• 16 ธันวาคม 2560 - 08:28 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

มอบรางวัลแบบชนะข่วงหลวงฯ วัดใจคสช. ยื้องบ 150 ล้านบาท

 วันที่ 3 ธันวาคม 2557 - 14:38 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,761 ครั้ง พิมพ์

 

วันนี้ (18 ก.ค. 57) เวลาประมาณ 10.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลประกวดแบบข่วงหลวงเวียงแก้ว

โดยแบบที่ชนะเลิศได้แก่ แบบ”เผยแผ่นดิน … สู่ถิ่นเวียงแก้ว” เจ้าของผลงานคุณกวิน ว่องวิทย์การ บ.เดสทรอย เดอร์ตี้ ติง จำกัด ได้ 80.19 คะแนน รับเงินรางวัล 300,000 บาท

อับดับสอง “เด่น หลวง ข่วง เวียง : จุ้มเย็น” เจ้าของผลงานคุณจุลพร นันทพานิช บ.ป่าเหนือสตูดิโอ จำกัด ได้ 76.56 คะแนน รับเงินรางวัล 30,000 บาท

อันดับสาม แบบ “ข่วง ใจ เมือง” เจ้าของผลงานคุณอาณัติ วงศ์เวียง ห้างหุ้นส่วนจำกัดวงศ์เวียง ได้ 68.37 คะแนน รับเงินรางวัล 30,000 บาท

อันดับสี่ แบบ “ข่วงขวัญเมือง” เจ้าของผลงานคุณอาวุธ อังคาวุธ และคุณธวัชชัย เตริยาภิรมย์ได้ 62.55 คะแนน รับเงินรางวัล 30,000 บาท

และอันดับ 5 แบบ “ลานคนเมือง” เจ้าของผลงานคุณกฤษฎา พลทรัพย์ได้ 55.12 คะแนน รับเงินรางวัล 30,000 บาท

 

ทวีศักดิ์ เกียรติวีระศักดิ์ หนึ่งในทีมผู้ออกแบบ “เผยแผ่นดิน … สู่ถิ่นเวียงแก้ว”  กล่าวว่า ทุกทีมมีจุดเด่นหมด แต่ว่าในการตัดสินคณะกรรมการคงมองรอบด้านมากที่สุด ตอนผลการตัดสินที่ให้ประชาชนโหวตลงคะแนนนั้น ทีมมีคะแนนตาม 100 คะแนน และก็ทำใจไว้แล้วว่าถ้าประชาชนเลือกแบบนี้ก็จะเคารพการตัดสินใจตรงนั้น แต่ผลออกมาเราชนะ ก็รู้สึกดีใจ

“พยายามจะตอบโจทย์ทุกเรื่องที่มีอยู่ในความต้องการของทุกภาคส่วน ทั้งของภาคประชาชนที่ต้องการสวนสาธารณะ ภาครัฐที่ต้องการขุดค้นทางโบราณคดี หรือแม้แต่คนในสี่เหลี่ยมคูเมืองที่ต้องการสถานที่พักผ่อน เป็นที่ทำกิจกรรมของเด็กๆ นี่คือความพยายามของทีมโดยตรง”

“ในการออกแบบใช้ความยืดหยุ่นในการออกแบบงานสถาปัตยกรรม ตัวอาคารเป็นอาคารขนาดเล็ก ฉะนั้นในการปรับเปลี่ยนหรือย้ายตำแหน่งทำได้หมด และที่สำคัญได้ออกแบบโดยอ้างอิงกับหลักในการขุดค้นทางโบราณคดีไว้ด้วย ฉะนั้นถ้ามีการขุดค้นและเปิดเจออะไรก็ตามก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพจริงที่เจอได้ตลอด แต่ถ้าไม่เจออะไรเลยก็ยังสามารรถตอบโจทย์ประชาชนในการเป็นพื้นที่สาธารณะ หรือสถานที่ทำกิจกรรมต่างๆได้”

วัดใจคสช. ของบ 150 ล้านบาทดำเนินการข่วงหลวงได้หรือไม่

ภายหลังพิธีการมอบรางวัล ทางสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือเรื่องการดำเนินการในส่วนต่อไป ประเด็นที่วงประชุมถกเถียงกันมากคือ  การนำงบ 150 ล้านบาทมาใช้

นายวิรุฬ พรรณทวี หัวหน้าสำนักงานจังหวัด กล่าวว่า ขั้นต่อไปผู้ชนะการประกวดแบบต้องนำแบบมาอธิบายต่อโยธาฯและเทศบาล ให้รับทราบว่าเป็นอย่างไร จะทำตามทีโออาร์ได้มากน้อยแค่ไหน และต้องลงรายละเอียดในสองเดือนที่เหลือ โดยจะมีคณะกรรมการคอยควบคุมและกำกับการออกแบบ จากนั้นจังหวัดก็จะต้องดำเนินการหารือ เพราะทางจังหวัดไม่สามารถดำเนินการเองได้ เนื่องจากเจ้าของงบประมาณคือสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักพุทธฯต้องขอไปที่สำนักงบประมาณแผ่นดิน แล้วถึงจะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง

“ที่น่ากังวล คือ ถ้าไม่สามารถเริ่มต้นจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในปีงบประมาณนี้ ก็ต้องคืนงบดังกล่าวไป คือ สถานะงบปัจจุบัน เป็นงบประมาณกรณีเบิกจ่ายฉุกเฉินและจำเป็นตั้งแต่ปี 55  เรากันเงินไว้เบิกต่อปีกรณีไม่มีหนี้ผูกพันไว้ถึง กันยายน ปี 2557 ที่จะถึงนี้ สำนักงบประมาณได้มีหนังสือระบุว่า ถ้าเป็นงบประมาณที่กันไว้เบิกต่อปี และจังหวัดเห็นว่างบประมาณยังมีความจำเป็นจะต้องใช้ต่อก็ต้องรีบดำเนินการใช้ก่อนวันที่ 30 กันยายน”

“ปัญหาคือ หากเราจะขอยื้องบประมาณนี้ต่อไปโดยที่ยังไม่เริ่มจัดทำ เดิมเราจะต้องขอผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี แต่ตอนนี้อำนาจการอนุมัติอยู่ที่คสช.”

นอกจากนี้ ทางสำนักงานจังหวัดยังได้รับหนังสือจากคสช.แจ้งว่า ห้ามทำการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ  ซึ่งตรงนี้จะมีผลต่อการดำเนินข่วงหลวงเวียงแก้วโดยตรง เนื่องจากเดิมวางหลักการไว้ว่าเมื่อได้ผู้ชนะการประกวดแบบแล้วจะจ้างโดยวิธีพิเศษเพื่อออกแบบ แล้วเรากำกับผ่านคณะกรรมการ

ผู้ว่าฯสั่งทำหนังสือขออนุญาตคสช. ตั้งคณะกรรมการกำกับการออกแบบ เดินหน้าข่วงหลวงฯ

หลังจากหารือในประเด็นดังกล่าว นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้สั่งการให้ทำหนังสือขออนุญาตคสช.ผ่านสำนักงบประมาณ เพื่อขอคงงบผูกพันตรงนี้ไว้ ถ้าดำเนินการไม่ทัน และถ้าจะต้องจัดซื้อจัดจ้างก็ให้เขียนหนังสือต่อคสช.เป็นกรณีพิเศษ

“ถ้าเกิดเขาให้งบดำเนินการตกไป ก็ปล่อยตกไป แบบก็คงไว้อยู่เพราะเรามีงบต่างหาก ก็คงไว้ก่อน ได้เงินเมื่อไหร่ก็ค่อยมาสร้าง เราเสนอใหม่ได้” ผู้ว่าฯเชียงใหม่กล่าว

นอกจากนี้ นายสุริยะ ยังได้สั่งตั้งคณะกรรมการด้านการกำกับการออกแบบอีกจำนวน 7 คน ได้แก่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รองโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ผู้อำนวยการช่างเทศบาลนครเชียงใหม่ ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาเชียงใหม่ ผู้อำนวยการศิลปกรที่ 8 เชียงใหม่ และผู้แทนคณะกรรมการการประกวดแบบ 2 ท่าน

จัดงบ 20 ล้านขุดค้นโบราณคดี 7 ล้านทำบันทึกจดหมายเหตุ

ผู้สื่อข่าวยังรายงานอีกว่า  ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาข่วงหลวงเวียงแก้ว ได้มีมีมติเห็นชอบการจัดสรรงบประมาณใน 150 ล้าน ดังนี้ 

หนึ่ง งานขุดค้น รื้อถอนและก่อสร้าง 120 ล้านบาท (แบ่งเฉพาะงบขุดค้นทางโบราณคดีประมาณ 25 ล้านบาท)

สอง งบจัดทำศิลปกรรม สถาปัตยกรรมที่สื่อถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ 20 ล้านบาท

สาม โครงการบันทึกจดหมายเหตุ การรื้ออาคาร และเรือนจำเชียงใหม่(หลังเก่า) 7 ล้านบาท

สี่ การประชาสัมพันธ์และการบริหารจัดการ 3 ล้านบาท

นักวิชาการแนะเร่งทำบันทึกจดหมายเหตุ และขุดค้นทันที พร้อมกับเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนปรับแบบ

ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมืองตัวแทนศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้ยังพะวงเรื่องการก่อสร้างมากเกินไป จึงพูดเรื่องการออกแบบก่อน แทนที่จะพูดถึงเรื่องขุดค้นทางโบราณคดี ถ้าเราขุดค้นเพื่อเปิดมโนภาพของคนก่อน ขุดเจออะไรก็ออกเป็นข่าวรายวัน จากนั้นถึงค่อยเปิดให้ออกแบบจะทำให้ได้แบบบที่ใกล้เคียงกับความจริงมากกว่า

“เราให้ความสำคัญต่อการขุดค้น และการศึกษาทางประวัติศาสตร์ต่อสังคมน้อยเกินไป ทั้งที่ตรงนี้จะเป็นมูลค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ นอกจากจะฟื้นตัวตนของเรา ยังเป็นตัวดึงให้นักท่องเที่ยวให้เข้ามา”

“หลังจากนี้ สิ่งที่ควรทำทันที คือ บันทึกจดหมายเหตุเกี่ยวกับการสร้างคุก จากนั้นรื้อคุกออกให้หมด จะเอาไปสร้างที่ไหน จะรื้อเก็บไว้ก่อนก็ได้ แล้วเริ่มต้นขุดค้นทางโบราณคดีให้เสร็จ แบบที่ประกวด เมื่อประกวดไปแล้วก็เก็บไว้ก่อน พอดูที่ขุดทั้งหมดแล้วให้ผู้ออกแบบ ปรับแบบอีกที”

“ตอนนี้ผู้ชนะการประกวดแบบก็ชนะไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่า เมื่อขุดค้นไป แบบจะต้องปรับเปลี่ยนไปอีกมาก ถึงตอนนั้นควรให้ประชาชนมาดูสิ่งที่ขุดเจอ แล้วร่วมปรับแบบในตอนท้ายจะเป็นการดีที่สุด ซึ่งตรงนี้ผมก็ยังกังวลว่า ในคณะกรรมการกำกับการออกแบบจะสามารถปรับแบบได้มากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญสัดส่วนภาคประชาชนที่เข้าไปก็ยังไม่มี”

ด้าน ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ นักวิชาการโบราณคดีอิสระ และคอลัมนิสต์ปริศนาโบราณคดี ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ กล่าวว่า การที่กระบวนการออกมาเป็นแบบนี้  เข้าใจว่าเป็นด้วยข้อจำกัดของเวลาและงบประมาณที่อาจจะตกและหลุดไป หากดำเนินการไม่ทันตามกำหนดระยะเวลา โดยก่อนการประชุมวันนี้ เห็นว่ามี คณะกรรมการสองชุด คือ คณะศึกษา สำรวจและขุดค้นทางโบราณคดี และคณะทำงานด้านการออกแบบ โดยจะทำงานคู่ขนานกันไป แต่เท่าที่เห็นเหมือนกับว่า น้ำหนักจะเทไปที่การออกแบบ

“วันนี้เหมือนมาเคลียร์กันว่า ขั้นตอนต่างๆควรจะเป็นอย่างไร การออกแบบคือขั้นตอนในส่วนของการปรับภูมิทัศน์ ถึงท้ายที่สุดแล้วก็ต้องเริ่มจากการขุดค้นทางโบราณคดีก่อน ซึ่งหากเป็นดังนี้ ก็ไม่รู้ว่าแบบที่ออกมาจะต้องปรับเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน เพราะเรายังไม่รู้หลักฐานทางโบราณคดีที่จะเจอเลย”

“ถ้าเราเอาศาลเจ้าพ่อข้อมือเหล็กเป็นตัวตั้งในการขุดค้น เชื่อว่า จะกินอาณาบริเวณค่อนข้างกว้างเพราะตรงนั้นเราจะเห็นประตูโขง หากเปรียบกับเวียงกุมกามและลำพูน เชื่อว่าถ้าขุดไปจะเจอหลักฐานโบราณคดีมากมาย”

ดร.เพ็ญสุภา กล่าวอีกว่า การประชุมในวันนี้เป็นไปในทิศทางทีดีเพราะกำหนดชัดเจนทั้งขั้นตอนที่ต้องขุดค้นก่อน รวมถึงความชัดเจนในงบประมาณที่ต้องใช้ในการขุดค้นด้วย อย่างไรก็ดี ตนคิดว่าประชาชนคงต้องติดตามเรื่องขุดค้นและปรับแบบต่อไป เพราะเท่าที่ดูจากสัดส่วนคณะกรรมการแล้วคิดว่า ขาดปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่จับเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน

“ในกระบวนการขุดค้น เราอย่าปล่อยให้เกิดปัญหาซ้ำซาก เช่นผู้รับเหมาไม่มีคุณภาพ ทำให้ผลการขุดค้นออกมาย่ำแย่ เราคงต้องกำกับให้ได้บริษัทที่มีคุณภาพด้วย และชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย”

“จากนี้ไปเหลือเวลาอีกสองเดือน คิดว่าคงต้องเร่งให้มีความคืบหน้า ต้องเริ่มทำบันทึกข้อมูลจดหมายเหตุ ไม่งั้นทางสำนักศิลปากรที่ 8 ก็เริ่มขุดค้นไม่ได้”

 

ชาวบ้านย่านสามกษัตริย์ หนุนเปิดให้ประชาชนปรับแบบ

รุจาดล นันทชารักษ์ ชาวบ้านย่านสามกษัตริย์ กล่าวว่า แบบที่ชนะการประกวดนั้น มีการขุดลงไปใต้ดิน ซึ่งจะทำให้เกิดความชื้นและน้ำท่วมขัง เพราะบริเวณนั้นเดิมเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งไม่รู้ว่าเทคโนโลยีปัจจุบันจะช่วยลดปัญหาตรงนี้ได้มากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้แบบยังจำกัดพื้นที่ขุดค้นไว้เพียงแค่หัวมุมเท่านั้น ซึ่งตนเชื่อว่าจะมีปัญหาต่อการขุดค้นในอนาคต

“ในความเห็นผม อย่าเพิ่งดำเนินการสร้างตามแบบเป๊ะ เป๊ะ แต่ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปรับแบบ อาจจะจัดเป็นเวทีระดมความเห็น และถ้ามีการตั้งคณะกรรมการเพื่อกำกับและปรับแบบ ก็น่าจะมีคนจากพื้นที่เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการด้วย”

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,915 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.