ส่องความคิดสองมุมมอง เทคโนโลยีดิจิทัลกับสังคมอนาล็อก - สื่อไทยกับการเปลี่ยนผ่านสังคม

Thu, 05/15/2014 - 22:02 -- ประชาธรรม

วันนี้ 15 พฤษภาคม 2557 ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กทม. สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับ Thai Netizen Network มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน (FCEM) Friedrich-Ebert-Stiftung ประเทศไทย Media Inside Out และ Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) จัดการประชุมเสวนาเนื่องในโอกาสวันเสรีภาพสื่อโลกภายใต้หัวข้อ “เสรีภาพสื่อมวลชน: บทบาทที่ท้าทายในยุคหลอมรวมเทคโนโลยี” 


สำหรับหัวข้อ “เทคโนโลยีดิจิทัลกับสังคมอนาล็อก: สื่อไทยกับการเปลี่ยนผ่านสังคม” มีศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ คิดนักเขียน และหม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือคุณปลื้ม พิธีกรและผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ Voice TV ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง


จากพฤษภา 35 ถึงปัจจุบัน การปฏิรูปสื่อของไทยถึงจุดไหน?

 

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เปิดประเด็นว่า นับเริ่มต้นจากปี 35 มันเกิดความเข้าใจผิดบางอย่างหลังหนังสือพิมพ์ผู้จัดการได้ส่งผู้สื่อข่าวเข้าไปอยู่ในม็อบเพื่อจะดูว่าคนเหล่านั้นคือใคร นอกเหนือจากการสัมภาษณ์ผู้นำม็อบตามวิสัยของการรายงานข่าวตามปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม อย่างไรก็ตามพอมีการตั้งข้อสังเกตว่านี่คือม็อบมือถือ จากนั้นจึงกลายเป็นคำนิยามของการลุกขึ้นมาปกป้องประชาธิปไตยว่าเป็นเรื่องของชนชั้นกลางถึงระดับสูง ซึ่งต่อไปนี้ขอเรียกว่ากระฎุมพี ทั้งที่มีคนชั้นกลางระดับล่างเข้าร่วม ที่สำคัญหากไปดูรายชื่อผู้บาดเจ็บเสียชีวิตในปี 35 จะพบว่าส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางระดับล่างทั้งนั้น โดยพวกกระฎุมพีไม่ได้เจ็บป่วยล้มตายอะไร แต่บทบาทของชนชั้นกลางระดับล่างกลับหายไปจากการรับรู้ของสังคมไทย หรือกรณีการรณรงค์รัฐธรรมนูญปี 2540 แม้กระทั่งรถที่รับคนงานเข้าไปตามหมู่บ้าน ก็มีผ้าเขียวผูกอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นมันสะท้อนว่ามีความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจอย่างกว้างขวางที่ไม่ถูกสะท้อนออกมาผ่านสื่อ เพราะตัวสื่อเองก็หยุดการอธิบายตรงจุดที่ผู้จัดการอธิบายออกมาในตอนแรกว่าเป็นม็อบมือถือ ไม่ได้เข้าใจว่าสังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

 

 

"หมายความว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงในภาคชนบทอย่างมหาศาล แต่สังคมไทยหดความเข้าใจไว้ที่คำว่าม็อบมือถือเท่านั้น การมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความไม่ได้เรื่องของสื่อทุกแขนง เพราะหลังจากผู้จัดการนำเสนอเรื่องม็อบมือถือแล้วก็ไม่มีใครลงไปตาม หรือการสืบสาวว่านอกจากพวกมือถือแล้วยังมีใครอีกที่เข้าร่วมต่อสู้ทางการเมือง และคนต่างๆ เหล่านั้นได้ทำอะไรอีกบ้าง ดังนั้นความไม่เข้าใจดังกล่าวมันส่งผลมาถึงในปัจจุบัน สังคมไทยจึงไม่สำนึกว่าเราอยู่ในสังคมที่มันเปลี่ยนไปแล้วอย่างมาก"

 

สำหรับประเด็นพัฒนาการของสื่อ จนถึงสื่อเลือกข้างนั้น ศ.ดร.นิธิ กล่าวว่า หากจะประเมินถึงการปฏิรูปสื่อในประเทศไทย ตนเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่าตั้งแต่ปี 35 เป็นต้นมา มันยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือไม่มีความก้าวหน้า เนื่องจาก หนึ่ง ลักษณะการจัดองค์กรภายในของสื่อมันล้าสมัย เช่น การจัดนักข่าวออกเป็นโต๊ะ แต่กลับไม่มีหน่วยใดในองค์กรสื่อจะนำความรู้ที่นักข่าวได้มาจากแต่ละโต๊ะ นำมาเชื่อมโยงกันมันจึงไม่มีวันที่นักข่าวจะเจาะลึก หรือให้คำอธิบายที่ดีได้ สอง หลังจากปี 2535 มีความเปลี่ยนแปลงโดยองค์กรสื่อก้าวเข้าไปสู่ธุรกิจแบบทุนนิยมมากขึ้น ผ่านการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ สื่อจึงคิดถึงการดูแลรักษาเงินของคนที่ลงทุนให้มันงอกเงยมากกว่าหน้าที่ของสื่อ รัฐบาลก่อนหน้าคุณทักษิณก็ใช้โฆษณาของรัฐวิสาหกิจในการคุมสื่อมาโดยตลอด การเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจแบบนี้ทำให้สื่อยิ่งอ่อนแอแต่อำนาจของทุนเข้ามาควบคุมมากขึ้น ทำให้สื่ออ่อนแอลงไป 

 

สาม เมื่อธุรกิจสื่อคือการแข่งขันเมื่อเข้าสู่ตลาดก็ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเข้มข้นมากขึ้น และเป็นการแข่งขันในเรื่องที่เหลวไหลเช่น ใครจะลงข่าวไ้ด้ก่อนกันจึงเกิดการแข่งขันเรื่องความเร็วทำให้คุณภาพลดลง ขณะเดียวกันหลังปี 35 คนเข้าถึงสื่อมากขึ้น ตามเทคโนโลยีที่ถูกลง ที่สำคัญในเศรษฐกิจที่มีรายได้ปานกลางแบบไทย คนก็เข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ดังนั้นอย่าคิดว่าคนในต่างจังหวัดไม่ได้อ่านหนังสือ หรือไม่รู้เรื่องราวของบ้านเมือง

 

ส่วนประเด็นเรื่องสื่อเลือกข้าง ตามหลักการในฐานของมนุษย์มันมีการเลือกข้างอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามตัวสื่อเลือกข้างไม่ได้ แต่คนทำสื่อเลือกข้างได้ ดังนั้นต้องระวังในการสื่อสารออกไป ทำอย่างไรจะให้รอบด้านมากที่สุด ต้องแยกระหว่างหน้าที่กับความเห็นส่วนตัวออกเสีย แต่เวลาพูดถึงสื่อเลือกข้างเราค่อนข้างจำกัดไว้ในแง่มุมทางการเมืองมากเกินไป ถ้ามองกว้างกว่านั้น สื่อไทยทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจได้เลือกข้างอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนจะมีเสื้อเหลือง - แดง ยกตัวอย่างสื่อไทยเคยสนใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจนกระทั่งการปรากฏตัวของชนชั้นกลางระดับล่าง แต่สื่อเลือกข้างกับธุรกิจขนาดใหญ่ นโยบายพัฒนาที่จะดึงทรัพยากรมาส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่ โดยไม่ตั้งคำถามว่าเป็นการพัฒนา หรือเป็นวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ ในทัศนะส่วนตัวมันคือการเลือกข้างอย่างชัดเจน ซึ่งมีผลต่อสังคมอย่างมหาศาล ไม่ต่างจากการเลือกข้างเหลือง-แดง ซึ่งก็หวังว่าสื่อดิจิทัลจะสร้างดุลยภาพได้มากขึ้น หวังว่าจะมีการนำเสนอภาพของคนไทยที่หลากหลาย

 

 

"สื่อเลือกข้างหลักการอาจไม่ถูก แต่ผมไม่อยากให้มองว่าตื้นๆ ว่ามันมีเหลือง แดง แต่ลึกกว่านั้นมันเลือกข้างต่อชนชั้นนำ ซึ่งบางครั้งก็โดยตั้งใจเพราะได้โฆษณามา หรือบางครั้งก็ไม่ตั้งใจเพราะถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่าวิธีทางพัฒนามีอยู่ทางเดียวคือทำให้ซีพีรวยก่อนและเราจะรวยตาม จริงหรือไม่ สื่อก็ไม่ตั้งคำถาม ประเด็นเรื่องการถือครองสิทธิข้ามสื่อ เรื่องสำคัญคือการผูกขาดข้อมูล ไม่ใช่ว่าจะป้องกันการถือครองข้ามสื่อได้หรือไม่ แต่ต้องคิดว่าเราจะป้องกันการผูกขาดข้อมูลข่าวสารมากกว่า แง่หนึ่งการปล่อยให้เกิดการแข่งขันในตลาดเสรีก็อาจป้องกันการผูกขาด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่แน่ใจว่าตลาดเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอในการทำให้ของดีออกมาจากตลาดโดยตัวของมันเองหรือไม่ ซึ่งเราน่าจะคิดถึงการใช้กลไกเชิงวัฒนธรรม สังคม อย่างไรที่จะถ่วงดุลตลาด เช่น หลังข่าวสองทุ่มนั้นคนดูอะไร และหากวิเคราะห์สิ่งที่ละครส่งสารเป็นสิ่งที่ตอกย้ำอคติทางศาสนา การเมือง ชาติพันธุ์ ฯลฯ นี่คือการผูกขาดตลาด ดังนั้นตลาดอย่างเดียวจึงไม่สามารถสร้างดุลยภาพในการผูกขาดได้"

 

ศ.ดร.นิธิ กล่าวว่า ไม่ว่ารัฐไหนๆ เราไม่สามารถไว้วางให้อำนาจในการควบคุมสื่อ การเกิดขึ้นของสื่อดิจิทัลมันก็เข้ามาถ่วงดุลตลาด และการผูกขาดในการให้ข้อมูลข่าวสารข้อมูลที่แตกต่าง แม้จะมีกลุ่มผู้รับจำนวนไม่มากก็ตาม แต่หากถามว่าในสังคมดิจิตัลควรจะสร้างองค์กรในการควบคุมตัวเองหรือไม่ ตนคิดว่าอาจยังไม่ถึงเวลา และองค์สื่อในประเทศไทยมีความสับสนระหว่างความเป็นสหภาพในการดูแลปกป้องผลประโยชน์ของตนเองกับการเป็นสมาคมวิชาชีพที่จะดูแลปกป้องผลประโยชน์ของสังคม เมื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจเข้ามากำกับสื่อมากขึ้น สิ่งนี้ควรเป็นพิจารณาในเรื่องเสรีภาพหรือไม่ เหมือนว่าสื่อทุกวันนี้กลายเป็นทาสติดที่ดินของธุรกิจ หรือมันอาจจะเป็นการเพิ่มเสรีภาพจากรัฐ แต่ไม่ใช่การเพิ่มเสรีภาพจากทุน

 

 

"หน้าที่ของสื่อในสังคมประชาธิปไตยคือการให้ข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน สิ่งที่เป็นปัญหาคือการพยายามสื่อสารที่ขาดดุลยภาพตลอดเวลา เป็นการสร้างดุลยภาพระหว่างกลุ่มทางสังคม เศรษฐกิจที่มีความแตกต่าง เรื่องดังกล่าวต้องถูกสะท้อน หรือมีพื้นที่สาธารณะในนำเสนออย่างเพียงพอ ทั้งหมดที่พูดมารู้ว่าเป็นสิ่งที่พูดง่าย แต่ทำให้เกิดจริงยาก คำตอบที่พอจะเห็นในที่นี้ คือ ต้องติดอาวุธ หรือความสามารถของผู้ชมในการตรวจสอบ ทำให้เขารู้จักตัวเอง รู้วิธีในการต่อรองกับสื่อ ไม่ใช่รู้แค่สำหรับการกดปุ่มรีโมทเปลี่ยนช่อง"

 

ด้านหม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล กล่าวว่า ตั้งแต่พฤษภาทมิฬปี 35 การเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองปฏิเสธไม่ได้ส่วนหนึ่งมาจากการกำหนดวาระจากสื่อ เพียงแต่ช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของสื่ออาจแตกต่างกันไปตามยุคสมัย สมัย 35 ใช้มือถือ แต่ปัจจุบันเป็น Social network อย่างไรก็ตามในด้านหนึ่งมันมีความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทำให้คนเข้าถึงมากขึ้น เกิดการเคลื่อนไหว แต่อีกด้านหนึ่งมันยังไม่ค่อยมีความเปลี่ยนแปลงระหว่างการนำเสนอของสื่อกับช่องทางการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป

 

 

“สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นได้ คือ ท่าทีของสื่อบางสื่อในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงจากช่วงปีพฤษภา 2535 ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ”

 

 

มล.ณัฐกร กล่าวในประเด็นสื่อเลือกข้างว่า ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา จะสังเกตเห็นได้ว่าช่องฟรีทีวีต่างๆ ไม่เปิดให้มีการนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลาย แต่พอในช่วงตั้งแต่ปี 2540 เริ่มมีทีวีเคเบิ้ล สื่อดาวเทียมเข้ามา เริ่มมีการผลิตเนื้อหาของสื่อที่แตกต่างออกไปจากขนบเดิม เช่น รายการข่าวของเอเอสทีวีสมัยนั้นก็มีการเล่าหรือนำเสนอข่าวที่มีความสนุกสนานมากกว่าช่องฟรีทีวี หลังจากนั้นอาจถูกตีกรอบไป แต่ก็มีสื่ออื่นอย่าง จานดำ จานแดง เข้ามาแทนที่เรื่อยๆ โดยมีเนื้อหาแตกต่างจากเดิมอีก

 

 

“ในยุคนี้ การดูสื่อเลือกข้างมันพอดีกับสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้การดูทีวีพวกนี้มันมันส์ มันสนุก แต่ต่อจากนี้ไป จะไม่ใช่ขาขึ้นของช่องพวกนี้ หมายความว่า เมื่อมีการเปิดโอกาสให้มีการทำรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการข่าวสารที่มีคุณภาพ ประชาชนย่อมจะเลือกช่องทางที่มีคุณภาพ และเข้าถึงได้ง่าย เขาจะต้องเลือกฟรีทีวีที่มีคุณภาพ กล่าวคือมันมีกระบวนการของมันอยู่ ดังนั้นสิ่งที่กสทช.ทำให้มันสำเร็จลุล่วงได้คือ ค่อยๆ Eliminate กำจัดช่องที่เป็นส่วนกลางออกไป โดยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจะต้องทำให้รายการมีคุณภาพ ได้ทั้งข้อมูล และสนุกสนานมากขึ้น”

 

ณัฐกร กล่าวอีกว่า ในยุคฟรีทีวีดิจิตัล อาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรควบคุมกำกับดูแลก็ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วเชื่อว่า คุณภาพของเนื้อหารายการทีวีจะเป็นตัวกำกับเอง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความกล้าของกสทช.ในช่วงแรกด้วยว่าจะมีความกล้าในการลงโทษ สั่งปิด ยึดใบอนุญาตรายการทีวีที่ออกนอกลู่ นอกทางหรือไม่ ตอนนี้สิ่งที่กสทช.ต้องทำคือไปไล่ปิดทีวี 20 กว่าช่อง ซึ่งเป็นการโฆษณาหลอกลวงประชาชน และลามกอนาจาร

 

 

“สิ่งที่เป็นห่วงในระยะยาว จากที่เห็นในตอนนี้ คือ บริษัทที่จะผลิตรายการได้อย่างมีคุณภาพ และหาโฆษณาใหม่ๆได้ มีอยู่เพียง 5 บริษัท ซึ่งอันนี้จะเป็นปัญหาต่อไปในอีก 5 ปีข้างหน้า เพราะเงินทุนจะหร่อยหรอลงไป และไม่เปิดให้โอกาสให้มีการเทคโอเวอร์ เป็นเรื่องของใบอนุญาต ในที่สุด เราจะประสบปัญหาที่ว่า ฟรีทีวีดิจิทัลไม่ประสบความสำเร็จ เพราะถูกผูกขาดมากขึ้น สุดท้ายแล้วปัญหาเดิมก็จะกลับมา”

 

 

“ประเด็นใหญ่ที่จะทำให้ทีวีดิจิทัลประสบความสำเร็จ คือเรื่องคุณภาพ ซึ่งจะประสบความสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับ หนึ่ง ผู้บริหาร และบุคลากร สอง ผู้ชม ผมยังไว้ใจตลาด ที่จะมาคอยกำกับดูแล ผมไม่เชื่อเรื่องการปฏิรูปอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง เพราะการทำเช่นนั้น มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่สิ่งที่ต้องค่อยๆแก้ไขคือ เรื่องการศึกษา เพราะไม่ค่อยมีคนทำแบบจริงๆจังๆ และทีวีดิจิทัลจะช่วยทำให้คนเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายมากขึ้นได้”.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร