• 19 มิถุนายน 2562 - 01:00 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สัมภาษณ์ ศรายุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ : จากประสบการณ์ชายแดนใต้ ถึงการดำรงชีวิตในรัฐทหาร

 วันที่ 3 ธันวาคม 2557 - 10:43 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,160 ครั้ง พิมพ์

 

ประชาธรรมสัมภาษณ์ ศรายุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ มานุษยวิทยาทัศนา และนักวิจัยผู้มีประสบการณ์ศึกษาปัญหาสันติภาพความขัดแย้งชายแดนใต้ ถึงการดำรงชีวิตสถานการณ์ในปัจจุบัน

frame allowfullscreen="" frameborder="0" height="360" src="//www.youtube.com/embed/KjDpXp2ykOE" width="640">

ประชาธรรม : เราจะทำความเข้าใจ หรืออยู่ในยุคที่รัฐแนวคิดความมั่นคงวางลงบนเรื่องราวต่างๆ อย่างไร?

 

ศรายุทธ : ถ้าเปรียบเทียบ จากประสบการณ์ในภาคใต้ มันมีกฎอัยการศึกหรือสิ่งที่ควบคุมและดำเนินการอย่างเบ็ดเสร็จโดยทหาร เข้าสลายการจัดการทุกอย่างที่มีอยู่เดิมทั้งหมด แล้วตั้งระเบียบชุดใหม่โดยคนกลุ่มเดียวหรือทหาร ปัญหาที่ทั้งประเทศไทยเจออยู่ก็บางส่วนที่คล้ายกับภาคใต้ ซึ่งสิ่งที่นักสันติวิธีภาคใต้ดำเนินการและเรียกร้องก่อนเป็นข้อแรก คือต้องเอาปืนออกไปก่อนแต่ทหารไม่ออก ดังนั้นถ้าบอกว่า “คืนความสุขให้ประชาชน” วิธีการที่ดีที่สุดคือการทหารออกไปก่อนแล้วค่อยคุยทางการเมืองว่าจะหาทางออก กันอย่างไร

 

ประชาธรรม : ทำไมทหารไม่ออก

 

ศรายุทธ : ผมคิดว่ามันมี มายาคติอยู่หลายเรื่องซึ่งผมก็คิดว่าเขาก็เชื่ออย่างนั้น เช่น ความเป็นมลายูเป็นสิ่งแปลกปลอมของรัฐชาติไทย คนที่นั่นไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาทางการ ยกตัวอย่างคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่พูดแบบตรงไปตรงมาว่าอยู่เมืองไทยก็ต้องพูดภาษาไทยเป็นภาษาทางการเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถสรุปได้ว่าทหารมีวิธี คิดอย่างไรบ้าง แต่ผมคิดว่ามันมีสิ่งที่เปิดช่องให้ทหารไม่ทันได้คิด แล้วปล่อยให้มายาคติชุดเดิมๆ ทำงานทันที อย่างภาคใต้ก็มีมายาคติเรื่องสิ่งแปลกปลอมของรัฐชาติสมัยใหม่ ความเป็นมาลายูต้องสลาย หรือทำให้เป็นคนไทยให้หมด ที่เชียงใหม่ก็มีมายาคติเรื่อง “แรงงานต่างด้าว” หรือคนไม่มีสัญชาติเข้ามาทำงานในเชียงใหม่ มีอย่างน้อย 2 ชุมชนที่ถูกดำเนินการจากมายาคตินี้

 

“สิ่งที่เป็นปัญหาของการใช้มายาคติคือ มันเหมือนแก้ไขปัญหาได้เร็ว เพราะโดนใจคนส่วนใหญ่ของสังคม นึกถึงเวลาเราพูดเรื่องงานต่างด้าว หรือชาวเขาที่ค้ายา คนก็จะเชียร์ให้กำจัดให้หมด แต่จริงๆ มันเป็นการลบภาพพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของปัญหา ยกตัวอย่างกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากที่อยู่ในชุมชนแออัดหรือสลัม ก็เจอปัญหามากมายเช่น การแย่งชิงทรัพยากรบนพื้นที่สูงกับกรมป่าไม้ ทั้งที่ชาวบ้านอยู่ก่อน กรมป่าไม้มาทีหลัง แต่เขาก็ถูกผลักออกมาให้กลายเป็น คนไร้บ้านแบบหนึ่งที่ต้องมาหาอยู่กินในเมือง เมื่อมองไม่เห็นพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของปัญหาก็จะแก้ไขด้วยมายาคติแบบ เดิมๆ หรือการตอกย้ำความเชื่อแบบผิดๆ

 

กรณีภาคใต้ก็เช่นกัน ถึงจะมีความพยายามพูดคุยเรื่องสันติภาพในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ถึงที่สุดมายาคติเดิมยังไม่ถูกสลายไป เช่น ปัญหาทางประวัติศาสตร์ของภาคใต้กับรัฐสยามที่มีมานาน ทำไมไม่ถูกพูด รัฐทหารเขาไม่เปิดช่องว่างทางความคิดให้คนได้คิด หรือตั้งคำถาม”

 

ประชาธรรม : ถ้ารัฐทหารยังข้ามพ้นความเชื่อแบบผิดๆ ไม่ได้ กลุ่มพลังอื่นมันพอจะทำอะไรอยู่ได้หรือไม่

 

ศรายุทธ : คิดว่าในช่วงที่ ทหารมีอำนาจสูงสุดในการจัดการมันก็ทำอะไรได้ยาก เราต้องยอมรับว่ามันไม่สามารถโทษทหาร เพราะเขาก็มีความเชื่อแบบของเขาว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกที่ควร เช่น เอาคู่ขัดแย้งทางการเมืองมาจับมือกัน เราในฐานะผู้ชมก็อาจรู้สึกว่ามันไม่ใช่กีฬาสี รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย แล้วก็คืนดีกัน หากมองอีกมุมหนึ่งเขาก็มีสิทธิที่จะทำ และการกระทำนั้นเป็นความชอบธรรมแบบหนึ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในสังคมไทยและคนควร จะเห็น แต่ถามว่าจะแก้ไขปัญหาหรือไม่ คิดว่ายากเพราะปัญหามันไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์หรือการสลายปรากฏการณ์ แต่คือชั้นของความหมาย และชั้นของปัญหาที่มันเรื่องเกี่ยวข้องกับทางสังคม วัฒนธรรมมากมาย

 

“การแก้ความคิดคน มันไม่สามารถแก้ได้ด้วยการมาจับมือกัน ทีนี้พอถามว่ากลุ่มที่ไม่ทหารพอจะทำอะไรได้บ้าง คิดว่าสิ่งที่มันหายไปมากที่สุดในเครือข่ายสังคมออนไลน์ และพื้นที่ทางสังคมอื่นๆ คือการตั้งคำถาม หรือความพยายามตั้งคำถามกับปรากฏการณ์ตรงนี้ หรือมากกว่าการไปว่าทหารโดยตรง เช่น อาจตั้งคำถามถึงอิสรภาพทางวิชาการในการแสดงความคิด ความเห็นต่อเรื่องต่างๆ อิสรภาพในการจับกลุ่มคุยกันโดยที่ไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องการเมืองอย่างตรงไป ตรงมาก็ได้ เพราะความหมายของการเมืองมันขยายพื้นที่ออกได้อย่างมากมาย”

 

“เราขาดตรงนี้เพราะเอาความกลัวเข้ามาอยู่ในใจ มากจนเกินไป สิ่งหนึ่งที่รัฐเผด็จการทำหน้าที่อย่างชัดเจนที่สุดไม่ใช่การลงทัณฑ์อย่าง ตรงไปตรงมา หรือประหารคนเพื่อแสดงว่าผู้ครองอำนาจรัฐมีอำนาจแค่ไหน แต่มันคืออำนาจที่ทำให้คนในรัฐเซนเซอร์ตัวเอง เฝ้ามองตัวเองว่าจะทำอะไรผิดตอนไหน-อย่างไร นอกจากนั้นยังต้องคอยเซนเซอร์คนอื่นว่าจะแสดงความผิดแค่ไหน ผมคิดว่าเราต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อนโดยสลายความหวาดกลัว หรือกล้าเผชิญหน้ากับมันได้ เราจะเห็นคำถามมากมายโดยไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ทหารอย่างตรงไปตรงมา”

 

อย่างอิสรภาพในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันเราถูก ลิดรอนไปค่อนข้างมาก ถามว่าเราจะสามารถคืนสภาพปกติในชีวิตประจำวันด้วยตัวเองได้หรือไม่ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาบอกว่าเราจะมีความสุขอย่างไร เราจะสามารถยิ้ม สุข ทุกข์ได้หรือไม่ แล้วถ้าความทุกข์ทางการเมืองของเรากลายเป็นสิ่งต้องห้ามโดยรัฐทหาร ผมคิดว่านี่คือเรื่องใหญ่ที่เราต้องตั้งคำถามกับมัน

 

การวิจารณ์ทหารอย่างตรงไปตรงมามันอาจไม่ช่วย อะไร ทหารก็เป็นคน ภูมิหลังของทหารของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป ซึ่งส่วนมากเขาก็เป็นคนต่างจังหวัดและมีความอึดอัดคับข้องเช่นกัน แต่สิ่งที่อยู่เหนือตัวทหารเป็นรายบุคคลก็คือระบอบของอำนาจที่เข้ามาบงการ ตัวเรา ทำให้เราไม่สามารถคิดได้ แต่ถ้าเรากล้าเผชิญหน้ากับมันเองก็จะเป็นการปลดปล่อยตัวเราเองจากการถูกครอบ งำ

 

เมื่อเราปลดปล่อยตัวเองได้ เราตั้งคำถามได้ และเมื่อตั้งคำถามได้ก็จะสามารถมองเห็นช่องทางอื่นๆ ที่จะอยู่กับรัฐทหาร หรือช่วงที่รัฐมันล้มเหลวแบบนี้ได้ และยังไม่ใช่การอยู่แบบธรรมดาเรายังจะสามารถหาช่องทางเปลี่ยนแปลงมันได้ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งบางทีมันก็เป็นปัญหาในตัวของมันเองเช่นกัน บางทีเราจินตนาการแล้วไม่สามารถจะทำมันขึ้นจริงได้ขณะที่ในระหว่างทางก็ไม่ ได้ทำอะไรเลย เป็นต้น ผมคิดว่าเราน่าจะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในชีวิตประจำวันให้ได้

 

ประชาธรรม : ในชีวิตประจำวันจะอยู่อย่างไรกับความกลัว เผชิญหน้ากับความกลัว

 

ศรายุทธ : ผมคิดถึงบาง เรื่องที่อยู่ใกล้ตัวอย่างเทคโนโลยีการสื่อสาร อย่างที่ผ่านมามันมีความพยายามในการที่จะบันทึกภาพ บันทึกภาพเคลื่อนไหวออกมาจำนวนมาก ภาพเหล่านั้นมันสร้างความหมายที่แตกต่างกันอยู่ อย่างมีภาพชุดหนึ่งที่ทหารพยายามจะมอบคืนความสุขโดยการอยู่บนรถร้องเพลง ภาพพวกนี้ด้านหนึ่งมันไปผลิตซ้ำมายาคติตรงที่ทหารคืนความสุขไม่ได้หรอก ดังนั้นเวลาที่เราเห็นภาพเราเลยขำ หรือเห็นความสุขแบบฝืนๆ มันก็เป็นเทคนิคเดิมๆ แบบยุคสงครามเย็นที่ทหารมักจะมีปฏิบัติการส่งคืนความสุขกับประชาชน หรือเป็นปฏิบัติการทางจิตวิทยาแบบนี้

 

แต่อยากชวนให้ดูสื่ออีกประเภทหนึ่งที่คนทั่วไป ถ่ายเองแล้วแชร์ผ่านเฟซบุ๊ค มีชิ้นหนึ่งที่ทหารเต้นไก่ย่าง อันนี้หรือไม่ที่จะเป็นช่องทางความหวังแบบหนึ่ง เขาไม่ได้ถ่ายภาพเป็นบุคคล หรือบอกว่าทหารก็เป็นคนปกติ ทหารน่ารักจัง แต่เขาถ่ายภาพกิจกรรมของทหาร มันเป็นการเอาอำนาจมาล้อเล่น มันจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือในการบันทึกเหตุการณ์แต่เป็นการเผชิญหน้ากับ สถานการณ์ที่เราไม่สามารถจัดการมันได้หรือไม่เข้าใจมัน

 

แน่นอนมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้ แต่ผมคิดว่ามันก็เป็นช่องทางหนึ่งที่เราปลดปล่อยตัวเองออกจากความน่าสะพรึง กลัวได้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดอยู่แค่นี้ แต่มันจะเป็นขั้นบันไดและนี่คือสิ่งที่รัฐทหารกลัว แล้วเขาก็พยายามจะควบคุมสื่อ การใช้เครื่องมือสื่อสารทุกประเภท เพราะรัฐทหารทำอะไร และคุมตรงนี้ไม่ได้

 

บางครั้งกล้องก็มีพลังมากยิ่งกว่าปืน คือปืนมันยิงเราตายได้ แต่กล้องมันทำให้ความหมายที่เขาพยายามสื่อออกมามันเปลี่ยนไปได้ ซึ่งผมคิดว่าตอนนี้ทุกคนสามารถที่จะบันทึกภาพได้ และการแบบนี้เองที่จะทำให้เข้าไปสู่สภาวะของการจนแต้มด้วยตัวของเขาเอง.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน
 เข้าชม: 24,346 ครั้ง  |   วันที่ : 11 มีนาคม 2559 - 11:15 น.
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,729 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.