ประชาสังคมกับการผลักดันรัฐสวัสดิการ ตอนที่ 2 (จบ)

Fri, 08/26/2011 - 11:32 -- ประชาธรรม

เมื่อวันที่ (21 ส.ค. 54) ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีเวทีเสวนา "ประชาสังคม กับการผลักดันรัฐสวัสดิการ" จัดโดย โครงการประชาธิปไตยกับท้องถิ่น, สำนักข่าวประชาธรรม,กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ และกลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อประชาธิปไตยภาคเหนือ โดย มีผู้เข้าร่วมจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานในนิคมอุตสาหกรรม นักวิชาการ และนักศึกษาทั่วไป กว่า 50 คน ซึ่งในเวทีเสวนาดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ช่วง คือช่วงที่ 1 เสวนาประเด็น "การปรับตัวของกลุ่มทุนในยุคโลกาภิวัตน์ค่าจ้าง" และช่วงที่ 2 มีการเสวนาประเด็น "ชีวิตคนงานกับการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม"

 

ประชาธรรมได้นำเสนอเนื้อหาช่วงแรก ตอนที่ 1 "การปรับตัวของกลุ่มทุนในยุคโลกาภิวัตน์ค่าจ้าง" ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว และขอนำเสนอเนื้อหาช่วงที่ 2 ตอนจบต่อจากหัวข้อแรก ประเด็น"ชีวิตคนงานกับการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม" ดังนี้

 

---------------------------------

 

 

ชีวิตคนงานกับการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม

 

 

อนุชา  มีทรัพย์  กลุ่มผู้ใช้แรงงานกับการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม

 

หากกลุ่มผู้ใช้แรงงานต้องการเปลี่ยนสภาพการจ้าง หรือต้องการรับค่าจ้างและสวัสดิการให้ดีขึ้น กลุ่มผู้ใช้แรงงานต้องมีการรวมตัวกันอย่างน้อย 1 ใน 5 ของพนักงานทั้งหมดในโรงงาน  หากขึ้นค่าแรง 300 บาทแล้ว แต่นายจ้างตัดสวัสดิการ ทางบริษัทที่มีสหภาพแรงงานที่มีสมาชิกเกิน 1 ใน 5 จะเป็นตัวแทนเจรจาต่อรองกับนายจ้าง ทั้งนี้บริษัทที่มีสหภาพแรงงานอยู่แล้ว มักจะพบปัญหาน้อยกว่าบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีสหภาพแรงงาน เพราะกลุ่มลูกจ้างในบริษัทเล็กๆ เมื่อเกิดปัญหาเรื่องค่าแรง สวัสดิการ และต้องการเจรจาต่อรองกับนายจ้าง พวกเขาจะต้องมีการล่ารายชื่อ 1 ใน 5 เพื่อรวมกลุ่มกัน

 

ปัจจุบันการทำงานได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ซึ่งกฎหมายแรงงานของไทย ยังคงใช้ฉบับเดิมไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นเหตุให้เกิดปัญหา ข้อจำกัดหลายอย่างตามมา อีกทั้งคนงานไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ไม่รู้ว่าสิ่งใดควรทำ หรือสิ่งใดไม่ควรทำ กรณีดังกล่าว กลุ่มของผมจึงได้จัดให้ความรู้ ให้การศึกษากับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน แต่ก็ยังเป็นกลุ่มเล็กๆ  แต่กฎหมายยังไม่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนงานได้รวมตัวกันอย่างแท้จริง  อย่างกรณีการแบ่งสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเป็นแบบปิดและแบบเปิด คือ ประเภทกิจการ อย่างเช่น ผมทำงานด้านเครื่องจักรหนัก ต้องการรวมกลุ่มกับอัญมณี ผมไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้ เนื่องจากกิจการต่างประเภทกัน ดังนั้นสหภาพจึงไม่สามารถรวมตัวกันได้ ไม่สามารถนำคนที่มีความรู้เข้ามาช่วยสอนหรือให้ความรู้ หรือเจรจาต่อรองกับนายจ้างได้

 

"ผมเคยทำงานอัญมณีมาก่อน นายจ้างตัดเงินผมวันละ 45 บาท ซึ่งเป็นเบี้ยชำนาญงาน (ค่าฝีมือ) ผมได้แย้งและเรียกร้องจากนายจ้าง นายจ้างจะเลิกจ้าง แต่เขาไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากผมเป็นคณะกรรมการลูกจ้าง ศาลจึงมีคำสั่งให้นายจ้างรับผมเข้าทำงาน ผมได้รับสิทธิตามศาลสั่ง นายจ้างจ่ายเบี้ยขยัน จ่ายสวัสดิการให้ทั้งหมด แต่ห้ามไม่ให้ผมเข้าโรงงาน"

 

ผมมองว่ากฎหมายแรงงานของไทยมีปัญหา กฎหมายบอกว่าทุกคน แรงงานทุกอย่างสามารถรวมตัวกันได้  แต่แท้จริงแล้ว ไม่สามารถกระทำได้จริง  อีกทั้งกรณีแรงงานขั้นต่ำ แต่ละจังหวัดจะมีอนุกรรมการแรงงานขั้นต่ำ แบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายลูกจ้าง ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายรัฐ แต่เมื่อร่วมเจรจากันแล้ว เขาต่อรองได้เพียง สองบาท สามบาท ซึ่งฝ่ายลูกนายจ้างก็มาจากหอการค้าบ้าง อุตสาหกรรมบ้าง ฝ่ายรัฐก็มาจากเจ้าหน้าที่ ส่วนฝ่ายลูกจ้างก็มาจากฝ่ายบุคคลของโรงงาน ซึ่งแต่ละคนเงินเดือนเป็นหมื่นๆ ทั้งนั้น เขาไม่เข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของคนงานอย่างแท้จริง

 

กรณีการขึ้นค่าแรง 300  หากให้ไปตกลงกันในรูปราคาค่าแรงขั้นต่ำ ผมคิดว่าไม่ยุติธรรม ต้องมาคิดในอีกมุมหนึ่งคือ ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคเพิ่มขึ้น สินค้าต่างๆ แพงขึ้นทุกวัน อีกทั้งเรื่องของสุขภาพของคนงาน กรณีสารเคมีในโรงงาน หากพวกเขาแก่ตัวลง เขาจะทำอย่างไร อย่างในนิคมอุตสาหกรรมจ.ลำพูน เพิ่งเลิกจ้างคนงานประมาณ 90 คน เพราะอายุเกิน 40 ปี บางคนได้เงินจากการเลิกจ้างเพียงแสนกว่าบาท ออกมาก็เอาเงินไปใช้หนี้ ก็ไม่เหลือเก็บและไม่พอกิน ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาทำงานในนิคมอุตสาหกรรม ตั้งแต่เช้าจนค่ำ ถามว่าพวกเขาจะเอาเวลาจากไหนไปศึกษาเรียนรู้ประสบการณ์ด้านอื่น เพื่อสร้างอาชีพของตัวเองหลังถูกเลิกจ้าง อีกทั้งในโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องสัมผัสกับสารเคมี เรื่องสุขภาพที่ย่ำแย่ บางคนป่วยเป็นโรคมะเร็งกลับไปอีกด้วย ผมคิดว่าค่าแรง 300 บาท เป็นเพียงก้าวแรกที่จะแสดงถึงความมีตัวตนของพวกเรา

 

พวกผมทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน ไม่มีเวลาศึกษาหาความรู้ด้านอื่น หากเกิดการผลักดันกฎหมายแรงงานเปิดโอกาสให้คนงานมีอิสระเสรีภาพด้านสิทธิ มันก็จะส่งผลต่อลูกหลานเราที่ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม  กรณีขึ้นค่าแรง 300 อย่างโฮยา คนงาน 1 คน ทำกำไรให้เขาได้กว่า 1 ล้านบาท แต่เขายังตัดเงินบางส่วน ซึ่งมันไม่สามารถการันตีความมั่นคงในชีวิตของพวกเขาได้เลย

 

ประเด็นอนุสัญญา ฉบับที่87 และ 98 ซึ่งเป็นอนุสัญญาแรงงานหลักขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ พวกเราพยายามผลักดันมานานหลายปี แต่ทำไมเขาไม่ยอมรับอนุสัญญาฉบับนี้ ทั้งที่ผลเสียมีน้อยมาก อีกทั้งมีความอิสระในการรวมกลุ่ม สามารถเจรจาต่อรองอย่างเสรี

 

 

 

ผศ.ดร.เสาวลักษณ์  ชายทวีป คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

 

สถานการณ์จ้างงานในระดับโลก

อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นในหลายๆ ประเทศ เมื่อปี 2550 มีอัตราการว่างงานสูงถึง 195 ล้านคน และปี 2553 มีอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นกว่า 200 ล้านคน ซึ่งในทวีปยุโรป มีคนส่วนใหญ่เป็นวัยหนุ่มสาวจบการศึกษาใหม่ ว่างงานเพิ่มสูงขึ้น จนเกิดการเรียกร้องจากคนกลุ่มดังกล่าวในหลายๆ ประเทศ

 

ในแถบละตินอเมริกา เกิดแรงงานนอกระบบมากขึ้น จึงทำให้สถานการณ์การจ้างงานอยู่ในสภาพที่ไม่มั่นคง จากสถิติของการกระจายงานระหว่างประเทศนั้น พบว่าประมาณ 1,530 ล้านคน อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา กรณีตัวอย่างประเทศบราซิล เอกวาดอร์ เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนการจ้างงาน พบว่ามีการจ้างงานแรงงานนอกระบบสูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในการจ้างแรงงานนอกระบบที่เพิ่มสูงขึ้น

 

สถานการณ์จ้างงานในประเทศไทย

ปี 2553 เฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม การจ้างงานในประเทศไทยถูกกระจุกตัวกับแรงงานที่เพิ่งจบใหม่  เป็นแรงงานที่ยังไม่ได้เข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเต็มตัว  ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวพบว่ามีแรงงานกว่า 1 แสนคนโดยเฉลี่ย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างการจ้างงานในอนาคตด้วย

 

กรณีการจ้างงานในภาคเกษตร และนอกภาคเกษตร พบว่าปี2554 ช่วงเดือนมีนาคม มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มมากขึ้น เช่นการจ้างงานประเภทการก่อสร้าง มีจำนวนคนงานประมาณ 2.2 แสนคน, การจ้างงานแรงงานภาคอุตสาหกรรม และแรงงานภาคอื่นๆ หากถามว่า ก่อนที่แรงงานจะเข้ามาอยู่ในภาคอุตสาหกรรม พวกเขาเคยทำอาชีพอะไรมาก่อน เมื่อพวกเขาเข้าสู่ระบบแรงงานอุตสาหกรรมแล้ว หลังจากนั้นชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาเป็นอย่างไร

 

หากดูสถิติการจ้างงานภาคอุตสาหกรรมนั้น พบว่ามีจำนวน 8.2 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนการจ้างงานทั้งหมด 22 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับแรงงานภาคบริการและภาคเกษตร  จึงเป็นประเด็นคำถามว่า การจ้างงานภาคอุตสาหกรรมเป็นคำตอบของเราอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่   เมื่อกลับมาดูการเปลี่ยนแปลงการจ้างงานแล้ว ซึ่งสถานการณ์การจ้างงานยังอยู่ในสภาพที่ไม่มั่นคง ซึ่งความมั่นคงในคำนิยามของผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรม เขานิยามอย่างไร จะเป็นความมั่นคงในเรื่องของรายได้ ที่เขาสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นวงจรความสัมพันธ์ของวิถีชีวิต อีกทั้งเป็นเรื่องของการขยายความสัมพันธ์ของการจ้างงานที่กำลังจะเปลี่ยนไป ทั้งนี้การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของรัฐ เนื่องจากยังมีแรงงานในภาคอื่นๆ อีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม จะสามารถทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่ได้ เป็นเครื่องชี้วัดในการขยับฐานะทางสังคม เช่นมีที่อยู่อาศัย สามารถส่งเงินกลับไปให้ที่บ้านได้ ซึ่งค่าจ้าง 300 บาทเป็นคำตอบชัดเจนว่าเป็นเรื่องสำคัญ

 

ในอนาคต ถ้าหากสังคมไทยเปลี่ยนไปสู่สังคมการจ้างงาน ประเด็นแรงงานไม่ใช่ประเด็นที่ต้องให้ความสนใจเพียงประเด็นเดียว เพราะจะต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับการจัดระบบสวัสดิการที่จะเข้ามารองรับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และรูปแบบการรวมกลุ่มของแรงงานด้วย อีกทั้งต้องให้ความสำคัญกับระบบการจ้างงานที่ขาดความมั่นคงด้วย เช่นการจ้างงานแบบรับเหมา การจ้างงานชั่วคราว อีกทั้งจะต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพ การอุปโภค บริโภค ที่จะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้จะต้องผลักดันและขับเคลื่อนต่อไป

 

 

 

 

อาจารย์เกรียงศักดิ์  ธีระโกวิทขจร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตลำปาง

 

กลุ่มคนงานที่ถูกผลักออกไปสู่แรงงานที่ไม่มั่นคงนั้น มีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีส่วนสำคัญจากการแข่งขันทางธุรกิจ ทำให้นายจ้างคิดผลิตภัณฑ์การจ้างระบบแบบใหม่ขึ้นมา  อย่างเช่น สัญญาการจ้างงานแบบยืดหยุ่น สัญญาที่ต่ออายุการทำงานที่สั้นลง สัญญาที่จะต้องฝึกงานก่อนเข้าทำงานประจำ และอื่นๆ เมื่อพูดถึงระบบทุนนิยม เรามักไม่คำนึงถึงปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจากระบบ ซึ่งส่วนใหญ่รัฐเป็นผู้ดำเนินการ แต่เรามักจะคุ้นชินกับคำว่า ตลาดมีระบบกลไก

 

โครงสร้างการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ มี 2 ระบบ คือ คณะกรรมการค่าจ้างกลาง เป็นระบบไตรภาคี และคณะอนุกรรมการค่าจ้างระดับจังหวัด เป็นระบบไตรภาคีเช่นกัน ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวนี้เป็นอุปสรรคในการขึ้นค่าแรง 300 บาท หากเราเปลี่ยนโครงสร้าง เปลี่ยนวิธีการกำหนด ซึ่งสามารถกำหนดได้หลายรูปแบบ

 

ปี 2515 มีการประกาศของคณะปฏิวัติ ให้ประกาศใช้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำขึ้น ภายใน 4 จังหวัด

ปี 2516 ประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มอีก 2 จังหวัด

ปี 2517 ได้มีการประกาศใช้ทั่วประเทศ  และมีการประกาศใช้อัตราเดียวทั่วประเทศอีกด้วย

ปี2544 เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง โดยมีการเพิ่มคณะอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำระดับจังหวัดขึ้น  

ปี2547 เกิดคณะกรรมการซ้อนขึ้นมาอีก 1 ชุด เรียกว่า คณะอนุกรรมการวิชาการและกรั่นกรอง ปรากฏว่าการกำหนดค่าจ้างนั้น คณะอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำระดับจังหวัดไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง เนื่องจากคณะกรรมการค่าจ้างฯใหญ่จะสั่งการให้คณะอนุกรรมการค่าจ้างฯระดับจังหวัด จัดทำข้อเสนอให้คณะกรรมการค่าจ้างฯใหญ่ หลังจากนั้นจะถูกส่งไปยังคณะอนุกรรมการวิชาการและกรั่นกรองพิจารณาทบทวน แก้ไข และส่งกลับไปยังคณะกรรมการค่าจ้างฯชุดใหญ่ประกาศให้ใช้หรือไม่ให้ใช้ต่อไป

เห็นชัดเจนว่า เป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน แทนที่จะทำให้มันง่าย แต่กลับกลายเป็นเรื่องยาก

ปี2539 องค์กรแรงงานระหว่างประเทศเข้ามาทำรายงานทบทวนระบบการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทยให้กับรัฐบาลไทย ปรากฎว่า สิ่งที่องค์กรแรงงานระหว่างประเทศได้เสนอ คือ ระบบการเสนอค่าจ้างของประเทศไทยที่ผ่านมา ตั้งแต่พ.ศ2515-2539 เป็นระบบรวมศูนย์มากเกินไป มีคณะทำงานชุดเดียว และไม่สามารถจัดให้คณะกรรมการค่าจ้างฯทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกันได้  คณะทำงานฯจะต้องพยุงไม่ให้ค่าจ้างขั้นต่ำ ตกเส้นความยากจน

 

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญ คือ ให้กรณีดังกล่าวเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างมากขึ้น หรือทำให้กลายเป็นประเด็นสาธารณะ

 

องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ทำรายงานและพบว่า ระบบการจ้างงานของประเทศไทยนั้น จะต้องดึงกลุ่มคนจากภาคแรงงานเข้าสู่หุ้นส่วนทางสังคม คือ เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาตายแล้วตามขั้นตอน คนที่อยู่ในภาคการผลิตควรจะได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์ทางธุรกิจ ซึ่งระบบค่าจ้างขั้นต่ำสามารถเข้ามาช่วยในส่วนนี้ได้ อีกทั้งประเทศไทยไม่มีระบบดังที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งนี้องค์กรแรงงานฯ ระบุว่าหากประเทศไทยจะดำเนินการได้ จะต้องมีระบบสองชั้น คือ 1.คณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำกลาง  2.คณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำอุตสาหกรรม ประกอบด้วย ตัวแทนนายจ้าง และลูกจ้าง เท่านั้น ไม่ใช่ไตรภาคี และมีอิสระในการกำหนดค่าจ้าง แต่ไม่ต่ำกว่าเพดานที่คณะกรรมการค่าจ้างกลางกำหนด ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการค่าจ้างฯกลาง แต่ประเทศไทยปฏิบัติตามเพียงครึ่งเดียว ไม่มีการปฏิบัติตามทั้งสองระบบ จึงเกิดปัญหาอุปสรรคขึ้น

 

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ คณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำกลาง ประกอบด้วยประธานและเลขาฯ จากกระทรวงแรงงานฯ ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรม สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  นายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งองค์ประกอบคณะกรรมการดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

 

อีกทั้ง กรณีตัวแทนนายจ้าง และลูกจ้าง ต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งระบบการเลือกตั้งมีปัญหา เนื่องจากนายจ้างและลูกจ้างมีสิทธิ์ออกเสียง 1 เสียงเท่ากัน  องค์กร 1องค์กรมีสิทธิ์ออกเสียง 1 เสียงเท่านั้น แม้ว่าลูกจ้างจะมี 1ล้านคน ก็ออกเสียงเพียงหนึ่งเสียงเท่านั้น จึงกลายเป็นปัญหา และถูกครอบงำจากระบบราชการทั้งสองคณะกรรมการฯ

 

มีการพยายามผลักดันให้เกิดคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำอุตสาหกรรมในประเทศไทย ซึ่งเราควรพูดถึงเรื่องนี้กันมากขึ้น การมีคณะกรรมการค่าจ้างฯอุตสาหกรรม เป็นระบบสองทวิภาคี จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการเจรจาต่อรอง ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงานในระดับภาคอุตสาหกรรมบ้านเราค่อนข้างอ่อนแอมาก นอกจากนี้คณะกรรมการค่าจ้างฯอุตสาหกรรม นอกจากจะช่วยถ่วงดุลจากคณะกรรมการค่าจ้างฯกลางแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้สหภาพแรงงานในอุตสาหกรรม เข้มแข็งขึ้นตามระยะเวลาตามการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย ส่วนคณะกรรมค่าจ้างฯระดับจังหวัดอาจจะลดบทบาทให้อยู่ภายใต้คณะกรรมการค่าจ้างฯกลาง เนื่องจากยังทำหน้าที่เป็นแขนขาให้คณะกรรมการกลางในแต่ละพื้นที่เท่านั้น

 

การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ในแต่ละปีจะมีการทบทวนอย่างน้อย 1 ครั้ง และจะมีการทบทวนค่าจ้างขั้นต่ำโดยคำนึงถึง เงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลงของลำดับราคา ส่วนใหญ่จะพิจารณาจากราคาอุปโภค บริโภค ความสามารถในการจ่ายของธุรกิจ และผลิตภาพของแรงงาน ซึ่งเป็นเครื่องมือของฝ่ายนายทุนที่มักใช้เป็นเหตุผลอ้างในการไม่ขึ้นค่าจ้าง

 

ระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) สินค้า ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ไม่มีความสอดคล้องกัน   สะท้อนให้เห็นถึงตลาดแรงงาน  ถูกบีบและกดแรงงาน ทั้งนี้ค่าจ้างขั้นต่ำไม่มีการปรับตามดัชนีของเศรษฐกิจเลย

 

กลุ่มแรงงานทำอะไรได้บ้าง สิ่งที่กลุ่มแรงงานทำได้คือ การกดดันคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำกลาง เกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท โดยผ่านกลไกข้าราชการ ซึ่งกลไกดังกล่าวมีอำนาจสูงสุดที่จะนำเสนอเรื่องผ่านปลัดกระทรวงแรงงานฯ  ทั้งนี้เป็นสิ่งที่กลุ่มแรงงานควรดำเนินการเฉพาะหน้า ระยะต่อไปดำเนินการยื่นข้อเสนอที่จะลดบทบาทคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำระดับจังหวัด และขอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำอุตสาหกรรม ซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างฯอุตสาหกรรมจะต้องจัดทำโครงสร้างค่าจ้างระดับอุตสาหกรรมด้วย หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง มันจะสอดคล้องกับสิ่งที่แรงงานต้องการเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการ เพราะในระยะยาวนั้นกลุ่มผู้ใช้แรงงานไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องแรงงานขั้นต่ำอีกต่อไป เนื่องจากให้เป็นไปตามกลไกพัฒนา กลไกการเจรจาต่อรองระหว่างสหภาพแรงงานกับกลุ่มนายจ้างในอุตสาหกรรม และยกฐานค่าแรงขั้นต่ำให้อยู่ในระดับที่เพียงพอ ซึ่ง ณ ตอนนี้ยังไม่เพียงพอ

 

ผมอยากเห็นแรงงานรวมกลุ่มกัน เพื่อให้ความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดระหว่างกลุ่มผู้ใช้แรงงานเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ เกิดความรู้เท่าทันระบบทุนมากขึ้น.

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ประชาสังคมกับการผลักดันรัฐสวัสดิการ ตอนที่1

กลุ่มผู้ใช้แรงงานเหนือ จี้รัฐบาลใหม่ หนุนนโยบายค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร