• 12 ธันวาคม 2561 - 13:34 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สรุปเนื้อหาเสวนาสื่อสร้างสรรค์กับสิทธิพลเมืองผู้สูงวัยในสังคมผู้สูงอายุ

 วันที่ 1 ตุลาคม 2561 - 01:57 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 264 ครั้ง พิมพ์

 

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2561 มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ ร่วมกับมูลนิธิประชาธรรม และกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม เวทีสาธารณะ“สื่อสร้างสรรค์กับสิทธิพลเมืองผู้สูงวัยในสังคมผู้สูงอายุ” ขึ้นเนื่องในวันผู้สูงอายุสากล ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้ทุกวันที่1 ตุลาคมของทุกปี เป็น "วันผู้สูงอายุสากล" หรือ "International Day of Older Persons" เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของผู้สูงอายุ และเป็นการส่งเสริมให้สาธารณะชนได้ตระหนักถึงคุณประโยชน์ คุณงามความดี ของผู้สูงอายุ ที่ได้ร่วมวางรากฐานและสรรค์สร้างทุก ๆ สิ่งมาให้กับสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ กิจกรรมหนึ่งของเวทีสาธารณะนี้มีการเสวนาในหัวข้อ “สื่อสร้างสรรค์กับสิทธิพลเมืองผู้สูงวัยในสังคมผู้สูงอายุ” โดยมีวิทยากรประกอบด้วย ดร.จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ นักวิชาการอิสระ นายธีรมล บัวงาม มูลนิธิสื่อประชาธรรม นางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง ตัวแทนผู้สูงอายุจากเครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เมืองเชียงใหม่ และนางจิราพร เชาวน์ประยูร ยามาโมโต้ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินรายการโดย อ.นฤมล วันทนีย์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

ดร.จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ นักวิชาการอิสระ เกริ่นนำว่า ในการเสนอครั้งนี้จะนำเสนอใน 3 หัวข้อ ได้แก่ สิทธิพลเมืองของผู้สูงอายุ สิทธิการสื่อสารและการเท่าทันสื่อของผู้สูงอายุ และสุดท้ายข้อเสนอต่อรัฐและประชาสังคม เนื่องจากประเทศไทยมีประชากรสูงอายุมากขึ้นแต่ความสำคัญกลับลดลง ความเป็นผู้สูงอายุนั้น สามารถมองได้หลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติทางสังคม มิติทางครอบครัว แต่ปัจจุบันสังคมมองแต่มิติทางเศรษฐกิจ เพียงแค่หาเงินไม่ได้ สังคมตีความว่าไม่มีค่า แต่สังคมลืมที่จะมองว่าผู้สูงวัยเป็นเพชรแท้ เพราะผู้สูงวัยอาบน้ำร้อนมาก่อนรู้ความเป็นไปที่จะเกิดซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นอย่างมาก

สำหรับสิทธิพลเมืองของผู้สูงวัย ถ้าหากกล่าวถึงสิทธิจะสามารถพูดถึงได้สามประการ คือ สิทธิตามธรรมชาติ สิทธิพลเมือง และสิทธิเฉพาะกลุ่ม สิิทธิที่เกี่ยวข้องกับบทบาทผู้สูงอายุมากที่สุดคือ สิทธิพลเมือง ซึ่งควบคู่มากับประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิทางการเมือง ทั้งคนปกครองและคนถูกปกครอง เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ถ้าหากแบ่งมิติของสิทธิพลเมืองจะมี ด้านการเมือง สำนึกสาธารณะ และความรับผิดชอบต่อสังคม แต่สิ่งที่ประเทศไทยลืมไปคือ ด้านการเมือง ภายใต้สิทธิพลเมืองยังสามารถแบ่งแนวคิดได้อีกสองแนวคิด แนวคิดแรก คือ เสรีนิยม อธิบายอย่างเข้าใจง่าย คือ ประชาชนสนใจตัวเองมากกว่าชุมชน รัฐตอบสนองความต้องการของปัจเจกโดยละทิ้งการดูแลคุ้มครองสิทธิชุมชน และคนส่วนใหญ่ของสังคม ความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจนขยายขอบเขตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แนวคิดที่สอง คือ ชุมชนนิยม เน้นการสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพและความเป็นระเบียบของสังคม ให้ความสำคัญกับชุมชนและค่านิยมสังคมมากกว่าปัจเจกบุคคล ฉะนั้นปัจเจกมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน และสังคม และต้องคำนึงถึงความสำคัญของสังคมมากกว่าความสุข หรือความพอใจส่วนตัว ประชาชนสนใจชุมชนมากกว่าตัวเอง

สำหรับสังคมไทยนั้นพบว่าสิทธิของปัจเจกก้าวล่วงสิทธิชุมชนและสังคม สิทธิร่วมและพื้นที่สาธารณะถูกละเมิดโดยปัจเจก ประชาชนเป็นเพียงผู้บริโภค แต่ขาดความเป็นพลเมือง ทั้งที่ ๆ ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องมาจากพลเมืองฐานราก ที่มีจิตสาธารณะ ร่วมแรง ร่วมใจ ปกป้องสิทธิส่วนร่วมโดยเฉพาะสิทธิชุมชน สำนึกสาธารณะที่เกิดขึ้นในระดับชุมชน จะกลายเป็นฐานที่แข็งแกร่งของสำนึกประชาธิปไตย

“ผู้สูงวัย ไม่ใช่ผู้ไร้ค่า แต่กลับเป็นผู้เคลื่อนไหวทางสังคมได้ เพราะประชาธิปไตยมาจากรากฐานของทุกคนรวมถึงผู้สูงอายุด้วย ถ้าหากสังเกตกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุจะเห็นได้ว่า โดยส่วนมาก กฎหมายจะเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุในฐานะ‘สงเคราะห์’ แท้ที่จริงแล้วควรจะมีกฎหมายที่สนับสนุนให้ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนสังคม เพราะเป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลานาน มีความรู้ ความสามารถ และความเข้าใจได้เป็นอย่างดี"

ส่วนประเด็นที่สองสิทธิของการสื่อสารและการเท่าทันสื่อ ดร.จิรพร กล่าวว่า ผู้สูงอายุควรจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงสื่อ การใช้สื่อให้เป็น และรู้เท่าทันสื่อ สำหรับสิ่งที่สำคัญที่สุดจะเป็นเรื่องของการรู้เท่าทันสื่อ คือ ‘การทำสื่อเป็น อ่านสื่อออก บอกคนได้’ โดยสามารถวิเคราะห์เนื้อหาที่นำเสนอในสื่อได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ให้ความบันเทิง หรือโฆษณาชวนเชื่อ สามารถวิพากษ์โดยตั้งคำถามว่า สื่อเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรและมีอะไรที่ขาดหายไป และสามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับเบื้องหลังการผลิต แรงจูงใจ คุณค่า ความเป็นเจ้าของ สุดท้าย คือ ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อเนื้อหาหรือไม่

สื่อปัจจุบันมักสืบทอดตลาดของความผิดหวัง คับข้องใจ อาทิ ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน ผลิตภัณฑ์ผิวขาว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ชะลอความแก่ หรือศัลยกรรมตกแต่ง ดังนั้นสื่อที่สร้างสรรค์ คือ สื่อที่สามารถสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ รื้อถอน "สำนึกนักช็อป" ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ประกอบสร้าง สำนึกพลเมือง สำนึกประวัติศาสตร์ สำนึกทางการเมือง และสำนึกสาธารณะ เพื่อให้การรักษาสิทธิและปฏิบัติหน้าที่ ตระหนักถึงบริบทสังคมประวัติศาสตร์ เรียนรู้เพื่อเข้าใจและแก้ไข ตระหนักถึงโครงสร้างอำนาจ มุ่งสร้างสังคมประชาธิปไตย รักษาสิทธิของประชาชน เคารพสิทธิของส่วนร่วมเช่นเดียวกับสิทธิส่วนบุคคล

สำหรับข้อเสนอต่อภาครัฐและภาคประชาสังคมนั้น ดร. จิรพร กล่าวว่า รัฐควรเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุขับเคลื่อนสังคม ต้องจัดให้สามารถเข้าถึงสื่อได้อย่างทั้งสื่อส่วนบุคคล สื่อชุมชน และสื่อมวลชนเพื่อเพิ่มสิทธิ เพิ่มเสียง เพราะเนื่องจากปัจจุบันหากไม่มีเงินก็ไม่สามารถเข้าถึงสื่อได้ ต้องจัดให้ผู้สูงอายุใช้สื่อเป็น สนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีความรู้เท่าทันสื่อ วิเคราะห์สื่อเป็น นอกจากด้านควรเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรกำกับดูแลสื่อ (กสทช.) ให้สื่อทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะผู้กับกลุ่มผู้สูงอายุ สนับสนุนการผลิตสื่อสร้างสรรค์หรือสื่อที่สร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ สนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีเครือข่ายเพื่อทำให้กิจกรรมทางสังคม มีส่วนร่วมทางการเมือง และสามารถเฝ้าระวังสื่อได้ 

ส่วนภาคประชาสังคม ควรดำเนินการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุตระหนักถึงสิทธิพลเมืองเช่นกันและกระตุ้นให้ผู้สูงอายุใช้สิทธิพลเมืองในการขับเคลื่อนสังคม ผลักดันให้รัฐจัดให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสื่อได้ทุกระดับ จัดอบรมเสริมทักษะให้ผู้อายุมีความรู้เท่าทันสื่อ สามารถวิเคราะห์สื่อได้ อย่างที่โครงการฯ ได้ดำเนินการอยู่ สนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีเครือข่ายเพื่อทำกิจกรรมทางสังคม มีส่วนร่วมทางการเมืองและเฝ้าระวังสื่อได้

นางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง ตัวแทนผู้สูงอายุจากเครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เมืองเชียงใหม่ กล่าวว่า องค์กรของเราเริ่มต้นจากการเกิดปัญหาแล้วไม่มีผู้รับฟัง จึงรวมตัวกันเพื่อบอกเล่าปัญหาโดยเสนอข้อเท็จจริง มีการตั้งคำถาม ตรวจสอบ แสดงความคิดเห็น มีการเชื่อมโยงหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกันทำให้เสียงที่บอกเล่ามันดังขึ้นเริ่มมีคนมาสนใจกันมากขึ้น 

เมื่อมองเห็นพลังสื่อที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ผู้สูงอายุมีการส่งรูปสวัสดีตอนเช้า พวกเราก็ใช้ประโยชน์จากการส่งรูป โดยการให้ถ่ายรูปสิ่งที่ไม่ดีแล้วส่งไปรายงานกับหน่วยงาน เมื่อมีชาวบ้านถ่ายรูปมารายงานและทางหน่วยงานก็ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้เรายังใช้พลังสื่อโดยขอความร่วมมือจากชาวบ้านช่วยกันถ่ายรูปส่งต่อของดีแต่ละพื้นที่ และแบ่งปันผ่านสื่อสังคมออนไลน์

“ผู้สูงอายุต้องเรียนรู้จากการทำงาน ต้องปกป้องสิทธิที่จะมีความสุขอยู่ในเมือง ไม่ควรเกิดเหตุการณ์คับอกคับใจและใช้ทางออกโดยการหนีไปอยู่นอกเมือง ซึ่งเป็นทางเลือกที่ไม่ถูกต้อง ผู้สูงอายุต้องใช้สื่อในการช่วยเหลือโดยที่ไม่เบียดเบียนใคร” นางเสาวคนธ์ กล่าวย้ำ

นายธีรมล บัวงาม มูลนิธิสื่อประชาธรรม ประชาธรรม ก่อตั้งขึ้นมาจากสภาวะการสื่อสาร ได้มองเห็นว่าจุดกลางของข้อมูลมีเพียงจุดเดียวคือ กรุงเทพมหานคร ประชากรที่อยู่ภายนอกมีหน้าที่เพียงแค่รับฟังเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถรับรู้ถึงความถูกผิดอย่างแท้จริง จนเมื่อเกิดพฤษภาทมิฬทำให้เกิดปฏิรูปทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงการสื่อสารด้วย ประชาชนควรมีสิทธิที่จะพูด และมีช่องทางในการสื่อสาร จึงก่อตั้งประชาธรรมเพื่อผลักดันการสื่อสารขึ้นมากระบวนการทำงานของประชาธรรม คือ เปลี่ยนทิศทางการไหลเวียนของข่าวสารจากล่างขึ้นบน เสริมศักยภาพให้ชาวบ้าน ชุมชนท้องถิ่นสามารถบอกเล่าปัญหา ร่วมตัดสินใจได้อย่างแท้จริง

สำหรับโครงการพัฒนากระบวนการสื่อสาร เพื่อสิทธิพลเมืองของผู้สูงวัยในสังคมผู้สูงอายุ ก็พยายามใช้ต้นทุนทางสังคมและเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีศักยภาพสูงมา โครงการนี้จึงออกแบบให้สื่อเป็นเครื่องมือของการพัฒนาผ่านแนวคิดการสื่อสารแบบมีส่วนร่วม ให้กลุ่มผู้สูงวัย กลุ่มเครือข่ายและองค์กรอย่างมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงวัย และภาควิชาการ ได้เข้ามามีออกแบบการดำเนินกิจกรรมในทุกขั้นตอน ก่อนที่จะจัดกิจกรรมได้มีการหาข้อมูลเกี่ยวกับความต่างของกลุ่มผู้สูงอายุระหว่างในเมืองและนอกเมือง มีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร และหาจุดที่สามารถพลิกสถานการณ์ของผู้สูงอายุ

กิจกรรมถูกจัดขึ้นมาแล้วจำนวน 4 ครั้งคือ เวทีโฟกัสกรุ๊ปจำนวน 4 เวที จัดเวิร์คชอปเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ จัดประกวดสื่อเรื่อง “รู้ทันสื่อ รู้ทันสิทธิพลเมืองผู้สูงอายุ”และผลิตสื่อในประเด็นผู้สูงวัยผ่านเว็บไซต์ประชาธรรม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เรื่อง ‘วยาคติ’ โดยทำให้การสื่อสารสามารถเกิดการเรียนรู้และสามารถสื่อสารกันระหว่างวัยได้ โดยที่เด็กมีความเข้าใจผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น และยังค้นพบว่าถ้าหากเป็นพ่อแม่ของเด็ก เด็กมีแนวโน้มที่จะไม่ค่อยรับฟัง แต่ถ้าหากเป็นผู้สูงอายุท่านอื่นเด็กค่อนข้างที่จะรับฟัง ทำให้เวทีการพูดคุยระหว่างวัยได้รับผลลัพธ์เป็นอย่างดี แต่โครงการฯ ก็จัดอยู่ในสถานะโครงการนำร่อง ซึ่งควรต้องมีการต่อยอดรูปธรรม และพัฒนากระบวนการสื่อสารเพื่อสิทธิพลเมืองของผู้สูงวัยต่อไป

นางจิราพร เชาวน์ประยูร ยามาโมโต้ กรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า  ผู้สูงอายุในประเทศไทยมีประมาณสามสิบกว่าล้านคน โดยภาคที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดคือ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ตามลำดับ โดยที่จังหวัดเชียงใหม่มีจำนวนผู้สูงอายุประมาณสามแสนคน 

หนึ่งในกิจกรรมที่กรมที่จัดคือ การเปิดโรงเรียนผู้สูงอายุ โดยที่ทำให้ผู้สูงอายุไม่ได้อยู่บ้านเฉย ๆ ทำให้เป็นผู้สูงอายุที่ความกระตือรือร้น และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของผู้สูงอายุโดยคนในชุมชนจะไม้ได้มองว่าผู้สูงอายุไร้ค่า  

ผู้สูงอายุบางกลุ่มยังคงมีทัศนคติว่า ผ่านโลกมาเยอะแล้วเวลาเด็กเสนอหรือแนะนำอะไร บางท่านจะไม่ค่อยฟังเท่าไรหนัก เราต้องทำให้เด็กกับผู้สูงอายุสามารถเข้าใจกันได้ จากที่ทั้งวิทยากรทั้งสามท่านได้กล่าวมาข้างต้นเป็นสิ่งที่ดีมากมาก พวกเราต้องช่วยกันเพื่อให้สังคมผู้สูงอายุอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข 

นางจิราพร กล่าวอีกว่า สถานสงเคราะห์เพื่อคนชราควรเป็นทางเลือกสุดท้าย ไม่มีคนไหนอยากออกจากบ้านหรือชุมชนของตัวเองแล้วไปอยู่ที่บ้านพักคนชรา ดังนั้น ต้องร่วมกันพัฒนาสร้างความพร้อมให้ชุมชนสามารถจัดการดูแล พร้อมกับ ๆ การทำงานของหน่วยรัฐที่จะสร้างความพร้อมกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ต่อไป.


เรื่องที่เกี่ยวข้อง 

ผู้สูงอายุชม.หนุนสื่อสร้างสรรค์ร่วมรักษาสิทธิ-พัฒนาคุณภาพชีวิตในสังคมสูงวัย

https://www.prachatham.com/article_detail.php?id=516

ประกาศผลรางวัลสื่อวิดีโอรณรงค์ในหัวข้อ รู้ทันสื่อ รู้ทันสิทธิพลเมืองผู้สูงวัยhttps://www.prachatham.com/article_detail.php?id=515

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,166 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.