เครือข่ายเกษตรฯเตือนนโยบายเกษตรอินทรีย์หลงทาง!

Sat, 10/15/2005 - 21:38 -- ประชาธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่วันนี้(14ต.ค.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แถลงนโยบายในงาน "มหกรรมเกษตรอินทรีย์ ชีวภาพ และเกษตรทฤษฎีใหม่" ณ ศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู ว่าภายในปี 2552 จะดำเนินการลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีและสารเคมีการเกษตร และจะผลักดันให้เกิดพื้นที่เกษตรอินทรีย์100%จำนวน 1 ล้านไร่ โดยจะเริ่มนำร่องในพื้นที่ 23 จังหวัดทั่วประเทศ บนพื้นที่เพาะปลูก 200,000 ไร่ และเริ่มพื้นที่นำร่องลดการใช้สารเคมี 16.8 ล้านไร่

ทั้งนี้จะดำเนินโครงการโดยใช้ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ได้แก่ การวิจัย การสร้างเครือข่ายแกนนำเกษตรกร การสนับสนุนส่งเสริม การรับรองมาตรฐานภายใต้สัญลักษณ์ออแกนิกส์แบรนด์ และการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ ซึ่งคาดว่าโครงการนี้จะเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร และเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ถึง100% เนื่องจากตลาดต่างประเทศมีความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์สูง ตามกระแสการรณรงค์ด้านอาหารปลอดภัย (Food Safety) 

ต่อเรื่องนี้นายธำรงค์ แสงสุริยจันทร์ ประธานเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย (คกร.) กล่าวว่า แนวความคิดที่รัฐบาลกำลังจะนำมาใช้นั้นแม้จะเป็นเรื่องดี แต่ก็ยังสะท้อนความไม่เข้าใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ และสวนทางกับแนวคิดที่กลุ่มเกษตรอินทรีย์จำนวนมากกำลังทำอยู่ เพราะรัฐบาลมองเกษตรอินทรีย์เพียงด้านการส่งออก ที่อาจเพิ่มรายได้ให้ประเทศเท่านั้น ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้จะเป็นตัวกักขังให้เกษตรกรติดอยู่ในวังวนเดิมของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และการใช้สารเคมีอย่างเข้มข้น

นายธำรงค์ กล่าวว่า ด้วยวิธีข้างต้นเกษตรกรในบ้านเราจึงให้ความสนใจเกษตรอินทรีย์เพียงเล็กน้อย อยู่ในวงที่จำกัด ดังนั้นการส่งเสริมการปลูกพืชอินทรีย์จึงไม่ควรเอาเรื่องปริมาณ หรือเอาจีดีพีมาเป็นข้อกำหนด เพราะเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องของความปลอดภัย ความมั่นคงทางอาหาร และความสุขของคนเป็นที่ตั้ง ซึ่งหลักการนี้สอดประสานกับแนวคิดเกษตรพอเพียงอย่างแยกไม่ออก

“การทำเกษตรอินทรีย์เป็นปฏิบัติการที่ชาวบ้านได้ริเริ่ม และทำกันมานานแล้ว หลายพื้นที่มีบทเรียน ปัญหา อุปสรรค และประสบการณ์สั่งสมมากมาย หากรัฐบาลปรารถนาให้นโยบายประสบความสำเร็จก็ควรลงไปพูดคุย ปรึกษาหารือกับชาวบ้าน อย่างเอาความของข้าราชการเป็นที่ตั้ง และตีกรอบให้ประชาชนเกษตรกรต้องปฏิบัติตาม ซึ่งท้ายสุดความพยายามทั้งหมดก็จะเปล่าประโยชน์” นายธำรงค์ กล่าวเสริม

ด้านนางนาถฤดี นาครวาจา ผู้จัดการสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) ให้ข้อมูลว่า คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าเกษตรอินทรีย์คือการไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเท่านั้น ซึ่งตามมาตรฐานสากลหมายถึงการไม่ใช้พืชตัดแต่งพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ฮอร์โมน หรือสารสังเคราะห์อื่นใด ตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว

อีกทั้งต้องเป็นการเพาะปลูกเพื่อพัฒนาระบบการผลิตไปสู่แนวทางเกษตรผสมผสานที่มีความหลากหลายของพืชและสัตว์ เกษตรกรพึ่งพาตนเองในเรื่องของอินทรียวัตถุและธาตุอาหารภายในฟาร์ม ป้องกันและหลีกเลี่ยงการเกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม รักษาความสมดุลของระบบนิเวศ และความยั่งยืนของระบบนิเวศ โดยคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมของผู้ผลิต-ผู้บริโภค และยึดหลักการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและการแปรรูปที่เป็นวิธีการธรรมชาติ ประหยัดพลังงาน และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

นางนาถฤดี ด้วยหลักการดังกล่าวแนวคิดในการเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์กว่า 200,000 ไร่จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเรื่องดีเพราะสามารถกระตุ้นให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการหันมาสนใจเรื่องอาหารปลอดภัยมากขึ้น ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากการส่งเสริมให้คนในท้องถิ่นเห็นคุณค่าจากการบริโภคอาหารปลอดสารเคมี เพื่อสร้างบรรยากาศ และความเข้าใจในสังคมก่อนที่จะส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งควรจัดลำดับความสำคัญให้อยู่ในอันดับสุดท้าย

“หากดำเนินการอย่างเร่งรีบ ก็ยิ่งเสี่ยงที่จะมีการแอบอ้าง หรือลักลอบนำเอาผลผลิตที่มีสารเคมีปนเปื้อนการใช้สารเคมีมาเข้าโครงการส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งในที่สุดก็จะเกิดความเสียหาย และส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในตัวสินค้าเกษตรไทยได้” นางนาถฤดี กล่าว

ในส่วนของการดำเนินงานรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์นั้น นางนาถฤดี ชี้แจงว่า สำนักงานไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบสารตกค้างในผลผลิต แต่เข้าไปรับรองการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป โดยจะมีขั้นตอนของการให้คำปรึกษา และสนับสนุนเกษตรกร หากผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการรายใดผ่านมาตรฐานก็จะได้รับตรามทก.ไปใช้บนฉลากบรรจุภัณฑ์ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลมทก.ระบุว่าปัจจุบันมีผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรอง ณ เดือนมิถุนายน 2548 จำนวน 58 ราย รวมเป็นเนื้อที่เพาะปลูก 27,908.21 ไร่ แยกเป็นพื้นที่อินทรีย์ 17,987.48 ไร่ และพื้นที่ที่อยู่ในขั้นตอนการปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่อินทรีย์ 11,720.73 ไร่ โดยพื้นที่เพาะปลูกที่รับรองส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนบน

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร