 มิถุนายน 2561 - 15:11 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สัมภาษณ์ศิลปิน Ting Chu รอยยิ้ม รอยยับ กับงานปั้นคนแก่

 วันที่ 26 ธันวาคม 2560 - 10:02 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 4,542 ครั้ง พิมพ์

 

กลางเดือนธันวาคมของเชียงใหม่กับค่ำของฤดูหนาวที่ความหนาวยังมาไม่ถึง ณ The Meeting Room Art Cafe  ในย่านชุมชนเก่าริมน้ำปิง มีการจัดแสดงงานศิลปะในชื่อ Dirty Hands ที่ล้วนผูกโยงกับประเด็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมถอย และการจมลงไปในตัวเอง ประชาธรรมมีโอกาสนั่งคุยกับถิงชู (Ting Chu) หนึ่งในสามศิลปินที่ร่วมกันแสดงผลงานศิลปะครั้งนี้

 

ถิง เป็นศิลปิน เป็นนักวาดภาพประกอบ นักปั้น รวมถึงคนงานรับจ้างทั่วไป ซึ่งผลิตงานที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับลายเส้น หรือรูปปั้นเด็ก สิงสาราสัตว์ในอากัปกิริยาต่าง ๆ แต่งานนี้ถิงปั้นใบหน้าของผู้เฒ่า ชาวชราวัย เมื่อประชาธรรมกำลังเริ่มทำงานการสื่อสารประเด็นผู้สูงวัย จึงเป็นโอกาสดีที่ได้มาคุยกัน 

 

ประชาธรรม: แรงบันดาลใจในการทำงานนี้มาจากไหน

ถิง: ก่อนหน้านี้มีโอกาสได้ดูสารคดีเรื่องสังคมผู้สูงอายุในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งคาดการณ์ว่าภายใน 50 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในอนาคตอันใกล้ก็จะมีการย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมออกจากไทย ไปยังประเทศที่มีประชากรในวัยทำงาน เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม

การดูสารคดีก็ทำให้ฉุกคิดถึงประเด็นที่คนถูกมองเป็นทรัพยากร หรือคุณค่าความเป็นคนถูกผูกให้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิต เพื่อตอบโจทย์ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ เมื่อวิธีคิดนี้กลายเป็นวิธีคิดหลักของสังคมโดยรวมในยุคสมัยของอุตสาหกรรม ทำให้การมองคนแก่เปลี่ยนไปจากเดิมที่ถูกให้คุณค่า ให้การยอมรับ ยกย่อง ปฏิบัติด้วยความนอบน้อมอ่อนโยน กลายเป็นสิ่งที่สังคมต้องดูแลจัดการในฐานะทรัพยากรที่ไม่สร้างประโยชน์แล้ว

 

 

ถิงเล่าว่า ผนวกกับเวลาต่อมาที่ป่วยเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ แม้จะเป็นช่วงเวลาไม่นาน แต่ความรู้สึกกดดันที่ต้องอาศัยผู้อื่นในเรื่องความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต เช่นการกิน การขับถ่าย ก็ทำให้เธอรู้สึกเป็นภาระและขาดการควบคุมในชีวิตของตัวเอง รู้สึกตัวเองไร้ค่ามากตอนที่ป่วย อย่างไรก็ดีถิงบอกว่าความป่วยของถิงเป็นการเจ็บป่วยชั่วขณะ แต่สำหรับคนแก่ ที่เมื่อแก่แล้วก็แก่เลย ไม่มีทางที่จะกลับมาฟื้นฟู จึงยิ่งทำให้ตั้งคำถามกับภาวะของการเป็นวัยชราในสังคมปัจจุบันมากขึ้น

“ในบางสังคมสมัยก่อน จะมีกระบวนการ หรือพิธีกรรมเพื่อเปลี่ยนผ่านหรือข้ามพ้นแต่ละช่วงวัยอย่างมีความหมาย คือทุกช่วงวัยจะมีสถานะหรือหน้าที่ที่เกื้อกูลต่อชุมชนในแบบของมัน แต่สำหรับคนแก่ในปัจจุบัน กระบวนการเหล่านั้นไม่มีอีกแล้ว การเป็นผู้อาวุโสของชุมชน แล้วผู้คนเข้าหาให้ความสำคัญ ขอความคิดเห็น หรือให้เป็นผู้ชี้แนะตัดสิน ทุกวันนี้วัยชราคือวัยที่ต้องครุ่นคิดหนทางช่วยเหลือตัวเอง หรือตั้งคำถามกับตัวเองว่าเป็นภาระสังคมอยู่หรือไม่? จากการคิดเรื่องนี้ก็ทำให้คิดต่อถึงคำว่า “ภาระสังคม” คำนี้ว่ามันมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มันมีพลังในการกำหนดสิ่งต่าง ๆ ในสังคมตั้งแต่ตอนไหนกัน”

“โครงสร้างความคิดสังคมปลูกฝังให้เราต้องควบคุมจัดการทุกอย่างรอบตัว ตั้งแต่ตัวเรายันสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นฟันเฟืองที่มีประสิทธิภาพและควบคุมจัดการง่าย แต่พอเราป่วยก็เผยให้เห็นว่า เราควบคุมอะไรไม่ได้อย่างแท้จริงแม้กระทั่งร่างกายของเรา การเชื่อว่าเราจัดการทุกอย่างให้อยู่ในการ ”ควบคุม” ของเราได้นั้น เป็นเพียงคำปลอบใจให้เราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของโลก ธรรมชาติและชีวิต”

 

ประชาธรรม: ทำไมถึงเลือกปั้นใบหน้าที่ดูยิ้มแย้มแจ่มใส

ถิง: เรารู้สึกว่าสังคมมักเน้นให้เราค่อนไปทางเห็นใจคนแก่มากกว่าการเคารพช่วงวัยนี้ เราเลยไม่อยากฉายภาพซ้ำว่าพวกเขาเป็นได้เพียงผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เราอยากเล่าเรื่องของพวกเขา ในฐานะที่เป็นช่วงวัยหนึ่งของมนุษย์ทุกคน ท่าทางของพวกเขาตอนที่กำลังยิ้ม มีพลังหรืออารมณ์อะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนวัยอื่น

“คนแก่หลายคนจะเข้าสู่ภาวะเหมือนวัยเด็กอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในแง่ที่เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เท่านั้นนะ มันรวมถึงอารมณ์ ทัศนคติที่มันเรียบง่ายขึ้นด้วย จะยิ้มหัวเราะอะไร ก็ไม่มีตัวตนอะไรที่ต้องแบกต้องแสดงอีกแล้ว ไม่ต้องเป็นหัวหน้าลูกน้อง เป็นคนสวยคนหล่อ รูปร่างงดงาม เป็นคนเก่งกาจสามารถ สวมบทบาทมากมายอีกต่อไปแล้ว เหมือนกลับไปเป็นเด็กก่อนที่เราจะต้องมารับบทบาทเหล่านี้ มันจึงไปเกี่ยวโยงกับงานปั้นเด็กก่อนหน้านี้ ก็คือความใส ความไม่ซับซ้อน อาจดูว่าเราโลกสวยก็ได้นะ”

ประชาธรม: ถ้าอย่างงั้นความเป็นเด็กที่อยู่ในตัวคนแก่ ผ่านงานนี้คืออะไร?

ถิง: อย่างที่บอกไป คือ เขาไม่ต้องสวมบทบาทอะไรมากแล้ว หรือพยายามต้อง be somebody จากที่ฟังคนแก่ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านคลิปเกี่ยวคนอายุครบร้อยปี เหมือนว่าความซับซ้อนต่างๆ ของชีวิตลดลง ทุกอย่างเป็นเพียงความทรงจำ เป็นบทเรียน อะไรที่เคยยึดถือและเชื่อมั่นก็ดูลดทอนไปจากประสบการณ์ที่ต้องผิดหวังมามาก คิดว่าภาวะเด็กก็คล้าย ๆ อย่างนี้นะ มีความเปิดกว้างกับความเป็นไปได้ต่าง ๆ

 

ประชาธรรม: แล้วตัวถิงเอง ค้นพบว่าอะไรบ้างในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ จากการทำงานนี้บ้าง

ถิง: มากมาย พอปั้นไม่ออก โดยไม่รู้ตัวก็จะคลิกดูคลิปต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคนแก่ ทำให้รู้ข้อมูลอะไรเพิ่มขึ้นจากที่ไม่เคยรู้มาก่อน อย่างคำว่า aging society คืออะไร ประเทศต่าง ๆ มีนโยบายกับเรื่องนี้ยังไงบ้าง อุปสรรคของคนแก่มีอะไรบ้าง เหล่าประเทศที่จะได้เพิ่มพูนผลกำไรทางเศรษฐกิจในช่วง 50 ปีข้างหน้าจะเป็นประเทศที่มีอายุประชากรน้อยอย่างอียิปต์ อินเดีย เคนย่ากับปากีสถาน เป็นต้น และจะเป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางเศรษกิจมายังประเทศกำลังพัฒนาแทน หรือที่ญี่ปุ่น คนแก่กำลังใกล้ตายจะต้องใช้เวลาจองคิวแอดมิดเข้าโรงพยาบาลนานเป็นปี ๆ เพื่อจะได้ตายในโรงพยาบาลเพราะมีคนดูและไม่เป็นภาระครอบครัว เหมือนข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดจะเน้นย้ำถึงความไม่น่าอภิรมย์ที่เราต้องเผชิญกับวัยชรา ทั้ง ๆ ที่มันเป็นภาวะที่ทุกคนบนโลกต้องเผชิญในที่สุด”

ประชาธรรม: แล้วอยากให้คนดูรู้สึกอะไรจากการดูงานนี้?

ถิง: ในงานชุดนี้ บางชิ้นจะมีภาพวาดลอกเลียนรูปถ่ายโบราณสมัยที่ยังเป็นหนุ่มสาวของคนแก่เหล่านี้ เพราะอยากให้คนดูได้เห็นมากไปกว่าพวกเขาเป็นคนแก่น่ารักหรือน่าสงสาร แต่อยากเน้นย้ำว่าเขามีที่มาที่ไป พวกเขาเคยเป็น somebody เคยมีเรื่องราวชีวิต มีดราม่าไม่ต่างจากเราตอนนี้ แล้วในไม่ช้าพวกเราทุกคนก็ต้องเข้าสู่วัยนี้ ไม่ว่าตอนนี้จะมีอำนาจ สถานะใหญ่โต มีรูปร่างสวยงาม แข็งแรงสมบูรณ์แค่ไหน แต่ในเบื้องท้ายก็จะกลายสภาพเป็นคนที่ร่างกายอ่อนแอ เปราะบาง มีความกลัว แต่ที่สำคัญ คือ อยากรู้ว่าสังคมให้ความเป็นมิตรกับภาวะเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน

“ก็ไม่รู้ว่าคนไทยให้ความสำคัญกับสังคมผู้สูงอายุในมิติไหนบ้าง แต่ก็อยากให้คนที่มาดู มองภาวะนี้อย่างเป็นมิตรมากขึ้น โฆษณาต่าง ๆ ที่เราเห็นจะมีแต่เรื่องสุขภาพแข็งแรง ไร้โรคภัย ไร้ตีนกา มีหลักประกันชีวิต ประหนึ่งว่าเราจะสามารถหลีกเลี่ยงมันได้ ในขณะเดียวกันเรากลับไม่ค่อยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ระหว่างวัย และนี่ไม่เกี่ยวอะไรกับสถาบันครอบครัวนะ นั่นจะเป็นอีกประเด็นที่ยาวมาก”

 

 

ถิงขยายความว่า “มันเหมือนตอนนี้ทุกคนถูกขับเน้นให้เอาตัวรอดเหอะ ต้องหาเงินได้ ต้องดูดี ต้องแข็งแรง ต้องไม่ถูกใครเอาเปรียบ แต่ไม่ค่อยมีเรื่องมิติของการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างทั้งหลาย เหมือนมีต้นแบบที่น่าพึงประสงค์เพียงไม่กี่แบบ ซึ่งสำหรับเราแล้วมันไม่หลากหลาย มันไม่เป็นจริง มันแฟนตาซีเพ้อเจ้อ คนแก่ พิการ คนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ คนไม่มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ หรือคนคิดต่าง พื้นที่หรือความสำคัญของพวกเขาคืออะไร  หรือความสัมพันธ์ของเรากับเขาเป็นยังไง คิดว่าเรื่องนี้มันไม่ถูกพูดถึงอย่างชัดเจน มันเหมือนเราไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกับคนที่เราไม่รู้จะเอาเขาไปวางไว้ตรงไหน ดังนั้นคนที่มีปัญหาก็จะรู้สึกว่าเป็นคนนอกทันที เพราะเรามัวแต่จะพุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว มันเป็นวิธีคิดที่ไม่สมดุล

ประชาธรรม: แล้วตัวถิงเองคาดฝันกับสังคมในอนาคตอย่างไร ในยามที่ตัวเองกลายเป็นคนแก่

ถิง: หวังว่าสังคมจะมีความกลัวน้อยลงต่อความหลากหลาย ไม่ใช่แค่ความหลากหลายของอายุนะ แต่รวมถึงความหลากหลายของเชื้อชาติ เพศสภาพ ช่วงวัยและความคิด ให้คนเฉลิมฉลองความหลากหลายมากกว่าที่จะลดทอนความหลากหลายนั้น แล้วก็สามารถรับมือ ไม่ใช่ควบคุม แต่เป็นความยืดหยุ่นที่จะเข้าหาความหลากหลายเหล่านั้น เพราะถ้าเราทำได้ มันจะเป็นการเฉลิมฉลองศักยภาพของมนุษย์อย่างแท้จริง เหตุผลที่เผ่าพันธุ์มนุษย์รอดมาทุกวันนี้ได้ เพราะเรามีความคิดสร้างสรรค์ ยืดหยุ่นในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เราวิวัฒนาการมาได้เพราะความยืดหยุ่น ไม่ใช่การแข็งทื่อยึดติด แต่ตอนนี้ดูเหมือนวิธีการจัดการปัญหามันแข็งทื่อ ใครมีปัญหาก็ใช้ความรุนแรง อำนาจ หรือจัดการอย่างเด็ดขาด ไร้ความสร้างสรรค์และปัญญา ขณะเดียวกันก็ผลักสิ่งที่ไม่น่าดู ไม่น่าอภิรมย์ไปอยู่ข้างหลังหรือกลบทับไว้ อยากให้คนยุคหน้าตื่นขึ้นจากภาพลวงตาว่ามันมีความจริง ความดีหรือวิธีการจัดการที่ดีสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวสักที หวังว่ามันจะเป็นสังคมที่จะเป็นมิตรกับทุกสภาวะของผู้อื่นและของตัวเองได้ รวมถึงความชรา

 

อนึ่ง งานศิลปะ Dirty Hands จะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 15 ม.ค.2561 ผู้สนใจสามารถสืบค้นตำแหน่งของร้านในย่านชุมชนเก่าแก่ของเชียงใหม่ ดูงานในบริบทการเปลี่ยนผ่านของเมืองไปพร้อม ๆ กัน.

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 16,489 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.