เครือข่ายปชช.ตั้งเป้ายื่นร่างกม.ที่ดิน 4 ฉบับเข้าสภา 24 มิ.ย.แก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม

Wed, 04/23/2014 - 22:21 -- ประชาธรรม

ระหว่างวันที่ 22-23 เมษายน 2557 ที่โรงแรมศิรินาถ การ์เด้น อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เครือข่ายภาคประชาชนขับเคลื่อนกฎหมาย 4 ฉบับ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบนประกอบด้วย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน และจังหวัดตาก จัดการสัมมนาและการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า และพ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม

 

ชมภาพบรรยายกาศได้ที่ https://www.flickr.com/photos/123795309@N08/

 

นายประยงค์ ดอกลำไย อนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านที่ดิน กล่าวว่า กฎหมายทั้งสี่ฉบับจะเป็นหัวใจสำหรับการปฏิรูป การจัดการที่ดินและทรัพยากรทำให้คนจนเข้าถึงที่ดินได้อย่างเป็นธรรมและรักษาที่ดินได้อย่างยั่งยืน ช่วยให้คนจนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น  ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม โดยหลังจากนี้จะมีการเกิดรับฟังความคิดเห็น อีก 3 ครั้งได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคอีสาน และภาคใต้ ตามลำดับ หลังจากมีการรับฟังความคิดเห็นแล้วจะมีเวทีกลางสำหรับสรุป ความคิดเห็นหรือข้อคิดเห็น เพื่อพัฒนาร่างพ.ร.บ.ให้เข้ากับความต้องการของคนจนหรือเกษตร เมื่อร่างพ.ร.บ.เสร็จเรียบร้อยจะหาตัวแทน องค์กรต่าง ๆ ประมาณ 100-150 องค์กร เป็นตัวแทนไปยื่นร่างกฎหมาย ให้ประธานรัฐสภาในวันที่ 24 มิถุนายนของปีนี้  ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 จึงถือเป็นฤกษ์ดีที่ให้ตัวแทนขององค์กรต่างได้ไปยื่นร่างกฎหมาย รออีก 15 วันให้ประธานรัฐสภาพิจารณา เข้าหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญในหมวด 3 และหมวด 5 หรือไม่

 

 

“คนเดือดร้อนจากปัญหาการจัดการที่ดิน มีอยู่มากคาดการณ์ว่าประมาณ 15 ล้าน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะเข้ารายชื่อได้มีประมาณ 5-10 ล้านคน สิ่งสำคัญอยู่ที่การรณรงค์เผยแพร่ข้อมูลซึ่งมีหลายช่องทาง เช่นทางเว็บไซต์หรือสื่อสาธารณะ คิดว่าจะรวบรวมรายชื่อได้ไม่ยาก จำนวนหนึ่งล้านมีจำนวนมากพอที่จะท้าทายสภาซึ่งอ้างว่ามาจากเสียงข้างมาก ลองดูว่าสภา 500 กว่าคน จะคนบิดเบือนเจตนารมณ์ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งล้านคนหรือไม่ จากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาเชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่มีใครได้คะแนนเกินล้าน ดังนั้นไม่อาจอ้างได้ว่า ตัวเองมาจากเสียงข้างมาก เพราะประชาชนที่ต้องการกฎหมายฉบับนี้มีจำนวนมากกว่าคะแนนของส.ส.หรือ ส.ว.ในสภา” อนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านที่ดิน ระบุ

 

ด้านนายสุมิตรชัย หัตถสาร ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น กล่าวในหัวข้อ วิวัฒนาการของระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินและทรัพยากรว่า แม้ระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ มีระบบโฉนดที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาระหว่างเจ้าของที่ดิน ซึ่งในสมัยนั้นก็คือขุนนางชั้นสูง เมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดินจึงตรากฎหมายขึ้นมาแก้ข้อพิพาท ไม่ได้แบ่งที่ดินเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพียงนำมาจัดระบบถือครองที่ดินของขุนนาง ทว่าระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เป็นกฎหมายจริง ๆ เริ่มรัชกาลที่ 5 ในช่วงนั้นเกิดพ.ร.บ.โฉนดที่ดินขึ้น แนวคิดเรื่องการจัดการที่ดินนี้รับมาจากชาติตะวันตก ด้วยเหตุที่ต้องพัฒนากฎหมายขึ้นมาเพื่อป้องกันการล่าอาณานิคม

 

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ หลังจาก 2475 มีการประกาศใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เกี่ยวกับทรัพย์สินครั้งแรกของไทย กฎหมายฉบับนี้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ว่าด้วยกรรมสิทธิ์การครอบครอง สังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ หลังจากนั้น ประมาณปี 2497 เกิดประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งพูดถึงเรื่องกรรมสิทธิ์ เกิดกรมที่ดินขึ้นและมีการยกเลิกกฎหมายเก่าทั้งหมด  มีการให้ประชาชนไปแจ้งการครอบครองที่ดินเพื่อออก สค.1 เกิดการกระจายการถือครองที่ดินไปสู่ประชาชนเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านั้นแม้ว่าจะมีโฉนดที่ดิน แต่โฉนดก็อยู่กับขุนนางชั้นสูง

 

นายสุมิตรชัย กล่าวเสริมว่า แม้จะมีการกระจายการถือครองที่ดิน แต่เรื่องที่ดินก็ยังเป็นปัญหาอยู่ การออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินสมัยก่อน ราษฎรต้องไปขอออกกับราชการ มีค่าใช้จ่ายมาก คนในชุมชนก็ไม่สนใจว่าเอกสารสิทธิ์จะมีประโยชน์อะไร เพราะคนไม่คิดจะขายที่ดิน ถึงขายก็เปลี่ยนมืออยู่ในชุมชนนั้นๆ หรือไม่ก็ขายสค.1ไปเลย ไม่นำไปออกโฉนด

 

การที่รัฐไม่เร่งรัดการออกเอกสารสิทธิ์ให้ประชาชน ทำให้เกิดการกว้านซื้อที่ดินเป็นอันมาก ต่อมาในปี 2497 มีกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดิน การออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยออกให้ไม่เกิน 5 ไร่ ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ไม่เกิน  15 ไร่ และเพื่อเกษตรไม่เกิน 50 ไร่ แต่ใช้ได้ไม่กี่ปี จอมพลสฤษดิ์ ออกประกาศยกเลิกการจำกัดการถือครองที่ดิน ทำให้เกิดการสะสมที่ดินขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือเกษตรกรไม่มีที่ทำกิน  จนกระทั่งช่วง 14 ตุลาคม 2516 เกิดสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปที่ดิน เกิดพ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดิน25 18 เกิดสำนักงานปฏิรูปที่ดินขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม นายสุมิตรชัย ตั้งข้อสังเกตว่า การเกิดขึ้นของสำนักงานปฏิรูปที่ดินก็ไม่ได้ตอบต่อเจตนารมณ์เดิมของการเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปที่ดิน เพราะเจตนาเดิมของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่คือต้องการให้เอาที่ดินของเอกชนมากระจายสู่เกษตร แต่สิ่งที่เกิดขึ้น รัฐนำที่ดินของรัฐเองซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าที่เสื่อมโทรมลงเพราะการเปิดสัมปทานมาจัดสรร ผลที่ตามมาคือพื้นที่ป่าลดลง และที่ดินสปก.จำนวนมากกลับตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุน

ต่อมาในปี 2540 เกิดคำว่า ชุมชนขึ้นเป็นครั้งแรกในกฎหมายไทย ก่อนหน้านั้นเรื่องของกรรมสิทธิ์เหนือที่กินในแบบต่าง ๆ ล้วนเป็นสิทธิ์ของเอกชนทั้งสิ้น  คำว่าชุมชนเกิดขึ้นจากการการลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิในการจัดการทรัพยากร ซึ่งมีมาตลอด ตั้งแต่สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ มาจนถึงเครือข่ายปฏิรูป เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ และสมัชชาคนจนในปัจจุบัน เพราะชุมชนรู้สึกว่าการปล่อยให้เอกชนเข้ามาครองทรัพยากรอย่างสมบูรณ์ ชุมชนจะเดือดร้อน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ การที่ทรัพยากรอยู่ในมือเอกชนนั้น สามารถที่จะหลุดลอยออกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุน หรือแม้แต่ต่างชาติได้

 

“ปัจจุบัน มีที่ดินจำนวนมากที่หลุดจำนองไปเป็นของธนาคาร และธนาคารหลายธนาคารในประเทศไทยก็เป็นของต่างชาติ หมายความว่าที่ดินของไทยอยู่ในมือต่างชาติ ถ้าทรัพยากรอยู่ในมือเอกชนมากๆ รัฐจะเสียอธิปไตย ดังนั้นกฎหมาย 4 ฉบับที่เราจะเสนอครั้งนี้จึงมีความสำคัญมีนัยยะทางเมืองต่อการเรียกร้องอธิปไตย โดยใช้สิทธิชุมชนที่เรามีอยู่” ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น กล่าวทิ้งท้าย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การจัดประชุมในครั้งนี้เป็นความพยายามในการพูดคุยหารือ และประสานความร่วมมือในการผลักดันร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ โดยในช่วงเช้าของวันที่ 23 เมษายน มีการแถลงข่าวจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมาย 4 ฉบับ โดยตัวแทนเครือข่างองค์กรประชาชน 17 จังหวัดภาคเหนือ ดังนี้

 

คำแถลง

“ประกาศจุดยืนร่วมผลักดันกฎหมายที่ดิน 4 ฉบับเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย”

                เครือข่ายองค์กรประชาชน 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งประกอบด้วย สภาเกษตรกรแห่งชาติ, สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ, สภาองค์กรชุมชน, คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ, เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ, เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย, เครือข่ายนักศึกษาเพื่อสิทธิชุมชน และองค์กรภาคีสนับสนุน ได้รวมกันจัด “เวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปที่ดินและทรัพยากร 4 ฉบับ ภาคเหนือ” ในวันที่ 22-23 เมษายน 2557 ณ โรงแรมศิรินาถการ์เด้น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

                ในการสัมมนามีการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา และรวมกันพิจารณาร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ได้แก่ ร่างพ.ร.บ.ภาษีอัตราก้าวหน้า, ร่างพ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน, ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร และร่างพ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม มีความเห็นพ้องร่วมกันว่า กฎหมายทั้ง 4 ฉบับ คือหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย จึงขอประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลักดันกฎหมาย 4 ฉบับ ดังนี้

  1. กฎหมาย 4 ฉบับนี้ จะเป็นรูปธรรมสำคัญของการปฏิรูปความเป็นธรรมในประเทศไทย โดยการกระจายการถือครองที่ดินและทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยังยืน เพื่อลดความเหลื่อล้ำด้านที่ดินและทรัพยากรในสังคมไทย

จากปัญหาด้านการจัดการที่ดินและทรัพยากรในสังคมไทยที่กำลังวิกฤติรุนแรง ทั้งปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน ซึ่งปรากฏจ้อเท็จจริงว่า ประชากร 1 ใน 4 ของประเทศ หรือ 15 ล้านคน ที่มีโอกาสครอบครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 5%ของผู้ถือครองหรือประมาณ 3 ล้านคนที่ครอบครองที่ดินถึง 80% ของที่ดินทั้งหมดที่มีเอกสารสิทธิ์ขณะที่ประชากรจำนวน 45 ล้านคน( 3 ใน 4 ของประเทศ) ไม่สามารถเข้าถึงที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ เนื่องจากที่ดินถูกทำให้เป็นสินค้า เกิดการผูกขาดเก็งกำไร ถูกกักตุนและปล่อยทิ้งรกร้าง ส่งผลให้เกษตรกรผู้ยากไร้และคนจนไม่สามารถเข้าถึงที่ดินได้ จึงเป็นการผลักดันให้ผู้ยากไร้และคนด้อยโอกาสต้องเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินของรัฐและเอกชนอย่างผิดกฎหมาย ทำให้ถูกจับกุมและดำเนินคดี ซึ่งคนจนเหล่านั้นยังขาดความรู้เรื่องกฎหมาย เรื่องสิทธิของตนและมักตกเป็นเหยื่อในการถูกเอารัดเอาเปรียบ หลอกลวง หรือละเมิดสิทธิจากคนที่มีสถานภาพเหนือกว่า ที่ผ่านมาพบว่ามีการดำเนินคดีกับคนจนในกรณีดังกล่าวถึงจำนวน 6,700 คดีต่อปี เฉลี่ย 20 รายต่อวัน ในจำนวนผู้ต้องขัง 2.4 แสนคน จำนวน 50,000 คนที่ต้องถูกขังอยู่ในเรือนจำซึ่งในกระบวนการยุติธรรม คนยากจนยังขาดความรู้และเทคนิค และค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรม ในการต่อสู้คดีเพื่อนำไปสู่ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

            กฎหมายทั้ง 4 ฉบับ จึงเป็นกลไกและเครื่องมือที่สำคัญในการนำไปสู่การแก้ปัญหา กล่าวคือ

            พ.ร.บ.อัตราภาษีก้าวหน้า เป็นกฎหมายที่ทำให้เกิดการแบ่งปันและกระจายความมั่งคั่งจากผู้ถือครองที่ดินจำนวนมากไปสู่คนยากจนและผู้ด้อยโอกาส

                พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน ทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนให้เกษตรกรและคนยากจนได้มีที่ดำทำกินและที่อยู่อาศัย โดยให้เกษตรกรหรือคนยากจนกู้ยืนเพื่อซื้อที่ดิน ไถ่ถอนที่ดิน ปรับปรุงพัฒนาที่ดิน รวมถึงการจัดหาที่ดินโดยการจัดซื้อ การเวนคืนที่ดินที่มีสภาพเหมาะสมกับเกษตรกรรม ฯลฯ

                พ.ร.บ.ว่าด้วยสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร เป็นกฎหมายที่ส่งเสริม และเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมและกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรที่เคยรวมศูนย์ ผูกขาดอยู่ที่หน่วยงานภาครัฐมาสู่ชุมชนท้องถิ่นส่งเสริมสำนึกร่วมอันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

                พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในการช่วยเหลือ เยียวยา และสนับสนุนด้านการเงิน แก่ผู้ยากไร้ จำเลย และผู้เสียหาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เช่นค่าประกันตัว ค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล ค่าเดินทาง และอื่น ๆ เพื่อให้การพิจารณาช่วยเหลือเป็นอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

                2. หลักการและแนวทางของกฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้ สอดคล้องและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ว่าด้วยสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรแห่งชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (ม.66 ม.67) การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม และแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่าด้วยการถึงกระบวนการยุติธรรม การผลัดดันจับเคลื่อนกฎหมาย 4 ฉบับ จึงเป็นการแปลงสาระหลักการตามรัฐธรรมนูญ ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

                เครือข่ายองค์กรประชาชน 17 จังหวัดภาคเหนือ จึงมีฉันทามติ และขอประกาศเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนผลักดันกฎหมาย 4 ฉบับโดยการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเข้าชื่อเสนอกฎหมายภายใต้ยุทธศาสตร์ ร้อยคนเริ่ม หมื่นคนสู้ แสนคนรู้ ล้านคนร่วม และขอเชิญชวนทุกท่านที่ต้องการร่วมขับเคลื่อนผลักดันกฎหมาย 4 ฉบับร่วมกันต่อไป ด้วยจิตสมานฉันท์

รายชื่อองค์กรร่วมแถลงข่าว

  1. สหพันธ์เกษตรภารเหนือ
  2. สภาเกษตรกร 17 จังหวัดภาคเหนือ
  3. มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ
  4. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ
  5. องค์กรแอดดร้าประเทศไทย
  6. สภาคริตสจักรแห่งประเทศไทย
  7. ประชาสังคมจังหวัดน่าน
  8. โครงการพัฒนาสิทธิในสังคม
  9. เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ
  10. สมาคมอิมเปค
  11. เครือข่ายนักศึกษาเพื่อสิทธิชุมชน
  12. เครือข่ายชมชนรักษ์ป่าแม่แจ่ม
  13. ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น
  14. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
  15. องค์การ OXFAM ประเทศไทย
  16. UHDP

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร