เวียงแหง..เสน่ห์เมืองโบราณ บนเส้นทางชายแดน

Thu, 02/06/2014 - 11:43 -- ประชาธรรม

"เวียงแหง" เป็นอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ ที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ง่ายๆ และงดงาม ในหุบเขาติดกับชายแดนไทย-พม่า ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 134 กิโลเมตร โดยใช้การเดินทางสายหลัก คือถนนโชตนา หมายเลข 107 จากเชียงใหม่-.แม่ริม- .แม่แตง - .เชียงดาว แล้วแยกไปตามถนนหมายเลข 1178 แยกเมืองงาย ผ่านบ้านเมืองงาย  ก่อนถึงทางแยกแม่จา- .เวียงแหง ทางซ้ายมือ เราค่อยๆ ไต่ไปตามถนนหมายเลข 1322 บนระยะทาง 58 กิโลเมตร ถือว่าเป็นถนนที่งดงามสายหนึ่ง เมื่อก่อนเป็นทางลูกรัง ปัจจุบันเป็นเส้นทางลาดยาง บนความคดเคี้ยวและชันสูง มุ่งตรงไปยังอำเภอเวียงแหง และไปสิ้นสุดถนนสายนี้ที่บ้านหลักแต่ง ตำบลเปียงหลวง บริเวณชายแดนไทย - พม่า

"เวียงแหง" หรือ เมืองแหง หรือ "เมิงแหง" ตามสำเนียงของพี่น้องไตหรือชาวไทยใหญ่ในท้องถิ่นใช้พูดเรียกกันนั้น มีประวัติศาสตร์ตำนานให้เราได้เรียนรู้ศึกษากันหลายด้านหลายมุมเลยทีเดียว                 

ในตำนานพระเจ้าเลียบโลก มีการกล่าวถึง เวียงแหง เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า?ในสมัยพุทธกาล ได้มีสาวกของพระพุทธเจ้าได้ ออกเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ในระหว่างที่ออกเผยแพร่หลักธรรมไปในที่ต่างๆ นั้น ได้มาถึงดอยๆ หนึ่ง ซึ่งมีชื่อขณะนั้นว่า "ดอยห้วยผักกูด" ในระหว่างที่พักผ่อนอยู่นั้น ได้มีชนเผ่ากะเหรี่ยงหรือปวาเกอะญอ ได้นำแตงโมมาถวายสาวกของพระพุทธเจ้า ในระหว่างที่กำลังสับแตงโมอยู่นั้นฟันก็กะเทาะออกมา (คำว่า กะเทาะ หรือ แตกนี้ ภาษาไทยเดิมใช้คำว่า "แหง" สาวกของพระพุทธเจ้าจึงได้เอาฟันที่กะเทาะวางไว้ ณ ที่นั้น แล้วตั้งชื่อสถานที่นั้นว่า "เมืองแหง" หลังจากฉันเสร็จก็โยนเปลือกแตงโมลง ที่ห้วยผักกูดและได้กลายเป็นลำห้วยที่ชื่อ "แม่แตง" และด้วยเหตุนี้จึงมีการเรียกขานชื่อ เมืองแหง หรือ เวียงแหง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา                               

นอกจากนั้น ในด้านโบราณคดี ได้มีนักโบราณคดี ได้ทำการสำรวจค้นพบเครื่องมือหินกะเทาะของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในถ้ำหินปูนอยู่ติดลำห้วย 2 สายใกล้ๆ กับเมืองโบราณเมืองแหง ประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งแสดงว่า บริเวณแอ่งเวียงแหง นั้นเคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์มานานแล้วกว่า 5,000 ปี     

และที่สำคัญ เมืองแหงในอดีตนั้นเคยเมืองโบราณเมืองหนึ่ง ว่ากันว่าเป็นเมืองหน้าด่านของเมืองเชียงใหม่  ปัจจุบัน เราจะพบเห็นปรากฏร่องรอยคูน้ำและคันกำแพงโบราณ อยู่บริเวณด้านทิศเหนือ และทิศตะวันออก ของหมู่บ้านเมืองแหง และในแอ่งเมืองแหง เรายังพบร่องรอยของวัดร้างมากกว่า 50 แห่ง โดยเฉพาะวัดป่าสัก พบฐานเจดีย์ วิหาร ศาลา บนเนื้อที่กว่า 40 ไร่ เหนือวัดนี้ห่างออกไป ยังพบวัดกำแพงงาม พร้อมเจดีย์ยอดหัก และมีการค้นพบกำแพงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน อีกด้วย จึงกล่าวได้ว่า "เมืองแหง" เคยเป็นเมืองชายแดนล้านนามานานร่วม 200 ปีมาแล้ว โดยดูจากบันทึกหลักฐานประวัติศาสตร์ไว้พอสังเขป ดังนี้                                                           

ในปี พ.ศ.2424 จากบันทึกของ Holt S. Hallett วิศวกรสำรวจสร้างทางรถไฟผ่านเชียงใหม่ไปสู่ประเทศจีน ได้บันทึกขณะเดินทางถึงบริเวณพื้นที่อำเภอแม่แตงว่า...คนพื้นเมืองในยุคนั้น กล่าวถึง "เมืองแหง" ว่าเป็นเมืองโบราณ และกำลังจะถูกลืมเลือน...                                                     

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการส่งเจ้ากรมแผนที่ทหารคนแรกชื่อ เจมส์ ฟิทชรอยแมคคาที ขึ้นมาสำรวจอาณาเขตประเทศไทยด้านชายแดนลานนา เมื่อปี พ.ศ. 2432 จากเชียงใหม่ เดินทางด้วยขบวนช้าง บันทึกไว้ว่า ขณะนั้นเมืองแหงมีผู้คนประมาณ 100 หลังคาเรือนมีประชากรประมาณ 300-400 คน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเชียงดาว                                                  

อีกเรื่องราวประวัติศาสตร์หนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งอาจารย์ชัยยง ไชยศรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้เรียบเรียงจากเอกสารหายาก ก็คือในปี พ.ศ. 2427 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ในรัชกาลที่ 5 ครั้งเสด็จมาจัดการเมืองเชียงใหม่ และมีรับสั่งให้พระยามหามหิทริวงษา เจ้าเมืองฝาง ไปจัดการตั้งเมืองแหงเหนือและเมืองแหงใต้ เพื่อป้องกันชายแดน และได้แต่งตั้งให้ "ฮ้อยสาม" ซึ่งแต่เดิมเป็นชาวนครเชียงใหม่ ได้อพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองแหง ในสมัยเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 6 พระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ มีการแบ่งเขตการปกครองให้เมืองแหงขึ้นกับเมืองฝาง และต่อมา ได้มีการแบ่งเป็นเมืองแหงเหนือและเมืองแหงใต้ โดย เมืองแหงเหนือ คือ บริเวณบ้านจอง ม่วงเครือ ห้วยไคร้ ตำบลเปียงหลวง ส่วนเมืองแหงใต้ คือ บ้านเวียงแหง ตำบลเมืองแหง ในปัจจุบัน                     

สาเหตุของการแบ่งเป็นเมืองแหงเหนือ เมืองแหงใต้ เพราะเจ้าบุญทาเจ้าเมืองฝางสมัยนั้นได้แต่งตั้งให้ ฮ้อยสาม ขุนล่อน และซางลาย ทั้ง 3 คน ไปรักษาเมืองแหง ต่อมาทั้งสามคนแย่งกันเป็นใหญ่ เกิดวิวาทกัน เจ้าบุญทาเจ้าเมืองฝางจึงมาระงับเหตุ โดยแบ่งแยกการปกครองเป็นเมืองแหงเหนือให้ขุนล่อนเป็นเจ้าเมือง ส่วนเมืองแหงใต้ให้ฮ้อยสามกับซางลายเป็นเจ้าเมือง มีประชากรมากกว่าเมืองแหงเหนือหนึ่งเท่าตัว                                              

ในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ระบุอีกว่าในช่วงเวลาต่อมา เจ้าซางลายกับฮ้อยสาม เจ้าเมืองแหงใต้ เกิดการทะเลาะขัดแย้งกันอย่างหนัก จนทำให้พระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ถึงกับทรงกริ้ว และสั่งลงโทษจำคุกเจ้าซางลายและฮ้อยสาม พร้อมภรรยาไว้ที่เมืองเชียงใหม่  จนทำให้ขุนล่อน เจ้าเมืองเมืองแหงเหนือ พอทราบข่าว พร้อมกับราษฎรเมืองแหงเหนือและเมืองแหงใต้ ต่างพากันตกใจกลัวพระราชอาญา จึงพร้อมใจกันอพยพครอบครัวชาวเมืองแหงทั้งหมดข้ามแม่น้ำคง (สาละวิน) ไปอยู่เมืองปั่นและเมืองหมอกใหม่ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ทำให้เมืองแหงในห้วงนั้น จึงว่างร้างผู้คน ดังปรากฏในใบบอก พระเจ้าอินทรวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 (พ.ศ.2413-2439) ถัดจากพระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ ที่ได้กราบบังคมทูลรัชกาลที่ 5 ว่า ?ในปี พ.ศ.2417 เมืองแหงเป็นเมืองร้าง ทางเปลี่ยว ลูกค้าเดินมาแต่เมืองพม่าไม่ปลอดภัย จึงได้จัดให้คนเมืองกึ้ด ไปตั้งด่านลาดตระเวน 50 คน คุ้มครองผู้เดินทาง ครั้งประมาณ พ.ศ.2400                                                                   

ต่อมา รัชกาลที่ 5 ทรงส่งพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิตปรีชากร (แต่ครั้งยังเป็นกรมหมื่น) มาจัดการเมืองเชียงใหม่ พระองค์มีรับสั่งให้พระยามหามหิทธิวงษา เจ้าเมืองฝาง ไปเกลี้ยกล่อมรวบรวมเงี้ยวระมาดที่กระจัดกระจายให้มาตั้งเมืองแหงเหนือ เมืองแหงใต้ เมืองนะ เมืองแกนน้อย เมืองน้อย เพื่อป้องกันชายแดนและแต่งตั้งให้ "ฮ้อยสาม"เป็น "แสนธานีพิทักษ์" เจ้าเมืองแหง อีกหนหนึ่ง และคาดกันว่า ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองแหง จนสิ้นอายุขัย

จนกระทั่ง มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง เมืองแหงจึงเป็นตำบลหนึ่งขึ้นกับอำเภอเชียงดาว โดยมีกำนันชื่อ "เหง ซาววา เป็นกำนันคนแรก ต่อมาได้รับการยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอเวียงแหง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2524 และยกฐานะเป็นอำเภอเวียงแหง เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2536 มาตราบจนปัจจุบันนี้                    

นี่เป็นเพียงตำนานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่น่าสำคัญและน่าสนใจของเวียงแหง ที่ได้หยิบยกมาบอกเล่าพอสังเขปเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนยังไม่ได้พูดถึง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอีกหลายด้าน โดยเฉพาะมีการสันนิษฐานกันว่า เวียงแหง หรือเมืองแหงในอดีตนั้นเคยเป็นเส้นทางการค้าขายสมัยโบราณ รวมไปถึงว่า เคยเป็นเส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

กระทั่ง ล่าสุด ได้มีนักวิชาการหลายท่านได้ออกมาศึกษาค้นคว้ากันอย่างจริงจัง และค้นพบหลักฐานปรากฏในพงศาวดารพม่า ซึ่งถูกเก็บไว้ ณ หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ ว่า ?ครั้นจุลศักราช 974  พระเจ้าอยุธยา พระนเรศ ทรงเสด็จยกกองทัพ 20 ทัพ ยกมาทางเชียงใหม่จะไปตีเมืองอังวะ ครั้นเสด็จมาถึง "เมืองแหน" แขวงเมืองเชียงใหม่ ก็ทรงประชวรในเร็วพลัน ก็ สวรรคต ในที่นั้น...ฯ                                                          

ซึ่งคำว่า "แหง" พม่าจะเขียนเป็น "แหน" นั่นเอง                                                                        

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ เป็นเรื่องที่นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ องค์กรหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะได้ร่วมกันศึกษาค้นคว้า ชำระประวัติศาสตร์สำคัญชิ้นนี้กันต่อไป.

 

ที่มาข้อมูลและอ้างอิง

1.ประวัติศาสตร์เมืองแหง,www.muangheang.8m.com

2.ชัยยง ไชยศรี, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่,เรียบเรียงจากเอกสารหายาก ของ นคร พันธุ์ณรงค์ปัญหาชายแดนไทย-พม่า : Problems on thai-Burmese Border / นคร พันธุ์ณรงค์

3.กองจดหมายเหตุแห่งชาติ รหัส ร.5 ม.212 ก.ใบบอก(เชียงใหม่)พระเจ้าอินทรวิชยานนท์ กราบบังคมทูลเรื่องให้จัดการรักษาเขตแดนตามหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ลงวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2417

4.ชาติชาย ร่มสนธ์(2546) การศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ทางโบราณคดีของแหล่งโบราณสถานในอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

5.ฮันส์ เพนธ์ (2539) ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ The Chiang Mai Chromicie โรงพิมพ์ O.S พริ้นติ้ง เฮ้าส์ กทม. 

6.Hot S. Hallett A Thousand Miles on anElephant in the Shan States White Lotus Bangkok Cheney

7.James McCaarthy Surveying and Exploring in Siam White Lotus Bangkok Cheney

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร