• 20 พฤศจิกายน 2560 - 02:34 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

การปกครองท้องถิ่นและการจัดการตนเอง

 วันที่ 24 ธันวาคม 2558 - 19:59 น.  |   เข้าชม: 1,000 ครั้ง  พิมพ์

 

บทความโดย ชำนาญ จันทร์เรือง

ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาผมและแกนนำเครือข่ายจังหวัดจัดการตนเองได้มีโอกาสเข้าร่วมเวทีสภาพลเมืองของจังหวัดต่างๆที่มีการเปิดเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในรูปแบบของ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” โดยเน้นไปที่การปกครองท้องถิ่นและการจัดการตนเองเป็นหลักและเพิ่มเติมในส่วนอื่นไปด้วย

การที่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเน้นไปยังการปกครองท้องถิ่นและการจัดการตนเองเพราะเป็นประเด็นที่เครือข่ายฯได้ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2552 จนมีเครือข่ายถึง 48 จังหวัดและมีความก้าวหน้าจนมีการเสนอร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครฯด้วยการรวบรวมรายชื่อจากประชาชนกว่า12,000 คนเสนอต่อรัฐสภาไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 ไปเสียก่อน ซึ่งก็ต้องรอว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะว่าอย่างไร และผลจากการนี้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้มีการยกร่าง พรบ.  ว่าด้วยการบริหารจังหวัดปกครองตนเองฯขึ้นมาเพื่อมุ่งหมายให้ใช้เป็นกฎหมายกลางโดยที่จังหวัดต่างๆที่มีความพร้อมจะได้ไม่ต้องระดมรายชื่อกันจังหวัดใครจังหวัดมันเพื่อเสนอต่อรัฐสภาอีกให้ยุ่งยาก

ผลจากการระดมความเห็นนี้ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์แต่อย่างใดเพราะจะต้องมีการรวบรวมเพื่อจัดทำเป็นร่างสุดท้ายภายในเดือนมกราคม59 นี้คู่ขนานไปกับร่างของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะแล้วเสร็จภายในวันที่ 29 มกราคม 2559 แล้วนำออกรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันพอดีที่จะได้นำหลักการสำคัญจากร่าง “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” นี้ไปพิจารณาบรรจุเพิ่มเติมพอดี ผลจากการระดมความเห็นจากสภาพลเมืองฯในเบื้องต้นนี้พอที่จะสรุปได้คร่าวๆว่า

1)การปกครองท้องถิ่นและการจัดการตนเอง

1.1 ภายใต้บังคับมาตราที่ว่าด้วยการเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแบ่งแยกมิได้ รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักแห่งการจัดการตนเอง(ไม่ใช้การปกครองตนเองเพราะค่อนข้างจะอ่อนไหวต่อความรู้สึกของฝ่ายความมั่นคง แม้ว่าคำๆนี้จะมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 50 ก็ตาม)ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น

1.2 ท้องถิ่นหรือจังหวัดใดมีลักษณะที่จะจัดการตนเองได้ ย่อมมีสิทธิ์ได้รับการจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นเต็มพื้นที่

1.3 การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องทำเท่าที่จำเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่ต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม โดยต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าท้องถิ่นจะกระทำการใดไม่ได้ เช่น การทหาร การต่างประเทศ การเงินการคลังระดับชาติ การศาล เป็นต้น นอกเหนือจากนั้นให้ท้องถิ่นสามารถกระทำได้ ตามแบบการปกครองท้องถิ่นของนานาอารยประเทศทั้งหลาย ทั้งนี้ การกำกับดูแลจะกระทบถึงสาระสำคัญแห่งหลักการจัดการตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้ เพราะปัจจุบันนี้มีปัญหามากในการปฏิบัติงาน เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ฉีดยากันยุงหรือจัดเรืออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ฯลฯ ก็ถูกตีความโดย สตง.ว่าทำไม่ได้ เป็นต้น

1.4 ให้มีการจัดตั้งสภาพลเมืองที่มีฐานะเท่าเทียมกับผู้บริหารท้องถิ่นและสภาท้องถิ่น โดยมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญๆ คือ กำหนดวิสัยทัศน์ เปิดเวทีประชาพิจารณ์โครงการที่มีผลกระทบต่อท้องถิ่นและสามารถเปิดเวทีไต่สวนสาธารณะกรณีที่มีการร้องเรียนว่ามีการทุจริตแล้วนำคดีขึ้นสู่ศาลในฐานะผู้เสียหายอีกด้วย

โดยองค์ประกอบของสภาพลเมืองจะแบ่งเป็นสองระดับ หากเป็นสภาพลเมืองของท้องถิ่นที่มีการจัดรูปแบบของการจัดการตนเองเต็มพื้นที่จังหวัดให้มีที่มาจากสภาพลเมืองในเขตปกครองท้องระดับล่างสามเขตพื้นที่ในสัดส่วนเท่ากันไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้า จากองค์กรสาธารณประโยชน์ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้า ตัวแทนกลุ่มวิชาชีพและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้า มาจากผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่าร้อยละสิบ และที่เหลือมาจากผู้สมัครมาจากการขึ้นทะเบียนองค์กรและเลือกกันเอง โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาพลเมืองมีวาระการดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียววาระละสี่ปีและก่อนเข้าสู่ตำแหน่งให้มีการประกาศรายชื่อเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบและคัดค้าน

ส่วนหลักเกณฑ์หรือวิธีการการได้มาซึ่งสมาชิกสภาพลเมืองของท้องถิ่นระดับล่างหรือสภาพลเมืองในจังหวัดที่ยังไม่ได้จัดรูปแบบจังหวัดจัดการตนเองให้เป็นไปตามข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติของท้องถิ่นนั้นๆกำหนด เพราะแต่ละท้องถิ่นย่อมมีสภาพแวดล้อมและบริบทที่แตกต่างกันไป และคนท้องถิ่นย่อมรู้ข้อมูลและปัญหาของท้องถิ่นดีที่สุด

2) อำนาจของประชาชนและสิทธิเสรีภาพของประชาชน

2.1 สิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าทั้งหมดได้รับรองไว้จะต้องมีอยู่คงเดิม

2.2 ให้นำบทบัญญัติที่ร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกคว่ำไปมาบรรจุไว้อีกในส่วนที่ว่าด้วยการเยียวยากรณีที่มีการละเมิดสิทธิ การรับการศึกษาที่มีคุณภาพและหลากหลายอย่างทั่วถึงเพื่อการพัฒนาตนเองที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ความถนัด และศักยภาพของบุคคล การคุ้มครองจากรัฐกรณีได้รับความเสียหายจากการบริการสาธารณสุข

2.3 ให้มีกฎหมายและกลไกพิเศษในการดูแลบุคคลที่ถูกบังคับสูญหาย

2.4 ให้มีการบัญญัติว่ากรณีที่รัฐไทยลงนามในสนธิสัญญาหรือข้อผูกพันในด้านสิทธิมนุษยชนกับองค์การระหว่างประเทศ อาทิ องค์การสหประชาชาติหรืออาเซียน เป็นต้น ให้ถือว่าเป็นการให้สัตยาบันโดยอัตโนมัติ ดังเช่นที่หลายๆประเทศในโลกนี้ได้ปฏิบัติแล้ว

จากที่กล่าวมาข้างต้นหลายท่านที่อ่านแล้วอาจคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ “เขา”ไม่ยอมหรอก(ผมก็ไม่รู้ว่า “เขา”ไหนเหมือนกัน) แต่อย่าลืมว่าข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการระดมความเห็นกันอย่างจริงจังและใช้ระยะเวลาดำเนินการพอสมควร มิใช่การเปิดประชุมเพียงครึ่งวันหรือค่อนวัน มีคนพูดอยู่ไม่กี่คนแล้วก็เหมาเอาว่าเป็นการเปิดรับฟังความเห็นแล้ว

รัฐธรรมนูญใดที่ไม่ได้มาจากการเห็นพ้องต้องกันของประชาชนย่อมยากที่จะผ่านการลงประชามติได้ การรับฟังแล้วไม่ได้ยินกับการรับฟังแล้วได้ยิน(บ้าง) ผลที่ตามมาย่อมต่างกันใช่ไหมครับ

------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 23 ธันวาคม 2558

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,854 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.