บุ๊ครีฯเข้าแจ้งความหลังโดนคุกคามผ่านโซเชียลมีเดียเตือนสังคมย้อนสู่ยุคขวาจัด6ตุลา

Fri, 05/02/2014 - 10:04 -- ประชาธรรม

สืบเนื่องจากกรณี ที่มีผู้ใช้ Facebook ชื่อว่า “Siriwanna Jill” โพสต์ข้อความโจมตีร้าน Book re: public ว่าเป็นร้านที่ปลุกระดมให้ล้มเจ้า

 

“เปิดโปงเด้อ คนเจียงใหม่ไปผ่อ ไปกอย ....... ร้าน Book Re:public สถานที่ตั้ง 34/12 หมู่ 5 ถนนเลียบคลองชลประทาน ต.สุเทพ อ.เมือง เชียงใหม่ นอกจากเป็นร้านหนังสือ และบาร์กาแฟแล้ว ยังเป็นพื้นที่ปลุกระดม และล้างสมอง เปิด “หลักสูตรประชาธิปไตยศึกษา” แดงล้มเจ้าตัวพ่อ อย่าง ธงชัย วินิจจะกูล และอีกหลายคยแวะเวียนมาจัดเสวนา "อีสาวจีน พุธิตา ชัยอนันต์ " นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมศาสตร์ มช. เป็นผลิตผลจากร้านนี้” (https://www.facebook.com/siriwanna.jill/posts/466961123438128?fref=nf)

 

 

หลังจากที่ข้อความถูกโพสต์ออกไป มีการเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือด เช่น “รวมด้วยช่วยกัน สังคมพิพากษา”

“รู้แล้วจัดการหน่อย ช่วยกันเก็บขยะค่ะ”

“จัดส่งให้ องค์กรเก็บขยะแห่งชาติแน่นอนครับ”

“เอาM-79 ไปถล่มร้านมันให้สิ้นซากไปเลย”        ฯลฯ

 

 

วันนี้ (2 พ.ค.57) เวลาประมาณ 17.30 น. ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี หนึ่งในผู้บริหารร้านบุ๊ครีพับลิก เข้าแจ้งความที่สภ.ภูพิงค์ จ.เชียงใหม่ ในข้อหามีบุคคลโพสต์เฟสบุ๊คในลักษณะหมิ่นประมาท อาจทำให้ได้รับการดูหมิ่น เกลียดชังจากผู้อื่นที่เห็นได้ โดยมีรตท.สมโภช น้อยคง ป็นผู้รับเรื่อง

 

 

ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว กล่าวว่า ที่ผ่านมาร้านถูกคุกคามถึงสามครั้ง ครั้งแรก ส่งจดหมายถึงสื่ออ้างว่า ทางร้านทำกิจกรรมที่เป็นการปลุกปั่นนักศึกษาให้ล้มเจ้า พอเราเข้าแจ้งความ เรื่องก็เงียบหายไป หลังจากนั้น ตนเองก็โดนจดหมายมาถึงคณบดีโดยตรง กล่าวหาว่า ตนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของนักศึกษาที่ไปทำกิจกรรม “บูมสมยศ” เรียกร้องสิทธินักโทษการเมือง ในงานรับปริญญาของมช. เป็นกิจกรรมล้มเจ้า ซึ่งตอนนั้นไม่ได้แจ้งความ แต่ก็ถูกคณบดีเรียกเข้าไปเตือน ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม เป็นการข่มขู่ที่ค่อนข้างเป็นทางการ

 

“พื้นที่ร้านบุ๊คฯเป็นพื้นที่สาธารณะ เป้าหมายที่เราตั้งร้านนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้เกิดการถกเถียงทางการเมือง เราก็คาดการณ์เบื้องต้นว่า คงจะมีคนไม่เห็นด้วย หรือคนที่มีความคิดสุดโต่งทางการเมืองอาจจะไม่ชอบ แต่ไม่ถึงกับว่าสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความรุนแรง เพราะสิ่งที่เราทำในพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ของการพูดคุย เราไม่เคยซ่องสุมกำลัง เราไม่เคยฝึกอบรมคนให้ไปจับอาวุธ ไม่เคยทำงานใต้ดิน เราทำงานทำงานวิชาการมาโดยตลอด ดังนั้น จึงค่อนข้างแปลกใจที่ถูกโจมตีในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ”

 

“จากนี้ไปเราคงสถานการณ์กันก่อนเบื้องต้น และหวังว่ามันจะไม่นำไปสู่ความรุนแรง เอาเข้าจริงถ้าดูกิจกรรมที่ร้าน เรื่องที่เราจัดไม่ได้ทีแต่เรื่องทางการเมือง เข้าใจว่าคนที่ส่งจดหมายขู่มา หรือขึ้นสเตตัสด่าร้านไม่ได้มีข้อมูลที่แท้จริง เพราะถ้ากลับไปดูเพจร้านจะพบว่ามีหลายเรื่องเป็นเรื่องวัฒนธรรม ศิลปะ ซึ่งทางหนึ่งที่จะพิสูจน์ตรงนี้ได้ คือ ต้องเผยแพร่งานของร้านไปสู่สาธารณะในวงกว้างมากขเพื่อจะได้เข้าใจร้านมากขึ้น”

 

ในส่วนของโครงการประชาธิปไตยที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการปลุกปั่นนักศึกษาล้มเจ้า ปิ่นแก้ว กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เพราะถ้าดูโครงการล่าสุดที่เพิ่งจัดไป คือ การอบรมดีเบต จะเห็นว่าหัวข้อที่นำมาถกกันมีหลายประเด็น มีตั้งแต่เรื่องการทำแท้ง  การสร้างเขื่อนทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นการพัฒนาประเทศหรือไม่ จำนำข้าว เป็นต้น ไม่มีหัวข้อที่เป็นเรื่อง 112 เลย ซึ่งตรงนี้สามารถไปดูหลักสูตรได้ ดังนั้นข้อกล่าวหานี้จึงเป็นกล่าวหาที่โกหกล้วนๆ

 

“โครงการประชาธิปไตยเป็นการฝึกให้คนรับฟังและเข้าใจคนในสังคม ถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ ใช้ปัญญาละสติเท่านั้นเอง”

 

“เราคงไม่เปลี่ยนแนว เพราะแนวของร้านเรามันอยู่ที่การสร้างข้อถกเถียงทางความคิดในเรื่องต่างๆ  นอกจากแนวนี้แล้วเราไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนเป็นแนวไหน เพราะแนวนี้เป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ที่สุดแล้ว สิ่งที่เราจะทำ คือ ทำให้คนเข้าใจเรามากขึ้น มากกว่า”

 

ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว กล่าวอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับร้าน ส่วนตัวมองว่า เป็นสิ่งสะท้อนภาวะการในสังคมปัจจุบัน เพราะคงไม่ใช่ร้านเราร้านเดียวที่โดน ต้องยอมรับว่ากระบวนการล่าแม่มดมันเริ่มขึ้นอีกแล้ว คือ หลังจากผังล้มเจ้าล้มไป พวกเราเคยคิดว่าขบวนการไล่ล่าแม่มดที่ปราศจากข้อเท็จจริงคงจะยุติไป แต่ปรากฎว่าไม่ใช่ การเกิดขึ้นขององค์กรเก็บขยะแผ่นดิน ตามด้วยการลอบสังหาร “ไม้หนึ่ง” และกล่าวหาร้านเราว่าล้มเจ้า ทั้งหมดทั้งมวลมันทำให้เห็นว่าขบวนการล่าแม่มดระดับชาติกำลังเริ่มขึ้นแล้ว

 

“มันกำลังจะพาประเทศไปสู่ในช่วงยุค 6 ตุลาฯ ซึ่งจะทำอย่างไรนั้น ตนคิดว่า ปัญญาชนควรจะนั่งคิดร่วมกันว่าเราจะรับมือกับสถานการณ์ขวาจัดร่วมกันได้อย่างไร ทางหนึ่งที่ร้านทำได้คือพยายามสื่อสารกับคนในสังคมให้มากขึ้นว่าเรากำลังทำอะไร แต่ขณะเดียวกัน เราก็อยากได้การคุ้มครองความปลอดภัยจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นกระบวนการมากขึ้น การแจ้งความก็เป็นทางหนึ่ง แต่คิดว่าไม่พอ หน่วยงานรัฐอื่นๆอาจจะช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้กระบวนการสร้างความเกลียดชังที่จะนำไปสู่ความเกลียดชังของสังคมไทยยุติลงได้”

 

 

อรรถวุฒิ บุญยวง พนักงานร้านหนังสือบุ๊ครีพับลิก ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนหน้าเพจของร้านก็เคยโดนระดมรีพอร์ตเพจที่เข้าข่ายว่าเป็นเสื้อแดง รอบที่สองก็ติดบัญชีร้านและธุรกิจที่เป็นเสื้อแดง แต่ก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น แต่พอหลังจากมีองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน ก็เป็นครั้งแรกที่มีการชี้เป้าที่อยู่ของร้าน

 

"ระยะหลังนี้มักมีคนจอดรถแล้วตรงเข้ามาถามอยู่เสมอว่าใครเป็นเจ้าของ เป็นร้านเสื้อแดงหรือเปล่า ซึ่งร้านเองก็มีเคยมีเหตุการณ์กับเสื้อแดงบางกลุ่มที่จะมาปิดล้อมร้าน จะบอกว่าเป็นร้านเสื้อแดงมันก็ไม่ใช่ เพราะบุ๊ครีเป็นร้านหนังสือเชิงสังคม เชิงวิชาการ ก็ตอบไปประมาณนั้น เขาก็ออกจากร้านไปโดยที่ไม่ได้ดูหนังสือ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา วันเดียวกับที่ไม้หนึ่งเสียชีวิต"

 

สำหรับพื้นที่โซเชียลมีเดีย หรือบันทึกเทปการเสวนาที่แชร์ใน youtube โดยส่วนมากก็ไม่ได้มีการแสดงความคิดเห็นที่เป็น Hate speech เท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับบางหัวข้อบางประเด็น เช่น ตอนคุยเรื่องหนังสือนายใน หรือตอนที่อ.ธงชัย อ.วรเจตน์ ก็จะมีการแชร์วีดีโอออกไปจำนวนมากเพื่อดูกันในกลุ่ม เป็นต้น คือ ร้านบุ๊ครีฯ ถูกจับจ้องจากคนหลายกลุ่ม ทั้งหน่วยงานความมั่นคงรถจอดเกิน 20 คันก็จะเข้ามาถามว่ามีอะไร เสื้อแดงบางกลุ่มก็ไม่ชอบ ลำพังการขายหนังสือถ้ามันมีปัญหามันก็คงถูกแบนจากสำนักพิมพ์อยู่แล้ว แล้วหนังสือที่ร้านขายก็เหมือนกับร้านอื่นๆ แต่คงเป็นการเสวนาบางครั้งหรือวิทยากรที่มาพูดที่ร้านบางคน

 

หลังจากนี้ก็คุยกันบ้างเรื่องการติดตั้งกล้องวงจรปิด แต่ไม่ได้กลัวและต้องเซนเซอร์ตัวเองในการจัดงานเสวนาอะไรอย่างนั้น เพียงแต่เราไม่อยากจะประเมินความคลั่งของใครหรือกลุ่มใดๆ ต่ำเกินไป เพราะมันมีเหตุให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ว่ามันไปสู่อะไรบ้าง เมื่อก่อนอาจจะปิดร้านดึกกว่านี้ แต่เดี๋ยวนี้ก็ปิดไวขึ้น ซึ่งก็กระทบกับการจำหน่ายหนังสือที่ลดลงไป เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ก็ต้องรอหลังเลิกงานถึงจะซื้อได้ หรือลูกค้าที่ไม่ได้สนใจเรื่องการเมือง เพียงแค่จะมานั่งพัก นั่งกินกาแฟ หรือเพียงแค่จะหาที่นั่งอ่านหนังสือ แต่มาแล้วเจอบรรยากาศที่ตึงเครียด เขาก็คงไม่อยากมา ซึ่งมันก็คือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ได้

 

"คนฟังน้อยลง เวลาบอกว่าลองมาเดินดู หรือลองมาแลกเปลี่ยนเขาก็จะไม่ได้เข้ามา แต่จะตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว อย่างงานเสวนาก็จะเปิดกว้างให้ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ได้กีดกันใครออกไป บางเรื่องที่จัดเสวนาที่เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองก็จะไม่มีเหตุการณ์อะไรที่เป็นการคุกคาม ส่วนสำหรับเจ้าหน้าที่ในร้านก็มีความกังวลบ้าง เพราะถ้ามันคลั่งตัวบุคคลกันมากๆ หลักการที่ควรถูกยึดไว้ก็พังลง แต่ในสถานการณ์แบบนี้ เราไม่รู้ว่ามันจะไปทางไหน และดูเหมือนกฎหมายจะคุ้มครองไม่ได้จริง เวลาที่การกระทำนอกกฎเกณฑ์ กติกาถูกกล่าวอ้างในนามของความรัก"

 

รตท.สมโภช กล่าวว่า กรณีการแจ้งความดำเนินคดีกรณีที่เหตุเกิดขึ้นในสังคมออนไลน์ค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ ไม่ค่อยเกิดขึ้นในพื้นที่นี้ อย่างไรก็ดี พบว่าในช่วงหลัง เริ่มมีมากขึ้นและส่วนใหญ่เป็นเรื่องซื้อขายออนไลน์ ซึ่งกรณีนี้เรามักจะตามรอยจากหมายเลขบัญชีธนาคารที่ให้โอนเข้า

 

แต่กรณีนี้เราคงเริ่มจากทำหนังสือถึงเฟสบุ๊คที่อเมริกาเพื่อขอข้อมูลตรวจสอบผู้ใช้เฟสบุ๊คนี้ เพื่อตามเรื่องต่อ ซึ่งค่อนข้างจะใช้เวลานาน หลังจากนี้หนึ่งอาทิตย์คงจะเรียกเจ้าของร้านมาให้ปากคำกับตำรวจก่อนจะดำเนินการต่อไป  ส่วนการที่ถูกข่มขู่คุกคาม ก็จะส่งสายตรวจไปคอยดูแลให้

 

ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อเวลา 23:00 ในวันเดียวกัน ร้านบุ๊ครีพับลิกได้เผยแพร่แถลงการณ์ทางเพจของทางร้าน โดยมีเนื้อหาดังนี้
 

แถลงการณ์ร้าน Book Re:public ประณามการล่าแม่มดและการกล่าวหาเพื่อสร้างความเกลียดชังและยั่วยุให้เกิดความรุนแรง

 

ตามที่มีผู้ที่ใช้นามว่า Siriwanna Jill ได้ทำการกล่าวหาร้าน Book Re:public ว่าเป็น “พื้นที่ปลุกระดมและล้างสมอง เปิด “หลักสูตรประชาธิปไตยศึกษา” แดงล้มเจ้าตัวพ่อ อย่างธงชัย วินิจจะกูล และอีกหลายคน เคยแวะเวียนมาจัดเสวนา” ผ่านทาง Facebook ซึ่งได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งเชิญชวนในเชิงข่มขู่คุกคามให้ชาวเชียงใหม่ “ช่วยกันไปดู” ซึ่งนำมาสู่การแสดงความคิดเห็นที่รุนแรงตามมาอย่างมากมายนั้น ร้าน Book Re:public ขอชี้แจงดังต่อไปนี้

 

1. ร้าน Book Re:public เป็นร้านหนังสือทางเลือกที่ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ในการถกเถียงแลกเปลี่ยนทางความคิดอย่างสร้างสรรค์ตามครรลองประชาธิปไตย โดยใช้หนังสือและพื้นที่ของร้านเป็นสื่อสำคัญในการจัดให้มีกิจกรรมเสวนาทางวิชาการ และการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านประชาธิปไตยให้กับคนรุ่นใหม่ หัวข้อในการเสวนาที่ร้านได้เคยจัดมาตลอดระยะเวลาสามปีผ่านมา ครอบคลุมประเด็นอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม สิทธิสตรี วัฒนธรรม เศรษฐกิจ อาหาร การเมือง ศิลปะ และดนตรี โดยมุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจโลกและสังคมในมิติต่างๆ ร้านได้ดำเนินกิจกรรมอย่างเปิดกว้างและโปร่งใส และเปิดให้มีการแลกเปลี่ยนทางความคิดจากผู้เข้าร่วมทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค และสร้างสรรค์เรื่อยมา ทั้งนี้ ทุกหัวข้อของการเสวนามีการเผยแพร่ในสาธารณชนอย่างเปิดเผย และไม่เคยมีหัวข้อหรือกิจกรรมใดที่มีเป้าหมายหรือแนวทางของการ “ล้มเจ้า” ตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

 

2. ร้าน Book Re:public เห็นว่า ถ้อยความของคุณ Siriwanna Jill นั้น เป็นข้อกล่าวหาที่ปราศจากมูลความจริง เป็นการใช้ความเท็จที่มีเจตนาเพื่อยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง และยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมือง ไม่ต่างอะไรจากขบวนการล่าแม่มด ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการตอกลิ่มความขัดแย้งที่มีอยู่ในสังคมไทยให้ร้าวลึกและแผ่ขยายมากยิ่งขึ้น หากแต่ยังเป็นการข่มขู่ คุกคามผู้บริสุทธิ์ให้ต้องตกเป็นเหยื่อของการไล่ล่าทางการเมืองอย่างปราศจากความเป็นธรรมและไร้มนุษยธรรมอีกด้วย

 

3. เพื่อเป็นการปกป้องพื้นที่สาธารณะทางปัญญาและเสรีภาพแห่งการแลกเปลี่ยนถกเถียงโดยสุจริตนี้ให้สามารถดำเนินไปตามครรลองประชาธิปไตย ร้าน Book Re:public จึงขอประณามการกระทำดังกล่าวและขอพึ่งกระบวนการยุติธรรมในการปกป้องชื่อเสียงและเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ของร้านเอาไว้ โดยจะดำเนินการฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ร้านขอเรียกร้องให้สาธารณชน ตลอดจนหน่วยงานของรัฐ ได้ร่วมช่วยกันทำหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอันชอบธรรมตามกฎหมายให้พ้นจากภัยแห่งการข่มขู่ คุกคามและการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่คิดเห็นต่างทางการเมือง และร่วมป้องกันมิให้ขบวนการไล่ล่าแม่มดนี้ได้แผ่ขยายออกไปจนทำลายสังคมไทยในที่สุด

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตามการกระทำลักษณะนี้รู้จักในชื่อ "การล่าแม่มด" โดยก่อนหน้านี้มีเพจชื่อยุทธการลงทัณฑ์ทางสังคมซึ่งเป็นเพจที่ก่อตั้งในช่วงต้นปี 2553 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสียบประจานผู้เห็นต่างหรือมีความคิดวิพากษ์ต่อสถาบันกษัตริย์ ทั้งนี้จากการสำรวจของเครือข่ายพลเมืองเน็ตพบว่า เคยมีผู้ถูกเสียบประจานโดยเพจดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 40 คน 


ข้อมูลจากรายงานพลเมืองเน็ต ประจำปี 2556 ระบุว่า จุดยืนและบทบาทของเพจยุทธการลงทัณฑ์ทางสังคมมีอุดมการณ์เพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์แบบสุดโต่งเป็นที่ถกเถียงในสังคมตลอดมา ในขณะที่แอดมินของเพจและผู้สนับสนุนมองว่า พวกเขากำลังทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนทำตัวเป็นมวลชนผู้พิทักษ์ความยุติธรรม ส่วนฝ่ายไม่เอาชนชั้นนำเก่า มองว่าเพจนี้ทำตัวเป็นศาลเตี้ย โดยชุดวาทกรรมของหลักของเพจที่ใช้ในการด่าทอฝ่ายต่อต้านอำนาจเก่ามีศูนย์กลางที่ความคิด "ความเป็นไทย" ที่อยู่ภายใต้แนวคิดสมบูรณาญาสิทธิราช ได้แก่ การเป็นคนไทยต้องจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินไทย ห้ามผู้ใดตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์หรือไม่แสดงความรักต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เช่นนั้นไม่ถือว่าไม่ใช่คนไทย เป็นผู้ไม่สำนึกบุญคุณ เป็นต้น


รายงานฉบับเดียวกันยังระบุอีกว่า ในยุครุ่งเรืองของเพจยุทธการลงทัณฑ์ทางสังคมช่วงปี 2553 -2554 เพจนี้สามารถสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวได้ดั่งกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นอกจากนี้เพจนี้ยังมีบทบาทที่นำไปสู่การแจ้งความข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกรายกรณี ทั้งนี้ สาวตรี สุขศรี อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอินเทอร์เน็ต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวไว้ในบทความซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 25533 ว่ากลุ่มเพจยุทธการฯ น่าจะมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความเกลียดชังที่มีต่อผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงในปี 2553 ซึ่งต่อมาถูกจับไปเชื่อมโยง หรือยัดเยียดข้อหาเป็นอีกขบวนการหนึ่งที่เรียกว่า "ขบวนการล้มเจ้า".

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร