แรงงานข้ามชาติเดินรณรงค์ยื่น11ข้อเสนอถึงรัฐบาลไทยเร่งสางปัญหาการละเมิดสิทธิ

Thu, 05/01/2014 - 15:17 -- ประชาธรรม

เนื่องในวันกรรมกรสากลของทุกปี วันนี้ 1 พฤษภาคม 2557 ที่จ.เชียงใหม่ องค์กรผู้ใช้แรงงานได้แก่ กลุ่มแรงงานสามัคคี (WSA) สหพันธ์คนงานข้ามชาติ (MWF) เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRn) สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมและตัดเย็บเสื้อผ้าสัมพันธ์ สหภาพแรงงานอิเล็คทรอนิคส์และอุปกรณ์ไฟฟ้าสัมพันธ์ สหภาพแรงงานอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์ เครือข่ายคนงานข้ามชาติ และเครือข่ายองค์กรส่งเสริมสิทธิผู้ใช้แรงงาน โดยมีตัวแทนผู้ใช้แรงงานกว่า 300 คน ร่วมเดินขบวนรณรงค์ จากถนนโชตนาถึงศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแสดงตัวตนของแรงงานและเข้ายื่นข้อเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรีรักษาการ ผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เรียกร้องให้กระทรวงแรงงานและรัฐบาลดำเนินนโยบาย และมาตรการต่างเพื่อคุ้มครองส่งเสริมสวัสดิภาพของแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ อาทิ ให้ลงนามในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ปราบปรามขบวนการนายหน้าการขึ้นทะเบียนแรงงาน ติดตามตรวจสอบการดำเนินนโยบายค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาท ฯลฯ


อ่านรายละเอียด และข้อเสนอทั้งหมดด้านท้ายข่าว

ชมภาพได้ที่ https://flic.kr/s/aHsjXNxctA

 

นางกาญจนา ดีอุต ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้แรงงานของกลุ่มชาติพันธ์ุ กล่าวว่า อยากให้ประเทศต้นทางของแรงงานข้ามชาติทั้งพม่า ลาว กัมพูชา กับไทย พัฒนาความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ ให้มีกระบวนการที่แรงงานสามารถจดทะเบียน ทำหนังสืออนุญาตเดินทางชั่วคราว ทำบัตรอนุญาตทำงานชั่วคราว รวมทั้งบัตรประกันสุขภาพต่างๆบัตรประกันสังคม ที่สำคัญอยากให้หน่วยงานภาครัฐทั้งประเทศต้นทางและประเทศไทยช่วยจัดการเรื่องนายหน้า เนื่องจากปัจจุบันแรงงานข้ามชาติต้องแบบรับภาระต่างๆ ประมาณ 1-2 หมื่นบาทต่อราย ในการจดทะเบียนเพื่อมีสิทธิทำงานอย่างถูกต้อง ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าจ้างที่ส่วนใหญ่ก็ไม่ถึง 300 บาทต่อวัน ทั้งหมดจึงทำให้แรงงานอยู่ในวังวนแห่งหนี้สิน เพราะก่อนจะมีบัตรอนุญาตทำงานอย่างถูกต้อง หรือมีเอกสารข้างต้นก็ต้องไปกู้ยืม เมื่อได้ค่าจ้างก็ต้องไปไถ่หนี้สินในการทำบัตต่างๆ เมื่อใบอนุญาตหมดอายุก็ต้องต่ออายุปีต่อปีวนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้แรงงานไม่สามารถตั้งตัวได้ 


หากประเทศต้นทางมีความพร้อม ตัวแรงงานก็พร้อมจะกลับ แต่ขณะนี้สถานการณ์ในประเทศพม่ายังไม่ทำให้ตัวแรงงานมั่นใจหรือจูงใจให้แรงงานกลับบ้าน ประกอบกับประเทศไทยก็มีความต้องการแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ซึ่งประมาณการว่าปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติ จาก ลาว พม่า กัมพูชา ประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งหากแรงงานข้ามชาติกลับประเทศต้นทางไปทั้งหมด ภาคธุรกิจและการขับเคลื่อนไปข้างหน้าของเศรษฐกิจไทยก็จะเดือดร้อน เพราะแรงงานข้ามชาติมีส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของไทย 


อย่างไรก็ตามในประเด็นสิทธิมนุษยชน และการคุ้มครองสิทธิแรงงาน ยังมีสิ่งที่ต้องดำเนินการอีกหลายเรื่อง ทำอย่างไรจะให้รัฐบาล กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรต่างๆ หันมาให้ความสนใจ ผลักดันให้มีการบังคับใช้กฎหมายแรงงานที่มีอยู่แล้วอย่างเข้มงวด รวมทั้งมีการดำเนินการเอาผิดกับนายจ้างด้วย เช่น กรณีนายจ้างรับแรงงานข้ามชาติมาทำงานแต่พยายามหลีกเลี่ยง ไม่รับผิดชอบให้แรงงานมีใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐเอาผิดโดยเลือกปฏิบัติกับแรงงานข้ามชาติ แต่ไม่มีการเอาผิดกับนายจ้าง หรือระบบประกันสังคมยังไม่การบังคับให้นายจ้างทุกคนนำลูกจ้างแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบประกันสังคม ขณะเดียวกันระบบประกันสังคมที่ใช้กับแรงงานข้ามชาติก็ตัดทอน ลดสิทธิประโยชน์บางอย่างลงเมื่อเทียบกับแรงงานท้องถิ่น นี่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติเพราะแรงงานทุกคนควรได้รับการคุ้มครองอย่างรอบด้าน มีสิทธิประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ


สำหรับแรงงานในภาคบริการเช่น sex worker และแรงงานนอกระบบในภาคเกษตร ก็ยังไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน อยากให้นโยบายและหน่วยงานยอมรับว่าสภาพและเงื่อนไขการทำงานในลักษณะเป็นงานที่สร้างการเติบโตให้กับประเทศเช่นกัน


น้องพีท ผู้ใช้แรงงานไทใหญ่ และกลุ่มแรงงานสามัคคี ให้สัมภาษณ์ว่า ปัญหาเร่งด่วนในเวลานี้คือเรื่องนายหน้า ยกตัวอย่างเมื่อไปรายงานตัวทำหนังสือเดินทาง หรือขึ้นทะเบียนแรงงาน เจ้าหน้าที่ก็จะบอกว่าต้องติดต่อผ่านนายหน้าก่อน ทั้งที่ตัวแรงงานจำนวนมากสามารถจัดเตรียมเอกสารเองได้ สำหรับค่าแรงพบว่าไม่มีการกำหนดมาตรฐานเกณฑ์ค่าจ้างขั้นต่ำในงานแต่ประเภท ส่วนเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาลบางคนไม่รู้ภาษาไทยก็จะถูกบุคลากรบางคน บางแห่งดูแคลนแบ่งชนชั้น หรือไม่อยากจะสื่อสาร รักษาไม่ตรงอาการ เป็นต้น


"ปัญหาทัศนคติและการยอมรับจากคนในสังคมไทยนั้น พีท ระบุว่า มันดีขึ้นมากจากอดีต จะมีแค่บางส่วนเท่านั้นที่มองว่าแรงงานข้ามชาติเป็นตัวปัญหา ซึ่งมันก็เหมือนสังคมไทยที่มีทั้งคนดีและไม่ดีเช่นกัน อยากให้คนไทยที่อาจมีทัศนคติไม่ดีกับแรงงานข้ามชาติเข้าใจหรือมองว่าแรงงานข้ามชาติไม่ได้มาแย่งงานคนไทย แต่ทำในส่วนที่แรงงานไทยไม่ทำทั้งสิ้น"


ด้านเอ มา โซ ผู้ประสานงานโครงการยุติธรรมเพื่อแรงงานข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อสิทธฺมนุษยชนและการพัฒนา กล่าวว่า สำหรับนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท พบว่าได้รับแค่บางจุดเท่านั้น ยกตัวอย่างแม่สอดแรงงานถูกเอาเปรียบได้รับค่าแรง 160 บาทต่อวัน ค่าล่วงเวลา 16 -17 บาทต่อชั่วโมง ดังนั้นเราจึงอยากให้แรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทยได้รับสิทธิด้านค่าแรงขั้นต่ำอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนปัญหาเรื่องใบอนุญาตทำงาน 4 ปีที่รัฐบาลยังไม่เปิดใหม่ กลายเป็นเงื่อนไขทำให้ลูกจ้างบางแห่งถูกลดค่าจ้าง ยกตัวอย่างเช่น ช่วงมีวีซ่าได้รับค่าจ้าง 300 บาท แต่พอผ่าน 4 ปีก็ปรับลดเหลือ 200 - 250 บาทเป็นต้น โดยเวลาที่ถูกตำรวจจับนายจ้างก็ไม่รับผิดชอบ


"นโยบายที่รัฐบาลออกมาสำหรับแรงงานถือเป็นเรื่องดีหมดแต่สำหรับนโยบายแรงงานข้ามชาติ มันมีลักษณะของการออกปีต่อปี พอพ้นปี หรือครบ 4 ปี ก็ต้องรอว่านโยบายจะเป็นอย่างไร นี่คือจุดเปิดเงื่อนไขให้ลูกจ้างถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง และเจ้าหน้าที่ในกระบวนการที่ข้อง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจตามนโยบายที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดไม่ทัน นอกจากรัฐบาลควรมีนโยบายที่ชัดเจนกับแรงงานข้ามชาติแล้ว หน่วยงาน อาทิ จังหวัด อำเภอ เทศบาล สำนักจัดหางาน สำนักงานประกันสังคม โรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวต ควรมีล่ามสำหรับแรงงานข้ามชาติด้วย" เอ มา โซ เสนอแนะ

 


แถลงการณ์และข้อเรียกร้อง
วันที่ 1 พฤษภาคม 2557
เรื่อง         ข้อเรียกร้องในโอกาสวันกรรมกรสากล 
เรียน       นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ผ่าน นายนายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
เนื่องด้วยวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น “วันกรรมกรสากล” ซึ่งเป็นวันที่ผู้ใช้แรงงานทั่วโลกได้รำลึกถึงการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมของผู้ใช้แรงงาน เป็นการยกย่องและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของแรงงาน สิทธิอันชอบธรรมที่ผู้ใช้แรงงานสมควรจะได้รับในฐานะมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับประชาชนคนกลุ่มอื่นๆ และในฐานะที่ผู้ใช้แรงงานถือเป็นฝ่ายผลิตที่สำคัญในการผลักดัน ส่งเสริมพัฒนาระบบเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้า
               ในปี พ.ศ.2557 นี้  องค์กรผู้ใช้แรงงานได้แก่ กลุ่มแรงงานสามัคคี สหพันธ์คนงานข้ามชาติ กลุ่มแรงงานจากสมุทรสาคร สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมและตัดเย็บเสื้อผ้าสัมพันธ์ สหภาพแรงงานอิเล็คทรอนิคส์และอุปกรณ์ไฟฟ้าสัมพันธ์ สหภาพแรงงานอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์ เครือข่ายคนงานข้ามชาติ และเครือข่ายองค์กรส่งเสริมสิทธิผู้ใช้แรงงาน ได้ประเมินและพิจารณาถึงสถานการณ์ภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจและสังคม มีข้อเรียกร้องมายังรัฐบาล ดังนี้
ขอให้กระทรวงแรงงานพิจารณาและดำเนินการเสนอให้รัฐบาลซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคตลงนามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ98  เพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่ม และการเจรจาต่อรองของผู้ใช้แรงงานได้อย่างเสรี ตามหลักการประชาธิปไตย และเหมือนดั่งอารยประเทศที่พึงกระทำ
ขอให้รัฐบาลมีมาตรการ  นโยบาย และกฎหมาย ที่เปิดให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิเท่าเทียมกับ
ผู้ใช้แรงงานไทย  ในฐานะที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยด้วยเช่นกัน
ขอให้รัฐบาลมีมาตรการที่จริงจังในการปราบปรามขบวนการนายหน้าที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์ ในการขึ้นทะเบียนแรงงานโดยไม่มีกิจการให้แรงงานเข้าเป็นลูกจ้างจริง แต่นำเข้าแรงงานเข้ามาเพื่อขายแรงงานต่อให้บริษัทที่ต้องการใช้แรงงานข้ามชาติ แต่ไม่ต้องการแสดงตนเป็นนายจ้าง อีกทอดหนึ่ง อันเป็นลักษณะการค้าแรงงานมนุษย์และเป็นการแสดงเจตนาหลบเลี่ยงกฎหมาย
ขอให้รัฐบาลมีมาตรการที่เข้มงวด โดยให้นายจ้างทุกคนที่นำเข้าแรงงานข้ามชาติ  ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด
ขอให้สำนักงานประกันสังคมบังคับใช้พระราชบัญญัติประกันสังคมกับนายจ้างอย่างเข้มงวด โดยบังคับให้นายจ้างต้องนำแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบประกันสังคม โดยไม่มีข้อยกเว้น และแก้ไขระเบียบหรือคำสั่งใดๆ ที่อาจจำกัดการเข้าถึงสิทธิของแรงงานข้ามชาติ อันเป็นการเลือกปฏิบัติ และให้ขยายกฎหมายประกันสังคมให้ครอบคลุมกับแรงงานทุกภาคส่วน อาทิ แรงงานภาคบริการ แรงงานทำงานบ้าน เป็นต้น
ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดและบังคับใช้กฎหมายกับนายจ้างอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะกระบวนการต่อเนื่องหลังจากมีการนำแรงงานเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว เนื่องจากมีแรงงานจำนวนหนึ่งถูกนำเข้าแรงงาน(MOU) แล้วนายจ้างไม่ดำเนินการใดๆ ในการขออนุญาตทำงานให้แรงงานที่นำเข้า ทั้งที่หักค่าใช้จ่ายจากลูกจ้างแล้ว โดยที่ลูกจ้างไม่มีโอกาสทราบว่าตนทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่มีเจตนากระทำความผิดตามกฎหมาย แต่ถูกดำเนินคดีเมื่อมีการเข้าตรวจค้นจับกุม โดยที่นายจ้างไม่ถูกกระบวนการทางกฎหมายเอาผิดแต่อย่างใด  อันเป็นลักษณะของการเลือกบังคับใช้กฎหมายโดยไม่เป็นธรรม 
ขอให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎกระทรวงฉบับที่ 14 พ.ศ. 2555 เรื่องแรงงานแม่บ้านอย่างเข้มงวด
ขอให้รัฐบาลและกระทรวงแรงงานมีมาตรการ  นโยบาย ยกเลิกระบบการจ้างงานแบบเหมาช่วงและการจ้างงานแบบจ้างเหมาค่าแรงเนื่องจากเป็นระบบการจ้างงานที่เป็นการเอาเปรียบไม่เป็นธรรมต่อแรงงาน
ขอให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบติดตามตรวจสอบนโยบายค่าจ้าง 300 บาท เพื่อให้มีผลทางปฏิบัติ ไม่ถูกบิดเบือนจากกลุ่มทุน  และมีประสิทธิภาพ  โดยคณะกรรมการประกอบด้วย  ตัวแทนรัฐบาล  หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง  นักวิชาการ  สื่อมวลชน  สหภาพแรงงาน ตัวแทนผู้ใช้แรงงานมีส่วนร่วม ทั้งระดับชาติและในแต่ละเขตพื้นที่แต่ละจังหวัด

ขอให้รัฐบาลยกเลิกกองทุนส่งกลับ
ขอให้รัฐบาลมีมาตรการ  นโยบาย และกฎหมาย ที่ยอมรับว่าพนักงานบริการคือลูกจ้าง และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร