ตามดูวิถีคนปากมูล กับความจนซ้ำซาก

Sun, 05/14/2006 - 21:15 -- ประชาธรรม

กระทรวงพลังงานได้ให้เหตุผลในการขอเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาการเปิดและปิดประตูเขื่อนปากมูลว่า กฟผ.ได้รับหนังสือร้องเรียนจากคณะกรรมการชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูชีวิตและชุมชนลุ่มน้ำมูล ขอให้พิจารณาเลื่อนการเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล ให้เริ่มเปิดประตูระบายน้ำในเดือนพ.ค.-ส.ค. เพราะเป็นช่วงที่ปลาจากแม่น้ำโขงขึ้นมามากที่สุด

ซึ่งสอดคล้องกับผลการประชุมร่วมระหว่าง กฟผ. กับ ม.อุบลราชธานี นักวิชาการ และจังหวัดอุบลราชธานี ได้พิจารณาประเด็นที่ได้รับการร้องเรียนจากข้อมูลการศึกษานิเวศวิทยาการประมงของ ม.อุบลราชธานี สรุปได้ว่า การอพยพของปลาและสัตว์น้ำต่างๆ จากแม่น้ำโขงเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำมูลจะมีมากในช่วงเดือนพฤษภาคม และจะอพยพกลับลงสู่ลุ่มน้ำโขงในเดือนสิงหาคมของทุกปี

ดังนั้นเพื่อให้เกิดแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกันและเป็นประโยชน์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและการประกอบอาชีพประมงของชาวบ้านปากแม่น้ำมูล  จึงเห็นสมควรว่าการเปิดประตูเขื่อนควรจะอยู่ในช่วง 4 เดือนดังกล่าว ซึ่งจะเป็นผลดีกว่าช่วง 1 ก.ค.-31 ต.ค. และจะไม่มีผลกระทบในทางลบต่อชาวบ้านที่เลี้ยงปลาในกระชังและชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเกษตรแต่กลับเป็นผลดีในการสนองตอบต่อความต้องการของชุมชน

แม้การเลื่อนช่วงเวลาการเปิดเขื่อนปากมูลขึ้นมาเป็นพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคมตามข้อเสนอของชาวบ้าน จะทำให้ปลาสามารถว่ายขึ้นมาจากแม่น้ำโขงได้มากกว่าเดิมบ้าง แต่การเปิดเขื่อนปากมูลเพียง 4 เดือน ยังคงไม่ใช่คำตอบที่ถูกใจของทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนปากมูลทั้งหมด

โดยฝ่ายที่คัดค้านที่แสดงจุดยืนและปักหลักต่อสู้ทั้งการเคลื่อนไหว กดดัน ด้วยกำลังมวลชน และการต่อสู้ด้วยหลักวิชาการมาเป็นเวลา 10 กว่าปี 

ถึงวันนี้พวกเขาเหล่านั้นยังคงยืนยันตามหลักการเดิมว่า  การเปิดประตูเขื่อนเพียง 4 เดือน และปิดอีก 8 เดือนยังไม่ใช่แนวทางในการฟื้นคืนความสมบูรณ์ให้กับแม่น้ำมูล และไม่ใช่แนวทางแห่งการฟื้นฟูวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เคยอยู่กันมาอย่างสงบสุข ซึ่งหลังจากโครงการสร้างเขื่อนเข้ามา ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตอันเรียบง่ายหาอยู่หากินกันมาอย่างพอเพียงก็ถูกทำลายลง  ภาพการอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน เพื่อดิ้นรนหันหาอาชีพใหม่แทนการประมงจึงเป็นฉากชีวิตใหม่ที่เข้ามาทดแทน

สมเกียรติ พ้นภัย ผู้เฒ่าแห่งหมู่บ้านด่านเก่า ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ผู้ยึดอาชีพประมงเป็นอาชีพหลักหาเลี้ยงครอบครัวมาหลาย 10ปี ได้เล่าถึงบรรยากาศในหมู่บ้าน ภายหลังจากที่ กฟผ.เริ่มเปิดประตูเขื่อนปากมูลมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า 

ขณะนี้ชาวบ้านต่างพากันดีอกดีใจที่จะได้ลงจับปลาหลังจากที่รอคอยกันมานานกว่า 8 เดือนเนื่องจากช่วงที่ปิดประตูเขื่อนชาวบ้านไม่สามารถลงไปจับปลาได้เพราะระดับสูง  อีกทั้งจำนวนปลาก็ลดน้อยลงส่วนหนึ่งเป็นเพราะปลาจากแม่น้ำโขงไม่สามารถว่ายเข้ามาในแม่น้ำมูลได้  ถึงแม้ว่าโครงการจะมีการออกแบบให้มีบันใดปลาโจนแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ทำให้วัฎจักรของปลาถูกตัดตอนออกไป

“ พอปิดประตูเขื่อนระดับน้ำก็สูงขึ้น วงจรชีวิตของปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ ก็ไม่เกิดการหมุนเวียนตามธรรมชาติ พอจับไปสักระยะหนึ่งจำนวนปลาที่จับได้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปลาไม่สามารถขึ้นมาจากน้ำโขง และส่วนหนึ่งก็หนีเข้าไปในพงป่าตรงที่น้ำท่วมถึง  ยากต่อการจับทำให้ชาวบ้านหยุดจับปลา และหันไปประกอบอาชีพอื่นแทน เช่นไปรับจ้างทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพและมีบางรายไปไกลถึงภูเก็ต พังงาก็มี ทิ้งให้ลูกหลานอยู่กับพ่อเฒ่าแม่เฒ่า บรรยากาศในหมู่บ้านเต็มไปด้วยความเงียบเหงา ไร้ชีวิต ไร้จิตวิญญาณ เหมือนหมู่บ้านร้างไม่ผิด ”

พ่อสมเกียรติ เล่าต่อว่า ดูจากปีที่แล้วพอถึงช่วงเดือนที่เปิดเขื่อน(พ.ค - ส.ค.)ของทุกปี ลูกหลานที่ไปรับจ้างต่างถิ่นต่างก็เดินทางมุ่งกลับสู่หมู่บ้านของตนอีกครั้ง  เพื่อเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือจับปลากันอย่างคึกคัก โดยให้เหตุผลว่าอาชีพจับปลาเป็นอาชีพที่อิสระไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร  อีกทั้งรายได้ก็ดีกว่าการรับจ้างหลายเท่า

“ บางรายหาได้อย่างน้อยวันละ 500 – 1,000 บาทก็มี  ขึ้นอยู่กับความขยันของแต่ละคนโดยเฉพาะช่วงเดือนมิถุนาถึงเดือนสิงหาคมเป็นช่วงที่ปลาขนาดใหญ่จากแม่น้ำโขงขึ้นมายิ่งทำรายได้ให้กับชาวบ้านเป็นกอบเป็นกำทีเดียว ”

พ่อสมเกียรติยังเล่าต่ออีกว่า การสร้างเขื่อนไม่ได้ทำลายเฉพาะวัฏจักรของสัตว์น้ำเท่านั้นแต่ยังได้ทำลายวิถีชีวิตของคนปากมูลลงอย่างราบคาบ  เพราะปัจจุบันชุมชนแถบลุ่มน้ำมูลโดยเฉพาะพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนปากมูลเต็มไปด้วยความขัดแย้งมานานนับ 10 กว่าปีแล้ว แต่หลังจากที่มีการเปิดประตูเขื่อนปรากฎการณ์หนึ่งที่ตนได้เห็นคือภาวะความขัดแย้งต่างก็ลดลงอย่างน่าแปลกใจ

“ พอถึงช่วง 4 เดือนของการเปิดเขื่อนตามมติ ครม.ปี 47 ชาวบ้านกลุ่มที่เคยขัดแย้งกันต่างก็ยุติความขัดแย้งลง ทุกคนต่างมุ่งหน้าลงแม่น้ำมูลเพื่อจับปลาหากิน  หาขาย บางรายก็ลงเรือลำเดียวกันหาปลา พอหาได้ก็จับกลุ่มกันทำอาหาร กินข้าวป่าด้วยกัน ราวกับว่าไม่เคยมีปัญหากันมาก่อน แต่พอถึงช่วงปิดประตูเขื่อนอีก 8 เดือนปัญหาต่าง ๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาอีก เรียกว่า 4 เดือนดีกัน อีก 8 เดือนขัดแย้งกัน วิถีชุมชนที่นี่เปลี่ยนไปมาก ” พ่อสมเกียรติกล่าว

สอดคล้องกับ ผลการศึกษาและวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (บันทึกการสัมมนา “การวิจัยเพื่อฟื้นฟูชุมชน : มิติใหม่ของสังคม โดย ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม  คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2545 ” ) ซึ่ง ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ ผู้ประสานงานโครงการวิจัย  ม.อุบลราชธานี ได้ระบุว่า 

หลังสร้างเขื่อนชาวบ้านยังอยู่ด้วยกันได้ แต่ว่ามันไม่แนบแน่นเหมือนเดิม  การกลับมาใช้ทรัพยากรร่วมกันอีกครั้ง หลังการเปิดประตูเขื่อน ทำให้ชาวบ้านเริ่มมีปฏิสัมพันธ์  อย่างเช่นการไหลมอง คือการเอาตาข่ายไปขวางแม่น้ำแล้วก็ลากมอง(ตาข่าย)ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ระบบคิว  คือใครมาทีหลังต้องเคารพสิทธิผู้มาก่อน

“ การไหลมองเป็นกิจกรรมที่เห็นได้ชัดเจนมาก ซึ่งสะท้อนว่าเมื่อแต่ละหมู่บ้านไหลมองร่วมกัน  จุดบริเวณไหลเดียวกัน มันให้เห็นการพูดคุยกันและแลกเปลี่ยนกัน กิจกรรมตรงนี้มันทำให้ความบาดหมางลดลง ”

ตั้งแต่มีเขื่อนไม่มีกิจกรรมไหลมองเลย เนื่องจากว่าการไหลมองต้องอาศัยน้ำไหลไม่ใช่น้ำนิ่ง  การปิดเขื่อนเป็นการปิดกั้นแล้วก็สูญสลายไปของกิจกรรมชุมชนซึ่งไม่ใช่ชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แต่เป็นระหว่างชุมชนเป็นเครือญาติร่วมกันตรงนี้หายไปอย่างสิ้นเชิง อันนี้น่าเสียดาย  พอเปิดประตูปุ๊บมันให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันกลับคืนมา แล้วช่วยฟื้นความสัมพันธ์ที่มันบาดหมางกันได้ดีขึ้น  ผลการศึกษาและวิจัยของ ม.อุบลราชธานี ระบุ

แม้มติ ครม.ตกลงให้เปิดประตูเขื่อนปากมูล 4 เดือน ปิด 8 เดือน จะออกมีผลบังคับใช้มาเป็นปีที่3 แล้ว แต่เช้าวันนี้ (9 พ.ค.) หลังจากที่นายสุธี  มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางมาเป็นประธานเปิดประตูเขื่อนปากมูล ก็ยังมีกลุ่มกำนันผู้ใหญ่บางส่วนมายื่นหนังสือเพื่อคัดค้าน มติ ครม.ดังกล่าวและเสนอให้ปิดเขื่อนปากมูลแบบถาวรเพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า และการเลี้ยงปลากระชัง

นายสุธี มากบุญ กล่าวว่า ตนเข้าใจและเห็นใจทุกฝ่ายแต่การจะทำให้ทุกฝ่ายพอใจเต็มร้อยนั้นเป็นเรื่องยาก  การปิดเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างเดียวนั้นทำไม่ได้ ต้องยอมรับฟังความคิดเห็นของชุมชนที่ต้องการประกอบอาชีพประมงด้วย อยากให้มีการยืดหยุ่นให้กันและเคารพ มติ ครม.ที่ให้เปิดประตูเขื่อน 4 เดือนปิด 8 เดือน เพราะกว่ามติ ครม.จะคลอดออกมาได้ ก็ต้องผ่านการระดมความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนเพื่อให้เกิดความพอใจของทุกฝ่ายมากที่สุด  ผู้ว่าราชาการ จ.อุบลราชธานีกล่าว

สมภาร คืนดี พี่เลี้ยงกลุ่มสมัชชาคนจน กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล  กล่าวว่า กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยที่จะให้เปิดประตูเขื่อน 4 เดือนก็อ้างว่าการเปิดเขื่อนจะทำให้ปลาหรือกุ้งที่อยู่ในแม่น้ำมูลว่ายลงไปแม่น้ำโขงหมด  ซึ่งเหตุผลข้อนี้ก็ได้มีการทำวิจัยกันอย่างชัดเจนแล้วว่าในช่วงเวลา 8 เดือนที่ปิดประตูเขื่อนชาวบ้านส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่า ไม่สามารถจับปลาได้เนื่องจากจำนวนปลาน้อยลงและปริมาณน้ำก็สูง เรือขนาดเล็กไม่สามารถทำการประมงได้  ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมชาวบ้านที่สนับสนุนการสร้างเขื่อนจึงไม่ยอมรับความจริงเรื่องนี้

สมภาร กล่าวอีกว่า การเปิดประตูเขื่อนปากมูลตนได้มองเห็นวิถีชีวิตของคนปากมูลได้ย้อนกลับคืนมาอีกครั้งหลังจากล่มสลายไปจากการสร้างเขื่อน  หลายครอบครัวต้องละถิ่นฐานบ้านเกิดไปตั้งรกรากแห่งใหม่เนื่องจากไม่มีที่ดินทำกินและไม่สามารถจับปลาซึ่งเป็นอาชีพหลักได้เหมือนอดีตที่ผ่านมา 

หลายครอบครัวอพยพไปปักหลักปักฐานที่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ต้องไปเช่าบ้าน และเช่าเรือนายทุนเพื่อจับปลาขายประทังชีวิตไปวัน ๆ ซึ่งนับวันคนกลุ่มนี้จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ หลายครอบครัวจำต้องหันเหชีวิตไปเสี่ยงโชคชะตาในเมืองใหญ่ตั้งแต่กรุงเทพ ไปถึงภูเก็ต  ซึ่งกลุ่มนี้โดยมากจะไม่หันกลับมาบ้านอีก เนื่องจากกลับมาแล้วกลัวจะขาดความต่อเนื่องของอาชีพใหม่ 

“การเปิดประตูเขื่อนเพียงปีละ 4 เดือน ไม่ได้มีผลอะไรต่อวิถีชีวิตชาวบ้านในระยะยาว  แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็น 4 เดือนแห่งการฟื้นฟูวิถีชีวิตของคนปากมูล จำนวนปลาที่เพิ่มมากขึ้น  ชนิดของพันธุ์ปลามีความหลากหลายมากขึ้น การกลับมาของพรานปลาที่หายไปจากหมู่บ้าน  จึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์บ่งบอกถึงการกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งของคนปากแม่น้ำมูล  แต่สุดท้ายพอถึงช่วงปิดเขื่อนอีก 8 เดือนต่อมา ภาพวิถีชีวิตเหล่านี้ก็มลายหายไปอีกครั้ง ” สมภารกล่าว

*ภาพจาก www.searin.org

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร