สำรวจร่างพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐฯ กับผลกระทบต่อการเข้าถึงยา ตอนที่ 1

 

ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ แผนงานศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.)



สถานการณ์

  1. กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังมีร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. .... (จากเดิมมีแนวคิดที่จะยกระดับจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นพระราชกฤษฎีกาเท่านั้นโดยมีร่างพระราชกฤษฎีกา 29 ตุลาคม 2550)
  2. ร่างพระราชบัญญัติของกรมบัญชีกลางนี้ มีการรับฟังความเห็นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2557 ณ ห้องกรุงธนบอลลูม โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯ, รับฟังความเห็นจากภาคเอกชน ณ ห้องประชุมชั้น 7 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558[1]
  3. มีหนังสือแจ้งไปหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ตอบแบบสอบถามความคิดเห็นและให้ส่งคืนกรมบัญชีกลางทางโทรสารหมายเลข 02-1277186 และทางไปรษณีย์ภายในวันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ.2558
  4. มีข่าว นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับชี้แจงความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติ โดยมีประเด็นดังต่อไปนี้
    1. ร่างพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
    2. กำหนดกรอบการปฏิบัติงานอย่างกว้างๆเพื่อเป็นมาตรฐานกลาง สำหรับใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง ซึ่งจะทำให้การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐเป็นมาตรฐานเดียวกัน ยังเป็นหลักประกันในการปฏิบัติราชการให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
    3. นักลงทุนต่างประเทศต้องการอยากให้รัฐบาลออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั้งหมด เพื่อให้เกิดความมั่นใจเกี่ยวกับความเป็นธรรมในการเข้าร่วมประมูลการลงทุนในโครงการต่างๆของทุกส่วนราชการ เพราะปัจจุบัน การจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการจะดำเนินการผ่านระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักนายกรัฐมนตรี และ ในส่วนของรัฐวิสาหกิจบางแห่งก็จะมีระเบียบจัดซื้อเป็นของตัวเอง แต่ต่อไป จะมีกฎหมายเฉพาะเพื่อเป็นมาตรฐานกลางในการจัดซื้อจัดจ้างของทุกหน่วยงานภาครัฐ
    4. ใช้กับหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง ได้แก่ ราชการส่วนกลาง ราชการ ส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ องค์การ มหาชน องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มหาวิทยาลัยในการกำกับของรัฐ หน่วยงานอิสระของรัฐ และ หน่วยงานอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง  เว้นแต่องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง ที่มีลักษณะการผลิตหรือจำหน่าย หรือบริการเพื่อหารายได้ การดำเนินการจัดหายุทโธปกรณ์ และการบริการทางทหารโดยวิธีรัฐบาลต่อรัฐบาล และการดำเนินการโดยใช้เงินกู้และเงินช่วยเหลือ ที่สัญญาหรือข้อกำหนดในการให้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
    5. เพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำความผิดในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้มีบทลงโทษถึงบุคคลที่เป็นผู้สั่งการระดับสูงสุด เพราะปัจจุบัน กระบวนการลงโทษสำหรับผู้กระทำผิดนั้น มักจะสาวไม่ถึงผู้ที่สั่งการ กล่าวคือ ผู้ที่ได้รับโทษมักจะเป็นข้าราชการระดับล่างๆ เท่านั้น ทั้งนี้ บทลงโทษ ในร่างกฎหมายกำหนดว่า กรณีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายนี้โดยมิชอบ เพื่อให้ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม พระราชบัญญัตินี้โดยทุจริต ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการกระทำความผิดนั้น หากกระทำความผิดนั้น เกิดจากการ สั่งการ หรือไม่สั่งการของผู้มีอำนาจหน้าที่ รับผิดชอบในการดำเนินเรื่องนั้น ผู้มีอำนาจหน้าที่นั้น ต้องรับโทษเป็นสองเท่าของความผิด ที่กำหนดไว้[2]
    6. กำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา จำนวน 5 ชุด ได้แก่[3]
      1. คณะกรรมการนโยบาย การจัดซื้อและการบริหารพัสดุภาครัฐ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน มีอำนาจ หน้าที่ในการกำหนดนโยบาย วางระเบียบ หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติ จัดทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพ.ร.บ.นี้เสนอ คณะรัฐมนตรีและอื่นๆ
      2. คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยปัญหาข้อหารือ อนุมัติยกเว้น หรือ ผ่อนผันการไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่ออกตามความในพ.ร.บ.นี้และอื่นๆ
      3. คณะกรรมการกำกับราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการกำหนดราคากลาง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการขึ้น ทะเบียน และการเพิกถอนทะเบียน ผู้ประกอบการ และ อื่นๆ
      4. คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดแนวทาง และ วิธีการในการดำเนินงานโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การคัดเลือกโครงการ การคัดเลือกผู้สังเกตการณ์ และอื่นๆ
      5. คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์และข้อร้องเรียน และ อื่นๆ
  5. นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการฯ เพื่อพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ....  ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 1 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม  2558 โดยมีนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง นางสาวชุณหจิต สังข์ใหม่ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ร่วมประชุมและให้ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ในประเด็นดังนี้
    1. การยกระดับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพัสดุทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 ขึ้นเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ โดยมีผลบังคับใช้กับหน่วยงานของรัฐทั้งหมด
    2. การแต่งตั้งคณะกรรมการตามร่างพระราชบัญญัติฯ 5 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ คณะกรรมการกำกับราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน
    3. กำหนดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ในลักษณะของการทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)
    4. การนำเกณฑ์ Price Performance มาใช้ในการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ พิจารณาคุณภาพประกอบราคาได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ราคาต่ำสุดเสมอไป
    5. การมีบทกำหนดโทษ กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
  6. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. .... เมื่อวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2558 ดังนี้

          1. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

          2. อนุมัติให้ถอนร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. .... จากการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

          สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

          1. กำหนดให้ร่างพระราชบัญญัตินี้บังคับกับหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง ได้แก่ ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ องค์การมหาชน องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หน่วยงานอิสระของรัฐ และหน่วยงานอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง เว้นแต่ องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง ที่มีลักษณะเป็นการผลิต หรือจำหน่าย หรือบริการเพื่อหารายได้ การดำเนินการจัดหายุทโธปกรณ์และการบริการทางทหารโดยวิธีรัฐบาลต่อรัฐบาล และการดำเนินการโดยใช้เงินกู้และเงินช่วยเหลือ ที่สัญญาหรือข้อกำหนด  ในการให้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

          2. กำหนดหลักการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ กำหนดไว้ 4 ประการ ได้แก่ ความคุ้มค่า ความโปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และตรวจสอบได้

          3. กำหนดให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม ตามโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้ามาตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

          4. กำหนดคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ไว้ 5 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ คณะกรรมการกำกับราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์และข้อร้องเรียน และอื่น ๆ

          5. กำหนดให้กรมบัญชีกลางทำหน้าที่เป็นองค์กรสนับสนุนดูแลการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ มีอำนาจหน้าที่ ในการดูแลและพัฒนาระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ จัดทำฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของพัสดุ รวบรวม วิเคราะห์ และประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐและจัดทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย และจัดให้มีการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐตามหลักวิชาชีพ

          6. กำหนดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนี้

                   6.1 การจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี และให้ประกาศเผยแพร่แผนในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง

                   6.2 วิธีการจัดซื้อจัดจ้างและการจ้างที่ปรึกษา ให้กระทำได้ 3 วิธี ได้แก่ (1) วิธีประกาศ เชิญชวนทั่วไป (2) วิธีคัดเลือก (3) วิธีเฉพาะเจาะจง ส่วนวิธีการจ้างออกแบบและควบคุมงาน นอกจากวิธีดังกล่าวข้างต้นให้เพิ่มอีก `1 วิธี คือ วิธีประกวดแบบ

                   6.3 การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ กำหนดให้มีเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ โดยให้พิจารณาคุณภาพประกอบราคาได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ราคาต่ำสุดเสมอไป แต่การจะใช้เกณฑ์ใดและให้น้ำหนักในแต่ละเกณฑ์เท่าใด ต้องมีการประกาศให้ทราบเป็นการล่วงหน้าในประกาศเชิญชวนให้เข้าร่วมการจัดซื้อจัดจ้าง

                   6.4 การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการก่อสร้างต้องขึ้นทะเบียน     ไว้กับกรมบัญชีกลาง ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาจัดชั้นผู้ประกอบการก่อสร้างเป็นมาตรฐานเดียวกัน

                    6.5 การรวมซื้อรวมจ้าง กำหนดให้หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งแห่งใดอาจดำเนินการจัดซื้อ จัดจ้างพัสดุให้กับหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น ๆ ก็ได้ ภายใต้กรอบข้อตกลงระหว่างหน่วยงานของรัฐผู้จัดซื้อจัดจ้างและคู่สัญญา

                   6.6 การเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง โดยกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่ขั้นตอนการเปิดเผยแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี การจัดทำประกาศเชิญชวน การกำหนดเกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอ การประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคา การประกาศยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้าง การทำสัญญาและการแก้ไขสัญญา ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนในการเข้ามาตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้อย่างเต็มรูปแบบ

          7. กำหนดเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการ โดยผลการประเมินให้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาคัดเลือกคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ายื่นข้อเสนอ หรือเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จะถูกระงับการยื่นข้อเสนอหรือทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ที่กำหนด

          8. กำหนดให้ผู้ประกอบการสามารถร้องเรียนหน่วยงานของรัฐได้ กรณีที่เห็นว่าหน่วยงานของรัฐมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ และหากผู้ประกอบการไม่พอใจผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐก็สามารถอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียนต่อไปได้อีก

          9. กำหนดบทกำหนดโทษ โดยกรณีที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้โดยทุจริต ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับการกระทำความผิดนั้น และหากการกระทำความผิดนั้น เกิดจากการสั่งการหรือไม่สั่งการของผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการในเรื่องนั้น ผู้มีอำนาจหน้าที่นั้นต้องรับโทษเป็นสองเท่าของความผิดที่กำหนดไว้

 

 

 

เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ

1. ร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. .... (ฉบับที่ส่งไปให้หน่วยงานต่าง ๆ ให้ความเห็นเมื่อ 7 มกราคม 2558) มีข้อสังเกต ดังนี้

          1.1 ไม่มีข้อผ่อนปรนการสนับสนุนกิจการภายในประเทศ (สอดคล้องกับที่อธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังให้ข้อมูลว่า นักลงทุนต่างประเทศต้องการอยากให้รัฐบาลออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั้งหมด เพื่อให้เกิดความมั่นใจเกี่ยวกับความเป็นธรรมในการเข้าร่วมประมูลการลงทุนในโครงการต่างๆของทุกส่วนราชการ) หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ เช่น องค์การเภสัชกรรม

          1.2 ใช้กับการจัดซื้อจัดจ้างทุกวิธีการ ไม่ขึ้นกับวงเงินจัดซื้อจัดจ้าง  เดิมแต่ละวิธีมีเงื่อนไขในการใช้ดังนี้

  1. วิธีตกลงราคา ได้แก่ การซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่ง ซึ่งมีราคาไม่เกิน 1 แสนบาท
  2. วิธีสอบราคา ได้แก่ การซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่ง ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 1 แสนบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท
  3. วิธีประกวดราคา ได้แก่ การซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่ง ซึ่งมีราคาเกิน 2 ล้านบาท
  4. วิธีพิเศษ ได้แก่ การซื้อหรือจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 1 แสนบาท และเป็นพัสดุที่ต้องซื้อเร่งด่วน หรือเป็นพัสดุที่ใช้ในราชการลับ หรือเป็นพัสดุที่มีความต้องการใช้เพิ่ม (repeat order) ในสถานการณ์ที่จำเป็น หรือเป็นพัสดุที่จำเป็นต้องซื้อโดยตรงจากต่างประเทศ หรือดำเนินการโดยองค์การระหว่างประเทศ หรือกรณีเป็นงานจ้าง เป็นงานที่ต้องจ้างผู้มีฝีมือโดยเฉพาะ หรือผู้มีความชำนาญพิเศษ และเป็นงานซื้อหรือจ้างที่ใช้วิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลดี
  5. วิธีกรณีพิเศษ ได้แก่ การซื้อการจ้างจากส่วนราชการ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หรือรัฐวิสาหกิจ
  6. วิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ การซื้อการจ้างครั้งหนึ่ง ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป

 

2. ร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. .... (ฉบับที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558) มีข้อสังเกต (เฉพาะบางประเด็น) ดังนี้

          2.1 หน่วยงานของรัฐหรือการดำเนินการต่อไปนี้ไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 7) เนื่องจากพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้กับ

                    (1) องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ

                    (2) การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง ที่มีลักษณะเป็นการผลิต หรือจำหน่าย หรือบริการเพื่อหารายได้ (ต้องเน้นเรื่องผลิตเพื่อหารายได้ จำหน่ายเพื่อหารายได้ และบริการเพื่อหารายได้ เพราะข้อนี้เป็นการยกเว้นในส่วน “การดำเนินการ” ไม่ได้ยกเว้นในส่วน “หน่วยงานของรัฐ” หรือ “องค์กร” ดังนั้น การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างบางส่วนจึงอาจต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัตินี้ เช่น การจัดซื้ออุปกรณ์สำนักงานในบางแผนก การจัดซื้ออุปกรณ์เพื่อรักษาความปลอดภัยหรือเพื่ออำนวยความสะดวกในหน่วยงาน)

                    (3) การดำเนินการจัดหายุทโธปกรณ์และการบริการทางทหารโดยวิธีรัฐบาลต่อรัฐบาล (แต่ถ้าเป็นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์และบริการทางทหารกับหน่วยงานหรือผู้ประกอบการภายในประเทศต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้)

                    (4) การดำเนินการโดยใช้เงินกู้และเงินช่วยเหลือ ที่สัญญาหรือข้อกำหนดในการให้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น (แต่ถ้าเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 6 ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างด้วย)

                   (5) การดำเนินการที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการนโยบาย (ร่างมาตรา 7 วรรคสาม)

                    อย่างไรก็ตามหน่วยงานของรัฐดังกล่าวนี้ จะต้องจัดให้มีกฎหรือระเบียบที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุตามหลักเกณฑ์และแนวทางของพระราชบัญญัตินี้ อย่างน้อยต้องมีหลักการในเรื่องของความคุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และตรวจสอบได้ (เข้าใจว่าหน่วยงานส่วนหนึ่งไม่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลและมีอำนาจในการออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการพัสดุของหน่วยงานอยู่แล้ว)

          การยกเว้นตามกฎหมายถือว่ามีข้อผ่อนปรนบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว องค์กรให้บริการด้านสาธารณสุข การจัดการปัญหาภัยพิบัติ ยังต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัตินี้

          2.2 การจัดซื้อจัดจ้างไม่ขึ้นกับวงเงินจัดซื้อจัดจ้าง ไม่มีวงเงินขั้นต่ำที่จะเริ่มใช้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง (การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ตามร่างมาตรา 55 การจ้างที่ปรึกษาตามร่างมาตรา 69 การจ้างออกแบบและควบคุมงาน ตามร่างมาตรา 77) เว้นแต่การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโดยวิธีเฉพาะเจาะจงที่มีการผลิต การจำหน่าย หรือให้บริการทั่วไป ไม่เกินวงเงินตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ร่างมาตรา 55(2)(ข)) การจ้างที่ปรึกษาที่มีวงเงินค่าจ้างครั้งหนึ่งไม่เกินวงเงินตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ร่างมาตรา 69(3)(ข)) การจ้างออกแบบและควบคุมงานโดยวิธีคัดเลือก ให้ใช้กับงานจ้างที่มีวงเงินงบประมาณค่าก่อสร้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ร่างมาตรา 79(1))

          2.3 ข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้ เช่น การประกาศผลผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างและเหตุผลสนับสนุน (ร่างมาตรา 65) การเผยแพร่สาระสำคัญของสัญญาหรือข้อตกลงที่ได้ลงนามแล้ว รวมถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาหรือข้อตกลง (ร่างมาตรา 93) การเปิดเผยข้อมูลต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือการดำเนินการตามกฎหมาย (ร่างมาตรา 11 วรรคสองตอนท้าย) ผู้สังเกตการณ์ที่ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใด นอกจากรายงานให้คณะกรรมการความร่วมมือทราบแล้วให้มีการเผยแพร่รายงานดังกล่าวต่อสาธารณชนด้วย (ร่างมาตรา 16 วรรคสาม)  

          2.4 ข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เช่น ข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอในส่วนที่เป็นสาระสำคัญและเป็นข้อมูลทางเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียบเปรียบระหว่างผู้ยื่นข้อเสนอด้วยกันต่อผู้ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับการจัดซ้อจัดจ้างครั้งนั้น หรือต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น (ร่างมาตรา 11 ตอนต้น)

          2.5 กรณีป้องกันการมีส่วนได้เสีย เช่น ผู้มีหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาในงานนั้น (ร่างมาตรา 14) คณะกรรมการนโยบายจะเข้าร่วมประชุมหรืออกคะแนนเสียงไม่ได้(ร่างมาตรา 23 วรรคสี่)

          2.6 กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใดผิดพลาดเพียงเล็กน้อย และไม่ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ยื่นข้อเสนอด้วยกัน กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างนั้นไม่เสียไป (ยังใช้ได้ ตามร่างมาตรา 15)  

          2.7 การสนับสนุนการพัฒนาความรู้ความสามารถของเจ้าหน้าที่จัดซื้อจัดจ้าง และการยกระดับอาชีพ เช่น กรมบัญชีกลางมีหน้าที่จัดฝึกอบรม (ร่างมาตรา 48 วรรคแรก) เจ้าหน้าที่ผู้ดำรงตำแหน่งที่มาตรฐานการกำหนดตำแหน่งกำหนดให้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ได้รับค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด (ร่างมาตรา 48 วรรคสอง)

          2.8 การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอพัสดุ ถ้าเลือกใช้หลายเกณฑ์ประกอบกับเกณฑ์ราคาต้องกำหนดน้ำหนักแต่ละเกณฑ์ให้ชัดเจน แต่ถ้าใช้เกณฑ์เดียวต้องใช้เกณฑ์ราคา (ร่างมาตรา 64)

เกณฑ์

ข้อสังเกต

ต้นทุนพัสดุตลอดอายุการใช้งาน

 

มาตรฐานของสินค้าหรือบริการ

ระวังการการกำหนดมาตรฐานที่สูงหรือเฉพาะเจาะจงเกินไป จนทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติได้

บริการหลังการขาย

เดิมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ไม่ได้กำหนดไว้ แต่มีแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่าสามารถทำได้ (เพื่อให้การใช้พัสดุเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีปัญหาหรืออุปสรรค)

พัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน

เดิมให้ส่วนราชการใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศหรือเป็นกิจการของคนไทย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 16(2) ในกรณีพัสดุที่ต้องการซื้อประกาศกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแล้ว ให้กำหนดรายละเอียดหรือคุณลักษณะเฉพาะตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือเพื่อความสะดวกจะระบุเฉพาะหมายเลขมาตรฐานก็ได้

การประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการ ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์และวิธีการประเมิน ตามร่างมาตรา 101

1. สิ่งที่ใครก็ทำได้ อย่ากำหนดเงื่อนไขโดยไม่จำเป็น (แนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.233/2552)

2. ระวังเรื่องการตัดสิทธิผู้เสนอราคาล่วงหน้าเนื่องจากผลงานที่ไม่ดีในอดีต (แนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.221/2548)

ราคา

 

เกณฑ์อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

          2.9 การกำหนดเงื่อนไขในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ตามร่างมาตรา 61 ต้องติดตามว่าสามารถกำหนดเงื่อนไขได้มากน้อยเพียงใด เคยมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดกำหนดให้ผู้เสนอราคา ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่คณะกรรมการไปตรวจสอบความถูกต้องของผลงานในการประกวดราคา หากไม่เพิ่มภาระให้กับผู้เสนอราคาจนสมควร (แนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.220/2549)

          2.10 ผู้ประกอบการที่ได้เข้าร่วมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุเท่านั้น ซึ่งหากไม่พอใจการพิจารณาการจัดซื้อจัดจ้างมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน (ร่างมาตรา 109) ส่วนผู้ยื่นข้อเสนอจ้างที่ปรึกษา จ้างออกแบบและควบคุมงาน ไม่ได้มีข้อกำหนดให้ต้องอุทธรณ์ก่อน หากไม่พอใจการพิจารณาจึงต้องฟ้องศาลปกครอง

          2.11 หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง อาจดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุให้กับหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นๆ ก็ได้ ตามข้อตกลงระหว่างหน่วยงานของรัฐผู้จัดซื้อกับผู้จัดจ้างกับคู่สัญญา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการ ตามที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด (ร่างมาตรา 57)

          2.12 อื่น ๆ เช่น เคยมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดกรณีส่วนราชการจำเป็นต้องระบุชื่อสิ่งของ ก็ให้ระบุชื่อยี่ห้อสิ่งของนั้น ๆ ได้ แต่ต้องให้มากยี่ห้อที่สุดเท่าที่จะสามารถระบุได้ (แนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.313/2554) ต้องพิจารณาว่าสามารถนำมาใช้ในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด

 

อ่าน สำรวจร่างพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐฯกระทบต่การเข้าถึงยา ตอนที่ 2

http://www.prachatham.com/article_detail.php?id=315