• 20 กรกฎาคม 2561 - 10:02 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เปิดแผนนโยบายเพื่อสังคมสูงวัยภาคปฏิบัติ กับความท้าทายของเมืองสูงวัยเชียงใหม่ในอนาคต

 วันที่ 15 เมษายน 2561 - 21:27 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 328 ครั้ง พิมพ์

 

“ปัจจุบันไทยเป็นสังคมผู้สูงวัย โดยมีผู้สูงอายุประมาณ 11 ล้านคน คาดการณ์ว่าในปี 2564จะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ Aged societyและคาดการณ์ว่าภายในปี 2574 จะเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสุดยอด หรือมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 28”

ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลแรก ๆ ที่มักจะสื่อสารให้เกิดความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประชากร ซึ่งจะกระทบต่อสังคมไทยในทุกมิติ ทั้งระบบเศรษฐกิจ การจ้างงาน ครอบครัว สถาบันทางสังคม และความเป็นชุมชนในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความเป็นสังคมผู้สูงวัยนั้นมีประเด็นที่มากกว่าการเป็นสังคมของคนสูงอายุ ชราภาพ หรือประชากรเฉพาะกลุ่ม

รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2559ของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ชี้ว่าว่า มีผู้สูงอายุจำนวนมากที่อาจจัดอยู่ในภาวะเปราะบาง หนึ่งในสามของผู้สูงอายุมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน บุตรซึ่งเคยเป็น แหล่งรายได้สำคัญของผู้สูงอายุมีสัดส่วนลดลง ร้อยละของผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียวหรือ ตามลำพังกับผู้สูงอายุด้วยกันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จำนวนผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ประมาณ 4 แสนคน และผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อมประมาณ 6 แสนคน ในปี 2559 มีแนวโน้ม เพิ่มสูงขึ้นอีกมาก ในอีก 20 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงจะเพิ่มเป็น 1.3 ล้านคน และผู้ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมจะเพิ่มเป็น 1.4 ล้านคน 

รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2559 ฉบับเดียวกัน ยังแสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุไทยที่อยู่ในเขตเมืองและชนบท ที่มีสภาพทางเศรษฐกิจที่ต่างกัน ยังมีความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการ สุขภาพอนามัย ซึ่งเนื่องมาจากข้อจำกัดในการเดินทาง และการรับรู้สิทธิของผู้สูงอายุในกลุ่มต่าง ๆ ทั้งหมดตอกย้ำให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งหลายฝ่ายพยายามผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ

เมื่อพิจารณาคำแถลงนโยบาย 11 ด้านของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 12 กันยายน2557 มีนโยบายที่เกี่ยวข้องด้านผู้สูงอายุ อยู่ในด้านที่ 3การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ

โดยข้อย่อยที่ 4 ระบุถึง การเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการมีงานหรือกิจกรรมที่เหมาะสม เพื่อสร้างสรรค์และไม่ก่อภาระต่อสังคมในอนาคต โดยจัดเตรียมระบบการดูแลในบ้าน สถานพักฟื้นและโรงพยาบาล ที่เป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และครอบครัว รวมทั้งพัฒนาระบบการเงินการคลังสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ

อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลและนโยบายรัฐให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพชีวิต สวัสดิการ สุขภาพของผู้สูงอายุ และการเตรียมตัวคนที่จะเข้าสู่การวัยผู้สูงอายุเป็นหลัก อาทิ การออกโครงการบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เข้ากองทุนผู้สูงอายุ เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นนโยบายที่ส่งเสริมการเสียสละ หรือการบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จากผู้สูงอายุที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ฐานะดี ไม่เดือดร้อน เพื่อนำไปบริหารจัดการในรูปแบบกองทุน แล้วนำมาเป็นส่วนเพิ่มให้กับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย และยังเดือดร้อนอยู่ แม้พลเอก ประยุทธ์ จะปัดว่าการออกโครงการนี้ไม่ใช่เพราะรัฐบาลถังแตก แต่อาจกล่าวได้ว่า ทิศทางนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การลดภาระทางการเงินการคลังและภาระทางสังคมเป็นสำคัญ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561ที่ผ่านมาในเวที “ โรงเรียนผู้สูงอายุและกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ” พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้เผยว่า “โรงเรียนผู้สูงอายุ”ที่มีการดำเนินการในพื้นที่ทั่วประเทศกว่า 1,100 แห่ง เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพแกนนำผู้สูงอายุ และชมรมผู้สูงอายุให้สามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้สูงอายุได้มีพื้นที่ทำกิจกรรม เกิดการพึ่งพาตนเอง สามารถพัฒนาศักยภาพและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพได้ ที่สำคัญ คือ ช่วยลดภาวะการกลายเป็นผู้สูงอายุที่ติดบ้าน ติดเตียง รวมถึงลดภาระการดูแลผู้สูงอายุของครอบครัวด้วย ซึ่งรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นความร่วมแรงร่วมใจจากภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม ทั้งในส่วนของกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สสส. และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิด “โรงเรียนผู้สูงอายุ”ในพื้นที่ต่าง ๆ 2,600 แห่งทั่วประเทศ ในระยะเวลา 3 ปี นอกจากนั้นยังได้สั่งการให้มีการทบทวนแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันของผู้สูงอายุ และสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นต้น

สำหรับแผนผู้สูงอายุแห่งชาตินั้นมีการดำเนินการมากว่า15ปี ปัจจุบันอยู่ในช่วงระยะเวลาของแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2(พ.ศ.2545-2564) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20ปี (พ.ศ. 2560-2579) เป็นแผนที่จะกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุที่สำคัญของประเทศ กำหนดนโยบายรัฐบาลด้านผู้สูงอายุ และประโยชน์ต่อการจัดสรรงบประมาณดำเนินการ ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ชาติ อย่างไรก็ตาม จากรายงานการศึกษา โครงการติดตามและประเมินผลแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2545 – 2564) ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2555 – 2559) จัดทำโดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้ว่างานด้านผู้สูงอายุไม่ประสบความสำเร็จ

ผลการติดตามและประเมินกระบวนการการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2555 - 2559) แสดงให้เห็นว่าแม้ว่าประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงอายุมาเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีแผนผู้สูงอายุแห่งชาติเป็นกรอบในการดำเนินงาน แต่งานด้านผู้สูงอายุยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ดังเห็นได้จากผลการติดตามและประเมินรายดัชนีที่ได้นำเสนอไปในหัวข้อที่ 1 ซึ่งจากข้อมูลเชิงคุณภาพ ปัญหา และอุปสรรคสำคัญของการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2555 - 2559) สามารถสรุปได้ดังนี้

  • หน่วยงานหลักหลายหน่วยงานที่ควรเข้ามามีบทบาทในงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพ ชีวิตผู้สูงอายุ ยังคงมองงานด้านผู้สูงอายุเป็นเร่ืองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฉพาะกับผู้ที่อยู่ในวัยสูงอายุเท่านั้น จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับภารกิจที่เกี่ยวข้องกับวัยสูงอายุ
  • การขาดการเผยแพร่ข้อมูลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับทราบถึงแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ส่งผลให้แผนผู้สูงอายุระดับชาติ แม้จะถูกประกาศใช้เป็นเวลา 15 ปีแล้ว กลับ ไม่ได้ถูกนำไปใช้อ้างอิงในการทำแผนพัฒนาท้องถิ่น
  • การดำเนินงานขาดการบูรณาการที่เป็นรูปธรรมทั้งภายในกระทรวงเดียวกันและระหว่าง กระทรวง การดำเนินงานด้านผู้สูงอายุที่ผ่านมาถูกกำหนดตามตัวชี้วัดของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งเน้นการทำงานตามเฉพาะหน้าที่และโครงการของหน่วยงานตน ยังไม่ได้มีการร่วมคิด ร่วมวางแผนและร่วมทำแบบ “หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน” ทำให้การทำงานระหว่างหน่วยงานเป็นเพียงการนำโครงการมา“มัดรวมกัน” เท่านั้น
  • การกระจายอำนาจและการถ่ายโอนภารกิจไปสู่ท้องถิ่นยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ลักษณะงานที่ทำจึงเป็นการทำงานในระดับกระทรวงหรือหน่วยงานส่วนกลางก่อนแล้วค่อยส่งต่อไปยังระดับท้องถิ่น ทำให้การทำงานของหน่วยงานระดับท้องถิ่นเป็นการทำงานเชิงรับหรือเป็น ผู้ปฏิบัติงานเพียงอย่างเดียว
  • การขาดการจัดทำระบบฐานข้อมูลผู้สูงอายุที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น ส่งผลให้การปรับปรุง ติดตามและพัฒนางานตามแผนผู้สูงอายุเป็นไปอย่างล่าช้า และไม่ตอบสนองกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

 

จากอุปสรรคสำคัญหลายประการที่นำเสนอข้างต้น

 

เมื่อพิจารณาข้อมูลที่ลึกลงไป 5 อันดับจังหวัดที่มีผู้สูงอายุ อ้างอิงข้อมูลจากระบบสถิติการลงทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 พบว่า

อันดับที่ 1 กรุงเทพฯ                    936,856ราย     คิดเป็นร้อยละ16.47 ของประชากรในจังหวัด

อันดับที่ 2 นครราชสีมา               400,496ราย     คิดเป็นร้อยละ15.22 ของประชากรในจังหวัด

อันดับที่ 3 เชียงใหม่                    284,497ราย     คิดเป็นร้อยละ16.39 ของประชากรในจังหวัด

อันดับที่ 4 ขอนแก่น                    276,209 ราย     คิดเป็นร้อยละ15.32 ของประชากรในจังหวัด

อันดับที่ 5 นครศรีธรรมราช           240,522ราย     คิดเป็นร้อยละ15.47 ของประชากรในจังหวัด

 

อ้างอิงข้อมูล http://www.dop.go.th/download/knowledge/knowledge_th_20170707092742_1.pdf

สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีความน่าอยู่ ดีทั้งภูมิอากาศและภูมิประเทศ ส่งผลให้มีประชากรจำนวนมากเลือกที่จะใช้บั้นปลายที่จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวนประชากรผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้สูงอายุที่เป็นชาวเชียงใหม่เอง ผู้สูงอายุจากต่างถิ่นที่เลือกที่จะมาใช้ชีวิตปั้นปลายที่จังหวัดเชียงใหม่ และผู้สูงอายุจากต่างประเทศที่เลือกจังหวัดเชียงใหม่เป็นที่พักช่วงเกษียณอายุ เนื่องจากมีความพร้อมและค่าครองชีพต่ำ ปัจจุบัน นอกจากผู้สูงอายุตามทะเบียนราษฎรแล้วพบว่า จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นอับดับ 4 ของโลก ในการเป็นเมืองน่าอยู่ที่เหมาะสมสำหรับการพำนักในระยะยาว จึงมีผู้สูงอายุทั้งจากต่างจังหวัดและต่างประเทศ เข้ามาอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก 

ข้อมูลของหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า มีผู้สูงอายุชาวต่างชาติจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน สหรัฐอเมริกา และชาวยุโรปหลายประเทศ เข้ามาอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ มากกว่า 5,200 คน โดยในกลุ่มนี้มีผู้สูงอายุที่เข้ามาพักแบบระยะยาวเป็นจำนวนมากที่สุด และเชื่อว่าเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จะมีประชากรผู้สูงอายุจากกลุ่มประเทศอาเซียน เข้ามาพำนักในจังหวัดเชียงใหม่อีกเป็นจำนวนมาก 

จากข้อมูลทั้งระดับชาติและท้องถิ่น พบว่าจังหวัดเชียงใหม่มีความตื่นตัวในการแผนพัฒนาแผนพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2561 – 2564 ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ นำมาซึ่งปัญหาและความท้าทายหลายประการแก่สังคมเมืองเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือดูแลโดยครอบครัว ชุมชน และสังคมมีเพิ่มมากขึ้น ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งและไม่มีผู้ดูแลมีมากขึ้น ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้มีเพิ่มมากขึ้น ผู้สูงอายุขาดโอกาสในการมีส่วนร่วมทางสังคม ชุมชนขาดสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อความเป็นอยู่และการดำรงชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น ประกอบกับองค์ประกอบทางสังคมอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ เช่น การขยายตัวของสังคมเมือง ส่งผลให้วัยแรงงานเข้ามาทำงานในเมือง และทำให้ผู้สูงอายุในชนบทไม่มีผู้ดูแล โรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากการใช้ชีวิตสมัยใหม่ (มะเร็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง) ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วอันส่งผลต่อความรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ และความอ่อนแอของสถาบันครอบครัว ที่ทำให้ความสำคัญและบทบาทของผู้สูงอายุในสังคมลดลง เป็นต้น 

จากการสำรวจข้อมูลผู้สูงอายุที่มีปัญหาสังคมในพื้นที่องค์กรปกครองท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ปัญหาสำคัญในกลุ่มผู้สูงอายุ มีดังต่อไปนี้

 จากสถานการณ์ข้างต้น พบว่า ปัญหาด้านผู้สูงอายุในปี 2558 มีแนวโน้มลดลงในเกือบทุกประเด็นปัญหา แต่กลับสูงขึ้นอีกในปี 2559 ในบางปัญหา ซึ่งได้แก่ ในเรื่องปัญหาด้านผู้สูงอายุไม่สามารถเข้าถึงบริการและกิจการสำหรับผู้สูงอายุในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ปัญหาผู้สูงอายุยากจนและมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรหลาน และปัญหาผู้สูงอายุไม่ได้รับการจดแจ้งจดทะเบียนเพื่อรับเบี้ยยังชีพ ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาเรื่องการถึงสวัสดิการสังคม และความเหลื่อมล้ำทางสังคมทั้งสิ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดำเนินงานด้านการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเน้นกลุ่มผู้สูงอายุที่รายได้น้อย และมีปัญหาด้านการเข้าถึงสวัสดิการสังคม ควบคู่กับไปการส่งเสริมการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

สำหรับนโยบายที่จังหวัดจะดำเนินการภายใต้แผนพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ ตามยุทธศาสตร์ที่ 3การเสริมสร้างสังคมให้มีคุณภาพ คงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมนั้น มีการวางแผนโครงการใหญ่ในชื่อว่าเชียงใหม่ สู่สังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพโดยมีเป้าประสงค์ 5 ประการ ประการแรก เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุและครอบครัวให้อยู่ในสังคมผู้สูงอายุได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประการที่สอง เสริมสร้างความพร้อมของสังคมในการรองรับการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ ประการที่สาม สร้างความตระหนักในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประการที่สี่ เสริมสร้างรายได้และโอกาสทางอาชีพแก่ผู้สูงอายุและครอบครัว และประการสุดท้าย ส่งเสริมสุขภาพกายและใจในกลุ่มผู้สูงอายุ 

ภายใต้โครงการนี้จะประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 5 ด้าน ได้แก่

  1. การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ ให้อยู่ในสังคมอย่างเป็นสุขภาพ และพัฒนา ครอบครัว และชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุงบประมาณ 2,000,000-5,000,000 บาทต่อปี รับผิดชอบโดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ บ้านธรรมปกรณ์เชียงใหม่
  2. การสร้างความตระหนักในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และเตรียมความพร้อมคนทุกช่วงวัย 3,000,000 บาทต่อปี ผู้รับผิดชอบสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่
  3. การเสริมสร้างคุณค่าในตนเอง (Self Esteem) สำหรับผู้สูงอายุ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้สูงอายุต้นแบบแห่งสังคมคุณภาพ 2,000,000 –3,000,000บาทต่อปี ผู้รับผิดชอบสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่
  4. ส่งเสริมอาชีพและการมีรายได้ของผู้สูงอายุ และกลุ่มวัยใกล้เกษียณ 1,000,000 –2,500,000บาทต่อปี ผู้รับผิดชอบสำนักงานแรงงานจังหวัดเชียงใหม่
  5. การส่งเสริมการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุและกีฬาผู้สูงอายุ 3,000,000บาทต่อปี ผู้รับผิดชอบ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

ทั้งหมด คือ แผนหลักของทางจังหวัดที่จะดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับ 3 เสาหลักของนโยบายเพื่อผู้สูงวัย ขององค์กรสหประชาชาติ ที่เน้นเรื่องการมีส่วนร่วม สุขภาพ และความมั่นคง 

เสาแรก การมีส่วนร่วม คือ การสนับสนุนให้ผู้สูงวัยสามารถทำประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่องทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและจิตวิญญาณให้มีคุณค่าเป็นภูมิปัญญาของสังคม

เสาที่สอง สุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพเพื่อการมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ลดควบคุมปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรค จัดการสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี การเข้าถึงแหล่งบริการสุขภาพได้ตามสิทธิและความจำเป็น

เสาที่สาม ความปลอดภัย สร้างหลักประกันด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับผู้สูงอายุ มีระบบการดูแลเมื่อผู้สูงอายุอยู่ในภาวพึ่งพิง สนับสนุนครอบครัว ชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุ

ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าสังคมสูงวัยกินความครอบคลุมประชากรทุกช่วงวัย แม้ปัจจุบันนโยบายของรัฐส่วนกลางและท้องถิ่นจะเน้นที่ประชากรผู้สูงอายุเป็นหลัก แต่นโยบายเมืองและท้องถิ่นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันนโยบายเพื่อผู้สูงอายุไปสู่การสร้างสังคมผู้วัย ที่สร้างการมีส่วนร่วมจากคนทุกส่วนในสังคม ซึ่งงานสื่อสารชิ้นต่อ ๆ ไปของประชาธรรมจะนำเสนอรูปธรรม รายละเอียดและข้อค้นพบสำคัญจากการดำเนินการภายใต้การสนับสนุนของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์.

 

อ้างอิง

โครงการติดตามและประเมินผลแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่2(พ.ศ. 2545 – 2564) ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2555 – 2559) จัดทำโดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

http://www.dop.go.th/download/knowledge/th1516865515-114_0.pdf

สสส.จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุhttp://www.thaihealth.or.th/Content/40359-สสส.จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ.html

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 16,552 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.