• 12 ธันวาคม 2561 - 13:31 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ผู้สูงอายุกับการรู้เท่าทันสื่อ ประสบการณ์จากพื้นที่เชียงใหม่

 วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 - 01:53 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,093 ครั้ง พิมพ์

 

  • ผู้สูงอายุรวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกัน โดยทำของทำมือ โดยการเชิญวิทยากรมาให้ความรู้ นอกจากนี้ผู้สูงอายุได้หาความรู้เพิ่มเติมโดยการเปิดดูสื่อในเฟซบุ๊ก ยูทูบส่งผลให้ผู้สูงอายุเกิดการรวมกลุ่มสังคมในวัยใกล้เคียงกัน โดยใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เกิดรายได้เสริม และความภาคภูมิใจในตนเอง 
  • การรู้เท่าทันโฆษณาชวนเชื่อ โดยใช้จุดอ่อนของผู้สูงอายุ เช่น ด้านสุขภาพ ให้ซื้อยาทานเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงไร้โรคภัย รวมถึงการสื่อสารภายในครอบครัว ลูกหลานช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับพ.ร.บ.ด้านสื่อ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ก็เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกหลานเรื่องการใช้สื่ออย่างเหมาะสม
  • ผู้สูงอายุควรป้องกันตนเอง สื่อต้องกรองด้วยตนเอง เพราะหน่วยงานของรัฐไม่สามารถเข้ามาดูได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีน้อย ควรช่วยกันประชาสัมพันธ์ในชุมชนตนเอง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้สูงอายุด้วยกัน
  • หลักการจัดวิทยุชุมชนมี 3 ประการคือ (1.) รู้คิง (ภาษาเมืองหมายถึงรู้ว่าตนเองเป็นใคร) (2.) รู้คุณค่า (3.)รู้ตนเอง
  • สื่อจะมีอิทธิพลต่อเราสื่อเป็นดาบสองคมและการรู้เท่าทันสื่อจึงสำคัญและจำเป็น
  • ตะแกรงร่อน 3 ชั้น (1.) เรื่องนั้นเป็นความจริงหรือไม่ (2.) เรื่องนั้นมีเจตนาดีหรือไม่ (3.) จำเป็นที่ควรรู้หรือไม่ 
  • พลเมืองในระบบประชาธิปไตยเป็นกำลังสำคัญของชาติ ควรมีทักษะ มีทัศนคติ มีความรู้เกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อ มีส่วนร่วมเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ดีและพิทักษ์ปกป้องสื่อที่ดี ๆ

ระหว่างวันที่ 21 – 22พฤษภาคม 2561 มูลนิธิสื่อประชาธรรม จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “ผู้สูงอายุกับการรู้เท่าทันสื่อ” ณ โรงแรมเชียงใหม่ฮิลล์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้โครงการพัฒนากระบวนการสื่อสารเพื่อสิทธิพลเมืองของผู้สูงวัยในสังคมผู้สูงอายุ ด้วยการสนับสนุนของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ 

โดยในช่วงหนึ่งของการอบรมมีการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “ผู้สูงอายุกับการรู้เท่าทันสื่อ” และถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก สำหรับเนื้อหาของการเสวนามีสาระสังเขป ดังนี้

สถานการณ์ของสื่อกับผู้สูงวัยในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไรบ้าง?

พรทิพย์ กระจ่าง หรือแม่เล็กตัวแทนผู้สูงอายุจากบ้านแม่สา ต.แม่สา อ.แม่ริม กล่าวว่า จำนวนประชากรผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงใหม่มีประมาณ 300,000 คน จึงเป็นเรื่องที่ถอยไม่ได้และโจทย์สำคัญ คือ ทำอย่างไรจะเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ สำหรับบ้านแม่สา ก็มีการรวมกลุ่มผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่าง ๆ เริ่มจากดอกไม้จันทน์ ต่อมาก็ได้เรียนรู้โดยการเปิดดูในเฟซบุ๊ก หรือตามสื่อต่าง ๆ สังเกตลายดอกไม้จากงานศพบ้าง ก็นำมาปรับปรุงใหม่ แล้วถ่ายทอดความรู้ต่อในกลุ่ม ปรากฏว่าทำแล้วขายได้ มีคนมาสั่งซื้อที่ศูนย์ตลอด

แม่เล็ก เล่าอีกว่า การรวมกลุ่มกันทำให้ผู้สูงเกิดการสื่อสาร นัดกันมาทำร่วมกัน หนึ่งอาทิตย์ทำงาน 3 วัน คือ วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ ต่อมาขยายโอกาส มีเจ้าหน้าที่จากพัฒนาชุมชน อบต. กศน. เข้ามาส่งเสริม พาผู้สูงอายุทำกิจกรรม เช่น ทำกระเป๋า ปั้นดิน ผลิตภัณฑ์ของผู้สูงอายุมีมากขึ้น เมื่อถึงเวลาก็นำเงินที่ได้มาปันผลกัน ได้คนละ 1,000-3,000 บาท สร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวเอง ทำให้ผู้สูงอายุเข้มแข็ง ยั่งยืน มั่นคง มั่งคั่ง ปัจจุบันสมาชิกในกลุ่มมีทั้งหมด 13 คน 

“อยากให้ผู้สูงอายุในหมู่บ้านรวมกันให้มากกว่านี้ แต่บางท่านติดภารกิจต้องดูแลลูกหลาน บางท่านก็ติดบ้านก็พากันไปเยี่ยมให้กำลังใจกัน”

แม่หอม ฟองคำ มูลเฟย ผู้สูงอายุจาก อ.สันกำแพง จิตอาสาที่ทำงานด้านสุขภาพในพื้นที่ เล่าถึงสถานการณ์ผู้สูงอายุกับการใช้ยาและอาหารเสริมว่า ทุกวันนี้ผู้สูงวัยอยู่กับสื่อรอบตัว เช่น คนแก่เวลาทำงานมักฟังวิทยุไปด้วยเพื่อแก้เหงา ฟังพระเทศน์ช่วงเช้า ตอนกลางวันเป็นการโฆษณาเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องกาแฟ ยาน้ำ หรือเจอเซลล์มาขายของโดยตรง ซึ่งทั้งหมดมักจะใช้จุดอ่อนของผู้สูงอายุที่ไม่อยากแก่หรืออยากจะพ้นจากอาการเจ็บไข้มาเป็นกลวิธีในการชักจูงใจ

มีกรณีเจ้าของร้านขายของชำคนหนึ่งซื้อยาเม็ดมาจากเซลล์ขายยา แม้จะมีคนมาเตือน แกก็ไม่ยอมฟัง เพราะเห็นว่าเป็นเงินของตัวเอง และตัดสินใจซื้อมาทานเองเพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ไว้ก่อนแม้ว่าตอนนั้นไม่ได้เจ็บป่วยหรือมีโรคภัยอะไร ที่สำคัญคือตัวแกไม่ได้อ่านด้วยซ้ำว่ายาตัวที่ซื้อมารักษาโรคอะไร ตัวยาเม็ดละ 60 บาท ต้องรับประทานเช้า-เย็น เมื่อสังเกตที่ตัวเม็ดยาพบว่า ผลิตขนาดไม่เท่ากัน บางเม็ดก็ใหญ่ บางเม็ดก็เล็ก ไม่มีอย.รับรอง จึงอยากให้ข้อมูลความรู้กับผู้สูงอายุผ่านสื่อ รวมถึงอสม. หรือผู้ใหญ่บ้านก็ควรประกาศเสียงตามสาย และตัวพระสงฆ์ที่ต้องให้ช่วยกันบอกว่าเรื่องนี้สำคัญ

แม่หอม ย้ำว่า “ผู้สูงอายุในสายตาตัวเองยังมองว่าเป็นวัยทำงานอยู่ ทำไมต้องเสียชีวิตโดยที่ไม่รู้สาเหตุการตาย เมื่อตรวจสอบจริง ๆ มาจากการกินยาที่ไม่มี อย. ยาจากที่โฆษณาเพื่อกันโรคไว้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร นอกจากนี้เรื่องสมุนไพรที่มากับยา หากกินเยอะเกินไปก็เป็นสเตอรอยด์เช่นกัน จึงควรให้กินแบบพอประมาณ ตอนนี้ผู้สูงอายุควรยืดหยุ่น เข้าหาลูกหลาน เพราะจะได้ช่วยกันพิจารณา สำหรับตัวเองสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง คือ เรื่องพฤติกรรมการกินยาใช้ยาของตัวผู้สูงอายุเอง เพราะเรื่องอื่น ๆ เช่น การโฆษณาผ่านสื่อก็มีกฎหมายคุ้มครอง”

กมล เขื่อนจินดาวงศ์ข้าราชการบำนาญ ผู้สูงวัยอีกท่านจากอ. สันกำแพง กล่าวเสริมว่า เราต้องกรองข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่าง ๆ ด้วยตนเอง เพราะหน่วยงานของรัฐไม่สามารถเข้ามาดูได้ เจ้าหน้าที่มีน้อยจึงตามไม่ทัน จึงเป็นเรื่องที่ผู้สูงอายุควรป้องกันตนเอง ฝากประชาสัมพันธ์ในชุมชนตนเอง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้สูงอายุด้วยกัน เพราะการสื่อสมัยใหม่และอินเตอร์เน็ตมันทำให้การสื่อสารถึงกันรวดเร็วขึ้น กดไลน์ส่งต่อถึงกันเลยไม่เหมือนสมัยก่อนที่ต้องส่งจดหมายกว่าจะถึงหลายวัน 

“ตนอยากให้มีกิจกรรมต่อเนื่อง มีการติดตามเพื่อเก็บข้อมูล เราได้เพิ่มเติมเรื่องสื่อมากน้องเพียงใด ตรงไหนขาดอยากให้เติมสิ่งไหน รวมถึงการอบรมให้ความรู้และทักษะการสื่อสารต่าง ๆ กับกลุ่มผู้สูงอายุด้วย เช่น การเขียนบท ตัดต่อแบบง่าย เราก็จะได้เท่าทันสื่อและมีความสามารถในการสื่อสารได้มากขึ้น”

ไพศาล ภิโลคำ หรือลุงช้างสันป่าตอง ผู้คร่ำหวอดในการทำสื่อชุมชน กล่าวว่า นับจากรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา ทำให้ชุมชนมีสิทธิใช้สื่อเป็นเจ้าของสื่อได้ เช่น วิทยุชุมชน เฉพาะ 8 จังหวัดภาคเหนือ มี 50 สถานี แต่ปัจจุบันในจังหวัดเชียงใหม่เหลือไม่ถึง 5 สถานี จากการรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุด วิทยุชุมชนเป็น สื่อของชุมชนที่มีประโยชน์ เพราะสามารถเข้าถึงได้ทุกคน อยู่บ้านหรือที่ทำงานก็สามารถฟังวิทยุได้ 

จากประสบการณ์ของตนเองที่ทำสื่อชุมชน จะใช้หลักการในการสื่อสาร ดังนี้ หนึ่ง รู้คิง หมายถึงรู้ว่าตนเองเป็นใคร สอง รู้คุณค่า หมายถึงรู้ว่าเรามาจากไหน ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ชนเผ่า สาม รู้ตนเอง คือ รู้เท่าทัน ถ้ายาสมุนไพรมันไม่ดี เราต้องมีทางเลือกให้เขา บอกทางออกให้เขา 

ด้าน อ.ปัณณพร ไพบูลย์วัฒนกิจอดีตคณบดีคณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ประเด็นแรก สื่อจะมีอิทธิพลต่อเรา ตั้งแต่ตื่นนอนก็หยิบโทรศัพท์ บางคนเปิดไลน์ส่งให้ลูกหลาน รวมถึงวิทยุชุมชน เสียงตามสาย รวมทั้งวัฒนธรรมชุมชน ประเพณี สื่ออยู่รอบตัวเรา ประเด็นที่สอง คือ สื่อเป็นดาบสองคม ถ้าใช้สื่อดีก็ถือว่าเป็นประโยชน์ เช่น เปิดดูเฟซบุ๊ก ยูทูบ เรียนรู้การทำงานฝีมือ สร้างความภูมิใจและพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุ แก่อย่างมีคุณค่า ถ้านำมาใช้ไม่ดีก็เป็นโทษแก่ตนเอง เช่น สื่อใช้จุดอ่อนของผู้สูงอายุ เช่น ความเจ็บป่วย ความสาว มาในรูปแบบความอ่อนเยาว์ ไม่เหี่ยวย่น ไม่เจ็บป่วยเป็นเครื่องมือหลอกลวงผู้สูงอายุ สื่อจึงหยิบประเด็นเหล่านี้มา แต่เราไม่ได้สนใจ ใคร่ครวญหรือสังเกตวิถีชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ตื่นนอน เช่น การกินอย่างไรไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เราจะออกกำลังกายไหม หรือจะดูแลร่างกายอย่างไร แต่กลับเลือกยาตามสื่อที่โฆษณา นำจิตออกข้างนอกตัว ทั้งร่างกายและจิตใจถูกดูดเข้าไปตามคำโฆษณา เมื่อกินยาเข้าไปกลับยิ่งเป็นมากกว่าเดิม ดังนั้นสื่อจึงเป็นดาบสองคม จึงต้องรู้จักรับสื่อ รู้ทันตัวเราเองด้วย 

ประเด็นที่สาม การรู้เท่าทันสื่อจึงสำคัญและจำเป็น ไม่ใช่เฉพาะผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว ตอนนี้ได้ทำโครงการพัฒนาตัวชี้วัดระดับสังคมและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล เพื่อปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งโครงการวิจัยมองว่า ประการที่หนึ่งสังคมไทยไม่ได้มีเฉพาะสังคมผู้สูงวัย ประการที่สองเด็กและเยาวชนถูกมอมเมาด้วยสื่อตามกระแสและวัตถุนิยม กลับมาที่บ้านต่างคนก็ต่างเล่น จ้องหน้าจอโทรศัพท์ เป็นทั้งครอบครัวตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ สุดท้ายประเด็นรู้เท่าทันสื่อไม่ได้เพียงเฉพาะวัยใดวัยหนึ่ง ผู้ใหญ่ก็ควรเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็ก ชี้แนะ สอนบางเรื่องเกี่ยวกับการใช้สื่อได้ การรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัล ซึ่งการรู้เท่าทันสื่อมาจากสายนิเทศศาสตร์หรือด้านการสื่อสารมวลชน นักวิชาการมองว่าสื่อมีอิทธิพลแก่ตัวเรา เป็นดาบสองคม จำเป็นที่ควรจะต้องรู้เท่าทันสื่อ ต่อมาระบบอินเทอร์เน็ตเข้ามา มีwifi 3G 4G เข้ามาสื่อใหม่ เช่น สื่อโซเชียลมีเดีย(เฟซบุ๊ก ยูทูป ไลน์) 

นอกจากนี้รู้เท่าทันระบบสารสนเทศ คือ ข้อมูล ซึ่งปัจจุบันมีเยอะมากตามเว็บไซต์ต่าง ๆ สิ่งไหนคือความจริงและมีความน่าเชื่อถือ ดังนั้นจึงต้องรู้เท่าทันสารสนเทศ ความรู้ ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ และการรู้เท่าทันดิจิทัล ดิจิทัลคืออุปกรณ์ เครื่องมือสื่อสาร เครือข่ายต่าง ๆ ควรทราบว่ารุ่นไหนใช้ดี เช่น มือถือรุ่นนี้ดี อุปกรณ์แบบนี้เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม คำว่าเท่าทันสื่อ จาก UNESCOมีทั้งหมด 3 กระบวนการ 1. ใช้สื่อให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเราและหลากหลาย 2. วิเคราะห์สื่อ ใครเป็นเจ้าของ จุดอ่อนของผู้สูงอายุ 3. การพัฒนาสื่อ การสร้างสื่อ 

นอกจากนี้ การรู้เท่าทันสื่อจากนิทานเซน เรื่องตะแกรงร่อน 3 ชั้น เรื่องมีอยู่ว่ามีลูกศิษย์กับอาจารย์ ลูกศิษย์ไปรู้ความลับของคนหนึ่งมาจะนำมาบอกอาจารย์ อาจารย์จึงบอกให้หยุดก่อน และบอกแก่ลูกศิษย์คนนั้นว่า เธอใช้ตะแกรงร่อนรึยัง 1.เรื่องนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ถ้าไม่เป็นความจริงไม่ควรพูด 2.เรื่องนั้นมีเจตนาดีหรือไม่ หากมีเจตนาร้ายจะส่งผลกระทบต่อตัวเราเอง จึงไม่ควรพูด 3.จำเป็นที่ควรรู้หรือไม่ ถ้าไม่สำคัญก็ไม่ควรพูด ดังนั้นแค่เอาตะแกรงร่อนข้อมูลข่าวสาร เราควรพินิจคิดวิเคราะห์เนื้อหาก่อน

อ.ปัณณพร กล่าวทิ้งท้ายว่า คำว่ารู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลยังไม่เพียงพอ เพราะต้องมีคำว่าพลเมืองในระบบประชาธิปไตย พลเมืองแตกต่างจากประชาชน คำว่า‘พล’คือ พละกำลัง ‘เมือง’ คือบ้านเมือง ที่อยู่อาศัย เมื่อรวมกัน คำว่า ‘พลเมือง’ หมายถึง เป็นกำลังสำคัญของชาติ รวมทุกเพศทุกวัย คนที่เป็นกำลังของชาติควรมีทักษะ มีทัศนคติ มีความรู้เกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อ 1. คือการมีส่วนร่วม เราได้ร่วมที่จะเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ดีหรือยัง ปัจจุบันนี้เปิดรับฟังวิทยุ เราใช้สื่อต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์และเราไตอบแทนอะไรให้สังคมไหม เราจึงต้องเฝ้าระวังและตรวจสอบเนื้อหาที่ไม่ดีในสื่อ สื่อทำร้ายสังคม เช่น แชร์ความรุนแรง ตบตีลูกหลาน เจตนาไม่ดี เมื่อเรารู้เราจึงไม่ควรส่งต่อ การเป็นพลเมืองที่ดีเราควรลุกขึ้นมาบอกกับสังคมว่าควรทำแบบไหน ไม่ควรส่งต่อ มันไม่มีประโยชน์ ควรส่งต่อสิ่งดี ๆ 2. พิทักษ์ปกป้องสื่อดีแล้วหรือยัง สื่อดี ๆ ที่เผยแพร่เกี่ยวกับชุมชน เราได้ปกป้องไหม สนับสนุน ถนอมรักษาไว้ไหม กลับคืนความดีสู่สังคม 3.เราจะทำอย่างไรเพื่อให้สื่อดี ๆ ทำงานได้อย่างมีความสุขและอยู่ยั่งยืนกับชุมชน เราจึงต้องเสนอกับรัฐบาล นักกฎหมาย เชิงระดับนโยบาย เช่นการสนับสนุนการจัดอบรมเรื่องสื่อ เพื่อนำสื่อมาปกป้องบ้านเมืองของเรา ให้ตัวเราและลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข

ในช่วงท้ายของการเสวนา มีผู้เข้าร่วมหลายท่าน แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะโอกาส ความท้าทาย ประสบการณ์ ความเป็นพลเมือง อาทิ

ผู้สูงอายุควรฝึกเป็นผู้ฝึกคิดบวก ไม่ว่าสถานการณ์อะไรที่เกิดขึ้นข้างหน้า ควรมองมุมบวกตลอด สร้างสิ่งดี ๆ ให้กับชุมชนและสังคม หากคิดลบจะดึงสนามพลังลบ จะเกิดสถานการณ์ลบกับชีวิตเพราะลบจะเข้าหาลบ หากสร้างพลังบวกก็จะเกิดสิ่งดี ๆ แก่ชีวิตเรา ลองฝึก ภาษาธรรมะเรียกว่า “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ” เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ผู้ปฏิบัติจะเป็นผู้ได้ลิ้มรสชาติของการปฏิบัติเอง การฝึกสร้างพลังบวกเริ่มต้นที่เรา

จากโคลงสี่สุภาพ “เสียงลือเสียงเล่าอ้าง….อันใด พี่เอย เสียงย่อมยอยศใคร...ทั่วหล้า  สองเขือพี่หลับใหล...ลืมตื่น ฤาพี่  สองพี่คิดเองอ้า…อย่าได้ถามเผือฯ”จากโคลงดังกล่าวพระเพื่อนพระแพงตกเป็นเหยื่อของสื่อ เพราะฉะนั้นสื่อมันมีมานานแล้วตั้งแต่อดีต ในปัจจุบันจึงเห็นสมควรแล้วว่าการรู้เท่าทันสื่อควรทำอย่างไร อยากเสนอเรื่องผลของการกระทำ(บาป) เกี่ยวกับการแชร์หรือส่งต่อข้อมูลที่เท็จ และส่งผลร้ายแก่ผู้อื่น เพื่อให้คนในสังคมกลัวที่จะทำผิด และทำการรวบรวมสถิติเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบจากการเป็นเหยื่อของสื่อ.

ผู้สนใจรับชมบันทึกการเสวนาทั้งหมด ชมได้ผ่าน 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,166 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.