• 20 เมษายน 2562 - 14:22 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ความเปลี่ยนแปลงของเมืองกับการปรับตัวของคนไร้บ้านในเชียงใหม่

 วันที่ 7 เมษายน 2562 - 23:36 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 128 ครั้ง พิมพ์

 

เรื่อง : ปรเมศร์ ฟองจางวาง ภาพ : กิตติพงษ์ มะลิซ้อน



“คนไร้บ้าน” หากมีการกล่าวถึงคำนี้ขึ้นมาหลายๆ คน มักจะนึกภาพในหัวขึ้นมาได้ว่าคือคนที่เร่ร่อนอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ไม่ได้มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง บางคนอาจจะเรียกกลุ่มคนลักษณะแบบนี้ว่าคนจรจัดด้วยซ้ำ ภาพจำเกี่ยวกับคนไร้บ้านในความคิดของหลาย ๆ คนในสังคมนั้นเป็นไปในทางที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะคนส่วนใหญ่มักพบเจอกับพวกเขาในสถานการณ์ที่ค่อนข้างย่ำแย่ เช่น เจอพวกเขากำลังค้นตามถังขยะ เจอพวกเขานอนอยู่ข้างถนน หรือเจอในสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านั้น เช่นการขโมยของ หรือเจอในอาการมึนเมา เป็นต้น สถานการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้คนไร้บ้านถูกมองด้วยความรู้สึกที่เป็นด้านลบมากขึ้นไปอีก ทั้งที่สิ่งที่พวกเขาทำบางอย่างนั้นเป็นสิ่งที่เขาทำเพื่อเลี้ยงชีพตัวเอง อย่างการที่พวกเขาค้นตามถังขยะนั้นก็เป็นหนึ่งในวิธีการหารายได้ของพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะสามารถหาเงินมาเลี้ยงตัวเองได้โดยที่ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นๆ ในสังคม แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้จริงๆ ว่าคนไร้บ้านบางคนก็ยังมีวิธีการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะที่ไม่ค่อยดีนัก ยังมีการดื่มเหล้า เมา และสร้างความหวาดกลัวหรือไม่น่าไว้วางใจให้กับคนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบอยู่ดี และหากสิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นในสังคมของเมืองใหญ่ที่มีทั้งความหนาแน่นของประชากร ความเจริญทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวรวมไปถึงความโดดเด่นทางศิลปะและวัฒนธรรม อย่างจังหวัดเชียงใหม่ล่ะ จะเป็นอย่างไร การพัฒนาของเมืองและคนในสังคมเมืองจะส่งผลต่อความเป็นอยู่และวิธีการดำเนินชีวิตของกลุ่มคนคนที่เรียกว่าคนไร้บ้านนี้หรือไม่ และพวกเขาจะมีการปรับตัวหรือมีวิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเมืองในรูปแบบใด ผู้เขียนจะนำเสนอให้ผู้อ่านได้ทราบผ่านงานเขียนชิ้นนี้ ไปติดตามกันเลยครับ

การเปลี่ยนไปของเมือง   

ปัจจุบันเชียงใหม่ถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีผู้คนอาศัยอยู่และมาท่องเที่ยวอย่างหนาแน่นแทบจะทุกช่วงของปี เป็นพื้นที่ที่มีความเจริญในหลาย ๆ ด้าน มีการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีและการอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี แต่การเจริญเติบโตเป็นเมืองเจริญก้าวหน้าแบบนี้นั้นไม่ได้มีข้อดีเสมอไป จะเกิดปัญหาเดียวกันกับอีกหลาย ๆ จังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูง นั่นคือปัญหาการกระจุกตัวของความเจริญ เศรษฐกิจและผู้คน โดยจะมีการกระจุกตัวอยู่ที่ตัวอำเภอเมืองเป็นส่วนใหญ่ เช่นกรณีของ กรุงเทพ พัทยา เป็นต้น 

ด้วยความเจริญเติบโตเป็นเมืองเศรษฐกิจและท่องเที่ยวที่รวดเร็วของเมืองเชียงใหม่ ทำให้สิ่งต่างๆ ภายในเมืองนั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จากอดีตที่เชียงใหม่เป็นเมืองที่รุ่งเรืองในด้านศิลปะและวัฒนธรรมอยู่แล้ว ได้พัฒนามากขึ้นหลังจากการเข้ามาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ 1 – 11 หรือที่เรียกว่า “เชียงใหม่ยุคพัฒนา”[1]ซึ่งทำให้เกิดสิ่งที่สำคัญกับเมืองเชียงใหม่ขึ้นอย่างมากมาย เช่น มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างถนซุปเปอร์ไฮเวย์ เป็นต้น เรื่องที่สำคัญเลยคือการเปลี่ยนแปลงในด้านความเป็นอยู่ของคนในสังคม หลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของคนในเชียงใหม่ได้เปลี่ยนไป เช่น ที่อยู่อาศัย อาชีพที่ทำ รวมไปถึงสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ ที่คนทั่วไปได้รับจากรัฐ เห็นได้จากการที่คนในพื้นที่หลายๆ คนมีการงานที่ดี รายได้ที่ดีขึ้น เพราะเมืองเชียงใหม่มีเศรษฐกิจที่ดี รัฐมีความสนใจเมืองเชียงใหม่มากขึ้นในฐานะของเมืองท่องเที่ยวที่สามารถดึงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวเข้ามาอย่างมากมาย จนเรียกได้ว่าเชียงใหม่เป็นอีกหนึ่งเมืองใหญ่ของประเทศได้เลย 

ทุกท่านที่ได้อ่านมาถึงตอนนี้อาจจะเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่าการเปลี่ยนแปลงของเมืองกับเรื่องของคนไร้บ้านที่ผู้เขียนได้กล่าวไปในตอนต้นนั้นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่ก่อนอื่นที่ผู้เขียนจะตอบคำถามนั้น เราจะขอนำพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับคนไร้บ้านกันก่อน เพื่อทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจมากขึ้นว่าเมืองเชียงใหม่ที่หลายๆ ท่านอาศัยกันอยู่หรือนิยมมาท่องเที่ยวกันในตอนนี้กับคนไร้บ้านในเชียงใหม่นั้นมีความสัมพันธ์กันในรูปแบบใดยินดีต้อนรับทุกท่านสู่โลกของคนไร้บ้านครับ

 

คนไร้บ้านคือใคร

คนไร้บ้าน”หากจะให้แปลความหมายแบบตรงตัว ก็คือคนที่ไม่มีบ้านอยู่ นี่เป็นความหมายอย่างง่ายที่คนทั่วๆ ไปเข้าใจกันเมื่อกล่าวถึงคนไร้บ้าน ซึ่งก็เป็นความหมายที่ถูกต้องแต่ก็ไม่ทั้งหมด หากทุกท่านตีความคำว่าบ้านว่าคือสถานที่ที่อยู่อาศัยก็จะไม่มีใครเลยที่ไม่มีบ้าน ทุกคนเกิดมาต้องมีที่อยู่อาศัยกันทั้งนั้น ฉะนั้นคนไร้บ้านที่ท่านเห็นกันอยู่ตามที่สาธารณะก็จะเป็นคนไร้บ้านไม่ได้เพราะพวกเขามีที่อาศัยหลับนอน ไม่ว่าจะเป็นตามหลังป้ายรถเมล์ ม้านั่งสวนสาธารณะ หรือสถานที่อื่นๆ ที่มีพื้นที่พอให้หลับนอนได้ แต่ถ้าหากทุกท่านตีความคำว่าบ้านเป็นความหมายในเชิงของความรู้สึกล่ะ ตีความออกมาว่าบ้านคือที่ที่เราอยู่แล้วสบายใจ เป็นตัวเองและไม่เกิดความอึดอัดใจ นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนไร้บ้านหลาย ๆ คนตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะแทนที่จะอยู่บ้านของตนทั้งที่บางคนอาศัยอยู่มาเกินครึ่งชีวิต

จริง ๆ แล้วคนไร้บ้านเหล่านี้ก็เป็นคนที่มีบ้านอยู่อาศัยเหมือนกับพวกเรานี่แหละครับ หลังจากที่ผู้เขียนได้สอบถามและพูดคุยกับคนไร้บ้านในพื้นที่เมืองเชียงใหม่หลายๆ คน พวกเขาจำได้หมดว่าตนเองมาจากที่ไหนหรือมีบ้านอยู่ที่ไหนบ้าง แต่เมื่อสอบถามถึงเหตุผลของการออกมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ พวกเขาหลายๆ คน มักจะบอกว่าเป็นเพราะบ้านไม่ใช่ที่ที่เขาอยู่แล้วสบายใจอีกต่อไป บางคนต้องการพื้นที่ที่เขาอยู่แล้วสามารถแสดงตัวตนของเขาออกไปได้ และบางส่วนมีเหตุผลที่ไม่สามารถจะอยู่บ้านต่อไปได้ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากหลายปัญหา เหตุเกิดเพราะมีความคิดเห็นไม่ตรงกันกับคนในครอบครัว สามีกับภรรยา พี่กับน้อง พ่อกับลูกก็มี บางคนเกิดจากเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่สามารถอยู่บ้านต่อไปได้ เช่นกรณีของ ธันวาและป้ามึ สองแม่ลูกคนไร้บ้านที่ผู้เขียนได้ไปพบเจอทำความรู้จักในศูนย์ฟื้นฟูศักยภาพคนไร้บ้าน “บ้านเตื่อมฝัน” โดยครอบครัวนี้ได้รับสถานะคนไร้บ้านมาด้วยความไม่เต็มใจนัก เหตุที่พวกเขาต้องมาเป็นคนไร้บ้านเพราะบ้านของพวกเขาได้เกิดเหตุไฟไหม้ ธันวาได้เล่าว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรในขณะที่พวกเขาออกไปขายก๋วยเตี๋ยวรถเข็น ซึ่งเป็นอาชีพหลักของครอบครัว เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ทั้งสองคนไม่มีที่อยู่อาศัยจึงต้องทำการไปอาศัยเช่าห้องอยู่ แต่รายได้ที่ได้จากทั้งการขายก๋วยเตี๋ยวของป้ามึและการรับจ้างงานก่อสร้างของธันวานั้นไม่ค่อยเพียงพอต่อการใช้จ่ายนัก ซึ่งภายหลังก็ได้มีคนแนะนำให้ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านเตื่อมฝัน เพื่อให้ทั้งคู่มีสถานที่พักพิงระหว่างการหารายได้เพื่อสร้างบ้านของตนเองอีกครั้ง

คนไร้บ้านไม่ได้มีแค่คนที่มีปัญหาเท่านั้น คนไร้บ้านบางคนออกมาจากบ้านพร้อมความหวัง ทั้งความหวังของตนเองและครอบครัว นี่คือหนึ่งในผลกระทบเรื่องความเจริญเติบโตของเมืองที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงไปในตอนต้น เมื่อเมืองมีความเจริญเติบโตมากขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น มีผู้มาลงทุนในพื้นที่เมืองเชียงใหม่มากขึ้น มีทั้งห้างสรรพสินค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเกิดขึ้น แน่นอนว่าสิ่งที่เติบโตขึ้นตามมาคือความต้องการแรงงานของกลุ่มบริษัทห้างร้านต่าง ๆ คนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ส่วนใหญ่จึงต้องการที่จะเข้ามาทำงานในเมือง เพราะว่าเห็นความเจริญเติบโตของเมืองซึ่งในความคิดของหลายๆ คน นั่นแปลว่าตำแหน่งงานที่พวกเขาจะได้ทำและรายได้ที่พวกเขาจะได้รับก็มีมากขึ้นตามไปด้วย แน่นอนว่าเมื่อผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามาทำให้ตำแหน่งงานที่มีนั้นไม่เพียงพอ คนไร้บ้านที่ผู้เขียนพบเจอหลายคนเป็นหนึ่งในคนที่สอบตกในการสมัครงานที่เมืองเชียงใหม่ บางคนไม่สามารถหางานที่ตรงตามความต้องการได้ บางคนแย่กว่านั้นคือไม่มีงานให้ทำเลย กลายเป็นคนตกงานเดินเตะฝุ่นอยู่ในเมืองใหญ่ ผู้เขียนได้ตั้งข้อสงสัยเช่นเดียวกับที่พวกท่านสงสัยคือ ทำไมพวกเขาไม่กลับไปทำงานที่บ้าน? แต่ผู้เขียนก็ได้คลายข้อสงสัยลงเมื่อได้พูดคุยกับพวกเขา พวกเขาบอกว่าเหตุที่ไม่กลับบ้านนั้นเป็นเพราะหลาย ๆ คนแบกความหวังของคนที่บ้านมา หวังว่าจะมาทำงานหาเงินส่งกลับไปให้ที่บ้านเพื่อดูแลครอบครัว ด้วยแรงกดดันจากทางบ้านทำให้ไม่สามารถจะกลับไปสู้หน้าคนที่บ้านได้จนกว่าจะหางานได้ตามที่ต้องการและสามารถส่งเงินกลับไปดูแลครอบครัวได้ จึงต้องอยู่ในเมืองเพื่อหางานต่อไปเงินที่ติดตัวมาและรายได้ที่ได้ในแต่ละวันไม่มากพอที่จะสามารถใช้เช่าห้องเป็นที่อยู่ชั่วคราวได้ สุดท้ายต้องอาศัยนอนตามที่สาธารณะเพื่อประหยัดค่าที่อยู่อาศัยระหว่างการหางานที่มีรายได้เพียงพอตามความต้องการ

กลุ่มคนไร้บ้านเชียงใหม่

เหตุผลของการออกมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะของคนไร้บ้านแต่ละคนนั้นก็มีความแตกต่างกันไป โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ที่มีจำนวนประชากรคนไร้บ้านอยู่อย่างหนาแน่น มีทั้งคนไร้บ้านที่อยู่มานานและคนไร้บ้านที่อยู่แบบชั่วคราวเพราะหางานทำไม่ได้ จากการสอบถามจากคนไร้บ้านที่เป็นผู้อาวุโสก็ได้ความมาว่าคนไร้บ้านในเชียงใหม่มีมานานมากแล้ว จำไม่ได้ว่ากี่ปีแต่ถ้าเป็นช่วงของการเริ่มต้นการรวมกลุ่มกันของคนไร้บ้านนั้นน่าจะเป็นเมื่อประมาณปี 2551 หรือ เมื่อ 11 ปีก่อน จากคำบอกเล่าของลุงริน หนึ่งในผู้อาวุโสของกลุ่มคนไร้บ้านเมืองเชียงใหม่ ได้กล่าวถึงพัฒนาการของคนไร้บ้านเชียงใหม่ว่า ในช่วงก่อนปี 2551 นั้น คนไร้บ้านในเชียงใหม่ถือว่ามีคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำกว่าในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีการรวมกลุ่มกัน ต่างคนต่างอยู่ และคนภายนอกก็ยังมีมุมมองที่เป็นลบเกี่ยวกับคนไร้บ้าน ที่ที่คนไร้บ้านสามารถพึ่งพาได้ในตอนนั้นก็คือ สถานสงเคราะห์ เพราะมีที่ให้อยู่อาศัย มีอาหารและยาให้แก่เหล่าคนไร้บ้าน แต่มีคนไร้บ้านบางคนเท่านั้นที่เข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ เพราะคนไร้บ้านส่วนใหญ่รักความอิสระและมีความสุขมากกว่าถ้าได้อยู่ในพื้นที่สาธารณะทั่วไป โดยลุงริน เป็นหนึ่งในคนไร้บ้านที่ได้เข้าไปอยู่ที่สถานสงเคราะห์ ลุงเล่าให้ฟังว่า “ในนั้นเขาไม่ให้ออกไปไหนเลย ตอนเข้ามาก็ยังคิดว่ามันดีหรือไม่ดีที่เข้ามาอยู่ที่นี่ แต่ก็ตัดสินใจว่าไหน ๆ ก้าวเท้าเข้ามาแล้วก็ต้องอยู่”แม้ว่าการใช้ชีวิตอยู่ที่สถานสงเคราะห์จะถูกจำกัดพื้นที่ไปเสียหน่อย แต่ลุงรินก็ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างจากที่นี่ ลุงรินเริ่มมีการจัดการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดูแลเพื่อน ๆ พี่น้อง ที่อยู่ในสถานสงเคราะห์แม้ว่าตัวเขาเองจะเป็นผู้พิการ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่เห็นถึงการพัฒนาของลุงรินจึงได้ส่งลุงรินไปที่ ศูนย์ฝึกอาชีพสำหรับคนพิการโดยเฉพาะ เพื่อที่จะส่งเสริมให้ลุงรินมีทักษะที่สามารถสร้างอาชีพเพื่อหารายได้ให้กับตนเองได้ ลุงรินจึงได้ออกมามีชีวิตที่อิสระอีกครั้ง และได้อาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะเป็นหนึ่งในคนที่รวบรวมคนไร้บ้านให้เกิดการรวมกลุ่มกัน

ภาพ ลุงริน

หลังจากปี 2551 เป็นต้นมา คนไร้บ้านในพื้นเมืองเชียงใหม่ได้มีการรวมกลุ่มกันมากขึ้น เพื่อที่จะมีกิจกรรมร่วมกันและผลักดันให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐหันมาสนใจคนไร้บ้านมากขึ้น ในช่วงแรกก็จะมีการแบ่งกันเป็นกลุ่มๆ อยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเมืองเชียงใหม่ เช่น กลุ่มรถไฟ กลุ่มท่าแพ กลุ่มสามกษัตริย์ เป็นต้น แต่ในการรวมกลุ่มในช่วงแรกๆ นั้นไม่ค่อยราบรื่นนัก ด้วยความที่คนไร้บ้านส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่คนเดียวมาก่อน ทำให้แต่ละคนมีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง จึงเกิดปัญหาในการอยู่ร่วมกันขึ้น เช่น การทะเลาะเบาะแว้ง มีปากเสียงกัน เป็นต้น บางคนเข้ามาแล้วอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้ก็กลับออกไปอยู่ตามที่สาธารณะคนเดียวเช่นเดิม แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยเลยที่สามารถปรับตัวเข้ากับคนอื่นๆ ได้ และได้รวมกลุ่มทำกิจกรรมกันมาเรื่อยๆ โดยได้รับการสนับสนุนจากเหล่าอาสาสมัคร นำโดย พี่นันทชาติ หนูศรีแก้ว หรือ พี่เอ็น คนทำงานขับเคลื่อนประเด็นคนไร้บ้านมาโดยตลอด เข้ามาช่วยเหลือให้ความรู้และดูแลกลุ่มคนไร้บ้านในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ มีทั้งกิจกรรม เก็บขยะขายเพื่อนำเงินนั้นมาเป็นเงินส่วนกลางเพื่อช่วยเหลือพี่น้องภายในกลุ่ม โครงการธนาคารคนไร้บ้าน เพื่อส่งเสริมให้คนไร้บ้านนำรายได้ของตนเองมาเก็บออมเพื่ออนาคต 

และในปี 2560 สิ่งที่กลุ่มคนไร้บ้านเชียงใหม่วาดฝันไว้ก็ได้เกิดขึ้นจริง เมื่อกลุ่มสลัมสี่ภาคและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้ผลักดันนโยบายแก้ปัญหาคนไร้บ้าน ในเรื่องของการสร้างศูนย์พักพิงให้กับคนไร้บ้านจนได้รับงบประมาณจากรัฐมาเพื่อสร้างศูนย์พักพิงให้กับคนไร้บ้านในพื้นที่เชียงใหม่และขอนแก่น กลุ่มคนไร้บ้านเชียงใหม่จึงได้มีที่พักพิงที่เหมาะสมโดยไม่ต้องออกไปอาศัยอยู่ตามพื้นที่สาธารณะอีกต่อไป การเกิดขึ้นของศูนย์พักพิงและฟื้นฟูศักยภาพคนไร้บ้านเชียงใหม่ หรือที่เราเรียกกันว่า“บ้านเตื่อมฝัน” นั้นได้ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของที่อยู่อาศัยให้กับพี่น้องคนไร้บ้านได้ระดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่ก็ยังมีคนไร้บ้านบางส่วนที่ยังอาศัยอยู่ตามพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณ สถานีขนส่งตำบลช้างเผือก ประตูท่าแพ และอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เพราะลักษณะนิสัยของคนไร้บ้านบางคนก็ยังชอบความอิสระและรักสันโดษอยู่ดี 

ภาพสถานที่ส่วนใหญ่ที่มักจะพบเจอคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะ
ที่มา : https://www.google.com/maps/place/Mueang+Chiang+Mai+District,+Chiang+Mai/

เมื่อมีที่พักพิงแล้วใช่ว่าปัญหาของกลุ่มคนไร้บ้านจะหมดไป แม้ว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้แล้วแต่ก็ยังมีสิทธิในอีกหลายๆ ด้านที่กลุ่มคนไร้บ้านถูกหลงลืมและไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะสิทธิ์ขั้นพื้นฐานหรือสวัสดิการที่พวกเขาควรได้รับ เช่น การรักษาพยาบาล เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คนพิการ เป็นต้น เพราะพวกเขาก็เป็นหนึ่งในประชากรของประเทศนี้เช่นเดียวกัน

หลังจากมีที่อยู่แล้วนั้น สิ่งที่คนไร้บ้านต้องทำเป็นสิ่งต่อไปในเมืองที่ใหญ่และการแข่งขันกันสูงมากแห่งหนึ่งในประเทศ นั่นก็คือการพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพื่อให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาแต่ละคนนั้นดีขึ้นและสามารถหารายได้ด้วยตนเองได้ โดยในช่วงแรกเริ่มคนไร้บ้านที่เข้ามาอยู่ในศูนย์แห่งนี้มีจำนวนมากถึงประมาณ 50 คน จากจำนวนคนที่มากขนาดนี้ทำให้แต่ละคนต้องมีการปรับตัวกันอย่างหนัก แม้ว่าจะมีการรวมกลุ่มกันอยู่บ้างแล้วก่อนจะมีศูนย์พักพิงฯ เกิดขึ้น แต่กลุ่มที่รวมกันนั้นก็ไม่ได้มีจำนวนคนมากนัก ทำให้ช่วงแรกของการอยู่รวมกันในศูนย์พักพิงฯ นั้นค่อนข้างจะมีปัญหา เพราะบางคนยังไม่สามารถแก้ไขและปรับปรุงนิสัยบางอย่างของตัวเองได้ เช่น การไม่เกรงใจหรือให้เกียรติคนอื่น การลักเล็กขโมยน้อย หรือจับกลุ่มกันดื่มเหล้า เป็นต้น จากปัญหาเหล่านี้จึงมีคนไร้บ้านค่อยๆ ทยอยออกจากศูนย์พักพิงฯ ไปบ้าง เหตุผลเพราะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับคนอื่นๆ ได้เขาเลยขอกลับไปอยู่ตัวคนเดียวแบบเดิมดีกว่า ส่วนคนที่เหลืออยู่ในศูนย์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มที่สามารถปรับตัวเข้ากับกฎเกณฑ์ของศูนย์และสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ได้ ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มคือกลุ่มของผู้ป่วยหรือผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทางศูนย์ก็จะให้อยู่ที่ศูนย์เพราะเสี่ยงเกินไปที่จะให้เขากลับออกไปอยู่ในพื้นที่สาธารณะ

ภาพ บ้านเตื่อมฝัน ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้าน ที่มา : http://daily.bangkokbiznews.com/detail/337095

การยอมรับในกฎเกณฑ์ของศูนย์และปรับตัวเข้ากับคนอื่นๆ ที่อยู่ในศูนย์ได้ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการพัฒนาตัวเองของกลุ่มคนไร้บ้าน และการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของระบบเศรษฐกิจในเชียงใหม่นั้นทำให้กลุ่มคนไร้บ้านต้องดิ้นรนกันมากขึ้นอีกเพื่อที่จะทำให้ตนเองมีชีวิตที่ดีขึ้น หลายๆ คนเริ่มใช้ความรู้ความสามารถที่ตนเองมีหารายได้ให้กับตนเอง ตั้งแต่การเก็บขยะและแยกขยะขาย เพราะเป็นอาชีพที่คนไร้บ้านส่วนใหญ่ทำมาอยู่ก่อนแล้วและเรียกว่ามีความชำนาญเลยทีเดียว โดยพวกเขาจะรู้หมดว่าขยะแบบไหนขายได้หรือขยะชนิดไหนที่ร้านรับซื้อจะให้ราคาสูง บางคนก็มีการใช้ความสามารถในด้านงานฝีมือที่ตนเองเรียนรู้มาผลิตสินค้าออกมาขาย เช่น งานประดิษฐ์เรือกะลาของลุงริน หรือ การประดิษฐ์เก้าอี้ของลุงเทพ และบางส่วนก็มีธุรกิจเป็นของตัวเอง เช่น ขายก๋วยเตี๋ยว ขายลูกชิ้นทอด อีกทั้งทางศูนย์ยังมีกิจกรรมส่วนรวมที่ให้คนในศูนย์ได้ทำร่วมกันด้วย นั่นคือ การทำแปลงปลูกผักบนดาดฟ้า การทำน้ำยาเอนกประสงค์ โดยรายได้ที่ได้จากสองส่วนนี้จะนำมาเป็นเงินส่วนกลางของศูนย์ที่ใช้ทุกๆ เดือน อย่างเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยในศูนย์ เป็นต้น นอกจากนั้นทางศูนย์ก็ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้น เพื่อเป็นกลุ่มคนที่จัดการดูแลสิ่งต่างๆ ภายในศูนย์ ทั้งในเรื่อง สวัสดิการ ที่อยู่อาศัย และการอยู่ร่วมกันของสมาชิกภายในศูนย์

ภาพ งานประดิษฐ์เรือกะลาของลุงริน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพ การประดิษฐเก้าอี้ของลุงเทพ

การปรับตัวให้เข้ากับสังคมและการพัฒนาตนเองไม่ได้มีแค่กลุ่มคนไร้บ้านที่อยู่ในศูนย์เท่านั้นที่ทำได้ คนไร้บ้านที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะบางคนก็มีการปรับตัวเช่นเดียวกัน จากที่ผู้เขียนได้ไปลงพื้นที่สำรวจตามสถานที่ต่างๆ ที่เคยพบเจอคนไร้บ้านนั้นก็ได้เห็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง คนไร้บ้านบางคนที่เคยเจอเขานอนอยู่เฉยๆ รอคนบริจาคเงินหรืออาหารมาให้ ก็ได้เห็นเขามีถุงที่เก็บขยะ ขวดพลาสติกไว้เพื่อที่จะนำไปขาย บางคนก็ไปรับจ้างทำงานก่อสร้างหรืออื่นๆ แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อยแต่ก็ทำให้เห็นว่าพวกเขาหารายได้ด้วยตนเองและพยายามดิ้นรนเพื่อให้ตัวพวกเขาอยู่รอดได้ โดยการทำงานที่สุจริตและไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น

จากที่ตัวผู้เขียนเองได้ไปสัมภาษณ์น้องอาสาสมัครที่ทำงานสนับสนุนและดูแลคนไร้บ้านมาท่านหนึ่งซึ่งเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทำให้ได้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของเมืองกับคนไร้บ้านได้ชัดเจนขึ้น โดยเขาได้พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเมืองกับคนไร้บ้านไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า 

“การมีอยู่ของคนไร้บ้านนั้นไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบเศรษฐกิจหรือการบริหารแต่อย่างใดครับ แต่การมีคนไร้บ้านเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญของเมือง เพราะเมืองที่มีคนไร้บ้านคือเมืองที่เจริญแล้ว คนไร้บ้านไม่ใช่คนที่ไม่มีศักยภาพ แต่พวกเขาแค่ต้องการการสนับสนุนให้มีจุดยืนในสังคม” 

สิ่งที่น้องอาสาสมัครได้กล่าวมานั้นถือว่ามีความถูกต้อง เพราะหากเรามองออกไปถึงเมืองประเทศหรือเมืองที่มีขนาดใหญ่และมีระบบเศรษฐกิจที่มั่นคง ในพื้นที่นั้นๆ ก็ยังมีคนไร้บ้านอยู่มากเช่นเดียวกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนเช่น เมืองนิวยอร์กในสหรัฐอเมริกา เมืองริโอ เดอ จาเนโรที่บราซิล หรือย่านโอซาก้าในญี่ปุ่น เป็นต้น 

ภาพคนไร้บ้านในนิวยอร์ก

สิ่งที่ผู้เขียนได้กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้มีความต้องการที่จะแสดงให้เห็นถึงปัญหาของคนไร้บ้านเพียงอย่างเดียวแต่สิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อคือ คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนที่ไม่ดี ไม่ใช่คนที่ไม่มีศักยภาพ แต่พวกเขาแค่ต้องการโอกาสและแรงสนับสนุนเพื่อให้พวกเขาสามารถแสดงศักยภาพของพวกเขาออกมาได้อย่างเต็มที่ และทำให้พวกเขาก้าวไปเป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศนี้ได้ โดยสิ่งที่จะช่วยให้อนาคตที่ดีของคนไร้บ้านสามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์นั้นจะต้องมีการช่วยเหลือกันจากหลายๆ ฝ่าย ทั้งตัวกลุ่มคนไร้บ้านเองที่จะปรับตัวและพัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขา รวมไปถึงกลุ่มคนจากหน่วยงานต่างๆ หรือคนทั่วไปอย่างเราๆ ที่จะเข้าใจพวกเขาและสามารถช่วยกันผลักดันเรื่องราวของคนไร้บ้านให้เป็นที่เรื่องที่สำคัญและเป็นที่สนใจในสังคมให้ได้.


[1]  หนังสือเชียงใหม่ 60 รอบนักษัตร : อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน
 เข้าชม: 21,954 ครั้ง  |   วันที่ : 11 มีนาคม 2559 - 11:15 น.
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,482 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.