คนแม่ลาวยังผวาแผ่นดินไหว อพยพนอนนอกบ้าน แม่สรวยมีน้ำผุด หวั่นเกิดโพรงใต้ดิน

Wed, 05/14/2014 - 20:11 -- ประชาธรรม

นับเนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 โดยมีศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ อ.พาน จ.เชียงราย แผ่นดินไหววัดได้ 6.3 ริกเตอร์ ทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งก่อสร้างและทรัพย์สินของผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว โดยหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวก็มีอาฟเตอร์ ช็อค เกิดขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้านห้วยส้านยาว หมู่ 13 ต.ดงมะดะ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับศูนย์กลางแผ่นดินไหว พบว่ามีบ้านของชาวบ้านเสียหาย เกิดรอยร้าว บางหลังถึงกับทรุดพังลงมา ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวไม่กล้าที่จะอาศัยอยู่ในบ้านเวลากลางคืน พากันมาตั้งเต็นท์นอนในที่โล่งเช่นกลางทุ่งนา หรือลานหน้าบ้าน เช่นเดียวกันในบริเวณบ้านใหม่จัดสรร ถนนทางเข้าหมู่บ้านแตกร้าวเป็นทางยาว บ้านเรือน 10 หลังจากทั้งหมด 15 หลังคาเรือนได้รับความเสียหาย ในจำนวนนั้น มี 6 หลังคาเรือนที่บ้านเรือนเสียหาย ผนังพังลงมา ไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านเรือนได้ ทำให้ต้องออกมาตั้งเต็นท์อยู่ที่ถนนทางเข้าหมู่บ้าน

 

 

นางสมสาย ใจมโน ชาวบ้านหมู่บ้าน ห้วยส้านยาว กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวก็มีความช่วยเหลือจากมูลนิธิและองค์กรเอกชน เข้ามาบริจาคอาหารให้กับชาวบ้าน แต่ยังไม่มีความช่วยเหลือเกี่ยวกับการซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหาย ทางชาวบ้านก็ยังต้องรอความช่วยเหลือต่อไปเพราะความสามารถที่เกิดขึ้นนั้นเกินกว่าจะซ่อมเองได้

 

ด.ต.โพชยนต์ ดอนลาว ผู้จัดการวิทยุตำรวจเพื่อประชาชน ซึ่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือชาวบ้านห้วยส้านยาว กล่าวว่า ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการซ่อมแซมอาคารนั้นมีองค์กรเข้ามาเข้าสำรวจโครงสร้างอาคารและประเมินค่าความเสียหาย ว่าหลังไหนซ่อมได้ หรือหลังไหนต้องรื้อ ทางด้านองค์กรรัฐได้มอบงบประมาณให้ทางจังหวัดจัดการเป็นจำนวนประมาณ 180 ล้านบาท มีองค์กรเอกชนที่เข้ามาช่วยซ่อมบำรุงบ้านของชาวบ้าน แต่โดยรวมแล้วยังต้องการความช่วยเหลืออีกมาก เพราะความเสียหายนั้นกระจายเป็นวงกว้าง   

 

ขณะที่บ้านท้าวแก่นจันทร์ หมู่ 5 ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย จ.เชียงราย นอกจากมีรอยแตกร้าวในบ้านเรือนแล้ว ยังพบน้ำปนทรายผุดขึ้นมาจากใต้ดินทะลุพื้นบ้านของชาวบ้าน และผุดขึ้นจากในบ่อน้ำบาดาล ทำให้มีทรายถมเต็มบ่อไม่สามารถตักน้ำไปใช้ได้

 

นายสรรเสริญ สานุมิตร สมาชิกอบต.ป่าแดด  กล่าวว่า ชาวบ้านมีความวิตกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจาก ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่มีประสบการณ์ในการรับมือเหตุที่เกิด ทั้งยังกังวลว่าจะมีโพรงใต้ดินที่จะทำให้เกิดแผ่นดินทรุดลงไปอีกหรือไม่ อยากให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ ส่วนทางอบต.ป่าแดดได้มีการชี้แจงวิธีรับมือเมื่อเกิดเหตุผลดินไหวในเบื้องต้นให้แก่ชาวบ้าน และตรวจสอบประเมินความเสียหายรายงานไปทางจังหวัดเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป

 

ทั้งจากเอกสารข้อมูล แผ่นดินไหวที่เกี่ยวข้องของ มนตรี จันทวงศ์ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า เขื่อนแม่สรวย ถูกออกแบบให้รับกับแผ่นดินไหวได้ 7 ริคเตอร์ ตามคำให้สัมภาษณ์ของอธิบดีกรมชลประทาน แต่ยังไม่มีการเผยแพร่เอกสารการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมของเขื่อนแม่สรวย หรือแบบก่อสร้างใดๆ อย่างเป็นทางการ เพราะรายงานการศึกษาจะวิเคราะห์ความเสี่ยงเรื่องแผ่นดินไหว และการออกแบบ เนื่องจากจะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย และต้นทุนการสร้างเขื่อน ทั้งนี้การตรวจสอบเบื้องต้น ด้วยสายตาโดยวิศวกรของกรมชลประทาน รายงานว่าโครงสร้างเขื่อนยังมั่นคง แข็งแรง ถึงแม้ว่าจะมีรอยแตกด้านข้างของตัวเขื่อน แต่เป็นรอยแตกเดิม และแผ่นดินไหวครั้งนี้ ไม่มีผลต่อรอยแตกเดิม ซึ่งการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยกรมชลประทานจะกระทำในภายหลัง แต่ไม่มีปรากฏผลการตรวจสอบในขณะนี้

 

เขื่อนแม่สรวยตั้งอยู่บนรอยเลื่อนแม่สรวย ถึงแม้ว่าจะไม่มีรายชื่อในกลุ่มรอยเลื่อนที่ยังคงมีพลัง แต่เป็นรอยเลื่อนที่ต่อกับแนวรอยเลื่อนแม่ลาว อันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มรอยเลื่อนพะเยา และได้เกิดแผ่นดินไหวของรอยเลื่อนพะเยาอย่างรุนแรงถึง 2 ครั้งในรอบ 20 ปี คือเมื่อ 11 ก.ย. 2537 และ 5 พ.ค. 2557 คำถามคือ กรมชลประทานได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบรอยเลื่อนแม่สรวยหรือไม่อย่างไร ถ้ามีการตรวจสอบ กระทำเมื่อไหร่ อย่างไร และมีรายงานการตรวจสอบหรือไม่

 

นอกจากนั้นความปลอดภัยของเขื่อน มีความหมายมากกว่า โครงสร้างของเขื่อนจะพังหรือไม่พัง แต่หมายรวมถึงระบบการควบคุมเขื่อนทั้งระบบ เช่น ระบบกลไกประตูน้ำ ระบบไฟฟ้า ระบบสื่อสาร ระบบท่อส่งน้ำ ระบบโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ฯลฯ คำถามคือ ระบบต่างๆเหล่านี้ รองรับการเกิดแผ่นดินไหวได้ในขนาดเท่าใด และหากกลไกเหล่านี้ชำรุดเสียหาย จะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างใดได้บ้าง ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเขื่อน และประชาชนท้ายน้ำ

สำหรับประเด็นด้านความปลอดภัยของชุมชนท้ายเขื่อน เอกสารชิ้นนี้ยังระบุอีกว่า บริเวณสองฝั่งน้ำแม่สรวยจากท้ายเขื่อนแม่สรวยลงมาในรัศมี 4 กิโลเมตรก่อนที่จะไหลลงน้ำแม่ลาวนั้น มีชุมชนเก่าแก่ตั้งอยู่หลายชุมชนได้แก่ บ้านเด่นนกแต้ บ้านสันกลาง บ้านตีนดอย บ้านร่องขี้นา บ้านกาด บ้านสันปูเลย บ้านแม่สรวยหลวง และรวมถึงที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอแม่สรวยในปัจจุบัน คำถามสำหรับอนาคต คือ กรมชลประทาน จะร่วมมือกับหน่วยงานในท้องถิ่นและชุมชนท้ายน้ำอย่างไร เพื่อจัดตั้งระบบเตือนภัยและการช่วยเหลือฉุกเฉินในกรณีที่มีเหตุภัยพิบัติเกิดจากเขื่อนแม่สรวย ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดในกรณีของเขื่อนพังเพราะแผ่นดินไหวเพียงสาเหตุเดียว แต่หมายรวมถึงภัยพิบัติในกรณีอื่นๆ ด้วย เช่น การเกิดพายุฝนตกหนัก จนทำให้เขื่อนต้องปล่อยน้ำออกมาอย่างเร่งด่วน สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่อยู่อาศัยใต้เขื่อน กระบวนการนี้ จะเสริมสร้างความรู้สึกอุ่นใจและความรู้สึกเป็นมิตรให้กับประชาชนที่อยู่ใต้เขื่อน มากกว่าเพียงการแถลงเพียงว่าเขื่อนมั่นคงปลอดภัย เท่านั้น เพราะประชาชนต้องอาศัยอยู่ที่นี่ตลอดไป ขณะที่เขื่อนแม่สรวยก็มาอายุนับถอยหลังไปเรื่อยๆ หากเขื่อนมีอายุ 100 ปี วันนี้ก็นับถอยหลังไปแล้ว 15 ปี

 

การติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านธรณีในพื้นที่แผ่นดินไหว ในพื้นที่ที่เกิดน้ำโคลนผุดขึ้นมาตามบ่อน้ำ หรือตามพื้นดินในพื้นที่ใต้เขื่อน เช่น ที่บ้านแม่สรวยหลวง บ้านท้าวแก่นจันทร์ หรือผุดตามบ่อน้ำร้อน เช่น ที่บ้านโป่งฟูเฟือง แสดงให้เห็นถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างชั้นดินและหินใต้ผิวดิน ซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำบาดาลสำหรับการทำประปาหมู่บ้านของชุมชนอื่นๆ หรือไม่อย่างไร ควรมีการเก็บตัวอย่างตะกอนดินและน้ำ เพื่อตรวจสอบสารต่าง ๆ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน รวมถึงพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินแยก มีน้ำผุดขึ้นมาตามพื้นบ้าน หรือพื้นที่ที่เกิดหลุมยุบ ควรมีการสำรวจอย่างละเอียด เพราะชาวบ้านกังวลถึงการก่อสร้าง หรือซ่อมแซมบ้านเรือนในปัจจุบัน ว่าจะไม่เกิดปัญหาหลุบยุบ หรือดินยุบตัวในอนาคต.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร