“มาตรฐาน” เพื่อการค้า

Sun, 04/09/2006 - 20:03 -- ประชาธรรม

ระบบการรับรองมาตรฐานนั้นได้รับความนิยมมากขึ้น เริ่มต้นจากมาตรฐานของระบบอุตสาหกรรมที่เราคุ้นเคยกันดีในเครื่องหมาย ISO แต่เมื่อไม่นานที่ผ่านมากระแสสุขภาพที่มาแรงก็ส่งผลให้ผักปลอดสารพิษ หรือผักอินทรีย์ได้รับความนิยมมากขึ้น พร้อมกับมีการสร้างมาตรฐานของผักสุขภาพกันขึ้นมา ท่ามกลางจำนวนผู้เจ็บป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคภัยอันเนื่องมาจากการบริโภคสารพิษที่เพิ่มมากขึ้นทุกที

“มาตรฐาน” ผักปลอดภัยนั้นถูก “สร้าง” ขึ้นมามากมายหลายลักษณะ ทั้งโดยรัฐบาลเอง และองค์กรเอกชนต่าง ๆ โดยมีการออกตรากำกับรับรองโดยเฉพาะ เช่น GAP, Food Safety หรืออาหารปลอดภัย มกท., IFOAM, มอน. ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อจะรับรองกับผู้บริโภคว่าอาหารที่จะเลือกซื้อนั้นมีความปลอดภัยที่เชื่อถือได้เพียงใด แต่ในขณะเดียวกันตรารับรองเหล่านี้ ได้สร้างความยุ่งยากให้แก่เกษตรกรผู้ผลิตไม่น้อยเลยทีเดียว

ผักปลอดภัย 3 ระดับ

ก่อนอื่นผู้บริโภคควรจะทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่าผักเพื่อสุขภาพที่ขายกันอยู่ตามท้องตลาดนั้นอาจไม่ใช่ผักปลอดสารพิษเสมอไป หากจัดประเภทคร่าว ๆ พบว่าผักสุขภาพนั้นอาจจัดแบ่งได้อย่างน้อย 3 ระดับ ได้แก่ ผักปลอดภัย ผักปลอดสารพิษ และผักอินทรีย์

สำหรับผักปลอดภัยนั้น เป็นผักที่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในการเพาะปลูก แต่มีการควบคุมปริมาณการใช้และระยะเวลาการฉีดพ่นเพื่อให้พืชผักเหล่านั้นมีความปลอดภัยก่อนที่จะเก็บมาบริโภค สำหรับผักปลอดสารพิษนั้นไม่ได้ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชแต่ใช้ปุ๋ยเคมีในการปรับปรุงบำรุงดิน ส่วนผักอินทรีย์นั้นคือผักที่ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ เลยตลอดกระบวนการผลิต การบำรุงดินก็ใช้อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก เป็นต้น

ในด้านของผู้ผลิตด้วยความนิยมการบริโภคพืชผักประเภทนี้มากขึ้นทุกที ทำให้นอกจากเกษตรกรรายย่อยที่เป็นผู้ผลิตพืชผักสุขภาพแล้ว ก็ได้มีธุรกิจการเกษตรเกิดขึ้นมากมายโดยหวังจะฟันกำไรจากกระแสอาหารสุขภาพเหล่านี้ด้วยเช่นกัน จากการเดินสำรวจผักสุขภาพที่จำหน่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วเชียงใหม่ พบว่ามีผู้ผลิตหลัก ๆ อยู่ 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ 1) ผู้ผลิตที่เป็นเกษตรกรรายย่อยซึ่งรวมตัวกันเป็นเครือข่าย 2) ผู้ผลิตที่เป็นเกษตรกรรายย่อยแต่ทำการเพาะปลูกตามการควบคุมของธุรกิจการเกษตรในลักษณะการเกษตรแบบพันธะสัญญา หรือ contract farming และ 3) ผู้ผลิตที่บริษัทเอกชน ซึ่งมีที่ดินและฟาร์มเป็นของตนเอง แล้วจ้างแรงงานมาทำการเพาะปลูกภายใต้การควบคุมอย่างดีในทุกขั้นตอน
สำหรับเกษตรกรรายย่อยนั้น เน้นจำหน่ายพืชผักในตลาดท้องถิ่นเป็นหลัก แต่สำหรับผู้ผลิตสองประเภทหลังนั้นจะขายผลผลิตในหลายจังหวัดรวมถึงการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วย ดังนั้น พืชผักเหล่านี้จึงมีราคาค่อนข้างสูง เพราะจะต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการตลาด การจ้างแรงงาน เทคโนโลยีการผลิต และวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว และค่าขนส่งสินค้า นอกจากนั้น การผลิตผักปลอดภัยในของบริษัทเอกชนที่เน้นการผลิตพืชผักในปริมาณมาก ๆ และส่งขายในที่ไกล ๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีตรารับรองมาตรฐานความปลอดภัย เพราะผู้ผลิตกับผู้บริโภคไม่เคยมีโอกาสที่จะมาพบปะพูดจากัน ทำให้มีการเพิ่มต้นทุนในการรับรองมาตรฐาน รวมถึงกระบวนการควบคุมต่าง ๆ เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ดังนั้น แม้ว่าหลักการของการผลิตผักสุขภาพนั้น คือสุขภาพที่ดีของผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่จะเห็นได้ว่าระบบการรับรองมาตรฐานนั้นมีเป้าหมายทางด้านการตลาดเป็นหลัก

สำหรับชุมชนแม่ทา ซึ่งเป็นผู้ผลิตประเภทเครือข่ายของเกษตรกรรายย่อย จะมีตัวแทนเกษตรกรรวบรวมพืชผักอินทรีย์ในชุมชนไปจำหน่ายตามตลาดนัดต่าง ๆ ด้วยตนเอง เช่น ที่ตลาดหนองหอย ตลาดนัดอิ่มบุญ ตลาดนัดที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลวิทยาลัย ฯลฯ ทำให้ผู้ผลิตมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริโภคโดยตรง และลูกค้าส่วนใหญ่ของเกษตรกรแม่ทารู้จักมักคุ้นกันมานานจึงเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน “หน้าของคนขายนี่แหละที่รับประกันได้เป็นอย่างดีว่าผักของเราเป็นผักอินทรีย์ โดยไม่จำเป็นต้องมีใบรับประกันใด ๆ” พัฒน์ อภัยมูล ผู้นำเกษตรกรที่ผลิตผักอินทรีย์ในชุมชนแม่ทากล่าว

เนื่องจากระบบการรับรองคุณภาพนั้นสำคัญสำหรับการขายโดยผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งแม้ว่าเกษตรกรรายย่อยจะไม่สนใจเรื่องการรับรองคุณภาพนี้เท่าไรนัก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงระบบเหล่านี้ได้หากต้องการที่จะนำสินค้าไปวางจำหน่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือต้องการที่จะส่งผลผลิตไปจำหน่ายต่างประเทศ

เกษตรกรแม่ทา ได้รับการสนับสนุนให้ผลิตข้าวโพดฝักอ่อนอินทรีย์เพื่อส่งออกโดยมีกรีนน็ทเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการตลาด ด้วยเงื่อนไขของการส่งออกผลผลิตจำเป็นจะต้องได้รับการรับรองจาก มกท. หรือสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้รับการรับรองจาก IFOAM หรือ สมาพันธ์ผู้ผลักดันสินค้าเกษตรอินทรีย์นานาชาติอีกต่อหนึ่ง แม้แต่อ้ายพัฒน์เอง ซึ่งแม้จะจำหน่ายรางจืด และมะตูมเฉพาะภายในประเทศโดยผ่านร้านกรีนเน็ทก็ถูกกำหนดเงื่อนไขให้ผ่านการรับรองจาก มกท. ด้วยเช่นกัน

สำหรับเครือข่ายผักปลอดสารพิษแม่ปิง ซึ่งมีเกษตรกรสมาชิกจากสิบหมู่บ้านในจังหวัดเชียงใหม่ แม้ว่าจะเน้นการจำหน่ายพืชผักเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่เท่านั้น แต่เมื่อต้องการจะไปวางจำหน่ายผักปลอดสารพิษที่ห้างคาร์ฟูร์ ก็จำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนและรับรองจาก MCC (ศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ว่าเป็นผักปลอดสารพิษด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้นแล้วก็จะไม่ได้รับความเชื่อมั่นให้ไปวางผลผลิตอยู่ในประเภทของพืชผักปลอดภัย

ความยุ่งยากของการรับรองมาตรฐาน

สำหรับเกษตรกรแม่ทา ซึ่งทำเกษตรอินทรีย์มานานกว่าสิบปี ระบบการรับรองมาตรฐานนั้นไม่ได้สร้างความยุ่งยากในกระบวนการเพาะปลูกเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสำหรับกระบวนการรับรองมาตรฐานเหล่านี้แทนเกษตรกร ปีที่ผ่านมาสหกรณ์ฯมีค่าใช้จ่ายในการรับรองมาตรฐาน มกท. ถึง 58,000 บาท อ้ายพัฒน์ ชี้ว่ากระบวนการรับรองมาตรฐานนั้นทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก และบางทีอาจจะมากกว่าค่าสารเคมีการเกษตรที่เกษตรกรประหยัดได้เสียอีก ยิ่งไปกว่านั้น เงื่อนไขต่าง ๆ ของการรับรองมาตรฐานก็ทำให้พวกเขามีภาระงานในการตรวจแปลง และควบคุมคุณภาพที่เพิ่มขึ้นด้วย

เมื่อถามว่าการรับรองมาตรฐานเหล่านี้แท้จริงแล้วใครเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ อ้ายพัฒน์เห็นว่าผลประโยชน์สูงสุดน่าจะตกอยู่กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับรองมาตรฐาน “พวกเขาสร้างมาตรฐานขึ้นมาแล้วทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น แล้วพวกเขาก็ได้ค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบ แต่นี่ก็เพราะผู้บริโภคนั่นแหละที่ต้องการจะให้มีตราพวกนี้เกิดขึ้น” อย่างไรก็ตาม อ้ายพัฒน์ก็เข้าใจว่าองค์กรตรวจสอบมาตรฐานเองก็จะต้องไปจ่ายค่ารับประกันให้แก่องค์กรในระดับสากลอีกต่อหนึ่ง รวมถึงการดำเนินการภายในหน่วยงานของตนเองด้วย แต่สุดท้ายเกษตรกรรายย่อยนี่เองที่เป็นผู้แบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น

ส่วนเจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งเสริมของสหกรณ์แม่ทาฯ อีกคนหนึ่งเปิดเผยว่า ถึงแม้จะมีต้นทุนที่สูงแต่เกษตรกรแม่ทาก็พอใจกับการปลูกข้าวโพดฝักอ่อนอินทรีย์ เพราะสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ราคาสูงกว่าข้าวโพดฝักอ่อนเคมีถึงกิโลกรัมละสิบบาท แต่ทั้งนี้ก็เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนที่ดูแลค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการผลิตและทำหน้าที่รับซื้อผลผลิตในราคาสูง แต่หากปราศจาการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนแล้ว ก็ไม่แน่ว่าเกษตรกรจะสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับเกษตรกรในเครือข่ายปลอดสารพิษแม่ปิง เนื่องจากพวกเขาไม่เคยทำเกษตรปลอดสารพิษมาก่อน การดูแลพืชผักโดยไม่ได้ใช้สารเคมีเลยจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากสำหรับพวกเขา สายชล ดุมไหม จากตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม เชียงใหม่ เล่าว่าพ่อของเธอต้องตื่นแต่เช้ามืดไปคอยเก็บหนอนออกจากแปลงผัก เธอคิดว่าการดูแลผักในแปลงนั้นยากยิ่งกว่าเลี้ยงเด็กทารกเสียอีก กระนั้นก็ตาม เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยังพอใจที่จะทำการเกษตรปลอดสารต่อไป เพราะการสนับสนุนของ MCC ทำให้พวกเขาสามารถขายพืชผักได้ในราคาที่พอใจ โดยไม่ต้องไปแข่งขันราคากับผักตลาดทั่ว ๆ ไป ขณะที่เกษตรกรไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบเรื่องการตรวจสอบควบคุมคุณภาพเพราะจะมีเจ้าหน้าที่จาก MCC มาดูแลอย่างใกล้ชิดโดยที่เกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ความพอเพียง คือความยั่งยืน

อ้ายพัฒน์ ทำนายไว้ว่าในอนาคตเกษตรกรรายย่อยที่ผลผลิตผักปลอดสารพิษจะประสบความยุ่งยากมากขึ้น เพราะตลาดผักปลอดภัยจะมีการแข่งขันที่สูงขึ้น บริษัทธุรกิจต่าง ๆ จะมาลงสนามแข่งขันในตลาดสินค้าประเภทนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเกษตรกรรายย่อยมีแต่จะเสียเปรียบ เพราะมีความด้อยกว่าทั้งด้านเงินทุน และเทคโนโลยี ตลอดจนการเข้าถึงระบบการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ ซึ่งมีเงื่อนไขที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อกีดกันเกษตรกรรายย่อยออกจากเวทีการแข่งขัน

ดังนั้น หากเกษตรกรยังคงเน้นแต่การผลิตเพื่อขาย เห็นทีว่าจะเพลี่ยงพล้ำและพ่ายแพ้ไม่ต่างอะไรจากการผลิตพืชผักเคมีเชิงพาณิชย์ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

อ้ายพัฒน์ไม่ได้ปฏิเสธว่าควรจะมีการขายผลผลิตที่มากเกินความต้องการบริโภค แต่การขายไม่ควรจะเป็นเป้าหมายหลักของการทำการเกษตร ที่สำคัญเกษตรกรจะต้องรู้จักคำว่าพอเพียงซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญในการดำเนินชีวิตของคนทุกคน

ทุกวันนี้แม้ว่าจะมีเกษตรกรจำนวนมากหันมาทำเกษตรปลอดสารพิษกันเพิ่มมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นระบบเกษตรที่หลงทาง และเข้าไม่ถึงหลักการของการเกษตรยั่งยืนจริงๆ เพราะยังปล่อยให้ระบบการตลาดชี้นำระบบการผลิต เน้นการปลูกเพื่อขายมากกว่าคำนึงถึงความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือนของตนเอง

แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร