บ้านแหงฮือซุปเปอร์กรุงเทพ-ชร.กดดันยกเลิกใบอนุญาตป่าสงวนเอื้อนายทุนทำเหมืองถ่านหิน

Mon, 04/28/2014 - 14:00 -- ประชาธรรม

วันนี้ 28 เมษายน 2557 เวลา 8:00 น. ชาวบ้านแหง ต.บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง และกลุ่มรักษ์บ้านแหง กว่า 300 คน เดินขบวนออกจากหมู่บ้าน มาตามเส้นทาง จากสามแยกซุปเปอร์ไฮเวย์พะเยา-งาว ถึงที่ว่าการอำเภองาว เรียกร้องให้ยกเลิกใบอนุญาตป่าไม้ ภายหลังผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางได้ออกใบอนุญาตให้ บริษัท เขียวเหลือง จำกัด ใช้พื้นที่ป่าไม้-ป่าสงวนแห่งชาติแม่งาวฝั่งซ้ายเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว แต่มีประชาชนในพื้นที่ได้แสดงออกถึงการคัดค้านไม่ยินยอมให้นายทุนนำป่าไปทำเหมืองทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างบริษัทฯ หน่วยงานรับผิดชอบ และชาวบ้านแหงมานานถึง 5 ปี และการอนุญาตให้ใช้ป่าสงวนฯ ในครั้งนี้ยังผิดระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออาศัยอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2548 เนื่องจากการที่บริษัทจะยื่นคำขอและได้รับอนุญาตตามคำขอเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามคำขอ 4-8/2553 ได้  กฎหมายกำหนดว่า “จะต้องเป็นพื้นที่ไม่มีความขัดแย้งกับราษฎร และต้องได้รับความตกลงยินยอมจากราษฎรในพื้นที่ในการเข้าทำประโยชน์เสียก่อน”


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเวลา9:30 น. โดยประมาณ เมื่อชาวบ้านแหงเดินทางมาถึงที่ว่าการอำเภองาว แต่นายสมเกียรติ ตันตระกูล นายอำเภอติดภารกิจเข้าไปประชุมในตัวจังหวัด ต่อมา10:00 น. นายโกศล ชุมพลวงศ์ ปลัดอำเภออาวุโส เป็นผู้แทนเจรจากับชาวบ้านโดยข้อเสนอของชาวบ้าน คือ ให้อำเภอฯ ประสาน ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ทรัพยากรธรรมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) สำนักงานปฏิรูปที่ดิน (สปก.) ให้มาดำเนินการยกเลิกใบอนุญาตใช้พื้นที่ป่าฯ

ล่าสุด 13:30 น. อย่างไรก็ตามการเจรจาไม่เป็นผลที่น่าพอใจ เนื่องจากเจ้าหน้าที่อ้างว่าไม่มีอำนาจในการเพิกถอนใบอนุญาตได้ ชาวบ้านจึงยกระดับการชุมนุมโดยเคลื่อนขบวนไปปิดถนนซุปเปอร์ไฮเวย์พะเยา-งาวจนกว่าจะได้ข้อตกลง.

แถลงการณ์กลุ่มรักษ์บ้านแหง
ต้อง  “ยกเลิกใบอนุญาตป่าไม้”
เพื่อขอทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว  ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด

นับตั้งแต่เริ่มมีการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว  ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด  ในเขตพื้นที่บ้านแหงเหนือ หมู่ที่ ๑,  ๒ และ ๗  ต.บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง  เมื่อปี ๒๕๕๓ หน่วยงานราชการและบริษัทดังกล่าวได้ร่วมกันเร่งรัดดำเนินการในทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ  ดังนี้
๑. รายงานการไต่สวนพื้นที่ประกอบคำขอประทานบัตร  แปลงที่ ๔-๘/๒๕๕๓  เป็นเท็จ  
โดยการไต่สวนฯ พื้นที่ประมาณ ๑,๕๐๐ ไร่  ระบุว่าไม่พบถนนหนทางและทางน้ำสาธารณะ (ห้วย หนอง คลอง ลำธาร ฯลฯ)  ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริง เพราะมีถนนหนทางและทางน้ำสาธารณะหลายเส้นทางที่ประชาชนใช้สอยประโยชน์ร่วมกันเพื่อการสัญจรไปมาและทำการเกษตร

๒. ภรรยาปลดล็อค มาตรา ๖ ทวิ  เพื่อให้สามีขอสัมปทานทำเหมืองแร่ถ่านหินแอ่งงาว
เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๑  รัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยา  เสนอ ครม. ให้พิจารณายกเลิกพื้นที่ตามมาตรา ๖ ทวิ ของกฎหมายแร่ ๒๕๑๐ โดยนำแหล่งถ่านหินในเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ ๘ พื้นที่ทั่วประเทศ เปิดประมูลให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจและทำเหมืองแร่ถ่านหิน
๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ บริษัทของสามีจดทะเบียนบริษัทเพื่อดำเนินการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินที่แอ่งงาว  

๓. บริษัทจดทะเบียนเพื่อประกอบกิจการป่าไม้ การทำไม้ ปลูกสวนป่า เพื่อหลอกซื้อที่ดินชาวบ้าน แต่พอซื้อได้แล้ว กลับนำที่ดินมาขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ภายหลัง 

๔. ขอประทานบัตรทับที่ดินทำกิน ทั้งที่เจ้าของที่ดินไม่ยินยอม เป็นการกระทำเยี่ยงโจรปล้นแผ่นดิน!

๕. ประชาคมเท็จ หลอกลวง สวมรอย เพื่อช่วยเหลือให้บริษัทดำเนินการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินต่อไปให้ได้ โดยไม่ฟังเสียงประชาชนด้วยการบิดเบือนความเห็นที่ได้จากการประชุม
    ในการประชุมชี้แจงข้อมูลของบริษัท เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ ที่ศาลาเอนกประสงค์โรงเรียนบ้านแหงเหนือ โดยมีปลัด อบต.บ้านแหง เป็นผู้บันทึกการประชุม  และผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๑ และหมู่ ๗ เป็นผู้รับรองรายงานการประชุม ข้อเท็จจริงที่บันทึกได้ในแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียง พบว่าขัดแย้งกับรายงานการประชุม โดยรายงานการประชุมบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า “ใครเห็นด้วยให้บริษัทขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหิน ให้ยกมือขึ้น” แต่ข้อเท็จจริงที่ได้จากแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงที่บันทึกไว้ได้ในช่วงเวลาเดียวกันระบุว่า “ใครเข้าใจในเรื่องที่อธิบายเกี่ยวกับการชี้แจงการขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหิน ให้ยกมือขึ้น” 

๖. มติของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ มิชอบด้วยกฎหมาย
    สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหงมีมติเห็นชอบการขอประทานบัตรและการประกอบกิจการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท โดยนำรายงานการประชุมชี้แจงข้อมูลของบริษัทเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ ที่บ้านแหงเหนือ มาใช้เป็นหลักฐานพิจารณาลงมติของสภา ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามหลักการของการมีส่วนร่วมของประชาชน
    
    ๗. ขอประทานบัตรทับที่ดิน ส.ป.ก. ของชาวบ้าน ๕๐๐ กว่าไร่

และทั้งหมด คือ สาเหตุที่ทำให้ราษฎรกลุ่มรักษ์บ้านแหงเรียกร้องหาความยุติธรรมมาโดยตลอด  
การออกมาเดินรณรงค์และชุมนุมเรียกร้องในวันนี้  ด้วยเหตุผลและความจำเป็น  ได้แก่ 
(๑) หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางได้ออกใบอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าไม้-ป่าสงวนฯ เพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหินแก่ บริษัท เขียวเหลือง จำกัด  แล้ว  เพื่อจะเร่งรีบออกประทานบัตรให้แก่บริษัทฯ    โดยไม่สนใจใยดีว่ายังมีที่ดินทำกินของราษฎรบ้านแหงเหนือ  หมู่ที่ ๑ และ ๗ ติดอยู่ในพื้นที่คำขอประทานบัตรประมาณ ๑๐๐ กว่าไร่  ที่ยังไม่ยินยอมหรือขายให้บริษัทดังกล่าวเอาไปใช้ประโยชน์เพื่อการทำเหมืองแร่ถ่านหิน 
    และ ตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออาศัยอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๘  การที่บริษัทดังกล่าวจะยื่นคำขอและได้รับอนุญาตตามคำขอเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามคำขอที่ ๔-๘/๒๕๕๓  ได้  จะต้องเป็นพื้นที่ไม่มีความขัดแย้งกับราษฎร  และต้องได้รับความตกลงยินยอมจากราษฎรในพื้นที่ในการเข้าทำประโยชน์เสียก่อน  แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทดังกล่าวและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้รับและออกใบอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออาศัยอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยยังมีความขัดแย้งกับราษฎรในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลง  อยู่ในขณะนี้
(๒) คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการเหมืองแร่ (คชก.) ได้มีมติให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท  เขียวเหลือง  จำกัด และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้มีหนังสือแจ้งมติความเห็นชอบไปยังบริษัท เขียวเหลือง จำกัด เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา  ทั้ง ๆ ที่ราษฎรบ้านแหงเหนือที่อาศัยอยู่รอบบริเวณพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลง ไม่ได้มีส่วนร่วมและรับรู้ข้อมูลข่าวสารในการจัดทำรายงานอีไอเอเลยตั้งแต่ต้น  ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ เป็นอย่างยิ่ง.

ด้วยจิตคารวะ
ราษฎรกลุ่มรักษ์บ้านแหง
๒๘ เมษายน ๒๕๕๗

ข้อมูลเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนและสาธารณชนทั่วไป
กรณีการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด  
พื้นที่บ้านแหงเหนือ  หมู่ที่ ๑ และ ๗  ต.บ้านแหง  อ.งาว  จ.ลำปาง 
๒๘ เมษายน ๒๕๕๗

ก. ข้อมูลเบื้องต้น
    - โครงการเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว  ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด  ปัจจุบันอยู่ในระหว่างขั้นตอนการขอประทานบัตร
    - พื้นที่คำขอประทานบัตรทั้งหมดประมาณ  ๑,๕๐๐ ไร่  ตามคำขอ ๕ แปลง ๆ ละประมาณ ๓๐๐ ไร่  คือ  คำขอประทานบัตรแปลงที่ ๔-๘/๒๕๕๓ 
    - ปริมาณสำรองถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว  ประกอบด้วย แอ่งย่อยสองแอ่ง  คือ แอ่งบ้านแหงเหนือ และแอ่งบ้านบ่อฮ่อ  รวมกันประมาณ ๔๘ ล้านตัน
    - ประเภทเหมือง : เหมืองเปิดหน้าดินโดยการขุดและระเบิดไปที่ระดับลึกสุดประมาณ ๑๕๐-๒๐๐ เมตรจากผิวดิน  
    - ที่จุดกำเนิด-พื้นที่ทำเหมืองในพื้นที่บ้านแหงเหนือ : มีการกองถ่านหิน  คัดกรอง  แต่งแร่  คัดแยก  และขนถ่านหินเกรด-ขนาดและคุณภาพต่าง ๆ ไปขายให้กับโรงงานผลิตปูนซีเมนต์และโรงงานอุตสาหกรรมอื่นเป็นหลัก  ส่วนการขายให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินแม่เมาะหรือที่อื่น ๆ เป็นธุรกิจรอง 

ข. ประเด็นสำคัญ
๑. รายงานการไต่สวนพื้นที่ประกอบคำขอประทานบัตร  แปลงที่ ๔-๘/๒๕๕๓  พบว่ามีข้อความที่เป็นสาระสำคัญเป็นเท็จ  กล่าวคือ รายละเอียดที่ระบุไว้ในข้อ ๒ – ข้อ ๕  ของรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรฯ  ดังกล่าว  ระบุว่าไม่พบถนนหนทางและทางน้ำสาธารณะ (ห้วย หนอง คลอง ลำธาร ฯลฯ)  ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว  และพื้นที่ในรัศมีระยะ 50 เมตร  ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงในพื้นที่  เนื่องจากว่า  ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว  และพื้นที่ในรัศมีระยะ 50 เมตร  พบถนนหนทางและทางน้ำสาธารณะหลายเส้นทางที่ประชาชนใช้สอยประโยชน์ร่วมกันเพื่อการสัญจรไปมาและทำการเกษตร  ตามลำดับ
โดยเฉพาะเส้นทางสาธารณประโยชน์เส้นหลักของหมู่บ้านบ้านแหงเหนือ (ที่อยู่ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว)  ซึ่งเกิดมาพร้อม ๆ กับการก่อตั้งชุมชนตั้งแต่สมัยเมืองเก่า  หรือย้อนรอยหลักฐานได้ชัดเจนตั้งแต่สมัยขุนแหงหาญสู้  ในราวปี พ.ศ. ๒๔๔๖  ทั้งหมดมี ๔ เส้นทาง  คือ  (๑) ทางไปบ้านขุนแหง  (๒) ทางไปดอยโตน  (๓) ทางไปห้วยทรายขิง และ (๔) ทางไปอ่างเก็บน้ำแม่เมือง  ทุกเส้นทางมีทางเชื่อมต่อกันเป็นโยงใย  
ส่วนเส้นทางน้ำสาธารณประโยชน์ (ที่อยู่ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว)  ที่ชุมชนใช้ประโยชน์มาตั้งแต่สมัยเมืองเก่า  หรือย้อนรอยหลักฐานได้ชัดเจนตั้งแต่สมัยพ่อขุนแหงหาญสู้  ในราวปี พ.ศ. ๒๔๔๖  มี ๒ เส้นทางหลัก ๆ  คือ  (๑) เส้นทางน้ำสาธารณะด้านทิศตะวันตก  จะมีน้ำแม่แหง  ซึ่งจะมีลำห้วยเล็กลำห้วยน้อยที่ไหลมาบรรจบกันที่น้ำแม่แหง  คือ  ห้วยจอน  ห้วยรุ้ง  ห้วยทรายขิง  ห้วยปู  และห้วยเอิ้งเลิ้ง  ลำห้วยเหล่านี้พอถึงเดือน ๖  เดือน ๗  หรือเดือน ๘ (ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม  หรืออาจจะเลยไปถึงต้นเดือนมิถุนายน – นับเดือนแบบโบราณ)  น้ำจะแห้งขอด  พอถึงเดือน ๙  เดือน ๑๐  หรือเดือน ๑๑ (เดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม  หรืออาจจะล่วงเลยไปถึงเดือนสิงหาคม – นับเดือนแบบโบราณ)  จะมีปริมาณน้ำมากและมีน้ำหลากล้นตลิ่งบ่อยครั้ง  แต่น้ำก็ลดในเวลาที่รวดเร็วมาก  ไม่ท่วมนาน  (๒) เส้นทางน้ำสาธารณะด้านทิศตะวันออก  คือ  น้ำแม่เมือง  จะมีน้ำจากห้วยทรายแดง  ห้วยโป่ง  ห้วยหม่าขุน  ห้วยผาวังกั๊บ  ห้วยดงเดื่อ  ห้วยผาหยัง  ห้วยค่า  ห้วยผาเมือง  ห้วยหก  ห้วยไฮ  ห้วยดะ  ห้วยปูทา  ห้วยบง  ห้วยผาหมู  ห้วยชนัด  ห้วยจะค่าน  ห้วยปังเป๋ย  ห้วยต้นยาง  และห้วยแม่เมืองแล้ง  ไหลมาบรรจบ
ซึ่งรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรดังกล่าวเป็นเอกสารตั้งต้นของกระบวนการและขั้นตอนในการอนุญาตให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่  รวมทั้งเกี่ยวข้องอย่างมีนัยยะสำคัญต่อกระบวนการและขั้นตอนในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม  ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดพื้นที่ทำเหมืองว่าจะทำพื้นที่บริเวณใดอย่างไร อันจะเป็นสาระสำคัญในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ดังนั้น  เมื่อเอกสารสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการและขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดมีข้อความเป็นไม่ต้องตรงความเป็นจริง  จึงทำให้กระบวนการและขั้นตอนเกี่ยวกับการอนุญาตให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่  ตลอดจนกระบวนการและขั้นตอนของการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ถูกต้องตามไปด้วย  
แต่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น  และบริษัทกลับละเลยเพิกเฉยหรือไม่ใส่ใจในเรื่องดังกล่าว  โดยได้จัดทำและยื่นรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ สผ. และ คชก. เพื่อพิจารณาจนผ่านความเห็นชอบ (อีไอเอผ่านความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๖)  ดังกล่าวข้างต้น  ดังนั้น จึงเห็นว่า รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านความเห็นชอบไปแล้วนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ด้วยเหตุว่า  เมื่อรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรระบุว่า พื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลง ไม่พบว่าเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร  ห้วย  หนอง  คลอง  ลำธาร  และถนนหนทางที่ประชาชนใช้สอยประโยชน์ร่วมกันเสียแล้ว  จึงทำให้การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ประเมินหรือวิเคราะห์ผลกระทบว่าพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าวเป็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำลำธารและถนนหนทางที่มีความอ่อนไหวต่อระบบนิเวศและวิถีการดำรงชีวิตของประชาชนได้ถูกต้อง  รอบคอบ  รัดกุม  และละเอียดถี่ถ้วนแต่อย่างใด

๒. ภรรยาปลดล็อค ๖ ทวิ เพื่อให้สามีขอสัมปทานทำเหมืองแร่ถ่านหินที่บ้านแหง
๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ ครม. ให้พิจารณายกเลิกมติ ครม. เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาแหล่งถ่านหิน เพื่อจะได้ดำเนินการประกาศยกเลิกเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ถ่านหินตามความในมาตรา ๖ ทวิ ของกฎหมายแร่ ๒๕๑๐ โดยนำแหล่งถ่านหินในเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ ๘ พื้นที่ คือ แหล่งถ่านหินแอ่งเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี  แอ่งสินปุน จังหวัดนครศรีธรรมราช  แอ่งเชียงม่วน จังหวัดพะเยา  แอ่งงาว แอ่งวังเหนือ แอ่งแจ้ห่ม-เมืองปาน แอ่งแม่ทะ และแอ่งเสริมงาม จังหวัดลำปาง ไปเปิดประมูลให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจและทำเหมืองแร่ถ่านหินต่อไป
๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ บริษัทเขียวเหลืองได้ทำการจดทะเบียนประเภทบริษัทจำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน ๓๐ ล้านบาท  บริษัทนี้เป็นของกลุ่มทุนการเมืองพรรคภูมิใจไทย กรรมการบริษัทและประธานบริษัทดังกล่าว คือ นายเรืองศักดิ์ งามสมภาค อดีตอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และเป็นผู้เคยถูกเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขแทน นายมานิต นพอมรบดี ที่ลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ปัจจุบันเป็นรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยคนที่หนึ่ง และเป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อคนหนึ่งของพรรค ซึ่งหลังจากมีตำแหน่ง ส.ส. ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งการเป็นกรรมการและประธานบริษัทแล้ว ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา แกนนำพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่สมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นสามีของนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน 
๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาแหล่งถ่านหินตามที่ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เสนอ 
๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ยกเลิกเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ถ่านหินตามมาตรา ๖ ทวิ ซึ่งส่งผลให้บริษัทเขียวเหลืองทำการขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหินแอ่งงาวที่บ้านแหง และที่แหล่งถ่านหินแอ่งแจ้ห่ม-เมืองปาน ที่บ้านแจ้คอน ต.ทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง อยู่ในขณะนี้
๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ ๐๕๐๕/๙๒๘๗ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ แจ้งต่อนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑  ตามที่นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เสนอ
ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ แต่หนังสือจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีด่วนที่สุด ที่ ๐๕๐๕/๙๒๘๗ แจ้งมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน) เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ จึงมีข้อสงสัยว่านางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ได้ทำการประกาศกระทรวงฯ เรื่องยกเลิกเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ถ่านหินตามความในมาตรา ๖ ทวิ ของกฎหมายแร่ เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ ก่อนที่หนังสือจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะส่งมาถึงได้อย่างไร หากประเด็นนี้ไม่ใช่การผิดลำดับขั้นตอน/กระบวนการของกฎหมายหรือกฎระเบียบใด ๆ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่านางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ได้เร่งรีบออกประกาศกระทรวงฯ ดังกล่าวก่อนหนังสือจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะส่งมาถึงตัวเองไปเพื่ออะไร หรือเพื่อใคร
ใคร ๆ เขาก็รู้ทั่วทั้งจังหวัดลำปางว่าเจ้าของตัวจริงเสียงจริงของบริษัทเขียวเหลืองเป็นใคร! 

๓. บริษัทจดทะเบียนเพื่อประกอบกิจการป่าไม้ การทำไม้ ปลูกสวนป่า เพื่อหลอกซื้อที่ดินชาวบ้าน แต่พอซื้อได้แล้ว กลับนำที่ดินมาขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ภายหลัง 
มิหนำซ้ำใบอนุญาตให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ เป็นใบอนุญาตที่ได้มาในช่วงที่ขอใช้ประโยชน์เพื่อปลูกป่า แต่กลับนำใบอนุญาตปลูกป่ามาอ้างว่าเป็นใบอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ได้ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์และผิดกฎหมาย

๔. ขอประทานบัตรทับที่ดินทำกิน ทั้งที่เจ้าของที่ดินไม่ยินยอม เป็นการกระทำเยี่ยงโจรปล้นแผ่นดิน!
    รายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรฯ ได้ขอทับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านอีก ๒๐ กว่าราย ที่ไม่ยินยอมขายที่ดินหรือให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อการทำเหมืองแร่ถ่านหินแต่อย่างใด โดยมีการรวมหัวกันระหว่างข้าราชการและนายทุนเพื่อละเมิดสิทธิครอบครองที่ดินของประชาชน โดยพยายามเร่งรัดการขอประทานบัตรเพื่อให้ได้ประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินก่อน แล้วให้เจ้าของที่ดินไปเรียกร้องหรือฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเอาที่ดินที่ตนเองมีสิทธิครอบครองกลับคืนมาภายหลัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้ที่ดินที่ตัวเองถือครองคืนมาเพราะกระบวนการร้องเรียนหรือฟ้องคดีต่อศาลใช้เวลายาวนานกว่าคดีความจะสิ้นสุด หรือถึงแม้ในที่สุดหากได้ที่ดินคืนมาก็จะไม่มีสภาพเดิมเหมือนเก่า ทำกินไม่ได้อีกต่อไป เพราะถูกขุดเปิดทำลายหน้าดินเพื่อเอาถ่านหินไปหมดแล้ว 

๕. ประชาคมเท็จ หลอกลวง สวมรอย เพื่อช่วยเหลือให้บริษัทดำเนินการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินต่อไปให้ได้ โดยไม่ฟังเสียงประชาชน หรือบิดเบือนความเห็นที่ได้จากการประชุม
    ในการประชุมชี้แจงข้อมูลของบริษัท เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ ที่ศาลาเอนกประสงค์โรงเรียนบ้านแหงเหนือ โดยมีปลัด อบต.บ้านแหง เป็นผู้บันทึกการประชุม  และผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๑ และหมู่ ๗ เป็นผู้รับรองรายงานการประชุม ข้อเท็จจริงที่บันทึกได้ในแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียง พบว่าขัดแย้งกับรายงานการประชุม โดยรายงานการประชุมบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า “ใครเห็นด้วยให้บริษัทขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหิน ให้ยกมือขึ้น” แต่ข้อเท็จจริงที่ได้จากแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงที่บันทึกไว้ได้ในช่วงเวลาเดียวกันระบุว่า “ใครเข้าใจในเรื่องที่อธิบายเกี่ยวกับการชี้แจงการขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหิน ให้ยกมือขึ้น” 
    การกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการชี้แจงข้อมูลและสอบถามความเห็นโดยโปร่งใสและสุจริต การถามความเห็นเพียงเท่าที่กล่าว ผู้เข้าร่วมประชุมย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นการสอบถามว่าชาวบ้านรับฟังคำชี้แจงแล้วเข้าใจหรือไม่ ไม่ใช่เป็นการสอบถามความเห็นชอบว่า ยินยอมหรืออนุญาตให้บริษัทได้รับประทานบัตรและประกอบกิจการเหมืองแร่ถ่านหินตามที่อ้างไว้ในบันการประชุมเท็จแต่อย่างใด 

๖. มติของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ มิชอบด้วยกฎหมาย
    สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหงมีมติเห็นชอบการขอประทานบัตรและการประกอบกิจการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท โดยนำรายงานการประชุมชี้แจงข้อมูลของบริษัทเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ ที่บ้านแหงเหนือ มาใช้เป็นหลักฐานพิจารณาลงมติของสภา ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามหลักการของการมีส่วนร่วมของประชาชน
    สมควรที่จะเอาผิด ลงโทษกับผู้บันทึกการประชุมและผู้รับรองรายงานการประชุมอย่างถึงที่สุด!  
    
    ๗. ขอประทานบัตรทับที่ดิน ส.ป.ก. ของชาวบ้าน ๕๐๐ กว่าไร่

ค. สถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องในวันนี้
๑. หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางได้ออกใบอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าไม้-ป่าสงวนฯ เพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหินแก่บริษัทดังกล่าวแล้ว  เพื่อจะเร่งรีบออกประทานบัตรให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยเร็วต่อไป  โดยไม่สนใจใยดีว่ายังมีที่ดินทำกินของราษฎรบ้านแหงเหนือ  หมู่ที่ ๑ และ ๗ ติดอยู่ในพื้นที่คำขอประทานบัตรประมาณ ๑๐๐ กว่าไร่  ที่ยังไม่ยินยอมหรือขายให้บริษัทดังกล่าวเอาไปใช้ประโยชน์เพื่อการทำเหมืองแร่ถ่านหินแต่อย่างใด      
    และด้วยเหตุว่าตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออาศัยอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๘  นั้น  การที่บริษัทดังกล่าวจะยื่นคำขอและได้รับอนุญาตตามคำขอเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามคำขอที่ ๔-๘/๒๕๕๓  ได้  จะต้องเป็นพื้นที่ไม่มีความขัดแย้งกับราษฎร  และต้องได้รับความตกลงยินยอมจากราษฎรในพื้นที่ในการเข้าทำประโยชน์เสียก่อน  แต่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าบริษัทดังกล่าวและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้รับและออกใบอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออาศัยอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยยังมีความขัดแย้งกับราษฎรในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลง  อยู่ในขณะนี้
๒. คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการเหมืองแร่ (คชก.) ได้มีมติให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท  เขียวเหลือง  จำกัด เมื่อการประชุมครั้งที่ 28/2556  วันที่ 22 ตุลาคม 2556 และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้มีหนังสือแจ้งมติความเห็นชอบไปยังบริษัท เขียวเหลือง จำกัด เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมาแล้ว  ทั้ง ๆ ที่ราษฎรบ้านแหงเหนือที่อาศัยอยู่รอบบริเวณพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าวไม่ได้มีส่วนร่วมและรับรู้ข้อมูลข่าวสารในการจัดทำรายงานอีไอเอเลยตั้งแต่ต้น  ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ เป็นอย่างยิ่ง

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร