พระสงฆ์กับบทบาททางการเมืองในมุมมองณัฐกร วิทิตานนท์

Fri, 02/21/2014 - 22:18 -- ประชาธรรม

*หมายเหตุ เรียบเรียงจากการเสวนาประเทศไทยในวิกฤตการเมืองปัจจุบัน เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2557 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา ซึ่งจัดโดยคณะสังคมศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์การปกครอง โดย อ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นวิทยากรร่วมพูดคุย ประชาธรรม เรียบเรียง

 

มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับบทบาทของพระสงฆ์ในการเมืองปัจจุบัน?

อ.ดร.ณัฐกร กล่าวว่า มีงานวิจัยของ อ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง.แม่ฟ้าหลวงได้ทำวิจัยประเด็นพระสงฆ์กับบทบาททางการเมืองพบว่า ในรัฐธรรมนูญห้ามพระสงฆ์ไม่ให้มีสิทธิเลือกตั้ง ตั้งแต่สมัยประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พฦศ 2475 โดยแยกพระสงฆ์ไม่ให้เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ให้พระสงฆ์มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ในต่างประเทศอย่างเช่น ประเทศพม่า พระสงฆ์มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ยกเว้นการเป็นส.ส.หรือผู้แทน กรณีศรีลังกา พระสงฆ์มีสิทธิเลือกตั้งและมีสิทธิเป็นผู้แทนได้ ตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นว่าพระสงฆ์ในต่างประเทศมีสิทธิมีส่วนร่วมมากกว่าพระสงฆ์ในประเทศไทย

 

ย้อนกลับมาที่กรณีงานวิจัย ได้สอบถามความเห็นพระสงฆ์ในห้องเรียนวัดพระแก้วจังหวัดเชียงรายพบว่า ส่วนใหญ่ไม่มีความต้องการสิทธิดังกล่าว คือต้องการอยู่เหนือการเมือง-ความขัดแย้ง แต่อย่างไรก็ดีพระสงฆ์ในงานวิจัยนี้ต้องการมีตัวแทนที่จะคอยส่งเสียงขึ้นไป และย้ายออกจากโหมด "ต้องห้าม" เนื่องจากปัจจุบันพระสงฆ์ถูกจัดเป็นบุคคลที่ต้องห้ามไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ในกลุ่มเดียวกับคนบ้า ผู้ถูกคุมขัง และบุคคลที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง

 

"ตามหลักคนที่เสียภาษีเขามีสิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากภาษีที่เสียไปถูกนำไปจัดสรรผลประโยชน์ซึ่งเป็นเรื่องการเมือง และบุคคลเหล่านี้เขามีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในบ้านเมืองนี้ด้วย ผมคิดว่าทุกคนควรมีสิทธิที่จะเลือกตั้งลงคะแนน"

 

การทำความเข้าใจเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในเหตุการณ์เมื่อปี 2553 เนื่องด้วยพระสงฆ์ไม่สามารถเลือกข้างได้ หรือแสดงบทบาททางการเมือง สิ่งที่ทำได้คือการรักษาชีวิตมนุษย์ กรณีวัดปทุมวนารามพบว่าพระสงฆ์ได้ขอนิมนต์บิณฑบาตไว้ชีวิตคนที่มาร่วมชุมนุม หลังจากมีความรุนแรง มีการยิงกันเกิดขึ้น พระสงฆ์วัดปทุมฯบอกว่าหากใครไม่มีที่พึ่ง กลัวไม่ปลอดภัยในชีวิตของตนให้เข้ามาอยู่ในวัดปทุมฯ ก็มีคนจำนวนหนึ่งเข้าไปภายในวัดหลังจากมีการสลายการชุมนุม แต่ก็ทหารก็ยังยิงเข้าไปในวัด ซึ่งมีหลักฐานจากคลิปวิดีโอและคำไต่สวนออกมาแล้วอย่างชัดเจน

 

"นี่เป็นความเจ็บปวดของประชาชน เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุด ถามว่าเขาหนีเข้าไปในวัดซึ่งเป็นเขตอภัยทานแล้ว แต่ทำไมทหารถึงยิงเข้าไปในวัดปทุม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 6 ราย"

 

ดร.ณัฐกร กล่าวเสริมว่า ในประเทศอาเซียนมีเพียงสองประเทศ ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวคริสต์ คือประเทศฟิลิปปินส์และประเทศติมอร์ ซึ่งประเทศติมอร์เป็นประเทศเกิดใหม่ ที่มีความพยายามขอเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนแต่เขายังไม่ให้เข้าร่วม ระยะเวลากว่า 20 ปี ติมอร์เป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ตั้งเป็นประเทศใหม่ได้สำเร็จ โดยศาสนาเข้าไปมีบทบาทอย่างชัดเจน

 

