• 16 ธันวาคม 2560 - 08:41 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

วันนี้ที่รอคอย…เมื่อชนพื้นเมืองเชียงดาว ได้รับสัญชาติไทย 320 ราย

 วันที่ 3 ธันวาคม 2557 - 14:53 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,702 ครั้ง พิมพ์

 

เทศบาลตำบลเมืองนะ ร่วมกับ อำเภอเชียงดาว องค์กรแพลนอินเตอร์เนชั่นแนล และองค์การยุติธรรมนานาชาติ(IJM) ร่วมกันจัดงานให้สัญชาติไทย แก่เด็กๆ และชาวบ้านชนเผ่าในพื้นที่ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ด้าน ผอ.องค์กรแพลนฯ ย้ำถ้าคนไม่มีสัญชาติ ก็เหมือนไร้ตัวตน

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2557 ที่ผ่านมา เทศบาลตำบลเมืองนะ ร่วมกับ อำเภอเชียงดาว องค์กรแพลนอินเตอร์เนชั่นแนล และองค์การยุติธรรมนานาชาติ(IJM) ร่วมกันจัดโครงการให้สัญชาติไทยฯ แก่เด็กๆ และชาวบ้านชนเผ่าในพื้นที่ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยในงานดังกล่าว จัดขึ้นที่ หอประชุมเทศบาลตำบลเมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มีการมอบสัญชาติไทยให้กับราษฎรในพื้นที่ตำบลเมืองนะ ซึ่งเป็นราษฎรหลายกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ลาหู่ ลีซู คะฉิ่น ไทยใหญ่ อาข่า และจีนยูนนานจำนวนทั้งหมด 320 ราย โดยมีผู้ได้รับการพิจารณาอนุมัติให้ได้สัญชาติไทย ในระหว่างเดือนมกราคม-กรกฏาคม 2557 ตามผู้ยื่นคำร้องแยกได้ดังนี้

1.การเพิ่มชื่อข้อ 103 ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ.2551 จำนวน 192 ราย

2.ตามมาตรา 23 พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4 )พ.ศ.2551 จำนวน 108 ราย

3.ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎร ให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543(ระเบียบ 43) จำนวน 20 ราย  

ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น ชาวบ้านกลุ่มนี้ ได้มีการยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทย แต่ก็ติดขัดในหลายๆ ด้าน ทำให้การดำเนินการล่าช้า จนกลายเป็นประเด็นปัญหาสถานะและสิทธิบุคคล อย่างเช่น ปัญหาขาดบุคลากรเจ้าหน้าที่ ขั้นตอนการดำเนินการต้องผ่านการพิสูจน์สิทธิหลายขั้นตอน จากเทศบาลสู่อำเภอและจังหวัด อีกทั้งปัญหาการขาดงบประมาณในการพิสูจน์สิทธิ โดยการตรวจ DNA ตามการขอลงรายการสัญชาติไทย เป็นต้น

จึงทำให้ องค์กรแพลนอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และองค์การยุติธรรมนานาชาติ (IJM) จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติ ได้ลงพื้นที่อำเภอเชียงดาว เพื่อทำการช่วยเหลือกลุ่มคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในพื้นที่ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2555 เป็นต้นมา จากการทำงาน มีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบด้านสถานะบุคคลในตำบลเมืองนะ เข้ามาขอคำปรึกษาและขอความช่วยเหลือ โดยองค์กรแพลนฯ ได้สนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายพิสูจน์สิทธิ โดยการตรวจ DNA ให้แก่ชาวบ้านที่ยื่นคำร้อง จนทำให้กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ สำเร็จและเป็นไปอย่างรวดเร็ว

นายณฐภณ เดชไพรขลา ปลัดเทศบาลตำบลเมืองนะ กล่าวว่า ทางเทศบาลตำบลเมืองนะ มีความยินดีที่จะช่วยเหลือในเรื่องการขอสัญชาติ แต่ก็มีบางโอกาสที่ติดขัด ซึ่งเราก็พยายามแก้ไข เพื่อให้การดำเนินการสำเร็จ

“ที่ผ่านมา การดำเนินงาน อย่างกรณี การขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านมาตรา 43  หรือการขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านมาตรา 23 ซึ่ง พอทางเทศบาลฯ รับเรื่อง ต้องยื่นให้ทางอำเภอพิจารณา รับรองสำเนา พิสูจน์สิทธิ รวมถึงต้องรอผลการตรวจ DNA ซึ่งทำให้มีความล่าช้า แต่ครั้งนี้ เราได้องค์กรหน่วยงานหลายองค์กรเข้ามาร่วมด้วย จึงทำให้เกิดความคล่องตัว เร็วขึ้น อย่างเช่น องค์กรแพลนฯ ได้เข้ามาช่วยเหลือในการออกค่าใช้จ่ายในการนำชาวบ้าน ไปตรวจ DNA ที่ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ จนนำมาซึ่งพิสูจน์สิทธิ ซึ่งกรณีการพิสูจน์สิทธิ โดยการตรวจ DNA ตามการขอลงรายการสัญชาติไทย ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ.2535 ข้อ 103 ซึ่งการพิสูจน์ดีเอ็นเอ ทำให้รวดเร็วและชัดเจนมากยิ่งขึ้น”

นางสาวณิชา กันทา เจ้าหน้าที่บริหารงานทะเบียนและบริการ เทศบาลตำบลเมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่  กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ นอกจากเป็นการมอบสัญชาติไทยให้กับชาวบ้านในเขตพื้นที่ตำบลเมืองนะแล้ว ก็เป็นการขอบคุณภาครัฐและภาคเอกชน หลายองค์กรหน่วยงานที่ได้มีส่วนในการดำเนินการจนสำเร็จลุล่วงไปได้ นอกจากนั้น ก็เป็นเหมือนการมาสร้างความเข้าใจร่วมกัน ในเรื่องของการปลุกจิตสำนึก สิทธิพลเมือง ความเป็นคนไทยอีกด้วย

จากการพูดคุย กับ เด็กชายกรรชัย ละชี หรือ อาโต่ เป็นเด็กชายชนเผ่าคะฉิ่น วัย 13 ปี กล่าวว่า เกิดเมื่อปี 2544 ที่หมู่บ้านใหม่สามัคคี มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน แต่ตกหล่น ไม่ได้สัญชาติไทย จนแม่พาไปยื่นเรื่องขอสัญชาติไทยจนได้มา

“ตอนไม่มีสัญชาติรู้สึกกลัว ไม่กล้าออกไปไหนไกลๆ อาย ไปโรงพยาบาลก็จะเสียเงิน แต่ตอนนี้ได้สัญชาติไทยแล้ว ผมกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.1 ร.ร.บ้านอรุโณทัย”

ในขณะที่ นางสาวนาดอ จะซือ อายุ 20 ปี ชาวบ้านชนเผ่าลาหู่ บอกว่า เกิดที่หมู่บ้านหนองเขียว ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว ทุกวันนี้ ใช้บัตรพื้นที่สูง ยังไม่ได้รับสัญชาติ แต่กำลังดำเนินการขอสัญชาติ รอตรวจดีเอ็นเอ โดยองค์การแพลนฯ กำลังดำเนินการประสานงานช่วยเหลือให้อยู่

ด้าน นายภาษเดช หงส์ลดารมภ์  นายอำเภอเชียงดาว ที่ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานจัดงาน กล่าวว่า ยินดีและดีใจที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ตำบลเมืองนะ ได้รับสัญชาติไทย ซึ่งจะทำให้ทุกคนมีสิทธิความเป็นคนไทยเหมือนกับคนไทยทุกคน แต่ว่า สิทธิก็ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบด้วย คนไทยทุกคนก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติด้วย ต้องเคารพและทำตามกฎหมาย ร่วมกันดูแลและรับผิดชอบต่อสังคม ประเทศชาติด้วย

ในขณะที่ นางมหา คิวบาร์รูเบีย ผู้อำนวยการองค์การแพลนอินเตอร์เนชั่นแนล สำนักงานประเทศไทยกล่าวว่า ถ้าคนไม่มีสัญชาติ ก็เหมือนคนไร้ตัวตน ดังนั้น เราคิดว่าทำอย่างไร ถึงจะคนทุกคนมีสิทธิ มีสัญชาติ เหมือนกับคนไทยทั่วไป ซึ่งนอกจากให้ทุกคนมีสิทธิ ก็จะเปิดโอกาสเติมเต็มชีวิตของคนกลุ่มนี้ด้วย

“ที่ผ่านมา องค์กรแพลนฯได้เข้ามาช่วยเหลือในหลายๆ เรื่อง ทั้งการสำรวจ การยื่นคำร้อง และการนำชาวบ้านไปตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์สิทธิ จำนวนกว่า 100 คน จนนำไปสู่การได้มาซึ่งสัญชาติไทยในครั้งนี้  เราอยากจะให้ทางอำเภออื่นๆ หรือท้องถิ่นอื่นๆ ได้ศึกษากรณีตัวอย่างในการทำเรื่องสัญชาติของเทศบาลตำบล และนำไปเป็นต้นแบบในการดำเนินการเรื่องนี้ด้วย แต่ทั้งนี้ ก็เหมือนกับที่ทางนายอำเภอเชียงดาวได้กล่าวไว้ตอนต้นว่า สิทธิก็ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ต่อบ้านเมือง ต่อประเทศชาติ นั่นคือ การเคารพกฎหมาย และเหนือสิ่งใด เมื่อเราได้เป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ ได้สัญชาติไทยเหมือนคนไทยทั่วไปแล้ว เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์และเป็นสิ่งดีให้กับบ้านเมืองของเรา เพื่อนำไปสู่ความสงบสุข” ผู้อำนวยการองค์กรแพลนฯ กล่าวในตอนท้าย

นางสาวลาเคละ  จะทอ  นายกเทศมนตรีตำบลเมืองนะ การดำเนินการยื่นเรื่องขอสัญชาติให้กับพี่น้องชนเผ่าในเขตพื้นที่ตำบลเมืองนะ จนทำให้ได้มาซึ่งสิทธิ ได้รับสัญชาติไทยในครั้งนี้ได้ ก็มาจากความร่วมมือของทุกฝ่ายทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น เทศบาลตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว องค์กรแพลนฯ และองค์การยุติธรรรมนานาชาติ หรือ IJM ซึ่งต้องขอบคุณทุกท่าน ทุกองค์กร แทนพี่น้องชาวบ้าน ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนครั้งนี้จนสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

ในขณะที่ นายสันติพงษ์ มูลฟอง ประธานมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล (คสบ.) ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่เข้าร่วม ได้กล่าวว่า มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล เกิดขึ้นโดยการจับมือร่วมกับ 32 องค์กรใน 5 จังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นตัวกลางในการประสานงานเรื่องสถานะบุคคล คนไร้สัญชาติ เพื่อร่วมกันผลักดัน สนับสนุนให้เกิดการจัดการเรื่องสัญชาติในระดับนโยบาย เนื่องจากหลายกรณี หลายพื้นที่ ยังไม่ได้รับการแก้ไข

“ปัจจุบัน กฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4 )พ.ศ.2551 หรือ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร(ฉบับที่2)พ.ศ.2551 ถือว่ามีความก้าวหน้า แต่ยุทธศาสตร์ในการทำงาน บางอย่างก็ยังมีความล้าหลัง บางครั้งก็ยังซ่อนนัยยะเอาไว้ อย่างเช่น การมองเรื่องความเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือการพูดถึงผู้หลบหนีเข้าเมืองทั้งระบบ ซึ่งเป็นการเหมารวม ยกตัวอย่างกรณี ชาวบ้านเมืองนะ 320 คนนี้ เราถือว่าไม่ใช่ผู้หลบหนีเข้าเมือง แต่เป็นคนดั้งเดิม เป็นบุคคลบนพื้นที่สูง และเกิดที่นี่ ดังนั้น เราต้องมีการปรับแนวคิดในเรื่องทัศนคติในเรื่องนี้ด้วย”

ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลเมืองนะ ได้ร่วมกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ พิพากษาให้นายทะเบียนต้องดำเนินการด้านสัญชาติไทย ให้ชาวบ้านเชียงดาว 358 คนภายในเวลา 90 วัน ตามสิทธิพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2556 ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำพิพากษาให้นายอำเภอเชียงดาวและนายทะเบียนท้องถิ่น เทศบาลตำบลเมืองนะ พิจารณาคำร้องขอลงรายการบุคคลสัญชาติไทยเข้าในทะเบียนบ้าน(ท.ร.14) ของผู้ฟ้องคดีทั้ง 358 คน โดยให้มีคำสั่งอนุมัติหรือไม่อนุมัติภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

ซึ่ง ทางมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล 32 องค์กร ได้มีการประชุมร่วมกันกับกรณีที่เกิดขึ้นของพี่น้องในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จึงมีข้อเสนอว่า ควรจะสรุปบทเรียนให้เป็นกรณีศึกษา เพราะผลที่เกิดขึ้น ไม่ได้เฉพาะคนที่ฟ้องสี่ร้อยกว่าคนเท่านั้น เกิดผลดีกับกลุ่มเป้าหมายคนอื่น ๆ ด้วย และจะทำอย่างไรให้ศาลช่วยดำเนินการเร่งให้อำเภอและเทศบาลดำเนินการให้กับชาวบ้าน ให้ศาลคุ้มครองกระบวนการจนสิ้นสุดและให้ศาลเห็นชัดว่า ยิ่งรอนาน สิทธิของชาวบ้านก็ไม่ได้ เสียหายไปเรื่อย ๆ ควรเขียนให้เขาเห็นอย่างชัดเจน

นายเขมชาติ ศักดิ์สกุลมงคล ผู้อำนวยการองค์การยุติธรรมนานาชาติ (IJM) ได้บอกกล่าวไว้ว่า“เราทำตามกระบวนการของกฎหมายแล้ว มีการปรึกษา ยื่นเรื่องราวกรณีของชาวบ้านกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ องค์กรอิสระ หากแต่เรื่องก็เงียบหาย การรอคอยไม่ได้มีผลของความคืบหน้าใดใดเลย เราจึงต้องใช้วิธีการทางศาลปกครอง ซึ่งถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เราสามารถเข้าถึงได้ อยากให้คนทำงานมีความตระหนักร่วมกันว่า การใช้วิธีการทางศาลปกครองเป็นเรื่องราวที่ปกติ ไม่ใช่เรื่องราวที่ยุ่งยาก เป็นทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายได้ กรณีของชาวบ้านที่อำเภอเชียงดาว จึงถือว่าเป็นกรณีศึกษาให้กับคนทำงานในการดำเนินงานด้านสถานะและสิทธิบุคคลต่อไป”

 

ข้อมูลประกอบ : พัชรี ศรีนวล, รายงานพิเศษ : เชียงดาว เมืองในหุบเขา กับเรื่องเล่าคดีของชาวบ้าน,ประชาไท, 1 ก.ค.2014

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,917 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.