คดีความระหว่าง ส.ป.ก. กับเหมืองทองเลย

 

เลิศศักดิ์​ คำคงศักดิ์

27 กรกฎาคม 2557

คดีที่หนึ่ง-การชำระค่าตอบแทนการใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

ในแบบ 56-1 ประจำปี 2555  หน้า 29  ซึ่งเป็นเอกสารที่บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน)  ส่งให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ระบุว่าคดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2550  สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดเลย (ส.ป.ก.)  มีหนังสือแจ้งให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด  หรือ ‘ทุ่งคำ’  บริษัทลูกของบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน)  หรือ THL  ซึ่งเป็นเจ้าของเหมืองทองคำจังหวัดเลยตามสัญญาให้สิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ แปลงที่สี่  พื้นที่น้ำคิว-ภูขุมทอง  ชำระค่าตอบแทนการใช้ที่ดินระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2550  เป็นจำนวนเงินเท่ากับการเก็บค่าภาคหลวง  จำนวน  14,563,336  บาท  ทุ่งคำเห็นว่าการเรียกเก็บเงินดังกล่าวเป็นภาระเกินควรและไม่เป็นธรรม

        12 กันยายน 2551  ทุ่งคำได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองขอนแก่น  เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือดังกล่าว  และขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือเรียกเก็บเงินค่าตอบแทนของ ส.ป.ก.

        25 กันยายน 2551  ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้อง  แต่ยกคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินของทุ่งคำ  ต่อมา  ส.ป.ก. ได้ให้การและฟ้องแย้งทุ่งคำให้ชำระค่าตอบแทนในส่วนที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ย

        27 พฤษภาคม 2552  ทุ่งคำได้ยื่นคำคัดค้านคำให้การของ ส.ป.ก. และในวันที่ 9 กันยายน 2552  ทุ่งคำได้ยื่นคำให้การเพิ่มเติมแก่ศาลปกครองในส่วนที่ฟ้องแย้งว่ามิได้ค้างชำระ  และขอสงวนสิทธิเรียกเงินที่ชำระไปคืนพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ทุ่งคำต้องชำระไป

        13 มกราคม 2553  จากการขอตรวจสำนวนคดี  ทุ่งคำพบว่าศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตคำขอคุ้มครองชั่วคราวของ ส.ป.ก.  โดยห้ามให้ทุ่งคำทำเหมืองในเขตปฏิรูปที่ดิน  เพราะไม่ปรากฏว่า ส.ป.ก. ได้รับความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาในภายหลัง

        21 ธันวาคม 2553  ทุ่งคำได้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง  และได้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ ส.ป.ก. คืนเงินซึ่งทุ่งคำได้จ่ายไปแล้ว  จำนวน 84 ล้านบาท  คืนแก่ทุ่งคำ

        4 พฤษภาคม 2554  ศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งโอนคดีที่ฟ้องโดยทุ่งคำไปศาลปกครองอุดรธานี  โดยศาลปกครองอุดรธานีได้รับคดีไว้เป็นเลขคดีดำที่ 251/2554 

        3 มิถุนายน 2554  ศาลปกครองอุดรธานีมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา

        30 มิถุนายน 2554  ทุ่งคำได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองอุดรธานี  และเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2554  ศาลปกครองอุดรธานี ได้ส่งคดีไปยังศาลปกครองสูงสุด  ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

 

คดีที่สอง-ความยินยอมให้ใช้พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน

        ในแบบ 56-1 ประจำปี 2555  หน้า 29  เช่นเดียวกัน  อธิบายว่าคดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554  โดยทุ่งคำได้รับหนังสือยกเลิกความยินยอมให้ใช้พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดเลย  และให้ทุ่งคำขนย้ายสิ่งปลูกสร้างและพนักงานออกจากเขตปฏิรูปที่ดินภายใน 60 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือนี้

        5 กรกฎาคม 2554  ทุ่งคำได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อเพิกถอนคำสั่งของ ส.ป.ก. และได้ยื่นขอทุเลาการบังคับคดีและขอคุ้มครองชั่วคราว  ซึ่งต่อมาศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลปกครองอุดรธานี

        14 ตุลาคม 2554  ศาลปกครองอุดรธานีมีคำสั่งทุเลาการบังคับคดีการยกเลิกหนังสือยินยอมให้ใช้พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินจาก ส.ป.ก. เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น  ดังนั้น จึงส่งผลให้ทุ่งคำเข้าไปดำเนินกิจการได้ตามปกติ

        22 มีนาคม 2556  ศาลปกครองอุดรธานีมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือยกเลิกความยินยอมให้ใช้พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน  และยกเลิกหนังสือที่ให้ทุ่งคำขนย้ายสิ่งปลูกสร้างและพนักงานออกจากเขตปฏิรูปที่ดิน

        19 เมษายน 2556  ส.ป.ก. ได้ยื่นอุทธรณ์

        19 สิงหาคม 2556  ทุ่งคำได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์  ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

ข้อคิดเห็น

        การขอใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม  หรือที่ดิน ส.ป.ก.  เพื่อสำรวจและทำเหมืองแร่ตามคดีที่หนึ่งและสองที่กล่าวไว้ในบทความนี้  นั้น  หน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการได้ขอใช้ตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  เรื่อง  การให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น พ.ศ.2541  ซึ่งมีปัญหาในข้อกฎหมายต้องพิจารณา  กล่าวคือ  ระเบียบฯ ดังกล่าวถูกอ้างว่าออกตามความในมาตรา 19 (12)  ของพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518

        มาตรา 19  ทั้งมาตรา  ซึ่งมี (12)  เป็นส่วนประกอบด้วย  “ให้คณะกรรมการมีอํานาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกําหนดนโยบาย  มาตรการ  ข้อบังคับหรือระเบียบเก่ียวกับการปฏิบัติงานการปฏิรูปที่ดินของ ส.ป.ก.  ตลอดจนการควบคุมการบริหารงานของ ส.ป.ก.  รวมทั้งอํานาจหน้าที่และความรับผิดชอบ  ดังต่อไปน้ี

        (1) จัดหาที่ดินของรัฐเพื่อนํามาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

        (2) พิจารณากําหนดเขตปฏิรูปท่ีดินตามมาตรา 25  การจัดซื้อหรือเวนคืนท่ีดินตามมาตรา 29  และการกําหนดเน้ือที่ที่ดินที่จะให้เกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรเช่าระยะยาว  หรือเช่าซ้ือตามมาตรา 30

        (3) พิจารณาการกําหนดแผนผังและการจัดแบ่งแปลงที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

        (4) พิจารณาอนุมัติแผนงานและโครงการการปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรม  ตลอดจนงบค่าใช้จ่ายของ ส.ป.ก.  เสนอรัฐมนตรี

        (5) พิจารณากําหนดแผนการผลิตและการจําหน่ายผลิตผลเกษตรกรรมในเขตปฏิรูปท่ีดิน  เพ่ือยกระดับรายได้  และคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร  หรือสถาบันเกษตรกร

        (6) พิจารณากําหนดแผนการส่งเสริม  และบํารุงเกษตรกรรมในเขตปฏิรูปท่ีดิน  รวมถึงการจัดรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม  ปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตและคุณภาพผลิตผลเกษตรกรรม  ตลอดจนสวัสดิการ  การสาธารณูปโภค  การศึกษาและการสาธารณสุขของเกษตรกร

        (7) กําหนดหลักเกณฑ์  วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร  ซ่ึงจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม  ตลอดจนแบบสัญญาเช่าและเช่าซ้ือที่จะทํากับเกษตรกร  หรือสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดิน

        (8) กําหนดระเบียบการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร  ผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทําประโยชน์ในที่ดินและปฏิบัติตามแผนการผลิต  และการจําหน่ายผลิตผลเกษตรกรรม

        (9) กําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินกู้ยืมจาก ส.ป.ก.  ตลอดจนเงื่อนไขของการกู้ยืมโดยอนุมััติรัฐมนตรี

        (10) กําหนดระเบียบเก่ียวกับการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตลอดจนการควบคุมดูแลกิจการอื่น ๆ  ภายในเขตปฏิรูปที่ดิน

        (11) ติดตามการปฏิบัติงานของ ส.ป.ก.  ให้เป็นไปตามแผนงานและโครงการที่ได้รับอนุมัติ  ตลอดจนกําหนด มาตรการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ  ท่ีเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน

        (12) กําหนดกิจการและระเบียบการอื่น ๆ  ท่ีเก่ียวข้องกับการปฏิบัติงานของ ส.ป.ก.  หรือสนับสนุนหรือเก่ียวเนื่องกับวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม

แต่ในความเป็นจริง  เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในตัวบทกฎหมายระดับพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวแล้ว  ไม่มีบทบัญญัติมาตราใด  แม้กระทั่งมาตรา 19 (12)  ของพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518  เอื้ออำนวย ส่งเสริม หรือสนับสนุนให้นำที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไปใช้ในกิจการเหมืองแร่หรือกิจการอื่นใดที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอย่างสิ้นเชิง  แต่อย่างใด

        ตามศักดิ์ของกฎหมาย  ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  เรื่อง  การให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น พ.ศ. 2541  ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองหรืออนุบัญญัติขัดต่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518  ซึ่งเป็นกฎหมายหลักลำดับสูงกว่า

ดังนั้น  กิจการเหมืองแร่เป็นกิจการที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 19 (12)  หรือมาตราอื่นใดทั้งหมดของพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518  ที่หยิบยกขึ้นมาอ้างในการออกระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  เรื่อง  การให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น พ.ศ. 2541  แต่อย่างใด

        และดังนั้น  หากศาลปกครองเห็นว่าระเบียบฯ ดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518  แล้ว   ก็ไม่สามารถยินยอมให้ใช้พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไปใช้ประโยชน์ในการทำเหมืองแร่ทองคำหรือแร่อื่นใดของทุ่งคำตามคดีที่สองได้

        ในส่วนของคดีที่หนึ่งที่เกี่ยวกับการชำระค่าตอบแทนการใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินนั้น  หากไม่บังคับให้ทุ่งคำต้องชำระค่าตอบแทนการใช้ที่ดินที่ยังติดค้าง ส.ป.ก. จังหวัดเลย  แล้ว  ก็ควรที่จะบังคับให้ทุ่งคำต้องชำระค่าฟื้นฟูสภาพที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่เสียหายไปจากการขุดแร่  เพื่อให้กลับคืนสภาพที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรมได้ดังเดิม.