ช่วงสมัยนั้นโปตุเกสปกครองอินโดนีเชีย และติมอร์ แต่เมื่อโปตุเกสออกจากการปกครองติมอร์ อินโดจึงเข้ามาร่วมกับติมอร์และขอให้ติมอร์เป็นจังหวัดหนึ่งของอินโด ขณะเดียวกันชาวติมอร์ก็เกิดความไม่พอใจมีการจับอาวุธต่อสู้กัน แต่ทั้งนี้โลกได้เห็นความสำคัญของติมอร์เนื่องจากสันตะปาปาเสด็จเยือนติมอร์ ช่วงที่มีการสังหารหมู่ในโบสถ์แห่งหนึ่งในติมอร์ ขณะนั้นพระสันตะปาปาประกาศอย่างชัดเจนไม่ยอมรับการกระทำเข่นฆ่าชาวคริสต์ ภายหลังยูเอ็นได้เข้าไปกดดัน ในส่วนอินโดให้อำนาจประชาชนติมอร์ตัดสินใจว่าจะแยกประเทศหรืออยู่ภายใต้อินโดโดยการลงคะแนนเสียง

 

ท้ายสุดคนติมอร์เกือบ 80 เปอร์เซ็นขอแยกประเทศ เป็นผลทำให้เกิดการจราจลเกิดสงครามกลางเมือง สุดท้ายยูเอ็นต้องเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาอีกครั้งหนึ่ง ขณะนั้นผู้นำถูกจับตัวบาทหลวงที่มีบทบาทขับเคลื่อนติมอร์ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ท้ายสุดการเกิดประเทศติมอร์

 

สำหรับประเทศไทยมีกรณีศึกษาพระสงฆ์กับบทบาททางการเมืองที่น่าสนใจ คือ กรณีการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดแพร่ ซึ่งมีแข่งขันอย่างดุเดือด มีการจ้างมือปืนยิงผู้สมัครเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่นตาย จนเป็นผลทำให้ชาวบ้านไม่มีตัวเลือก จนได้ร้องขอให้พระสงฆ์รูปหนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพนับถือในหมู่บ้านลาสิกขาแล้วสมัครเป็นผู้นำท้องถิ่น สุดท้ายพระสงฆ์ได้รับการเลือกด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ภายหลังจากนั้น 4 ปี มีการลงเลือกตั้งใหม่ พระสงฆ์ที่ลาสิกขาเพื่อมาลงการเมืองท้องถิ่น จากที่ได้รับคะแนนเสียงกว่า 1,000 คะแนน กลับได้คะแนนเสียงเพียง 40 คะแนน เพราะชาวบ้านต้องการการพัฒนาภายหลังจากความขัดแย้งคลี่คลาย สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นชี้ให้เห็นถึงทางออกที่ประชาชนต้องการและสุดท้ายมันก็เปลี่ยนผ่านในที่สุดด้วยการลงคะแนนเสียงจนไร้ปัญหาการเข่นฆ่ากัน

 

แล้วระดับที่เหมาะสมในการมีส่วนร่วมของพระสงฆ์อยู่ตรงจุดใด?

 

มองว่าพระสงฆ์มีโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นได้ไม่ต่างจากประชาชน การที่จะไปร่วมเดินขบวน การเขียนบทความ เป็นเรื่องธรรมดา อย่างไรก็ตามพระสงฆ์ก็เป็นคนของรัฐเช่นเดียวกันและสามารถแสดงความคิดเห็นได้

 

ต่อประเด็นการเมืองในปัจจุบันเห็นได้ชัดเจนว่าคือการต่อสู้กันระหว่างคนสองขั้ว กล่าวคือ คนที่หาความชอบธรรมของอำนาจคือเอาการเลือกตั้ง และคนที่ไม่ยอมรับการเลือกตั้งคือความชอบธรรม ดังนั้นจึงเกิดขั้วที่ดึงเกมไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง ทั้งนี้จะได้นายกคนกลางเข้ามาหรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก

 

"ส่วนตัวเชื่อว่าถ้าตำรวจไม่เอารัฐประหาร รัฐประหารก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากตำรวจเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงกฎหมายยังให้อำนาจตำรวจกว่า 300 ฉบับ ซึ่งทหารไม่มีอำนาจ กระบวนการยุติธรรมเริ่มที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งเราเห็นความขัดแย้งระหว่างทหารกับตำรวจมาตลอด หากจะเกิดรัฐประหารน่าจะเป็นรูปแบบใหม่ เช่นอาศัยศาลหรือองค์กรอิสระ น่าจะเป็นเครื่องมือใหม่ ซึ่งยังไม่เคยถูกนำมาใช้มากกว่า"

 

*หมายเหตุ เรียบเรียงจากการเสวนาประเทศไทยในวิกฤตการเมืองปัจจุบัน เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2557 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา ซึ่งจัดโดยคณะสังคมศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์การปกครอง โดย อ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นวิทยากรร่วมพูดคุย

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร