• 14 สิงหาคม 2561 - 22:28 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เมือง ผู้สูงวัย ความเหงา ฆ่าตัวตาย และคนไร้บ้าน สร้าง Social Safety Net จากบทเรียนรัฐ-เอ็นจีโอ #END

 วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 - 21:06 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 355 ครั้ง พิมพ์

 

อานนท์ ตันติวิวัฒน์



อ่านตอนแรก "เมือง ผู้สูงวัย ความเหงา ฆ่าตัวตาย และคนไร้บ้าน สังคมไทยเอาไงดี? #1"

แนวโน้มของการเข้าสู่ห้วงเวลาของสังคมผู้สูงวัย และการเปลี่ยนผ่านพื้นที่ของเมือง ทำให้เกิดช่องว่างต่อการมองประเด็นการจัดการบริหารสังคมผู้สูงวัยไม่น้อย และช่องว่างอันนี้เริ่มเผยให้เห็นผ่านปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ “เมือง” อันกลายโจทย์สำคัญต่อการวางนโยบายผู้สูงวัย อย่างไรก็ตาม ใช่ว่ารัฐจะไม่เห็นภาวะที่เกิดขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดด้านต่าง ๆ และวิธีคิดในการมองผู้สูงวัย ทำให้รัฐเลือกบริการกลุ่มผู้สูงวัยในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถดูแลให้ทั่วถึงได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้องค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามาทำงานเพื่อลดช่องว่าง แต่เนื่องจากกำลังคนและเงินทุนจำกัด จึงทำเท่าที่ทำได้

อันที่จริง รัฐพยายามบริหารจัดการผู้สูงวัยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2496 โดยจัดตั้งสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุขึ้นเป็นครั้งแรก เป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาทั้งด้านที่อยู่อาศัยและปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวที่เกิดขึ้นแก่ผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2552 รัฐเน้นจัดการลักษณะการสงเคราะห์กับผู้ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้ามากกว่า แต่ก็ขยายบริการขึ้นตามลำดับ โดยเน้นทั้งการส่งเสริมและบำบัด ต่อมาปีพ.ศ. 2535 กรมประชาสงเคราะห์ได้เริ่มโครงการเงินอุดหนุนกองทุนส่งเสริมสวัสดิการผู้สูงอายุในชุมชน เรียกว่า โครงการเบี้ยยังชีพโดยรัฐได้จ่ายเงินเดือน เดือนละ 200 บาทแก่ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีฐานะยากจนและขาดผู้เลี้ยงดู และปรับขึ้นเรื่อยมา

ส่วนการบริการทางด้านสุขภาพแก่ผู้สูงอายุนั้นแม้จะมีการริเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 แต่ก็พึ่งจะมีการดำเนินการอย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2534 ที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายให้มีสวัสดิการด้วยการสงเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล และสถานบริการของรัฐโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศที่ไม่ได้รับสวัสดิการนี้จากแหล่งอื่น ๆ มีการจัดทำบัตรประจำตัวผู้สูงอายุ จัดตั้งคลินิกผู้สูงอายุและชมรมผู้สูงอายุขึ้นในโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ในด้านสวัสดิการการเดินทาง รัฐเคยโยนนโยบายให้องค์กรรัฐวิสาหกิจด้านขนส่งต่าง ๆ ลดหย่อนค่าโดยสารการขนส่ง แต่มีเพียงการรถไฟแห่งประเทศไทยเท่านั้นที่มีการลดราคาค่าโดยสารครึ่งหนึ่ง(ไม่รวมค่าธรรมเนียม) ให้แก่ผู้สูงอายุที่ใช้บริการตู้โดยสารชั้นสามในระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายนเป็นเวลาสี่เดือน (ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ไม่ค่อยจะมีคนเดินทางมากนัก) ปัจจุบันการรถไฟฯ ก็ยังมีนโยบายนี้อยู่ แต่ไม่จำกัดอยู่ที่ตู้บริการชั้น 3 เหมือนก่อน

ในปีพ.ศ. 2552 รัฐได้ดำเนินการขยายเบี้ยยังชีพ 500 บาท ให้ครอบคลุมประชาชนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคน จากเดิมที่ให้เฉพาะกับผู้สูงอายุที่ยากจนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพเท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นการยกระดับการดูแลกลุ่มผู้สูงวัยโดยไม่แบ่งแยกเป็นครั้งแรก

ปัจจุบัน (ปี พ.ศ.2560) เบี้ยยังชีพผู้สูงวัย รัฐจัดให้ตามช่วงอายุ อายุ 60 - 69 ปี ได้รับเงิน 600 บาทต่อเดือน ช่วงอายุ 70 - 79 ปี ได้รับเงิน 700 บาทต่อเดือน ช่วงอายุ 80 - 89 ปี ได้รับเงิน 800 บาทต่อเดือน ช่วงอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเงิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องไม่ได้รับเงินรับสิทธิประโยชน์จากหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจมาก่อน ในด้านสุขภาพได้รวมสิทธิบริการผู้สูงวัยไว้กับนโยบายหลักประกันสุขภาพ ส่วนด้านการเงิน รัฐเปิดให้มีการออมผ่านระบบประกันสังคม ส่วนด้านการเดินทางยังไม่ปรากฎให้เห็น (อ่านข้อมูลเพิ่มเรื่องแผนของรัฐได้ที่ “เปิดแผนนโยบายเพื่อสังคมสูงวัยภาคปฏิบัติ กับความท้าทายของเมืองสูงวัยเชียงใหม่ในอนาคต”)

อย่างที่ได้กล่าวไปว่า แม้รัฐจะเห็นภาวการณ์นี้อยู่บ้าง แต่การจัดการบริการและสวัสดิการยังเป็นไปอย่างจำกัด และไม่ทั่วถึง ส่งผลให้ยังมีผู้สูงวัยที่ต้องเผชิญความลำบากในการดำเนินชีวิตอยู่ไม่น้อย ดังปรากฏให้เห็นตามข่าวเกี่ยวกับผู้สูงวัยที่ถูกทอดทิ้งอยู่บ่อยครั้ง ช่องว่างตรงนี้ได้ทำให้องค์กรอิสระที่ไม่ใช่องค์กรรัฐพยายามเข้ามาเติมเต็ม ในช่วงแรกเริ่ม สภากาชาดไทยสมาคม มูลนิธิคลังปัญญา มูลนิธิดวงประทีป Helpage international ก็ได้มีการดำเนินงานด้านบริการสุขภาพแก่ผู้สูงอายุ อาทิเช่น Helpage international ได้ให้การสนับสนุนจัดตั้งโรงพยาบาลกลางวันสำหรับผู้ป่วยสูงอายุที่มีปัญหาด้านความจำขึ้นในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโครงการบริการชุมชนในเขตชนบทและคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น

ปัจจุบันองค์กรเหล่านี้ ได้กระจายบทบาทออกไปในด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านบริการสุขภาพ และมีองค์กรหนึ่งซึ่งพยายามเข้ามาจัดการดูแลกลุ่มผู้สูงวัยอย่างครบวงจร โดยคำถึงถึงปัจจัยผู้สูงวัยอย่างรอบด้าน ได้แก่ มูลนิธิพัฒนาผู้สูงอายุ ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินจาก Helpage international  โครงการหนึ่งที่ได้รับคำชมเชย จนเป็นโมเดลที่ภาครัฐเข้ามาดูงานเพื่อเป็นไอเดีย คือ โครงการบัดดี้ โฮมแคร์

โครงการบัดดี้โฮมแคร์ เริ่มต้นจากการเห็นช่องว่างการบริการของภาครัฐที่ยังไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะในกลุ่มคนสูงวัยผู้ยากไร้ (ซึ่งเป็นเป้าหมายของภาครัฐเอง) พวกเขาจึงเริ่มคิดโมเดลที่จะทำให้ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ในเชียงใหม่เข้าถึงบริการที่จำเป็น โดยใช้ระบบอาสาสมัคร ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นโมเดลธุรกิจทางสังคม

เจนวิทย์ วิโสจสงคราม เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กรและระดมทรัพยากร มูลนิธิพัฒนาผู้สูงอายุ เล่าว่า โครงการบัดดี้โฮมแคร์เป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากโครงการของมูลนิธิที่ต้องการทำให้เกิดการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน โครงการเดิมเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ทำเรื่องดูแลผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยได้แนวคิดนี้มาจากประเทศเกาหลี ซึ่งนำผู้สูงอายุวัยเกษียณมารวมกลุ่มกัน แล้วลงพื้นที่ชุมชนแออัด เพื่อเยี่ยมเยียน ดูแล ทำความสะอาด ให้ข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ

 “พอเราได้ทุนจากเกาหลี ก็นำมาทำในประเทศไทย โดยเริ่มจากพื้นที่เชียงใหม่ เมืองเชียงใหม่อาจจะดูสวยงาม แต่มีชุมชนเยอะ และก็มีชุมชนแออัดด้วย ซึ่งผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชนเหล่านี้จะมีความยากลำบากมากกว่าในชนบท เพราะส่วนใหญ่คนย้ายมาอยู่ในเมือง ไม่ได้สัมพันธ์กันแบบเป็นชุมชน ลูกหลานก็ไม่ได้อยู่ด้วย แต่ออกไปทำงาน สภาพแวดล้อมก็ไม่เหมาะ บ้านก็อาจจะไม่ได้อยู่บนที่ดินของตนเอง ลักษณะบ้านอาจผุพัง อยู่ในบริเวณน้ำคลำ มียุง”

มูลนิธิฯ เริ่มต้นจากการเข้าไปสอบถามข้อมูลกับชุมชนก่อนว่า ในชุมชนมีผู้สูงวัยที่ยากไร้ หรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จำนวนเท่าใด จากนั้นจึงพูดคุยกับคนในชุมชน ชักชวนคิดร่วมกันว่า จะทำอย่างไรให้เกิดการดูแลกันเองในชุมชน จนท้ายที่สุดเกิดระบบอาสาสมัคร

“กลไกนี้แตกต่างจากภาครัฐ ภาครัฐจะมองว่าในพื้นที่นี้ มีงบประมาณสำหรับจ้างอสม. 5 คน ดูแลผู้สูงวัยยากไร้ ก็จ้างอสม. 5 คน การใช้งบประมาณในการลงมาจัดการก็จะคำนวณตามสัดส่วน เช่น ผู้สูงอายุในเขตนี้มี 100 คน อาสาสมัคร 5 คน ก็ให้งบดูแล สัดส่วนการดูแลก็จะกลายเป็น 1 ต่อ 20 ส่วนของเราลงไปถามในชุมชนก่อน ซึ่งมันมีจำนวนผู้สูงอายุมากกว่าที่รายงาน เพราะการมองและคัดกรองของรัฐจะมีเกณฑ์ แต่การคัดกรองของชุมชน ชาวบ้านจะรู้ว่าคนไหน อยู่คนเดียว คนนี้เหงา คนนี้มีความเสี่ยงเป็นโรค  จนเราพบว่า ผู้สูงอายุกลุ่มที่ว่ามา มีประมาณ 200 คน(ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่) ซึ่งถ้าเป็นภาครัฐ การเข้าไปดูแลมันก็ไม่ทั่วถึง พอรู้จำนวนจริงๆ เราก็มาคุยกันว่า อาสาสมัครหนึ่งคนควรจะดูแลผู้สูงอายุกี่คนดี เขาก็สมัครขึ้นมา ปรากฏว่ามีอาสาสมัครประมาณ 110 คน ดังนั้น สัดส่วนการดูแลก็ครอบคลุมกว่า จำนวนอาสาสมัครหนึ่งคนดูแลผู้สูงอายุ 2 คน”

จากการทำระบบกลไกอาสาสมัครมาเกือบ 10 ปี มูลนิธิฯ และกลุ่มอาสาสมัคร ได้ร่วมกันสรุปบทเรียนว่า กลไกที่ทำได้ผลดี แต่ยังมีจุดที่ต้องแก้ไขอีกมาก เป็นต้นว่า ผู้สูงอายุยังขาดความมั่นใจในตัวอาสาสมัครชุมชน และยังต้องการคนที่สามารถให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพ ช่วยทำกายภาพแบบที่หมอกับพยาบาลทำ  พวกเขาจึงเห็นว่า ปัญหาการดูแลผู้สูงอายุ ในตอนนี้ คือ การขาดแคลน Care Giver (คนดูแลผู้วัยมืออาชีพ)

พวกเขาจึงคิดต่อจากปัญหาดังกล่าว พร้อมกับมองโจทย์ของความยั่งยืน โครงการบัดดี้โฮมแคร์จึงเกิดขึ้น โดยมีหลักคิดว่า นำเงินจากผู้สูงอายุที่มีกำลังจ่าย มาช่วยเป็นทุนในการดูแลผู้สูงอายุยากไร้ และพัฒนาทักษะอาชีพดูแลผู้สูงวัยให้กับเด็กด้อยโอกาส

 “แต่เดิมเรามักจะมองแต่กลุ่มยากไร้ ต้องรับความช่วยเหลือเลย ดังนั้น เราต้องหาเงินอย่างที่เราทำมาก่อนหน้านี้ ซึ่งการดูแลของเราพยายามทำให้ภาครัฐเห็นว่า การดูแลไม่ใช่เอาเงินไปจ่ายให้ผู้สูงอายุอย่างเดียว แต่สามารถสร้างกลไกในชุมชนเพื่อให้เกิดการดูแลผู้สูงอายุ ตอนหลังเรามองว่า ถ้าเราจะนำเงินส่วนหนึ่งมาช่วยพอจะเป็นไปได้ไหม”

“สุขภาพมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า คุณรวยหรือจน ต่อให้คุณมีฐานะ แต่มีภาวะสุขภาพแย่ ก็อาจหาคนดูแลไม่ได้ การหาคนดูแลมันแพงมาก ในภาคเหนือเรามีการจ้างกลุ่มชาติพันธุ์ หรือแรงงานข้ามชาติราคาถูกมาเป็นคนใช้ คนดูแล ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการเสริมทักษะ ถ้าจ้างคนมีทักษะเลย ในเชียงใหม่ค่าจ้างอยู่ที่ 30,000 - 40,000 บาทต่อเดือน แน่นอนว่ากลุ่มคนสูงวัย แม้จะมีฐานะอยู่บ้าง เช่น มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท แต่ย่อมเข้าไม่ถึงอย่างแน่นอน ทำให้ลูกหลานต้องออกงานมาดูแล มันก็นำไปสู่ปัญหาใหม่ หันกลับมาดูประเทศไทย งบประมาณน้อย สวัสดิการดูแลผู้สูงอายุก็ยังไม่ครอบคลุม การเตรียมตัวเข้าสู่สังคมสูงวัยยังไม่มี  ผู้สูงวัยจึงอยู่ในภาวการณ์แบบนี้ ป่วยทีก็หาคนดูแลลำบาก”

“สถานการณ์การขาดคนดูแล กับผู้สูงวัย ทำให้เรามองไปกลุ่มเด็กด้อยโอกาส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าซี่งมีอยู่ 6 ล้านกว่าคน  การที่โรงเรียนเล็กถูกยุบ เป็นไปได้ที่คนกลุ่มนี้จะต้องอพยพเข้ามาในเมือง มาเรียนในเมือง หรือไม่ก็ไม่ได้เรียนไปเลย เด็กกลุ่มนี้จึงมีบางส่วนที่ตกจากระบบการศึกษา ซึ่งเด็กพวกนี้อาจจะเข้ามาเป็นแรงงานรับจ้างต่าง ๆ เป็นบาร์โฮส เป็นคนงานในไร่ข้าวโพด หรือหันเข้าหายาเสพติด หรือเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ เราก็คิดว่าเป็นไปได้ไหมที่จะนำเด็กเหล่านี้มาเสริมทักษะดูแลผู้สูงวัย ด้านหนึ่งเป็นการสร้างงานให้พวกเขา อีกด้านหนึ่งก็แก้ปัญหาการขาดคนดูแลคนแก่”

มูลนิธิคิดระบบการทำงานของโครงการบัดดี้โฮมแคร์ขึ้นมา คือ นำเยาวชนจากชุมชนห่างไกล ที่สมัครใจเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อไปทำงานเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ การอบรมจัดโดยคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU) หลักสูตร 420 ชั่วโมงเป็นเวลาสามเดือน ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการอบรม (ประมาณ 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน) และได้รับอีกเดือนละ 1,500 บาทเป็นค่าที่พักและค่าใช้จ่ายประจำวัน เมื่อเสร็จสิ้นการอบรมผู้เข้าอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว และหากมีคุณสมบัติครบถ้วน Buddy Homecare จะจัดหางานให้โดยการโฆษณาในกลุ่มผู้สูงอายุ เงินเดือนที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับจะอยู่ในช่วง 9,000-15,000 บาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการให้บริการดูแลที่จำเป็น ผู้รับการอบรมทุกคนจะต้องคืนเงินค่าใช้จ่ายในการอบรมในอัตรา 1,000 บาทต่อเดือนเป็นเวลาประมาณ 3 ปี อย่างไรก็ตาม มีความยืดหยุ่นในการชำระหนี้ ถ้าผู้ดูแลไม่สามารถจ่ายได้ในเดือนใด ก็ให้ทำบันทึกไว้กับมูลนิธิฯ และให้กลับมาชำระเงินคืนเมื่อสามารถที่จะทำชำระได้ ในทางกลับกันผู้ผ่านการอบรมจะได้รับการส่งเสริมแต่ไม่ใช่การบังคับเพื่อให้เข้าร่วมโครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ซึ่งเป็นบริการให้เปล่าเพื่อผู้สูงอายุด้อยโอกาสในจังหวัดเชียงใหม่ โครงการนี้ในปัจจุบันมีอาสาสมัคร 111คน ให้การดูแล ไปอยู่เป็นเพื่อน และให้ความช่วยเหลือ ผู้สูงอายุ 217 คน โดยจัดบริการให้แก่โครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ ในการตรวจสุขภาพพื้นฐาน (วัดความดันโลหิต วัดระดับน้ำตาลในเลือด วัดความสูงและชั่งน้ำหนัก) ประเมินความต้องการของผู้สูงอายุ และให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงการดูแลผู้สูงอายุแก่ญาติ และอาสาสมัคร

“ถ้าทำแบบนี้ทั่วประเทศ ปัญหาการขาดแคลนการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนจะถูกแก้ไข”

“การดำเนินการมันก็ไม่ได้ราบรื่น ตอนนี้เรามีงบประมาณในการฝึกเด็กยากไร้ปีละ 1 ล้านบาท จำนวน 20 คน แต่ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุยากไร้ (เฉพาะพื้นที่เชียงใหม่) คิดเป็นเงิน 1.4 ล้านบาท เรามีกลุ่มลูกค้าสูงวัยที่ยอมจ่ายจำนวน 110 คน แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบจร ถ้าคนมองในเชิงธุรกิจก็จะรู้ว่าต้องขาดทุนแน่นอน เรารู้ว่าทำในเชิงสังคม เราจึงมองเรื่อง การใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า คือ ถ้ามองในเชิงแก้ปัญหาเด็กด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ เงินจำนวนนี้ไม่เยอะเลย ปัญหาตอนนี้คือ เราจะจุดประกายความคิดต่อสังคมและรัฐได้ไหม”

 

ติดตาม สารคดีบัดดี้โฮมแคร์ ของประชาธรรมได้ที่นี่

 

บทบาทขององค์กรอิสระเอกชน แม้จะเข้ามาทำในสิ่งที่รัฐยังไม่สามารถเข้ามาจัดการได้ แต่ว่าด้วยข้อจำกัดทั้งกำลังคน และงบประมาณจึงทำได้ในบางพื้นที่เท่านั้น และยังต้องลองผิดลองถูกจนกว่าจะลงตัว อย่างไรก็ตาม การทำงานของพวกเขา ช่วยให้เราเห็นว่า การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยยังมีอะไรให้คำนึงอีกมาก หากคิดจะจัดการในระดับนโยบายและระดับพื้นที่

ปัจจุบัน แม้ภาครัฐจะเริ่มให้ความสำคัญต่อประชากรกลุ่มนี้โดยยกระดับจากดูแลเฉพาะกลุ่มผู้ยากไร้ มาแจกเบี้ยสวัสดิการแก่ผู้สูงวัยทุกคน แต่นั้นยังไม่เพียงพอและยังไม่ตอบโจทย์อีกหลายประการ การมองและจัดการผู้สูงวัยมักเน้นไปที่ว่า ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุคงไว้ซึ่งศักยภาพในการผลิตทางเศรษฐกิจ และเป็นโอกาสในทางเศรษฐกิจอย่างไร  รวมถึงจะทำการสงเคราะห์ผู้สูงวัยอย่างไร และเท่าไหร่ ถึงจะทำให้รัฐไม่ดูไร้คุณธรรม ด้วยโจทย์การมองและตั้งคำถามแบบนี้จึงทำให้นโยบายที่ผ่านมามุ่งส่งเสริมสร้างอาชีพแก่ผู้สูงวัย ให้เงินสงเคราะห์เป็นหลัก หากเรามองสิ่งที่องค์กรพัฒนาเอกชนกำลังทำ ควบคู่ไปกับสภาพแวดล้อม สิ่งที่ผู้สูงวัยต้องเผชิญดังที่ได้เขียนมาตั้งแต่ตอนแรก (โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีโอกาสจะเข้าถึงการดำเนินชีวิตขั้นพื้นฐานเลย) จะพบว่า นโยบายสาธารณะที่มีนั้นไม่เพียงพอ ในอนาคตเราอาจจะต้องพบกับข่าวที่ชวนดราม่าเกี่ยวกับผู้สูงวัยอีกเป็นจำนวนมาก

เราจะเริ่มสร้างระบบสวัสดิการ และการบริการอย่างไร จึงจะรองรับสังคมผู้สูงวัย คำตอบที่ง่ายแต่ทำยากเหลือเกินในประเทศนี้  คือ การสร้าง “ตาข่ายปลอดภัยทางสังคม” (Social Safety Net) จะสร้างตาข่ายนี้ให้ครอบคลุมได้ ต้องเข้าใจผู้สูงวัยค่อนข้างสูง โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้สูงวัยในด้านสถานะ พื้นที่อยู่อาศัย การเข้าถึง ความสัมพันธ์ ช่วงวัยที่จะเข้าสู่กลุ่มผู้สูงวัย  ฯลฯ   ระบบสวัสดิการ และการบริการ ที่จะสร้างขึ้นควรคำนึงถึงกลุ่มวัยทั้งหมดอย่างเท่าเทียม แน่นอนว่ากลุ่มผู้ยากไร้เป็นกลุ่มที่ต้องคำนึงและช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่แบบสงเคราะห์ เราควรสร้างสิทธิ โดยมองไปที่กลุ่มคนที่เผชิญชีวิตยากลำบากที่สุดบนสมมติฐานที่ว่า หากกลุ่มนี้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้ ย่อมทำให้กลุ่มอื่นเข้าถึงได้เช่นกัน

ในรายงานวิจัย “โครงการศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหาและสนับสนุนองค์ความรู้ทางกฎหมายเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน” (1 ธันวาคม 2559 – 30 พฤศจิกายน 2560) ของนายไพสิฐ พาณิชย์กุล และคณะฯ ภายใต้การสนับสนุนทุนโครงการสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า ปัญหาการขาดบัตรประชาชนในการแสดงสถานะทางกฎหมายของคนไร้บ้าน ถือเป็นปัญหาสำคัญต่อการได้รับและเข้าถึงสิทธิอย่างเท่าเทียมกันของของคนไร้บ้าน เมื่อไม่มีบัตรประชาชน คนไร้บ้านจะประสบปัญหาในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 4 ประการ คือ 1. สิทธิการรักษาพยาบาล 2. สิทธิการศึกษา 3. สิทธิการได้รับเบี้ยเลี้ยงยังชีพ และ 4. การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ

อีกหนึ่งปัญหาของคนไร้บ้าน ที่แม้จะมีบัตรประจำตัวประชาชน แต่มีที่อยู่อาศัยในปัจจุบันไม่ตรงกับภูมิลำเนาในบัตรประจำตัวประชาชน ทำให้ยากต่อการเข้าถึงสิทธิในการเข้าการรักษาพยาบาลในเขตท้องที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ได้ ดังนั้น เมื่อรัฐใช้วิธีการควบคุมการเคลื่อนที่ของประชากร โดยนำทะเบียนราษฎร์มาผูกกับสิทธิต่าง ๆ ของประชาชนเช่นนี้ ทำให้คนไร้บ้านกลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกบังคับให้ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก มากกว่าประชาชนทั่วไปในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าไม่ถึงสิทธิและโอกาสต่างๆ ที่พลเมืองพึงมีพึงได้ตามกฎหมาย ดังนั้น คนไม่มีบ้านหรือไม่มีเอกสารทางทะเบียนจึงถูกกีดกันไม่ให้ได้รับการบริการจากสวัสดิการของรัฐ และถูกกีดกันการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน

อันที่จริงระบบสวัสดิการด้านสุขภาพของไทย ได้รับคำชมเป็นอย่างมาก หากแต่ยังมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง เมื่อมองคู่ไปกับการรองรับกลุ่มผู้สูงวัยในระดับต่ำสุด ซึ่งหากปรับแก้ โดยเน้นงานบริการในกลุ่มผู้สูงวัยที่ต้องดูแลด้วยบริการในอีกรูปแบบหนึ่ง  โดยประกันสิทธิในเชิงกฎหมายอย่างเท่าเทียม ก็จะทำให้ไม่ต้องปรับอะไรมาก

ในระดับพื้นที่ การทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชนทำให้เราเห็นว่า การดูแลกลุ่มผู้สูงวัยในชุมชนไม่เคยทั่วถึง เพราะรัฐใช้นโยบายจากบนลงล่าง หากรัฐกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น หรือจัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นทำ อาจจะช่วยลดปัญหาข้อนี้ได้บ้าง เพราะอปท.สัมพันธ์กับชาวบ้านได้มากกว่ารัฐหรือหน่วยงานส่วนกลางอยู่แล้ว อีกทั้งยังอาจเห็นมิติใหม่ ๆ ในการจัดการบริการดูแลผู้สูงอายุ ดังกรณีของ นายวีระชัย ไชยมงคล กำนันต.ป่าแดด อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งจัดตั้งศูนย์คนไร้บ้าน และคลินิกใกล้บ้านใกล้ใจ เพื่อรองรับกลุ่มประชากรที่ประสบภาวะลำบาก เช่น กลุ่มคนไร้บ้าน คนกลุ่มคนสูงวัย คนพิการ ฯลฯ ในกลุ่มผู้สูงวัยกำนันมองว่า การตั้งคลินิกใกล้บ้านใกล้ใจ จะทำให้คนสูงวัยในชุมชนไม่ต้องเดินทางไปตรวจสุขภาพไกล เพราะบางครั้งข้อจำกัดในการเดินทางทำให้คนวัยนี้ไม่เดินทางไปตรวจสุขภาพ จนเป็นหนักแล้วล้มหมอนนอนเสื่อ  นอกจากนี้ ยังมีนโยบายตรวจเยี่ยมคนแก่ยากไร้ ไม่มีญาติเพื่อตรวจดูว่าขาดเหลืออะไรบ้าง แล้วให้การช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ปัญหาการขาดคนดูแลผู้สูงวัย ซึ่งองค์กรพัฒนาเอกชน รวมถึงภาครัฐหลายแห่งพยายามยกขึ้นมาให้เห็น รัฐอาจจะดูโมเดลเป็นตัวอย่างแล้วเปิดกว้างขยายออกไปยังกลุ่มต่างๆ และพื้นที่อื่น ๆ กล่าวคือ ในอดีต กลไกอสม. และอาสาสมัครเคยเป็นแกนหลักในการเข้าไปดูแล ซึ่งก็ดูแลเท่าที่ทำได้ เนื่องจากการทำงานนี้ต้องใช้ทักษะ ปัจจุบันเอ็นจีโอพยายามนำเด็กด้อยโอกาสมาฝึกทักษะด้าน รัฐอาจจะทำในรูปแบบเดียวกัน คือ มองไปที่กลุ่มคนที่มีความต้องการเป็นแรงงานด้านนี้อย่างกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นตัวเลือกแรกสำหรับคนกลางๆ ที่ไม่มีเงินมากนัก รัฐอาจปลดล็อคให้แรงงานข้ามชาติสามารถทำงานด้านนี้ได้ และส่งเสริมให้ได้รับการฝึกทักษะดูแลผู้สูงวัย ให้ค่าตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ และมีนโยบายแลกเปลี่ยนให้เกิดการดูแลคนแก่ยากไร้  ในประเทศโลกที่ 1 อย่างอเมริกา และออสเตรเลีย เขาก็เปิดให้แรงงานข้ามชาติ (คนไทยก็มีไม่น้อย) เรียนฝึกทักษะดูแลเด็กและผู้สูงวัย มีใบประกาศให้ และเปิดให้ทำงานในประเทศเขา ในฮ่องกงกำลังมีการถกเถียงประเด็นนี้อยู่ เพราะปัจจุบันแรงงานข้ามชาติชาวอินโดนีเซียกลายเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ที่คอยดูแลผู้สูงอายุในประเทศ

ในด้านสาธารณูปโภคเมือง พื้นที่เมืองเจริญที่สุดในประเทศ และมีการขนส่งที่ครอบคลุมที่สุดอย่าง กรุงเทพมหานครยังไม่เอื้อต่อการเดินทางผู้สูงวัย และคนพิการเลย พื้นที่สาธารณะเมืองใหญ่รองลงมาที่การขนส่งมวลชนเลวร้าย เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ยิ่งไม่ต้องพูดถึง  พื้นที่การใช้ประโยชน์ เช่น ทางม้าลาย สะพานลอย สวนสาธารณะ ฯลฯ ยิ่งมิต้องพูดซ้ำ คนทั่วไปยังต้องใช้พลังงานราวหนึ่งหอบแดก อันที่จริงการทำให้ผู้สูงวัยเดินทางได้ เป็นสิ่งที่ควรคำนึง และให้ความสำคัญมาก เพราะ การเดินทางของผู้สูงอายุเกี่ยวพันกับการเข้าถึงกลุ่ม  และการสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นตามกลุ่มต่างๆ ที่พวกเขาสัมพันธ์อยู่  โดยเฉพาะภาวะความเป็นเมืองที่กลุ่มความสัมพันธ์ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยด้านพื้นที่ แต่เกิดจากการปัจจัยรสนิยม ความชอบ และสังคมการทำงาน ฯลฯ หากพวกเขาเดินทางและเข้าถึงกลุ่มได้จะช่วยลดภาวะความเหงาที่ต้องอยู่บ้าน จากการสำรวจของมูลนิธิสื่อประชาธรรม พบว่า ผู้สูงวัยในเขตเมืองเชียงใหม่ ต้องการให้รัฐพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้รองรับผู้สูงวัยมากขึ้น อาทิ ห้องน้ำ ฟุตบาท รวมถึงต้องการให้พัฒนาระบบขนส่งเพื่อให้ผู้สูงอายุเดินทางเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งลูกหลาน

ในด้านเศรษฐกิจ การส่งเสริมอาชีพควรเป็นทางเลือกให้แก่คนที่อยากทำ และเป็นแนวนโยบายในการส่งเสริมการรวมกลุ่ม และสร้างคุณค่ามากกว่า การคิดเพื่อหวังให้คนกลุ่มนี้เป็นแรงงานเศรษฐกิจเท่ากับเป็นการตอกย้ำวาทกรรม “การเป็นภาระของสังคม” ไปในตัว

อีกด้านหนึ่งที่รัฐควรระวังและเข้าไปจัดการ คือ การฉวยโอกาสทางเศรษฐกิจกับกลุ่มผู้สูงวัย โดยเฉพาะการพยาบาลรักษาที่เกินจำเป็น  สิ่งนี้หากสวัสดิการของรัฐครอบคลุม ก็จะไม่เกิด แต่หากไม่ครอบคลุม ก็อาจจะเกิดภาวะ “หากินกับความป่วยของคนยามไม้ใกล้ฝั่ง” (สังเกตดูว่า กลุ่มทุนใหญ่เริ่มมีการทำสินค้าเกี่ยวผู้ป่วยติดเตียงอย่างครบวงจรแล้ว) อันที่จริงเรื่องนี้เป็นสิ่งเดียวกับระบบที่เปิดให้โรงพยาบาลเข้าไปทำกำไรจากความป่วยไข้  ซึ่งก่อผลกระทบต่อคนทุกกลุ่ม การจะแก้ได้ต้องทำในเชิงระบบ เปลี่ยนรูปแบบโรงพยาบาลเป้นธุรกิจไม่แสวงหากำไร

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ชมรมแพทย์ชนบท นักศึกษาปริญญาโทสาธารณสุขศาสตร์ สถาบันเวชศาสตร์เขตร้อน เมืองแอนเวิร์ป ประเทศเบลเยียม ได้เสนอตัวอย่างบทเรียนจากกเบลเยียม ที่ยุติการทำกำไรของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนบนความเจ็บป่วยของประชาชน ไว้อย่างน่าสนใจว่า แต่เดิมนั้น ระบบสุขภาพของเบลเยียมมีทั้งโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนแบบแสวงหากำไร เมื่อระบบทุนนิยมพัฒนามากขึ้น หน่วยงานบริการของราชการเกือบทั้งหมด ได้รับการแปรรูปเป็นองค์กรเอกชนในกำกับของรัฐ ซึ่งบริหารแบบเป็นอิสระ หรือถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือชุมชน รวมทั้งโรงพยาบาลของรัฐที่มีประสิทธิภาพต่ำในสายตาของระบบทุนนิยม ก็ได้แปรรูปไปเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร นั่นคือ โรงพยาบาลยังทำหน้าที่เหมือนเดิม ยังต้องการการบริหารที่มีประสิทธิภาพและมีกำไร ต้องจัดบริการให้ดีเพื่อประชาชนจะได้มาใช้บริการ เพราะการที่มีผู้ป่วยเลือกมาใช้บริการหมายถึงกำไรและความอยู่รอดขององค์กร แต่กำไรนั้นไม่ได้เพื่อเข้ากระเป๋าใคร แต่นำมาบริหารจัดการสร้างคุณภาพในการดูแลผู้ป่วยและดูแลคนทำงานขององค์กร

“ปัจจุบัน ธุรกิจโรงพยาบาลในคือธุรกิจที่อาศัยช่องว่างของการบริการภาครัฐที่ยังไม่สมบูรณ์ ทำกำไรเพื่อประโยชน์ส่วนตน ยิ่งเข้าตลาดหุ้นก็ยิ่งแพงอย่างไร้มนุษยธรรม หากว่ากันโดยอุดมคติแล้ว โรงพยาบาลเอกชนสามารถเติมเต็มช่องว่างเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีกว่าของประชาชนได้อย่างมาก แต่ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

“หากระบบโรงพยาบาลเอกชนเป็นไปเพื่อการไม่แสวงหากำไร เราจะสามารถล้างไตผู้ป่วยเพิ่มได้อีกหลายเท่าตัว จะไม่มีวิธีคิดที่ว่าไม่รับล้างไตในอัตราที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จ่ายเพราะทำให้เสียราคา กำไรเข้ากระเป๋าผู้ถือหุ้นบนความตายของผู้ป่วยจะไม่มี เพราะราคาที่กำหนดนั้นเพียงพอต่อการดำเนินการให้มีกำไรแต่ไม่มากจนเกินไป  เราจะไม่ต้องซื้อเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์คน เฉพาะในกรุงเทพมีเครื่องมากกว่าเกาะอังกฤษทั้งประเทศ เพราะเราจะสามารถใช้ร่วมกันได้ ลดการเสียดุลการค้า เพิ่มประสิทธิภาพในระบบสุขภาพอีกมากมาย เราจะไม่ต้องมีปัญหาสมองไหลของอาจารย์แพทย์เก่งๆ จากจุฬาฯ รามาฯ ศิริราช ไปยังโรงพยาบาลเอกชนที่จ่ายค่าตัวซื้อแพทย์คนละหลายล้าน เหมือนซื้อตัวนักฟุตบอลไปรักษาแต่คนรวย เราจะไม่มีปัญหารถชนคนหน้าโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถพาผู้ป่วยที่สาหัสเข้าไปรักษาได้ ต้องพาไปโรงพยาบาลของรัฐที่ไกลกว่าทั้งที่สาหัส เพียงเพราะเป็นผู้ป่วยที่ไม่ทำกำไร และที่สำคัญ เราจะไม่มีปัญหาสองมาตรฐานทางการแพทย์ในการรักษาชีวิตและความเจ็บป่วยของผู้คน” (อ่านต่อได้ตามลิงก์แนบท้าย)

วกกลับมาที่ภาวะ “หากินกับความป่วยของคนยามไม้ใกล้ฝั่ง” เรื่องนี้สัมพันธ์กับนโยบายอนุญาตให้ Mercy Killing (การที่ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะขอตายอย่างสงบ) กล่าวคือ ในกรณีผู้สูงวัยเกิดภาวะติดเตียง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แม้จะยินยอมปล่อยให้ตัวเองตาย หมอก็ทำให้ไม่ได้ ต้องประคองอาการไปจนกว่าจะเสียชีวิต ภาวะแบบนี้ หากมีสวัสดิการรัฐ ก็ต้องใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ในการรักษา หากไม่มี ภาระก็จะตกกับลูกหลาน หากปล่อยตามยถากรรมไม่ช่วยเต็มที่ก็จะกลายเป็นความรู้สึก “ผิด” ติดตัว หากจะลดความรู้สึกนั้นต้องนำเงินมารักษาเท่าที่หาได้ กลายเป็นภาระตกกันไปเป็นทอด ๆ ทั้งผู้ป่วยและลูกหลาน เรื่องนี้รัฐคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตัดสินใจ ในประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เช่น ญี่ปุ่นล้วนแต่ตัดสินใจใช้นโยบายนี้แล้ว ในสังคมไทย คนอาจยังมองว่า นโยบายนี้อาจจะขัดกับหลักคำสอน เรื่อง “บาป” จากการฆ่าตัวตาย และอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะนำเรื่องนี้มาพูดถึง

การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยยังมีอะไรที่ต้องคิดอีกมาก หากแต่ที่ผ่านเรายังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยเกินไป ลำพังแค่การสงเคราะห์คงไม่สามารถสร้างการเข้าถึงมาตรฐานคุณภาพชีวิตขั้นต่ำได้ มีแต่ต้องทำให้เป็น “สิทธิ” ที่คนทุกกลุ่มเข้าถึงอย่างเท่าเทียมเท่านั้น จึงจะทำให้การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว.

 

 

ข้อมูลอ้างอิง

การรถไฟแห่งประเทศไทย. การให้บริการด้านโดยสาร. แหล่งที่มา: http://www.railway.co.th/main/service/passenger/ticket.html . (26 มีนาคม 2561)

มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ. บัดดี้โฮมแคร์. แหล่งที่มา: https://fopdev.or.th/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%8A%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%AE%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C/ . (27 มีนาคม 2561)

มูลนิธิสื่อประชาธรรม. 2560. ระดมความเห็นทำสื่อในสังคมผู้สูงวัย. แหล่งที่มา: https://prachatham.com/collaboration_detail.php?id=67 . (27 มีนาคม 2561)

ไพสิฐ พาณิชย์กุล และคณะฯ. 2560. โครงการศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหาและสนับสนุนองค์ความรู้ทางกฎหมายเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน(1 ธันวาคม 2559 – 30 พฤศจิกายน 2560). โครงการสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ. 2555. บทเรียนจากเบลเยียม ยุติการทำกำไรของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนบนความเจ็บป่วยของประชาชน. แหล่งที่มา: https://thaipublica.org/2012/01/health-care-lessons-from-belgium/ . (27 มีนาคม 2561)

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

วันๆ คนสมัยนี้คุยเรื่องอะไรกัน #เตรียมความพร้อมสังคมผู้สูงอายุ #สังคมผู้สูงอายุ ...

โพสต์โดย Prachatham ประชาธรรม เมื่อ 11 เมษายน 2018

 

เมือง ผู้สูงวัย ความเหงา ฆ่าตัวตาย และคนไร้บ้าน สังคมไทยเอาไงดี? #1

เปิดแผนนโยบายเพื่อสังคมสูงวัยภาคปฏิบัติ กับความท้าทายของเมืองสูงวัยเชียงใหม่ในอนาคต

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 16,633 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.