• 12 ธันวาคม 2561 - 13:32 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เมือง ผู้สูงวัย ความเหงา ฆ่าตัวตาย และคนไร้บ้าน สังคมไทยเอาไงดี? #1

 วันที่ 17 เมษายน 2561 - 18:03 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 8,353 ครั้ง พิมพ์

 

อานนท์ ตันติวิวัฒน์



หลายคนคงเคยวาดอนาคตในวันที่ตนเองก้าวเข้าสู่วัยชรา  แต่หลายคนก็ไม่ เพราะไม่รู้ว่าตนเองจะฝ่ามรสุมชีวิตวัยทำงานจนถึงวัยนั้นไหม อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะอยู่จนถึงช่วงสูงวัยหรือไม่ การเพิ่มขึ้น หรือลดลงในสัดส่วนประชากรกลุ่มต่างๆ ล้วนส่งผลต่อเราทั้งสิ้น เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน ย่อมเกี่ยวพันถึง สวัสดิการ งบประมาณ ความความสัมพันธ์ทางสังคม และอื่นๆ อีกมากมาย

ย้อนไปเมื่อ 76 ปีที่ผ่านมา นโยบายการเป็นมหาอำนาจของจอมพลป. ด้วยการกระตุ้นให้ครอบครัวมีลูกหลายคนทำให้ประชากรในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนกระทั่งปีพ.ศ. 2514 ช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่สอง จึงเกิดการวางแผนควบคุมประชากรขึ้นมา เพราะรัฐบาลยุคนั้นมองว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรร้อยละ 3.3 สูงไปไม่สัมพันธ์กับกำลังการผลิต จึงก่อให้เกิดการว่างงานสูง   ยุคการขยายตัวประชากรของไทยในช่วงระยะเวลา 30 ปี (2485-2514) ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยเข้าใกล้กับความเป็นสังคมผู้สูงวัย เพราะเด็กที่เพิ่มขึ้นในช่วงนั้นได้เริ่มผ่านเข้าสูงวัยชราตั้งแต่ปีพ.ศ.  2545 (นับช่วงอายุ 60 ปี) และคาดว่าจะเพิ่มไปจนถึงปีพ.ศ. 2575 เป็นอย่างน้อย จากนั้นอาจจะอยู่ในสภาวะคงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น ความก้าวหน้าทางการแพทย์  การวางแผนเพิ่มประชากรจากรัฐ ฯลฯ  นักวิชาการหลายท่านเสนอให้เปลี่ยนเกณฑ์ผู้สูงวัยเป็น 65 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงกับภาวะนี้

การเพิ่มขึ้นของประชากรวัยเลข  6 ทำให้หลายคนอดคิดเทียบกับตนเองไม่ได้ว่า ในสังคมแบบนี้ สวัสดิการแบบนี้หากเราสูงวัย เราจะอยู่อย่างมีมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ เราต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ต้องมีเงินเท่าไหร่ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้ทำการวิจัยในปีพ.ศ. 2559 เรื่อง การศึกษาวิเคราะห์ระดับสินทรัพย์การออมขั้นต่ำที่ผู้เกษียณอายุพึงมีสำหรับการประกันคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน (วัยสูงอายุ)  พบว่า ค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณอายุขั้นต่ำ หากไม่มีโรคร้ายแรงอยู่ที่ 5,679 บาท –18,030 บาทต่อเดือน ลดหลั่นกันไปตามอาชีพที่ทำ (โดยมีสมมุติฐานอยู่ที่ว่า การครองชีพหลังเกษียณจะไม่แตกต่างจากตอนทำงานมากนัก)(ดูตารางประกอบ) เมื่อคำนวณจากปัจจัยเงินเฟ้อ คนวัยทำงานในปัจจุบัน หากอยากเกษียณอายุแล้วมีคุณภาพชีวิตที่ดีขั้นพื้นฐาน จำต้องมีเงินออมอย่างน้อย 5 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายขึ้น ต้องมีเงินก้อนขั้นต่ำ 6.9 -22.4 ล้านบาท

ภาพแสดงระดับค่าใช้จ่ายการบริโภคในการนำเสนองานวิจัยฯ โดยมีค่ามัธยฐานอยู่ระหว่าง 5,679 - 18,030 บาทต่อเดือน 

ภาพค่าใช้จ่ายในกลุ่มแต่ละอาชีพ และท้องที่ในการนำเสนองานวิจัยฯ  โดยค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันตามพื้นนที่ที่อยู่อาศัย ค่าครองชีพในกรุงเทพฯสูงกว่าต่างจังหวัด

งานวิจัยชิ้นเดียวกันนี้ยังระบุต่อไปอีกว่า ในระดับต่ำสุด หรือที่เรียกว่า แรงงานชั้นรากหญ้า หากไม่เข้าสู่ระบบประกันสังคม ไม่มีทางที่จะเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ขั้นต่ำได้เลย หรือหากเข้าระบบ เงินออมนั้นก็จะทำได้เพียงแค่การเข้าถึงคุณภาพขั้นต่ำเท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นความเลวร้ายของการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในช่วงสูงวัยเป็นอย่างมาก

แม้ว่างานวิจัยจะคำนวณอยู่บนฐานของปัจเจกบุคคล(มนุษย์เงินเดือน) และนโยบายรองรับของรัฐ โดยยังไม่ได้ดูปัจจัยการสนับสนุนเงินจากบุตรหลาน  และการช่วยหลือจากองค์กรชุมชนและท้องถิ่นที่คนเหล่านี้สังกัดอยู่ แต่ว่าการคำนวนแบบปัจเจกเช่นนี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่คนในประเทศไทยจะอยู่อย่างเป็นปัจเจกมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสภาวะความเป็นเมืองขยายออกไป จากข้อมูลของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD)  ระบุว่า ในประเทศไทยมีการขยายตัวของความเป็นเมืองมาตั้งแต่ทศวรรษ 2500 และในอนาคตข้างหน้าคาดการณ์ว่าประชากรร้อยละ 73 ของประเทศจะอาศัยอยู่ในเมือง

นี่คือ การคาดการณ์ต้นทุนขั้นต่ำการใช้ชีวิตวัยชราในเขตเมือง หากไม่ป่วยไข้ มีงานทำไม่ตกงาน หน้าที่การงานเติบโตขึ้น หรือผู้ที่ประกอบธุรกิจ ธุรกิจเติบโตไปได้เรื่อยๆ การเดินทางเข้าสู่บั้นปลายของชีวิตคงเป็นไปตามครรลอง และมีโอกาสเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นล่ะ เราจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง แนวโน้มของการเข้าสู่ห้วงเวลาของสังคมผู้สูงวัย และต้นทุนการใช้ชีวิตวัยชราที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในเขตเมือง ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า สวัสดิการที่มีเพียงพอต่อการรองรับแก่ผู้ที่ต้องเผชิญกับชีวิตที่เลวร้ายกว่า “แรงงานชั้นรากหญ้า” ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของการคำนวณในงานวิจัยที่ยกมาข้างต้น หรือไม่ 

กลุ่มประชากรใดบ้างที่ต้องเผชิญภาวะเลวร้ายกว่าคุณภาพขั้นต่ำของมนุษย์เงินเดือน ในที่นี้ขอยกกรณีตัวอย่างสองกลุ่ม  คือ หนึ่ง กลุ่มคนที่ต้องเผชิญผลกระทบจากความเป็นเมืองทั้งในเชิงเศรษฐกิจ-ครอบครัว และสอง กลุ่มคนที่อาศัยในพื้นที่ช่วง “เปลี่ยนผ่านความเป็นเมือง”

กลุ่มคนต้องเผชิญผลกระทบจากความเป็นเมืองทั้งในเชิงเศรษฐกิจ-ครอบครัว ในทางเลวร้ายที่สุดกลายเป็น “คนไร้บ้าน” “ยากไร้” “อนาถา” ตามแต่จะเรียก ในงานวิจัย “การสำรวจข้อมูลทางประชากรเชิงลึกของคนไร้บ้านในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง” ของโครงการสำรวจสถานการณ์คนไร้บ้าน และการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเครือข่ายอย่างเป็นระบบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระบุว่า คนไร้บ้านประมาณร้อยละ 75 ก่อนมาเป็นคนไร้บ้านอาศัยอยู่กับครอบครัว หรือพี่น้อง หรือคู่สมรสและบุตร หรือญาติ มีเพียงประมาณร้อยละ 18 ที่อาศัยอยู่คนเดียว หรือนายจ้าง หรือเพื่อนคนรู้จัก พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว และพ่อแม่ หรือคนสนิทเสียชีวิต เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนของการออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน (ประมาณร้อยละ 19 และประมาณร้อยละ 11 ของคนไร้บ้านตามลำดับ)

รายงานวิจัยดังกล่าวยังระบุอีกว่า ประมาณ 3 ใน 4 ก่อนมาเป็นคนไร้บ้านเคยประกอบอาชีพเป็นแรงงานนอกระบบ และมีรายได้ไม่แน่นอน เช่น เกษตร ประมง รับจ้างทั่วไป เก็บของเก่าขาย ขับรถ เด็กส่งของ งานกรรมกรช่างก่อสร้าง และค้าขาย เป็นต้น และมีเพียงประมาณร้อยละ 16 ที่ทำงานในระบบเช่น พนักงานทำความสะอาด รปภ. ลูกจ้าง พนักงานโรงงาน เป็นต้น นอกนั้นเป็นกลุ่มคนที่ว่างงาน หรือไม่มีอาชีพ (อาจจะเคยประกอบอาชีพ แต่ช่วงก่อนมาเป็นคนไร้บ้านอยู่ในช่วงว่างงานก็เป็นได้) จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ลักษณะงานก่อนที่จะมาเป็นคนไร้บ้านเกือบทั้งหมดเป็นงานที่ต้องใช้กำลังแรงงาน และไม่มีความมั่นคงทางรายได้เท่าใดนัก และเมื่อพิจารณาจากข้อคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ใดที่เป็นจุดเปลี่ยนทำให้ออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านแล้ว ทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า ประเด็นเกี่ยวกับอาชีพ หรือการไม่มีงานทำเป็นปัจจัยผลักสำคัญที่ทำให้คนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน โดยประมาณร้อยละ 26 ของคนไร้บ้าน เป็นกลุ่มคนไม่มีงานทำ ตกงาน ถูกไล่ออก จากงานเป็นจุดเปลี่ยนทำให้ออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน

คนกลุ่มนี้หากอยู่ในวัยหนุ่ม วัยทำงาน และเป็นคนไร้บ้านไม่นาน ยังพอมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ แต่หากเป็นคนสูงวัย หรืออยู่จนสูงวัยกลายเป็นคนไร้บ้านถาวร จะประสบกับความลำบากในช่วงชีวิตสูงวัยมาก กรณีของลุงเสาร์ คนไร้บ้านในจังหวัดเชียงใหม่ อาจพอเป็นภาพแทนที่ทำให้เราเห็นภาวะนี้ได้เป็นอย่างดี

ลุงเสาร์

ลุงเสาร์เป็นคนกาดทุ่งปี่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ พอแต่งงานออกเรือนก็ย้ายมาอยู่กับภรรยาที่ชุมชนวัดเมืองกาย ต.วัดเกต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในช่วงวัยทำงานลุงเสาร์กับภรรยาค้าขายที่ตลาดต้นลำไย ขายของเล็กๆน้อยๆ เช่น พริกแห้ง เกลือ ถั่วเน่า ชีวิตดำเนินอยู่เรื่อยมา

ชีวิตลุงเสาร์ เจอเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจสองครั้ง  ครั้งแรก ลุงเสาร์และภรรยาอยากได้บุตรมาก เพราะเห็นว่า จะเป็นโซ่คล้องใจ และอยู่เป็นเพื่อนในวัยชรา แต่ทว่าเมื่อลูกเกิดออกมาก็ต้องตายไป

“ลุงมีลูกอยู่คนเดียว  เป็นผู้หญิง แต่ตายไปแล้ว ตายไปนานแล้ว เกิดมาได้แค่ 5-6 เดือนก็ตาย”  ลุงเล่าทั้งน้ำตาคลอ

เมื่อลุงเสาร์และเมียมีลูกไม่ได้ จึงตัดสินใจรับเลี้ยงเด็กวัดคนหนึ่ง ที่พ่อมาบวชเป็นพระเพราะภรรยาหนี

“คนแถวนั้นเห็นเราอยากได้เด็กก็ให้เรารับเลี้ยง บอกว่า อยู่แถวนี้ก็มอมแมม เลอะเทอะ ลุงเสาร์รับเลี้ยงหน่อยเถอะ  เราเห็นก็สงสาร เวลาเด็กเล่นก็ไปเล่นพร้อมลูกหมา ดูดดมแม่หมา เห็นแล้วน่าเอ็นดูสงสาร ก็เลยรับเลี้ยง”

“พอเลี้ยงได้ประมาณสัก 4-5 ขวบ พ่อเด็กสึกมา แกมาขอเราว่า ขอพาเด็กไปเที่ยว จะเอามาส่งตอนเย็น ปรากฏว่า 2-3 วันไม่เอามาส่ง ปรากฏว่า เอาหนีไปกรุงเทพ เด็กไปอยู่นู้นได้ 7-8 ปี พอกลับมาก็เป็นหนุ่มแล้ว แต่น่าเสียใจที่เราเลี้ยงเขามาแต่เขากลับไม่ทักทาย ไม่สนอะไรเราเลย พ่อก็มาขอโทษขอโพย พร้อมเอาเงินให้เรา 500 บาท ค่าเสียเวลาเลี้ยงดู ลุงกับเมียเสียใจมาก”

การอยากมีบุตรแต่ไม่สมหวัง กลายเป็นปมในใจของลุงเสาร์เรื่อยมา ในวัยที่ลุงเสาร์ก้าวย่างเข้าสู่เลข 5 เมียพูดดังเป็นลางบอกเหตุ ว่า ตนอยากมีลูก เผื่อใครคนใดคนหนึ่งจากไปจะได้ไม่เคว้งคว้าง และพอเข้าสู่ช่วงสูงวัยของทั้งคู่ ตอนนั้นลุงเสาร์อายุราว 65 ปี ภรรยาก็ได้จากไป  เหตุการณ์นี้ได้ก่อความกระทบกระเทือนใจของลุงเสาร์เป็นครั้งที่สอง และชีวิตลุงเสาร์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“ลุงอาศัยอยู่บ้านเมีย ที่ดินเป็นของเมีย ทุกอย่างเป็นของเมียหมด พอเมียลุงตาย  น้องสาวเมียก็ขอให้ลุงย้ายออก บอกว่าจะเอาบ้านลุงทำโรงรถ โอโห้ พื้นที่เยอะแยะมาเอาบ้านลุงไปทำโรงรถ เอาเงินให้ลุง 1500 บาท บอกเอาไปแค่นี้ก่อน ถ้าไม่พอมาเอาใหม่ เราไม่รู้จะทำอย่างไร อยากได้เงินก้อนมาสร้างบ้านใหม่ ข้าวของเครื่องใช้ที่ลุงช่วยกันกับเมีย  ลุงอยากเก็บไว้ไม่ให้ใคร ไม่ขาย เลยเอาของไปฝากไว้ที่บ้านญาติที่สันป่าตอง”

“ลุงตัดสินใจย้ายออก ชาวบ้านแถวนั้นมาบอกว่า “ลุงเสาร์ทำไมโง่อย่างนี้ เมียตายให้น้องเมียไล่ออกจากบ้านที่อยู่ด้วยกันมา 40 ปี ”

“ลุงย้ายออกไปอยู่กับลูกพี่ลูกน้องที่สันป่าตอง ไปอยู่กินกับพี่น้อง สักสามสี่เดือน ตอนนั้นเราเริ่มเหม่อ ลอย ไม่รู้จะทำอะไร เพราะเมียเราตาย ญาติพยายามปลอบเราบอกให้อยู่นี่ไม่ต้องไปไหน  เราเอาของฝากไว้ที่นั้น แล้วออกมาสร้างกระท่อมอยู่บนที่ดินเอกชน ตรงที่เป็นคลังปตท. (ใกล้สถานีรถไฟ และวัดเมืองกาย) เมื่อก่อนเป็นที่ดินร้าง อยู่มาได้สักพัก เจ้าของที่มาไล่ ลุงเสาร์บอกลุงเสาร์ไม่ไปไหนทั้งนั้น  เขาแจ้งตำรวจมาไล่ลุงเลย เราเลยต้องออกมาเร่ร่อน”

ลุงเสาร์กลายเป็นคนไร้บ้าน เร่ร่อน มืดไหนนอนนั้น   แถวหน้าริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต(สาขาแรก ขัวเหล็ก) แถวจวนผู้ว่าฯ(สะพานนวรัฐ)  แถวตลาดต้นลำไย จนท้ายที่สุดมาอาศัยวัดเมืองกายนอนเป็นประจำ เพราะรู้สึกว่าอยู่ใกล้กับชุมชนที่ตนเคยอยู่

ปัจจุบัน ลุงเสาร์อายุ 77 ปี  เป็นโรคไซนัสขึ้นสมอง ปวดหัวเป็นประจำ เพราะเคยผ่าตัดเนื้องอกในสมอง ลุงเสาร์ค่อนข้างโชคดี ที่มีกลุ่มคนไร้บ้านเชียงใหม่ ซึ่งเป็นคนทำงานพัฒนาเอกชนเข้าช่วยเหลือ อยู่ในสวนคนไร้บ้านได้วันสามสิบบาท โดยมีหน้าที่เอาอาหารให้เป็ด ไก่ (ในจังหวัดเชียงใหม่มีกลุ่มคนที่เห็นปัญหานี้อยู่บ้าง และพยายามเข้าช่วยเหลือ ซึ่งจะกล่าวถึงข้างหน้า)

ลุงเสาร์ให้อาหารเป็ดไก่ในสวนเกษตรคนไร้บ้าน

“ถ้าให้เล่าเรื่องชีวิต พูดไม่ออก บอกไม่ได้ มันเจอความยากลำบากมามากมายในชีวิต ตอนนี้มีชีวิตอยู่ไปวันๆ บางครั้งก็ลืมกินข้าวกลางวัน บางวันกินมาม่า”

“เราอยู่แบบไหนก็ได้ตอนนี้ แต่ขอให้อยู่ใกล้ๆ ชุมชน มีคนมากหน้าหลายตา อยู่ห่างไกล อยู่แบบไม่มีคน บางครั้งรู้สึกวังเวง  รู้สึกเหงา บางครั้งอยากคุย อยากเจอกับคนบ้าง หยอกกันบ้าง เอาจริงๆ ลุงอยากกลับไปที่ชุมชนวัดเมืองกายที่อยู่กับเมีย อยู่วัดก็ได้ เวลามีงาน คนเฒ่าคนแก่แถวนั้นมาทำบุญที่วัด เห็นเรา จำเราได้ก็ทักทายเราว่า “ลุงเสาร์ เป็นอย่างไรบ้าง” ให้เงินบ้าง ให้ของกินบ้าง ให้เสื้อหนาวก็มี มันแสดงถึงว่ายังมีคนห่วงใยกันอยู่ ใครผ่านไป ผ่านมาก็แวะมาเยี่ยม ทักทายเราว่า “ลุงเสาร์กินข้าวรึยัง” แค่นั้นก็มีความสุข”

เรื่องราวของลุงเสาร์ สะท้อนให้เห็นถึงคนสูงวัยไร้บ้านในกลุ่มประชากรที่ต้องเผชิญชีวิตต่ำกว่าคุณภาพพื้นฐานค่อนข้างมาก ปัจจุบันแม้ตัวเลขของประชากรกลุ่มคนสูงวัยไร้บ้านจะมีจำนวนไม่สูง แต่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างอังกฤษ กลุ่มคนไร้บ้านสูงวัยเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าในรอบ 7 ปี   และมีโอกาสที่หลายเมืองทั่วโลกจะเดินรอยตาม หากไม่เตรียมการรองรับ

คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องเผชิญกับภาวะเลวร้ายยามเข้าสู่วัยสูงอายุ คือ คนที่อาศัยในพื้นที่ช่วง “เปลี่ยนผ่านความเป็นเมือง” คนกลุ่มนี้บางคนอาจไม่ได้มีสถานะทางเศรษฐกิจที่เลวร้าย แต่ประสบกับปัญหาการปรับตัวในช่วงสูงวัย โดยเฉพาะความโดดเดี่ยว ความรู้สึกด้อยค่า การถูกมองว่าด้อยค่า และความรู้สึกว่าเป็นภาระลูกหลาน  ทางออกที่เลวร้ายที่สุดของผู้สูงอายุกลุ่มนี้คือ ฆ่าตัวตาย (ประเด็น Mercy Killing หรือการยินยอมให้ตายอย่างสงบ จะพูดถึงในตอนต่อไป)

จากข้อมูลการฆ่าตัวตายของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2550-2559) ชี้ให้เห็นว่า คนในช่วง 60-80 ปีขึ้นไป ฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 45 ในปีพ.ศ. 2550 มีจำนวน 529 คน ในปี 2559 เพิ่มเป็น 769 คน

อัตราการฆ่าตัวตายยังสัมพันธ์กับสถิติการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ผลการสำรวจความชุกของโรคซึมเศร้าในคนไทยระดับชาติ ปี 2551ของ นพ.ธรณินทร์ กองสุข และคณะ พบว่า ในช่วงอายุของกลุ่มผู้สูงวัยมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้ามาก (ดูแผนภูมิประกอบ)

 ตารางแสดงสถิติการฆ่าตัวตาย  (กรมสุขภาพจิต)

ภาพแผนภูมิความชุกของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ที่มา: คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่พอมีไม่ได้ระบุว่า คนสูงวัยฆ่าตัวตายในพื้นที่ใด เพียงแต่ชี้ว่า จังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายเป็นลำดับต้นๆ คือ จังหวัดที่กำลังเข้าสู่ความเป็นเมืองอย่างเข้มข้น จังหวัดที่คนหนุ่มสาวในท้องถิ่นอพยพเข้ามาในเมืองใหญ่ และจังหวัดใกล้พื้นที่ชายแดน ได้แก่ จันทบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตราด ลำปาง ตาก ลำพูน กำแพงเพชร แม่ฮ่องสอน แพร่

แม้ระบุพื้นที่แน่ชัดไม่ได้ แต่ข้อน่าสังเกต คือ ภาวะความโดดเดี่ยว เหงา ความรู้สึกถูกทอดทิ้ง มักเกิดขึ้นในพื้นที่คนหนุ่มสาวอพยพไปทำงาน และพื้นที่ที่เพิ่งเปลี่ยนผ่านความเป็นเมือง เพราะพื้นที่หนึ่งซึ่งเคยมีปฏิสัมพันธ์ของความกลุ่มก้อน ความเป็นชุมชน และความเป็นหมู่บ้าน เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านความเป็นเมือง ความสัมพันธ์ลักษณะนี้มักเปลี่ยนรูปไปเป็นรูปแบบอื่น เช่น เมื่อความสัมพันธ์แตกเป็นแบบปัจเจก ย่อมก่อให้เกิดการรวมกลุ่มและสัมพันธ์กันในรูปแบบใหม่ตามรสนิยมและความชอบส่วนตัว เป็นต้น คนที่เคยสัมพันธ์อยู่ในภาวะแบบเก่า และเปลี่ยนผ่านมายังแบบใหม่ มักจะพบว่า ตัวเองนั้นค่อนข้างโดดเดี่ยวอย่างมาก

ข้าราชการเกษียณท่านหนึ่ง(แหล่งข่าวไม่ขอเปิดเผยชื่อ) เล่าว่า ชีวิตตนที่เคยทำงานวันละ 8-12 ชั่วโมง แม้จะต่างคนต่างอยู่แค่ไหน ก็ยังพบเจอสังคมในที่ทำงาน มีเหตุการณ์ที่ต้องสัมพันธ์ และหน้าที่ที่จะต้องทำ วันหนึ่งต้องมานั่งอยู่บ้าน ดูลูกหลานใช้ชีวิตแบบตนเอง กลับทำให้รู้สึกเหงา

ในรายงานเรื่องผู้สูงวัยในญี่ปุ่นของวอยซ์ทีวี ระบุว่า คนสูงวัยในญี่ปุ่นยอมเข้าไปอยู่ในคุก มากกว่าอยู่ด้านนอก เพราะในคุกนั้นทำให้เกิดความรู้สึกไม่โดดเดียว อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้สูงอายุจะติดกับดักความเหงาทุกคน คนที่สุขภาพดีสามารถออกไปสมาคมยังกลุ่มต่างๆ เช่น สมาคมศิษย์เก่าโรงเรียน กลุ่มแม่บ้าน ตีกอล์ฟ  เล่นไพ่  ฯลฯ  ก็มักจะใช้ความสัมพันธ์กลุ่มนี้ สร้างกิจกรรมที่ลดความเหงา

“คนเฒ่า อย่างเรา ลูกหลานก็ออกไปทำงานหมด บางทีมันก็เหงา เราก็ใช้วิธีฟังวิทยุ เล่นไลน์แม้มันยาก แต่ก็ต้องสมัครเอาไว้ เผื่อเอาไว้คุยกับเจ้าหมู่ (เพื่อน) และนัดกันออกไปทำกิจกรรมต่างๆ  ป้าโชคดีที่มีอะไรทำ บางคนไม่รู้จะทำอะไร ก็นั่งเหงาฟังวิทยุไป อย่างป้าดี บางครั้งก็เอ็นดูเหมือนกัน เราโชคดีไม่เหงาเท่าไหร่ ยังมีกิจกรรมออกไปทำ” ป้าน้อย สุดารัตน์ ไชยรังสี ชุมชนระแกง อ.เมือง เชียงใหม่ เล่า (แปลจากภาษาถิ่นภาคเหนือ)

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการ การฆ่าตัวตายในพื้นที่เมืองอย่างกรุงเทพฯ ไม่ติดหนึ่งในสิบ และอยู่ในกลุ่มที่อัตราการฆ่าตัวตายต่อประชากรน้อยอีกด้วย  สะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งว่า  พื้นที่ที่กลายเป็นเมืองแล้ว ประชากรเริ่มปรับตัวกับสภาพการณ์และความสัมพันธ์แบบเมือง ทำให้ผลกระทบต่อสภาวะของกลุ่มประชากรที่สูงวัยไปไม่ถึงขั้นอัตวินิบาต

การเข้าสู่ห้วงเวลาผู้สูงวัย หากเป็นแรงงาน มนุษย์เงินเดือนทั่วไป เพียงแค่การเข้าถึงคุณภาพชีวิตขั้นต่ำก็ลำบากแล้ว และเมื่อประสบกับภาวะชีวิต อารมณ์ และสังคมการเปลี่ยนผ่านความเป็นเมืองอย่างคาดไม่ถึง จนทำให้ไม่สามารถก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตได้อย่างตามครรลองชีวิตพึงได้รับ นับว่าเป็นความลำบากอย่างทรมานอย่างยิ่ง

รัฐกำลังจัดการกับสถานการณ์ที่เราเผชิญในทางเลวร้ายสุดอย่างไรบ้าง  องค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามามีบทบาทและจัดการภาวะนี้อย่างไร  และสังคมไทยจะวางหลักประกันคุณภาพชีวิตของตนเอง และสังคม โดยลดความเสี่ยงเหล่านี้อย่างไรได้บ้าง

 

โปรดติดตามตอนต่อไป...

 

ข้อมูลอ้างอิง

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. รายงานจำนวนการฆ่าตัวตายของประเทศไทย. แหล่งที่มา: https://www.dmh.go.th/report/suicide/ . (15 มีนาคม 2561)

คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2559. เรื่อง การศึกษาวิเคราะห์ระดับสินทรัพย์การออมขั้นต่ำที่ผู้เกษียณอายุพึงมีสำหรับการประกันคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน (วัยสูงอายุ). ภายใต้การสนับสนุนเงินงบประมาณในลักษณะบูรณาการ (งบประมาณแผ่นดิน)  ประเด็นการส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนา และการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต   โหลดได้ที่ http://www.set.or.th/set/downloadcontent.do?type=RESEARCH&content=AttachFile_1497341573867.pdf&contentId=3035

แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 2 (ออนไลน์) ห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชพฤกษ์. แหล่งที่มา: http://www.rpu.ac.th/Library_web/doc/e-book_T/plan2.pdf . ( 5 มีนาคม 2561)

วอยซ์ทีวี. ผู้สูงวัยญี่ปุ่นอยากเข้าคุก เพราะเหงา. แหล่งที่มา: https://www.voicetv.co.th/read/ryqEr4-5f . ( 24 มีนาคม 2561)

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD). Urbanization การขยายตัวของความเป็นเมือง. แหล่งที่มา : http://www.okmd.or.th/okmd-opportunity/urbanization/256/ . ( 3 มีนาคม 2561)

อนรรฆ พิทักษ์ธานิน และคณะ. 2559. รายงานการวิจัย “การสำรวจข้อมูลทางประชากรเชิงลึกของคนไร้บ้านในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่ เกี่ยวเนื่อง” ของ โครงการสำรวจสถานการณ์คนไร้บ้าน และการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเครือข่ายอย่างเป็นระบบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร.  กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)

Independent. 2017. Number of homeless elderly people surges by 100 per cent in seven years. Source:  https://www.independent.co.uk/news/uk/home-news/homeless-elderly-people-surges-100-seven-years-local-government-association-a7997086.html . (16 มีนาคม 2561)

 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,166 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.