• 16 มิถุนายน 2562 - 15:03 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

นักศึกษามช.เปิดวงถกเรื่องรับน้อง สิทธิ-เสรีภาพ-ประชาธิปไตยต้องเริ่มในมหาวิทยาลัย

 วันที่ 17 มกราคม 2561 - 23:38 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,541 ครั้ง พิมพ์

 

สรุปความโดย นายณัฐพงษ์ คุ้มบุ่งค้า นักศึกษาฝึกงานมูลนิธิสื่อประชาธรรม



เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 เวลา 12.30 น. นักศึกษาชมรมประชาธิปไตย สโมสรนักศึกษาเชียงใหม่ จัดงานเสวนาวิชาการ 86 ปี ประชาธิปไตย ในหัวข้อ “การรับน้องและสิทธิเสรีภาพในมหาวิทยาลัย” ณ ห้องสโลป คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การเสวนาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ซึ่งในที่นี้จะสรุปความเฉพาะความเห็นของนักศึกษา เพื่อฉายภาพทัศนะของผู้กำลังแสวงหาหนทางใหม่ให้กับสังคมในมหาวิทยาลัย โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายณัฐดนัย พรมมา นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายยามารุดิน ทรงศิริ รองประธานสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง และ นายนนธวัช มะชัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นายณัฐดนัย นักศึกษาแห่งคณะรัฐศาสตร์ฯ กล่าวว่า โซตัสเป็นระบบของทหาร ความจริงประเทศไทยไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของใคร แต่ได้รับอิทธิพลมาจากต่างชาติในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ได้นำเอาระบบนี้เข้าสู่โรงเรียนทหาร-ตำรวจ จากนั้นกระจายเข้าไปสู่สถาบันอุดมศึกษา คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และขยายไปสู่สถาบันอื่น ๆ ในภายหลัง โซตัสมีความคล้ายลัทธิ-ศาสนา เป็นระบบของชนชั้น

“เมื่อคุณเข้ามาปี 1 จะถูกปี 2 ปี 3 ใช้กฎหมู่ในการควบคุม ซึ่งต้องอดทนอดกลั้นอย่างมากในสังคมที่ไม่ถูกต้อง รุ่นพี่มีความเชื่อฝังหัวว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แต่ความเป็นจริงก็คือ คนเรามีความหลากหลายมากกว่าที่เห็น จึงไม่สามารถที่จะทำให้คนมีความสามัคคีเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างแท้จริง  โซตัสกลัวการเปลี่ยนแปลงแค่ไหนรู้มั้ยครับ ถ้ายังคิดไม่ออก ผมอยากให้ทุกคนนึกภาพถึงคนรักสองคน ที่ทำอะไรซ้ำ ๆ ซาก ๆ จำเจอยู่อย่างนั้น กินข้าวด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน คุยกันวันละ2-3 ชั่วโมง เมื่อมันวนลูปอยู่เช่นนี้ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายต่อกัน เพราะไม่มีอะไรใหม่ เมื่อโซตัสไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง จึงขัดกับวัฒนธรรมของผู้คนส่วนใหญ่ เมื่อโซตัส ห้ามคิด ห้ามสงสัย ห้ามตั้งคำถาม เน้นแต่ระเบียบวินัย คิดแทนรุ่นน้อง ก็จะกลายเป็นระบบเผด็จการในที่สุด”

นายณัฐดนัย  กล่าวอีกว่า โซตัสคือ การควบคุมเพื่อให้เกิดการควบคุมกันเอง ส่งต่ออำนาจเป็นวัฒนธรรม ทำให้ไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ เพราะมัวแต่ควบคุมความคิดคนอื่น หมกมุ่นอยู่กับความสามัคคี ไม่ต่างอะไรกับประเทศของเราเลย ความสามัคคีและวินัยไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ควรใช้ให้เหมาะสมไม่พร่ำเพื่อ 

คำถามมีว่า เมื่อมันมีจุดบกพร่องเยอะขนาดนี้ ทำไมโซตัสไม่หายไปจากประเทศไทยซะที คำตอบคือ ระบบโซตัสได้พัฒนาเครื่องมือใหม่ขึ้นมา เช่น วัฒนธรรมการว๊าก การไซโค ระเบียบ-วินัย การเข้าห้องเชียร์ การตั้งกฎหมู่  สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเครื่องมือใหม่ของโซตัส ทำให้ระบบนี้เป็นปัญหาต่อสังคม 

“ที่มันยังไม่หายไป เพราะมันมี connection กับระบบรุ่น ต้องเอารุ่น เพื่อส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อมันมีเยอะขึ้น จึงกลายเป็นเครือข่าย แม้แต่คนที่จบไปแล้วก็ยังมีบทบาทต่อระบบรุ่น และมีอิทธิต่อการเมืองภายใน ทำให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงซะที ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว มันก็คือภาพจำลองของระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยดี ๆ นี่เอง พยายามปกปิดคนผิดเพราะเป็นพรรคพวกของตัวเอง แม้แต่การเลือกคนทำงานก็ไม่ได้เลือกจากความสามารถ แต่ดึงเอาพวกที่เรียนคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกันมาทำงานแทน ประเทศจึงไม่พัฒนาเพราะคนเก่งถูกกีดกันออกจากงาน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเริ่มมีการท้าทายระบบโซตัสมากขึ้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่มีความอึดอัดและไม่พอใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”

“ผมเสนอว่า เราต้องมีพื้นที่ของความเห็นต่างให้ได้แสดงออก หันมาเปิดใจกัน จริงอยู่ว่าคนที่ชอบโซตัสและคนแอนตี้ย่อมยืนกันคนละมุม แต่ก็ต้องคุยกัน เพื่อไม่ให้มันสุดโต่งไปในทางใดทางหนึ่งจนเกินไป เราต้องค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและขยับทีละน้อย ผมหวังว่าในอนาคตจะมีการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากขึ้น เพื่อหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหา”

นายยามารุดิน รองสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ลำปาง เริ่มกล่าวด้วยคำถามที่ว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.ไม่มีโซตัสจริงมั้ย? คำตอบคือ เ มธ ก็ยังมีโซตัสอยู่ แต่เบาบางเหลือเกิน มธ.เป็นมหาวิทยาลัยปิดที่มีเสรีภาพมากที่สุดในบรรดามหาวิทยาลัยปิด ไม่นับ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กับ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะเป็นมหาวิทยาลัยเปิด

ทำไมธรรมศาสตร์ไม่มีโซตัส ? ต้องย้อนดูประวัติศาสตร์ มธ เคยเป็น ม.เปิดมาก่อน แบบเดียวกับ ม.ราม สมัยก่อตั้ง มธ โดยอาจารย์ปรีดี เป็นยุคของคอมมิวนิสต์ จะเรียกชื่อกันว่า สหาย มธ จึงมีแต่การรับเพื่อน ไม่มีรับน้อง ไม่มีชนชั้น และด้วยปรัชญาของมหาวิทยาลัยที่เป็นดั่งรัฐธรรมนูญสูงสุดที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม คือ “เสรีภาพทุกตารางนิ้ว” ทำให้ทิศทางของธรรมศาสตร์ชัดเจนในเสรีภาพ 

พออุดมการณ์ปรัชญาบอกไว้เช่นนั้นแล้ว ไม่มีใครสามารถละเมิดเสรีภาพของนักศึกษาได้  อะไรที่ขัดต่อหลักการข้างต้นก็จะถูกตรวจสอบและแก้ไขอย่างทันท่วงที ตัวอย่างเช่น เมื่อปีพ.ศ. 2559 มีการบังคับให้นักศึกษาเข้าการปฐมนิเทศ ถ้าไม่เข้าจะถูกตัดสิทธิในการรับมอบทุน ไม่มีสิทธิยืมจักรยานของมหาวิทยาลัย ไม่มีสิทธิสมัครสภานักศึกษา สภานักศึกษาจึงฟ้องมหาวิทยาลัยเพื่อปกป้องนักศึกษา ถ้ามีการละเมิดสิทธิสภาก็จะโดดลงไปตรวจสอบและให้การช่วยเหลือ วิธีคิดและวิธีทำงานแบบนี้ ส่งผลให้เมื่อมีการรับน้องอันมิชอบเกิดขึ้น ก็จะสามารถเข้าไปจัดการปัญหาได้อย่างทันท่วงที มันคือเสรีภาพและการจับมือกันของอุดมการณ์

“คำถามคือว่า แล้วมหาวิทยาลัยอื่น ทำไมยังมีบรรยากาศของการรับน้องอยู่อย่างเข้มข้น อาจารย์ทำอะไรอยู่ สภาทำอะไรอยู่ และตัวนักศึกษาเองล่ะทำอะไรอยู่”

“ข้อเสนอของผมคือ ทุกส่วนต้องรวมตัวกันและกล้ายืนยันต่อความถูกต้อง กล้าตั้งคำถาม วิพากษ์ ถกเถียงกันทางจริยธรรม เช่นเดียวกับการเกณฑ์ทหาร ลุกขึ้นมาสิ วิพากษ์ มันจะยังคงอยู่มั้ย มันคือการต่อสู้กันระหว่าง ทาส-ประชาธิปไตย การต่อต้าน-การถูกสั่นคลอน แสดงให้เห็นว่า ไม่มีโซตัส เราก็อยู่ได้”

 

นายนนธวัช นักศึกษา-นักกิจกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ตยอยู่ร่วมกับการรับน้องมาตั้งแต่ปีหนึ่ง เห็นรูปแบบเดิม ซ้ำไปซ้ำมา ตบหัวและลูบหลัง สร้างความดราม่าแบบเดิม ๆ คำถามคือ มันยังมีแบบนี้อยู่อีกเหรอ ? เป็นความรู้สึกแบบนี้ เราจะอยู่กันแบบนี้กันจริง ๆ เหรอ ?

“ผมต้องขอบอกไว้ในที่นี้เลยว่า นอกจากคณะวิศวะฯแล้ว คณะอื่นต่างขี้ขลาดไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองเป็นโซตัส

พอเข้าไปอยู่ตรงนั้นแล้ว (ห้องประชุมเชียร์รับน้อง) ผมถามเพื่อนหลายๆ คน ซึ่งมีทัศนคติที่หลากหลายมากต่อประเด็นนี้ ยกเลิก มีต่อดีแล้ว อยู่เฉย ๆ แต่ส่วนตัวผมตั้งธงในใจแล้วว่า ‘ไม่เอา’  จึงได้รวมตัวกับเพื่อน 4-5 คน ตั้ง ‘กลุ่มลานยิ้ม’ ขึ้นมา เมื่อปี 2558 จุดยืนของเราไม่ได้ต่อต้านโซตัส แต่เป็นพื้นที่ของกิจกรรมทางเลือกสำหรับคนที่ไม่เอาโซตัส”

โซตัสเป็นระบบของทหาร  ส่วนหมอไม่จำเป็นต้องใช้ระบบนี้ เพราะมันไม่ได้หนุนเสริมวิชาชีพ ไม่เถียงว่าทหารจำเป็นต้องอยู่ในกฎเกณฑ์และระเบียบวินัย ต้องทำตามคำสั่ง แต่หมอต้องวินิจฉัยโรค และจัดยา ทำการรักษาด้วยนวัตกรรม ระเบียบวินัยสุดโต่งแบบทหารจึงไม่เข้ากับบริบทของอาชีพ เช่นเดียวกับอาชีพครู ภารโรง และอื่น ๆ

“พอทำกิจกรรมได้ 1 ปี เต็ม มองย้อนกลับมาที่คณะ ทุกอย่างเหมือนเดิม สิ่งที่พวกผมทำไม่ได้สั่นคลอนโซตัสในคณะเลย แต่คนที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงระบบกลับเป็นเพื่อนที่ผมเคยด่าพวกมัน จากนั้นมีการจัดเวิร์คชอปในห้องเชียร์ตามความสนใจของนักศึกษาปี 1 พอค้นพบแบบนี้แล้ว เราได้มานั่งแลกเปลี่ยน-ดีเบต กันหรือเปล่า ผมเชื่อว่าอาจารย์ไม่ใช่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเปลี่ยนแปลง  แต่คือกระบวนการมีส่วนร่วมต่างหาก แต่จะว่าไปมันก็แก้ยากจริง ๆ นั่นแหละ เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้พยายามสร้างพื้นที่ทางปัญญาสักเท่าไหร่ แม้ว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะขึ้นชื่อเรื่องความเป็นเลิศด้านงานวิชาการและวิจัย แต่กลับไม่ได้เอามุมมองและวิธีคิดแบบวิจัยมาใช้ ไม่ได้สนับสนุนงานวิชาการ ไม่แปลกเลยที่เวลานักศึกษาจัดกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการ แฟลชม็อบ การเสวนา มักจะถูกปิดปาก มหาวิทยาลัยไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน จึงผลิตกิจกรรมที่ไปสนับสนุนกับกิจกรรมส่วนกลาง ทำให้ระบบเหล่านี้มันยังอยู่ได้”

นายนนธวัช เสนอว่า หนึ่ง นักศึกษาต้องมีบทบาทในการกำหนดจุดยืนของมหาวิทยาลัย อุดมการณ์ต้องเปลี่ยน ถือเป็นพลวัตของสังคม เช่น มีการเลือกตั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัย สอง กำหนดระยะเวลากิจกรรมให้สั้นลง สาม ต้องมีพื้นที่  (ดีเบต/ไดอาล็อค-สนทนา/ดิสคัสชั่น/อภิปราย) เมื่อมหาวิทยาลัยทำได้ดังนี้แล้ว ต่อจากนั้น ตัวมหาวิทยาลัยเองก็จะมีพลังที่จะไปเปลี่ยนสังคมข้างนอก

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน
 เข้าชม: 24,263 ครั้ง  |   วันที่ : 11 มีนาคม 2559 - 11:15 น.
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,719 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.