• 20 พฤศจิกายน 2560 - 02:39 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพติงกมธ.ปฏิรูป พาสาธารณสุขไทยถอยหลังลงคลอง

 วันที่ 25 มีนาคม 2558 - 14:36 น.  |   เข้าชม: 972 ครั้ง  พิมพ์

 

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพติง คณะกรรมาธิการปฏิรูปสาธารณสุข ถอยหลังลงคลอง ไม่ลดความเหลื่อมล้ำ ย้ำไม่ใช่แนวทางไปสู่ปฏิรูป

วันนี้ (25 มีนาคม 2558) กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ซึ่งประกอบไปด้วยประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เครือข่ายผู้ป่วยเรื้อรัง เครือข่ายนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสุขภาพและการคุ้มครองบริโภค ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อคณะกรรมาธิการปฎิรูปสาธารณสุข ต่อประเด็นการนำเสนอรายงานเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ

นางสาวณัฐกานต์ กิจประสงค์ ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติ จะนำเสนอรายงานเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาในวันนี้ (25 มี.ค.58) เห็นว่า ข้อเสนอในรายงานของคณะกรรมาธิการดังกล่าว นอกจากจะไม่เป็นการปฏิรูปแล้ว ยังมีลักษณะถอยหลังเข้าคลอง ไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำ หรือสร้างความเป็นธรรมในระบบสุขภาพแต่อย่างใด อีกทั้งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ขยายความว่า การวิเคราะห์ปัญหาของการปฏิรูปการคลังด้านสุขภาพขาดความรอบด้านและหลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น จากการที่คณะกรรมาธิการฯตั้งประเด็นว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเติบโตเร็วกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปีนั้น คณะกรรมาธิการฯ มองข้ามปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพ ต้องหาหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพไปเพิ่มขึ้นมากในส่วนใด เช่น การที่เงินเดือนบุคคลกรเพิ่มร้อยละ 10 ทุกปี หรืออาจไปกระจุกที่ค่ายารักษาโรค ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมากใน 3 ระบบสุขภาพ รัฐจ่ายให้ระบบสวัสดิการข้าราชการ มากกว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติถึง 6 เท่า และจ่ายให้กับคนงานในระบบระบบประกันสังคมน้อยมาก การเหมารวมเช่นนี้ จะทำให้เกิดภาพปัญหาที่พร่าเลือนและเสนอแนวทางปฏิรูปที่ผิดทาง

“คณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้มองปัญหาที่รัฐไม่มีกลไกการควบคุมราคายาที่มีประสิทธิภาพ, ไม่มีมาตรการกำกับเรื่องการตั้งราคายาต้นตำรับ หรือ การไม่สนับสนุนการใช้ยาชื่อสามัญ รวมถึงการผลักดันนโยบายการเป็นศูนย์กลางการแพทย์นานาชาติ ซึ่งอาจจะไปทำให้ภาพรวมทั้งด้านงบประมาณ บุคคลากรและคุณภาพด้านสาธารณสุขมีปัญหา” น.ส.ณัฐกานต์ กล่าว

ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวอีกว่า การที่คณะกรรมาธิการฯ เสนอให้จัดตั้ง National Health Policy Board (NHB) ไม่ตอบโจทย์เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพที่เป็นโจทย์ใหญ่ของปัญหา และมีความซ้ำซ้อนกับกลไกที่มีอยู่แล้ว เช่น คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ขณะที่ภารกิจไม่ชัดเจน เพราะดูทั้งนโยบาย การเงิน และการบริการ หรือการเสนอให้สร้างกลไกในการกระจายค่าเหมาจ่ายรายหัวไปยังเขตสุขภาพโดยตรง โดยเขตสุขภาพทำหน้าที่เป็น Purchaser โดยมีกระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่กำกับและประเมินผลนั้น แสดงให้เห็นว่า คณะกรรมาธิการฯไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในการทำงานของระบบสุขภาพต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมา เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ไม่ใช่มีเพียงกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการอยู่เพียงฝ่ายเดียวอีกแล้ว

“ข้อเสนอให้คำนวณค่าเหมาจ่ายรายหัวในระดับประเทศ เป็นระบบปลายปิด และการควบคุมค่าใช้จ่าย ควบคุมคุณภาพบริการ และความครอบคลุมของบริการโดยให้พื้นที่มีส่วนมากที่สุดนั้น ควรต้องทำเหมือนกันทุกกองทุนสุขภาพเพื่อการจัดการงบประมาณที่เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพสูงสุด”

นายธนพล ดอกแก้ว ชมรมเพื่อนโรคไต กล่าวถึงประเด็นสัดส่วนการป้องกันโรคที่ระบุว่าน้อยมากเพียงร้อยละ 4.5 เท่านั้น แต่ไม่ได้มองว่า นี่มาจากงบประมาณของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเท่านั้น ขณะที่ระบบสุขภาพอื่นๆ กลับไม่มีส่วนรับผิดชอบในเรื่องการป้องกันโรค ทั้งๆ ที่เป็นประเด็นสำคัญในการปฏิรูประบบการสาธารณสุขที่เน้น ‘สร้างนำซ่อม’

“ส่วนการเห็นปัญหาว่า ยังมีประชากรบางกลุ่มเข้าไม่ถึงการรักษาเป็นเรื่องที่ต้องมีแนวทางในการจัดการปัญหานี้ที่ชัดเจน เช่น มีกลุ่มประชากรใดบ้าง และจะบริหารจัดการอย่างไร ขอเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการฯพูดให้ชัดว่า การเติมเงินเข้าสู่ระบบสุขภาพมีหลายช่องทาง โดยเน้น การใช้มาตราการภาษี ซึ่งต้องสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบการเสียภาษี และรัฐนำภาษีมาจัดเป็นรัฐสวัสดิการที่เป็นธรรมสำหรับคนทุกคน  การสร้างระบบสำหรับผู้ประกันตนที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ต้องมีความเป็นธรรมในด้านราคา และการสนับสนุนให้เข้าถึงบริการได้เมื่อเจ็บป่วย รวมถึงต้องจัดการลดความซ้ำซ้อนและยุ่งยากในการใช้สิทธิในแต่ละระบบหลักประกันสุขภาพ โดยเฉพาะ กองทุนผู้ประสบภัยจากรถ” ประธานชมรมเพื่อนโรคไตกล่าว

ทั้งนี้ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข และที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ปรับปรุงรายงานตามข้อเสนอและข้อสังเกตของกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการสาธารณสุขอย่างแท้จริงต่อไป โดยผู้ที่มีรับจดหมายคือ นาวาอากาศเอกไพศาล จันทรพิทักษ์ โฆษกคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งได้กล่าวว่า จะทำให้ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการฯเป็นประโยชน์ที่สุด.

 

จดหมายเปิดผนึกถึง

คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติ

 

 

ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติ จะนำเสนอรายงานเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาในวันนี้ (25 มี.ค.58) พวกเรากลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพซึ่งประกอบไปด้วยประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เครือข่ายนักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสุขภาพและการคุ้มครองบริโภคเห็นว่า ข้อเสนอในรายงานของคณะกรรมาธิการดังกล่าวนอกจากจะไม่เป็นการปฏิรูปแล้ว ยังมีลักษณะถอยหลังเข้าคลอง ไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำ หรือสร้างความเป็นธรรมในระบบสุขภาพแต่อย่างใด อีกทั้งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของสภาปฏิรูปแห่งชาติ

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ขอตั้งข้อสังเกตต่อการวิเคราะห์ปัญหาและข้อเสนอระบบการคลังด้านสุขภาพ เพื่อคณะกรรมาธิการจะได้นำไปปรับปรุงเพื่อให้เกิดการปฏิรูปการสาธารณสุขอย่างแท้จริง ดังนี้

 

การวิเคราะห์ปัญหาของการปฏิรูปการคลังด้านสุขภาพขาดความรอบด้านและหลักฐานเชิงประจักษ์

          การที่คณะกรรมาธิการฯตั้งประเด็นว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเติบโตเร็วกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปีทั้ง 3 ระบบสุขภาพหลักของประเทศ (ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบสวัสดิการข้าราชการ และระบบประกันสังคม) นั้น พบว่า

1. คณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้ตระหนัก และยังมองข้ามปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์มากมาย ซึ่งทางคณะกรรมาธิการฯควรต้องหาหลักฐานประกอบว่า จริงหรือไม่ที่งบประมาณที่ใช้ในการรักษาพยาบาลนั้นโตเร็วมาก และ ต้องหาหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพไปเพิ่มขึ้นมากในส่วนใด เช่น การที่เงินเดือนเพิ่ม ร้อยละ 10 ทุกปี หรือ อาจไปกระจุกที่ค่ายารักษาโรค ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมากใน 3 ระบบสุขภาพ การเหมารวมเช่นนี้จะทำให้เกิดภาพปัญหาที่พร่าเลือนและเสนอแนวทางปฏิรูปที่ผิดทาง

2. คณะกรรมาธิการมองว่า รัฐเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในสัดส่วนที่สูงขึ้น (ร้อยละ 77%) ประเด็นนี้ รัฐต้องมีวิสัยทัศน์ใหม่เรื่องการดูแลรักษาประชาชนทุกคนว่าเป็นหน้าที่ของรัฐ ดังนั้น รัฐต้องดูว่า การใช้จ่ายงบประมาณด้านนี้ได้ไปแก้หรือก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ-สร้างไม่เป็นธรรมในระบบสุขภาพอย่างไร ไม่ใช่ดูเพียงสัดส่วนงบประมาณที่เพิ่มขึ้น แต่การมองการใช้งบประมาณต้องนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐในการจัดการงบประมาณด้านนี้ให้เป็นธรรมกับระบบหลักประกันสุขภาพทุกระบบ โดยเฉพาะการแก้ความเหลื่อมล้ำในปัจจุบันที่ รัฐจ่ายให้ระบบสวัสดิการข้าราชการ มากกว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติถึง 6 เท่า และจ่ายให้กับคนงานในระบบระบบประกันสังคมน้อยมาก 

3. คณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้มองปัญหาที่รัฐไม่มีกลไกการควบคุมราคายาที่มีประสิทธิภาพ, ไม่มีมาตรการกำกับเรื่องการตั้งราคายาต้นตำรับ หรือ การไม่สนับสนุนการใช้ยาชื่อสามัญ  เพราะ ยาเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญของระบบสุขภาพทุกระบบ ในปี 2553 คนไทยบริโภคยามากกว่า 140,000 ล้านบาท สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ การใช้ยาต้นแบบที่มีราคาแพง กล่าวคือโรงพยาบาลของรัฐซื้อยาต้นแบบในราคาแพงกว่าราคายาอ้างอิงสากลถึง 3.3 เท่า ขณะที่ซื้อยาสามัญในราคา 1.46 เท่า ส่งผลต่อคุณภาพการรักษาและเศรษฐกิจของชาติเป็นอย่างมาก และทำให้เกิดความถดถอยของอุตสาหกรรมการผลิตยาในประเทศ เมื่อปัญหานี้ไม่ถูกมองว่าเป็นปัญหาทั้งที่เป็นปัญหาใหญ่ ทำให้การปฏิรูปไม่อาจที่จะประสบความสำเร็จ

4. เรื่องสัดส่วนการป้องกันโรคที่คณะกรรมาธิการฯระบุว่าน้อยมากเพียงร้อยละ 4.5 เท่านั้น แต่ไม่ได้มองว่า นี่มาจากงบประมาณของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเท่านั้น ขณะที่ระบบสุขภาพอื่นๆกลับไม่มีส่วนรับผิดชอบในเรื่องการป้องกันโรค ทั้งๆที่เป็นประเด็นสำคัญในการปฏิรูประบบการสาธารณสุขที่เน้น ‘สร้างนำซ่อม’

5. การมองปัญหาว่า ยังมีประชากรบางกลุ่มเข้าไม่ถึงการรักษา เป็นมุมมองที่ดีที่สุดในข้อเสนอนี้ แต่ต้องมีแนวทางในการจัดการปัญหานี้ ที่ชัดเจน เช่น มีกลุ่มประชากรใดบ้าง และจะบริหารจัดการอย่างไร

6. สิ่งที่ขาดหายไปในการมองปัญหาของ คณะกรรมาธิการฯคือ ปัญหาที่เกิดจากนโยบายการเป็นศูนย์กลางการแพทย์นานาชาติที่แม้จะสร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ แต่ในขณะเดียวกันด้วยข้อจำกัดของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย นโยบายนี้มีส่วนให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพของประชาชนไทยได้ โดยเฉพาะการดึงบุคลากรทางการแพทย์ออกจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน, ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระบบ หากมองข้ามปัญหานี้ ก็จะไม่นำไปสู่ข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหา

 

กลไกการพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพระดับชาติ

  1. การที่คณะกรรมาธิการฯเสนอให้จัดตั้ง National Health Policy Board (NHB) ไม่ตอบโจทย์เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพที่เป็นโจทย์ใหญ่ของปัญหา, มีความซ้ำซ้อนกับกลไกที่มีอยู่แล้ว เช่น คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ขณะที่ภารกิจไม่ชัดเจน เพราะดูทั้งนโยบาย การเงิน และการบริการ
  2. ข้อเสนอให้คำนวณค่าเหมาจ่ายรายหัวในระดับประเทศ เป็นระบบปลายปิด ควรต้องทำเหมือนกันทุกกองทุนสุขภาพเพื่อการจัดการงบประมาณที่เป็นธรรมและเป็นการเพิ่มเม็ดเงินเข้ามาในระบบ  
  3. ข้อเสนอให้สร้างกลไกในการกระจายค่าเหมาจ่ายรายหัวไปยังเขตสุขภาพโดยตรง โดยเขตสุขภาพทำหน้าที่เป็น Purchaser โดยมีกระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่กำกับและประเมินผลนั้น แสดงให้เห็นว่า คณะกรรมาธิการฯที่มีข้อเสนอเช่นนี้ มิได้มีความรู้ความเข้าใจในการทำงานของระบบสุขภาพต่างๆในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ไม่ใช่มีเพียงกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการอยู่เพียงฝ่ายเดียวอีกแล้ว
  4. สำหรับข้อเสนอการสร้างกลไกในการควบคุมค่าใช้จ่าย ควบคุมคุณภาพบริการ และความครอบคลุมของบริการโดยให้พื้นที่มีส่วนมากที่สุดนั้น ข้อเสนอนี้ควรเสนอให้เป็นรูปธรรมและเป็นไปทุกระบบหลักประกันสุขภาพ

แหล่งเงินที่จะนำเข้าสู่ระบบ

  1. ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการฯต้องพูดให้ชัดว่า การเติมเงินเข้าสู่ระบบสุขภาพมีหลายช่องทาง โดยเน้น การใช้มาตราการภาษี ซึ่งต้องสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบการเสียภาษี และรัฐนำภาษี มาจัดเป็นรัฐสวัสดิการที่เป็นธรรมสำหรับคนทุกคน  
  2. การสร้างระบบสำหรับผู้ประกันตนที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ต้องมีความเป็นธรรมในด้านราคา และ การสนับสนุนให้เข้าถึงบริการได้เมื่อเจ็บป่วย 
  3. ต้องจัดการลดความซ้ำซ้อนและยุ่งยากในการใช้สิทธิในแต่ละระบบหลักประกันสุขภาพ โดยเฉพาะ กองทุนผู้ประสบภัยจากรถ
  4. และจากการวิเคราะห์ปัญหาที่ขาดหายไป คือ ปัญหาที่เกิดจากนโยบายการเป็นศูนย์กลางการแพทย์นานาชาติ ข้อเสนอแนะเพื่อการแก้ปัญหานี้ ทางคณะกรรมาธิการฯ พึงทำตามข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย[1] ในการใช้มาตรการทางการคลังเพื่อป้องกันและลดผลกระทบด้านลบจากนโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ นั่นคือ การคิดภาษีเพิ่มเติมจากคนต่างชาติที่มารักษาพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งนักวิจัยชี้ว่า แม้จะมีการคิดภาษีเพิ่มแล้วก็ตาม ก็ไม่ได้ทำให้ความสามารถทางารแข่งขันของประเทศไทยเสียไปในตลาดนี้ เพราะค่ารักษาพยาบาลของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นต่ำมาก โดยนำงบประมาณที่ได้ในส่วนนี้ไปเสริมสร้างศักยภาพและทำให้อาจารย์แพทย์สามารถทำงานในโรงเรียนแพทย์ของรัฐต่อไป และนำไปเพิ่มแรงจูงใจให้แพทย์และบุคลากรต่างๆสามารถทำงานอยู่ในชนบทต่อไปได้ ซึ่งจะสามารถแบ่งเบาปัญหาภาระทางการคลังของประเทศได้ส่วนหนึ่ง

              กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ขอเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข และที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ปรับปรุงรายงานตามข้อเสนอและข้อสังเกตของกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการสาธารณสุขอย่างแท้จริงต่อไป

                                                        

                                                          ขอแสดงความนับถือ

                                                          กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ

25 มี.ค.58

 

[1] อัญจณา ณ ระนอง และ วิโรจน์ ณ ระนอง, The effect of medical tourism: Thailand’s experience, Bulletin of WHO, 2012

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,854 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.