โชว์พราว "ข้าวพื้นบ้าน" : "ทางเลือก ทางรอด ชาวนาไทย"

Wed, 04/30/2014 - 14:02 -- ประชาธรรม

“มหกรรมข้าวพื้นบ้านกับความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงอาหาร” วันที่สองจัดขึ้นที่  ศูนย์ประสานงานโครงการนิคมการเกษตร เกษตรอินทรีย์  บ้านโนนยาง ตำบลกำแมด อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ประเด็นการนำเสนอในวันนี้ยังคงโชว์ความหลากหลายของข้าวพื้นบ้านผ่านรูปแบบต่างๆได้ไม่หยุด

 

 

ช่วงเช้าข้าวพื้นบ้านถูกโชว์ในรูปแบบของเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “ทางเลือก ทางรอด ชาวนาไทย” ผู้ร่วมเสวนา คือ ธวัชชัย โตสิตระกูล จากสหกรณ์กรีนเนท จุฬาพร กรธนทรัพย์ จากบริษัทไทยสมาร์ทไลฟ์ จำกัด บุญส่ง มาตรขาว เกษตรกรจากจังหวัดยโสธร และวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ จากมูลนิธิชีววิถี ดำเนินรายการโดย กรรณิการ์ กิตติเวชกุล พิธีกรรายการวิทยุคลื่น FM 96.5 MHz (เอฟเอ็ม 96.5 เมกกะเฮิร์ท)

 

 

ประเด็นหลักของเวทีคือการให้ความเห็นและการบอกเล่าถึงแนวนาง หรือวิธีการของการหาทางออกและตอบคำถามให้ได้ว่า การที่จะทำให้ข้าวพื้นบ้านสามารถเป็นทางเลือก และเป็นทางเลือกที่เกษตรกรเลือกแล้วรอดได้ด้วยต้องทำอย่างไร

 

 

บุญส่ง มาตรขาว ได้กล่าวถึงประสบการณ์จากการทำการตลาดข้าวอินทรีย์กับผู้บริโภคว่า “การต่อสู้ในเชิงแนวคิดของกลุ่มเกษตรกรผู้ทำการผลิตแบบอินทรีย์กับคนภายนอกต้องทำต่อไปและมีความเข้มข้นขึ้น ในส่วนของเจ้าหนน้าที่และองค์กรของรัฐต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งแนวคิดและวิธีการทำงานบ้าง เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการทำงานมากขึ้น ทางด้านการตลาด ตัวเกษตรกรเองต้องสร้างองค์ความรู้และประสบการณ์ให้เกิดขึ้น จากประสบการณ์ของตัวผมเองก็คือ ผมและกลุ่มพยายามที่จะเรียนรู้ ตั้งคำถามกับการทำการตลาดข้าวในระยะที่ผ่านมา เช่น ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการนวดหรือการสีข้าวคืออะไร อายุของข้าวที่เราสีมีระยะเวลามากน้อยแค่ไหน ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้นเกี่ยวกับข้อจำกัดในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ขึ้น ทางกลุ่มจะนำเรื่องเข้าหารือภายใน อีก เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา เมื่อผ่านสิ่งเหล่านี้มาได้ มันจะกลายเป็นประสบการณ์ให้กลุ่มเราได้พัฒนาความสามารถขึ้นไป หากเราต้องการทำการตลาด เราต้องหาแนวทางและวิธีการติดต่อกับผู้บริโภคให้ได้”

 

 

ธวัชชัย โตสิตระกูล เริ่มจากการแบ่งปันประสบการณ์หลายปีที่มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของผู้ร่วมเสาะหาทางเลือก ทางรอดให้กับเกษตรกร “ณ ปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ “ถึงแม้เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรเคมีจะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เกษตรกรทั้งสองระบบนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนกันก็คือ ฝนแล้งและน้ำท่วม ประเด็นอยู่ที่ว่าเกษตรอินทรีย์โดยทั่วไปแล้วมีความหลากหลายและเกื้อหนุนกัน ซึ่งส่วนนี้เกษตรเคมีไม่มี ทำให้โอกาสของการสุ่มเสี่ยงในทางการตลาดมีมากกว่าข้าวพื้นบ้านเมื่อเกิดภาวะวิกฤติ”

 

 

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ จากมูลนิธิชีววิถี อ้างถึงคำพูดของหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่บอกว่า ‘พรรคมีนโยบายจะรับจำนำข้าวอินทรีย์ทุกเม็ด’ วิฑูรย์ กล่าวต่อว่า “ผมคิดว่าสิ่งที่เราได้เริ่มต้นนั้นมาถูกทางแล้วเนื่องจากข้าวพื้นบ้านมีคุณค่าต่อสังคมไทยอย่างมหาศาล แต่ในอนาคตเกษตรกรต้องทำให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ส่วนประเด็นที่รัฐควรที่จะต้องพูดถึงและดำเนินการประเด็นแรกคือ เรื่องการปรับโครงสร้างพื้นฐาน ประเด็นที่สองเรื่องนโยบายการรับจำนำข้าว ประเด็นที่สามเรื่องสารตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร”

 

 

จุฬาพร กรธนทรัพย์ จากบริษัท ไทยสมาร์ทไลฟ์ จำกัด ได้พูดให้กำลังใจต่อเกษตรกรในช่วงท้ายว่า “ทั้งเกษตรกรที่ทำอินทรีย์และผู้ที่กำลังคิดหรือกำลังจะปรับสู่ระบบนาอินทรีย์ ขอให้เชื่อเถอะว่ามาถูกทางแล้ว แม้จะยังเห็นผลในวงที่ไม่กว้างขวางมาก แต่ขอให้คิดว่าอย่างน้อยที่สุด เรากำลังเป็นตัวอย่างในด้านเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรคนอื่นๆที่อยากจะเรียนรู้ทั่วประเทศ”

 

 

สีสันหนึ่งของวันนี้อยู่ที่กินกรรมการชิมข้าวพื้นบ้านชนิดต่างๆที่มีหลายชนิดมาก เช่น ข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวดำ ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวมะลิดำ ข้าวอีตมใหญ่ ข้าวเล้าแตก ข้าวสันป่าตอง พระยาลืมแกง ข้าวลืมผัว เป็นต้น พันธุ์ข้าวประมาณ 20 ชนิด ถูกนำมาหุงและนึ่ง สำหรับเป็นตัวอย่างให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองชิมและให้คะแนน ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของกิจกรรมชิมข้าวพื้นบ้านนี้ ไม่ได้อยู่ที่การตัดสินแพ้ชนะ แต่เน้นที่การต่อยอดการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นบ้านในอนาคตที่มีคุณสมบัติ  ความอร่อย คุณค่าทางโภชนาการฯ ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อให้ข้าวถึงบ้านสามารถเข้าถึงและตอบสนองผู้บริโภคที่มีหลากหลายกลุ่ม มากกว่านั้นก็คือ การตอบโจทย์ให้ได้ว่า ‘ข้าวพื้นบ้านคือทางเลือกของชาวนา และหากเลือกแล้วชาวนาต้องรอดได้ด้วย’

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร