5 ผู้ต้องหาคดีติดป้าย “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ในงานไทยศึกษา ยื่นคำให้การโต้ข้อกล่าวหา

Thu, 08/31/2017 - 22:36 -- ประชาธรรม

วันนี้ (1 ก.ย. 60) เวลา 10.00 น. ที่สถานีตำรวจภูธรช้างเผือก จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่ม 5 ผู้ต้องหาคดีติดป้าย “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ได้เดินทางมายื่นคำให้การแบบลายลักษณ์อักษรแก่เจ้าหน้าตามที่ได้นัดไว้ กรณีถูกกล่าวหาดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 เรื่องการชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จากกรณีการติดแผ่นป้ายมีข้อความว่า “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ที่ฝาผนังห้องประชุมศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ ขณะเข้าร่วมประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา เมื่อวันที่ 18 ก.ค.60 

สำหรับคำให้การศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รายงานว่า ผู้ต้องหาทั้งห้าคนได้ยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

สุมิตรชัย หัตถสาร  ตัวแทนทีมทนายความ กล่าวว่า วันนี้เป็นการมาส่งบันทึกคำให้การ  ทางพนักงานสอบสวนรับบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาแล้ว  และขอไปดูเอกสารก่อนและนัดอีกครั้งในวันที่ 11 กย.เวลา 10 โมงเช้า  หลังอ่านคำให้การแล้วจะสั่งสำนวนว่าอย่างไรต้องดูวันที่ 11 อีกครั้ง   และทางเราก็ได้แจ้งทางพนักงานสอบสวนให้สอบพยานเพิ่มเติมเป็นนักวิชาการ 5 คน

“เบื้องต้นเรายืนยันเรื่องเสรีภาพทางวิชาการ และหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ  และรัฐธรรมนูญ   และยังมีเรื่องข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวันนั้นว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกับเวทีอย่างไร  มีส่วนร่วมในเวทีอย่างไร  และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่ใช่การใช้พื้นที่เพื่อสร้างประเด็นทางการเมือง  เป็นพื้นที่ปิด คนที่ไปเข้าร่วมการประชุมในเวทีไทยศึกษาจะต้องมีการลงทะเบียนเข้าไป  การนำไปลงในโซเชียลเน็ตเวิร์คก็ไม่ได้มีการเผยแพร่ต่อ ดูกันในวงที่รู้จักกัน  เนื้อหาที่เขียนว่า “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร”  ก็ยืนยันว่าไม่ใช่การปลุกปั่นเป็นการสะท้อนความคิดเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น”

ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ  หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา กล่าวว่า พวกตนมายื่นคำให้การ และโต้แย้งต่อข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนตั้งข้อกล่าวหาเรา  มี 2 ประเด็นคือ เราไม่ยอมรับข้อกล่าวหาที่ทหารตั้งข้อกล่าวหา เราทำหน้าที่จัดประชุมวิชาการ เราให้เสรีภาพ  และให้เกียรติแก่ผู้เข้าร่วมประชุม  ผู้มาประชุมวิชาการมีการลงทะเบียน  ร่วมแสดงบทความทางวิชาการ การที่เจ้าหน้าที่เข้ามาปั่นป่วนผู้เข้าร่วมประชุม  อัดเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตทำไม่ได้ 

“เรายืนยันว่าเราจัดประชุมเวทีวิชาการเพื่อแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยให้เท่าทันกับโลก และโลกาภิวัฒน์  เตรียมประเทศไทยให้เข้าไปสู่ไทยแลนด์ 4.0  ประเด็นที่ 2  มีผู้เข้าร่วมประชุมบางคนที่ไปชูป้ายนั้น  ก็เป็นการแสดงออกต่อการที่ทางเจ้าหน้าที่เข้ามาละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ มารุ่มร่ามในเวที  ไม่ใช่การวิพากษ์จารณ์รัฐบาล  เราต้องต่อสู้ทางกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิดความถูกต้อง”

“มหาวิทยาลัยต้องก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลก การประชุมวิชาการทางนานาชาติก็เพื่อให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงโลก ผู้ดูแลกฎหมายก็ต้องเข้าใจการทำงานของเรา การประชุมครั้งนี้มีนักวิชาการมาจากทั่วโลก คนเหล่านี้ศึกษาสังคมไทยมาเป็นระยะเวลานาน เราต้องฟังว่าเขาพูดถึงสังคมไทยย่างไรบ้าง เราเองเป็นนักวิชาการท้องถิ่น เราเรียนรู้จากเขาอย่างไร เราหวาดกลัว เราไม่สามารถก้าวข้ามความไม่รู้ได้ เราจัดเวทีวิชาการไม่ใช่มีเจตนาแอบแฝงใดๆ ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ” 

ทั้งนี้หลังจากเข้ายื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว พนักงานสอบสวนได้นัดหมายผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ให้เข้าพบพนักงานสอบสวนอีกครั้งในวันที่ 11 กันยายน 2560 เวลา 10.00น. ต่อไป

 

ดูคลิปวีดีโอสัมภาษณ์อ.ชยันต์ วรรธนะภูติและสุมิตรชัยหัตถสาร ถ่ายโดย สร้อยแก้ว คำมาลา

 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รายงานสรุปคำให้การของผู้ต้องหาทั้งห้าคน โดยมีรายละเอียดดังนี้ (ติดตามรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://www.tlhr2014.com/th/?p=5048 )

ทั้งห้าคนเป็นผู้เข้าร่วมงานประชุมไทยศึกษา ซึ่งต้องลงทะเบียนเข้าร่วมงาน

คำให้การระบุว่างานประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา (The International Conference on Thai Studies) เป็นงานประชุมวิชาการในระดับระหว่างประเทศ ซึ่งมีหัวข้อเกี่ยวข้องกับประเทศและสังคมไทยที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นทุกสามปีต่อครั้งหมุนเวียนกันไปในประเทศต่างๆ โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 ที่มหาวิทยาลัยเดลี ประเทศอินเดีย  และในการประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษาครั้งที่ 13 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ระหว่างวันที่ 15-18 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่

ลักษณะการจัดงาน เป็นงานประชุมที่มีนักวิชาการมาเสนอบทความทางวิชาการ  ที่มีลักษณะเป็นงานปิด  กล่าวคือ  ผู้เข้าร่วมงานจะต้องสมัครลงทะเบียนล่วงหน้า และชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ตามอัตราค่าธรรมเนียมที่ผู้จัดกำหนด  ผู้เข้าร่วมงานทุกคนจะต้องลงทะเบียนแจ้งชื่อ นามสกุล สังกัด และหมายเลขโทรศัพท์  ณ  บริเวณจุดรับลงทะเบียนด้านหน้าก่อนทางเข้าห้องประชุมก่อนเสมอ  โดยเมื่อลงทะเบียนแล้วจะได้รับบัตรเข้างานซึ่งมีลักษณะเป็นป้ายคล้องคอ  ระบุชื่อและนามสกุลของผู้เข้าร่วมงาน  หากบุคคลใดไม่ลงทะเบียนบริเวณโต๊ะลงทะเบียนหน้างานหรือไม่ได้รับอนุญาตจากผู้จัดงานจะไม่สามารถเข้าภายในงานได้

การประชุมวิชาการนานาชาตินี้จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักและไม่มีล่ามหรือเครื่องแปลจัดให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุม  ผู้เข้าร่วมประชุมที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ จะต้องเตรียมล่ามและอุปกรณ์แปลภาษามาเอง โดยตลอดทั้งงานมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมจำนวน 1,224 คน เป็นชาวไทยจำนวน 814 คน เป็นชาวต่างชาติจำนวน 410 คน และมีการนำเสนอผลงานวิชาการจำนวนทั้งสิ้น  202 เวทีย่อย

ในการจัดงาน ได้รับความร่วมมือระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการตั้งคณะทำงานจัดการประชุมที่ได้รับการแต่งตั้งตามประกาศจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีอาจารย์ ดร.ชยันต์  วรรธนะภูติ  เป็นหนึ่งในคณะทำงานด้วย ทั้งผู้ต้องหาที่ 1 ยังเป็นรองประธานกรรมการและประธานฝ่ายวิชาการจัดงานประชุม ทำหน้าที่ประสานงานนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศ ผู้กล่าวปาฐกถานำ วิทยากร ผู้แทนสถานทูตและสถาบันการศึกษาที่เป็นภาคีร่วมจัด เป็นผู้คัดเลือกบทคัดย่อของบทความวิชาการเนื้อหาที่จะนำเสนอในงานประชุม จัดกำหนดการและเวทีการประชุมในแต่ละห้องประชุมย่อย และอำนวยการในการประชุมตลอดงาน

ขณะที่ผู้ต้องหาที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้เข้าร่วมนำเสนอผลงานวิชาการ และร่วมเป็นวิทยากรในงานประชุม ขณะที่ผู้ต้องหาที่ 3 และที่ 4 ร่วมเป็นอาสาสมัครในคณะผู้จัดงาน (Staff) มีหน้าที่ดูแลการจัดการประชุมและรับผิดชอบประสานงานในห้องประชุมย่อยต่างๆ โดยผู้ต้องหาทุกคนมีบัตรผู้เข้าร่วมประชุม และมีข้อมูลการนำเสนองานวิชาการในสูจิบัตรงานประชุมนานาชาติไทยศึกษา เป็นพยานหลักฐานยืนยัน

 เจ้าหน้าที่ทหารเข้าแทรกแซงงานประชุม ทำให้ผู้เข้าร่วมบางส่วนถือกระดาษยืนยันเสรีภาพทางวิชาการ

ในระหว่างการประชุมตั้งแต่วันที่ 15 ถึงวันที่ 18  กรกฎาคม 2560  มีเจ้าหน้าที่ทหารแต่งกายในเครื่องแบบทหาร  และมีบุคคลลักษณะคล้ายเจ้าหน้าที่  จำนวนประมาณ 20 คน เข้ามาในพื้นที่ประชุมโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้จัดงานทราบ  ไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน  และไม่มีบัตรผู้เข้าร่วมงาน

กลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้ามาภายในบริเวณที่จัดงานโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการยินยอมจากผู้จัดงาน  ได้ทำการถ่ายภาพเฉพาะเจาะจงผู้นำเสนอบทความวิชาการและผู้เข้าร่วมประชุม  และสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วมประชุม  ได้ทำการบันทึกเสียงการนำเสนอของวิทยากรและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุม  และพูดคุยโทรศัพท์เสียงดังขณะที่มีการนำเสนอบทความวิชาการในห้องประชุม

พฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ที่จะเข้ามาร่วมประชุมตามปกติ ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วมประชุม ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเกิดความอึดอัดและวิตกกังวล  ทั้งยังทำลายบรรยากาศของเวทีประชุมวิชาการที่จำเป็นต้องนำเสนอหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างเปิดกว้าง  การกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นการแทรกแซงการจัดการประชุมทางวิชาการและกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการอย่างร้ายแรง  ซึ่งในเวทีวิชาการระดับโลกถือว่าเป็นการเสียมารยาทในการประชุม

ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการประชุม ผู้ต้องหาทั้งห้าได้เข้าร่วมงานประชุมตามปกติ ต่อมาในเวลาประมาณ 15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาพักการประชุมของห้องประชุมย่อย ผู้ต้องหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4  ซึ่งได้พบเห็นว่ามีการแทรกแซงและรบกวนการประชุมจากกลุ่มเจ้าหน้าที่ และในเวลานั้นได้รับคำบอกกล่าวจากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างประเทศแสดงความอึดอัดและวิตกกังวล

ผู้ต้องหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4  จึงได้นำกระดาษเอสี่ที่มีข้อความว่า “เวทีวิชาการ  ไม่ใช่ค่ายทหาร” มาถือในบริเวณหน้าห้องประชุมย่อยเพื่อแสดงออกให้เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาแทรกแซงการประชุม ซึ่งเป็นการทำลายบรรยากาศของเวทีวิชาการที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ  ได้ตระหนักถึงความไม่พอใจของผู้เข้าร่วมประชุมทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างประเทศ  อีกทั้ง ยังเป็นแสดงจุดยืนเพื่อปกป้องเสรีภาพทางวิชาการในฐานะนักวิชาการและนักศึกษา โดยมีนักวิชาการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้าร่วมงานได้ถ่ายภาพผู้ต้องหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4  ขณะถือกระดาษดังกล่าว  โดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที  หลังจากนั้นได้แยกย้ายกันไป

ในส่วนของผู้ต้องหาที่ 1  ไม่ได้รับทราบและไม่ได้ร่วมดำเนินการเกี่ยวกับนำกระดาษเอสี่ดังกล่าวแต่อย่างใด  และไม่ทราบว่าผู้ใดนำมาติดภายในงาน  แต่เนื่องจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของศูนย์ประชุมฯ ให้ไปตรวจสอบว่ามีผู้นำกระดาษเอสี่ซึ่งมีข้อความว่า “เวทีวิชาการ  ไม่ใช่ค่ายทหาร” มาติดบริเวณห้องประชุมย่อยภายในงาน และจะมีเจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 33  มา

เมื่อเวลาประมาณ 15.20 น.  ผู้ต้องหาที่ 1 จึงไปบริเวณที่มีข้อความดังกล่าวติดอยู่  และนั่งรอพบเจ้าหน้าที่ทหารเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ  ระหว่างที่นั่งรอนั้น  มีบุคคลอื่นมาถ่ายภาพผู้ต้องหาที่ 1  โดยไม่ได้ตั้งใจให้ถ่ายภาพและไม่ทราบว่าจะมีการนำไปเผยแพร่แต่อย่างใด  ผู้ต้องหาที่ 1 รอเจ้าหน้าที่ทหารประมาณ 15 นาที  ไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารมาพบผู้ต้องหาที่ 1 ตามที่เจ้าหน้าที่ของศูนย์ประชุมฯ แจ้งไว้แต่อย่างใด  และเนื่องจากผู้ต้องหาที่ 1 ยังมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดเตรียมพิธีปิดการประชุมต่อ  จึงออกจากบริเวณดังกล่าวและไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ อีก

ผู้ต้องหาที่ 1  เห็นว่าข้อความ “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” เป็นข้อความบอกเล่าปกติทั่วไป  ไม่ได้มีเนื้อหาที่ส่อไปในทางการเมืองหรือมีความหมายเป็นการต่อต้าน  ยุยง  ปลุกปั่น  หรือเป็นการปลุกระดมทางการเมือง ประกอบกับผู้ต้องหาที่ 1 ในฐานะเป็นผู้จัดงานซึ่งได้ให้คำสัญญาต่อผู้เข้าร่วมงานว่า  เวทีวิชาการจะต้องเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างและไม่ควรมีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งผู้ต้องหาที่ 1 พร้อมจะชี้แจงให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าใจ  แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารไม่มาพบ จึงไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับข้อความดังกล่าวอีก

ส่วนผู้ต้องหาที่ 5 หลังจากการนำเสนอบทความวิชาการแล้ว ได้เข้าร่วมการเสวนาที่ห้องประชุมย่อย จนถึงเวลาประมาณ 15.50 น.  จึงได้พบเห็นข้อความว่า “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ติดอยู่ก่อนแล้ว  โดยผู้ต้องหาที่ 5 ไม่ได้ร่วมติดและไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้นำมาติด  ผู้ต้องหาที่ 5  เห็นว่ามีบุคคลที่มีลักษณะคล้ายเจ้าหน้าที่ มาถ่ายภาพผู้นำเสนอและผู้เข้าร่วมงานในห้องประชุม และอัดเสียงการประชุม  ผู้ต้องหาที่ 5 รู้สึกอึดอัด และเห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เป็นการสร้างบรรยากาศที่ไม่เหมาะสมต่อพื้นที่ทางวิชาการที่จะต้องเปิดกว้างทางความคิดเห็น  ผู้ต้องหาที่ 5  จึงไปถ่ายภาพกับข้อความดังกล่าว  เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนเสรีภาพทางวิชาการในการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติในครั้งนี้  เนื่องจากเห็นว่าเสรีภาพทางวิชาการในการประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้กำลังถูกลิดรอน

การกระทำของผู้ต้องหาทั้งห้าดังกล่าวข้างต้น  ไม่ได้เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน เพื่อเจตนารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง และไม่ได้กระทำในพื้นที่เปิด  ไม่ได้เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าร่วมได้อย่างกว้างขวาง  จึงไม่ใช่การชุมนุม  และไม่ได้ร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป  แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นและเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการโดยสงบและสุจริต  ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว  ก็ไม่ก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านรัฐบาล  ยุยง  ปลุกปั่น  หรือเป็นการปลุกระดมทางการเมือง  ไม่มีบุคคลใดนำข้อความหรือภาพของผู้ต้องหาทั้งห้ากับข้อความว่า “เวทีวิชาการ  ไม่ใช่ค่ายทหาร” ไปเผยแพร่ขยายผลเพื่อให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลในเชิงลบแต่อย่างใด

การกระทำของผู้ต้องหาทั้งห้าดังกล่าวข้างต้น  จึงไม่ใช่การมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และไม่ก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านรัฐบาล  ยุยง  ปลุกปั่น  หรือเป็นการปลุกระดมทางการเมือง อันจะถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง  จึงไม่เป็นความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่ 3/2558 ข้อ 12 และไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

ยืนยันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการ  อันได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

คำให้การระบุต่อว่าการกระทำของผู้ต้องหาทั้งห้า  เป็นการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนและปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ ที่ถือเป็นภารกิจของนักวิชาการหรือนักศึกษาในสังคมไทยที่ต้องยืนยันถึงความสำคัญของเสรีภาพทางวิชาการ  ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้รับรองเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492  เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560  ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบัน  ก็ได้รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการไว้ตามมาตรา  34  และรับรองเสรีภาพในการชุมนุม  ไว้ในมาตรา 44

ทั้งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ยังได้รับการรับรองไว้ในข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)  แห่งองค์การสหประชาชาติ  ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี นับแต่ปี พ.ศ. 2539 ทำให้ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศดังกล่าว

เมื่อพิจารณาการรับรองและคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็นทั้งโดยทั่วไปและในทางวิชาการ อันล้วนได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศก็ย่อมเห็นได้อย่างชัดเจนว่า  การกระทำของผู้ต้องหาทั้งห้า  ที่ได้แสดงออกเพื่อปกป้องเสรีภาพทางวิชาการเช่นนี้ เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยสุจริต

ประกอบกับที่ผ่านมารัฐบาลได้ยืนยันมาโดยตลอดว่ารัฐบาลจะเคารพต่อพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ตามหลักการของสหประชาชาติ การกระทำของผู้ต้องหาทั้งห้า จึงเป็นไปโดยชอบธรรมและได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน  และไม่เป็นความผิดอาญา

หากกิจกรรมเช่นนี้ ถูกตีความว่าเป็นการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่ผิดกฎหมาย  ก็ย่อมส่งผลให้กิจกรรมทางวิชาการจำนวนมากอันมีวัตถุประสงค์เพื่อความงอกงามทางปัญญาและเพื่อแก้ไขปัญหาของสังคม เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่อาจดำเนินการได้ด้วยเช่นกัน  กรณีย่อมไม่มีกฎหมายที่ชอบธรรมใดประสงค์ให้เกิดผลเลวร้ายเช่นนี้ขึ้น

คำสั่งหัวหน้าคสช.เรื่องการชุมนุม ไม่มีผลใช้บังคับแล้ว 

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/2558  ข้อ 12  และพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558  มีเนื้อหาเกี่ยวกับการชุมนุมเหมือนกัน  ดังนั้น  การออกพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558  มาบังคับใช้ภายหลัง  จึงมีผลทำให้กฎหมายใหม่ยกเลิกฎหมายเก่า  ดังนั้น  ขณะเกิดเหตุคดีนี้จึงอยู่ภายใต้การบังคับของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/2558  ข้อ 12  ถูกยกเลิกไปแล้ว

เมื่อการติดกระดาษที่มีข้อความว่า “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” และถ่ายภาพร่วมกับข้อความดังกล่าวกระทำขึ้นหน้าห้องประชุมของศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่  อันเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมทางวิชาการนานาชาติไทยศึกษาครั้งที่ 13  โดยผู้เข้าร่วมงานทุกคนจะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมงาน  บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ลงทะเบียนไม่สามารถเข้าร่วมงานได้  อันเป็นสถานที่ปิด  การกระทำของผู้ต้องหาทั้งห้าจึงไม่ใช่การชุมนุม  เนื่องจากเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ใช่แสดงออกต่อบุคคลทั่วไป  และไม่ได้เปิดให้บุคคลอื่นเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น

นอกจากนี้  หากประชาชนทั่วไปจะเข้าไปใช้ศูนย์ประชุมนานาชาติจะต้องขออนุญาตผู้ครอบครอง  ไม่ใช่สถานที่ที่ประชาชนจะเข้าไปใช้โดยพลการได้โดยชอบธรรม  และไม่ใช่สถานที่ที่ใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์  สถานที่ดังกล่าวจึงไม่ใช่ที่สาธารณะ  ดังนั้น  การกระทำของผู้ต้องหาทั้งห้าจึงไม่ใช่การชุมนุมสาธารณะตามคำนิยาม  และไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 แต่อย่างใด

ประสงค์นำพยานนักวิชาการ 5 คน มาให้ปากคำเพิ่มเติม

ในท้ายคำให้การ ผู้ต้องหาทั้งห้าคนยังระบุกับพนักงานสอบสวนว่าประสงค์จะนำพยานบุคคลโดยเป็นนักวิชาการที่เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ทั้งทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ จำนวนทั้งหมด 5 คน มาให้ปากคำเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ซึ่งจะได้ระบุวันมาพบพนักงานสอบสวนต่อไป

สำหรับพยานนักวิชาการทั้ง 5 คน ได้แก่ 1.ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์  อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2. ดร.จณิษฐ์ เฟื่องฟู อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 3. ผศ.ดร.จันทจิรา  เอี่ยมมยุรา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,  4. รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์  อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 5. รศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร