น้ำท่วมชีซ้ำซาก ความจนซ้ำซ้อน ภัยจากเมกะโปรเจ็คต์

Sun, 06/04/2006 - 21:54 -- ประชาธรรม

ความห่วงกังวลเหล่านี้อาจเทียบกันไม่ได้เลยกับเหตุการณ์ข้างต้น แต่หากแยกประเภทของอุทกภัยทั้งสองมาเปรียบเทียบกัน จะเห็นว่า เหตุการณ์น้ำป่าและโคลนถล่มที่ จ.อุตรดิตถ์ นั่นคืออุบัติภัยทางธรรมชาติที่มาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เป็นภัยพิบัติที่เคลื่อนมากับเงามืด เมื่อรู้ตัวก็สายเกินกว่าจะตั้งรับไหว เป็นเหตุสะเทือนขวัญที่ใครก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

ภัยธรรมชาติจากโครงการยักษ์

ปัญหาน้ำท่วมของชาวบ้านกิ่ง อ.ทุ่งเขาหลวงนั้นต้องเรียกว่าเป็นภัยธรรมชาติชนิดเรื้อรังที่รอการเยียวยาจากรัฐมานานกว่า 6 ปีแล้ว เป็นภัยธรรมชาติที่ติดเชื้อมาจาก อภิมหาโครงการของรัฐที่วางแผนจะผันน้ำจากแม่น้ำโขง ลงสู่ลุ่มน้ำมูลและน้ำชี ภายใต้ โครงการ โขง ชี มูล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพื้นที่ชลประทานลุ่มน้ำมูนและชี และลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขงบางส่วน กำหนดแผนพัฒนาโครงการนี้เป็น 3 ระยะ รวม 42ปี ใช้งบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น 228,000ล้านบาท 

เพียงแค่โครงการฯดำเนินการเสร็จระยะที่ 1 (2535 - 2543) ก็ได้ส่งผลเสียหายเป็นวงกว้าง คือส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม และได้ทำลายวิถีชีวิตของชาวบ้านตลอดลุ่มน้ำสาขาต่างๆ ของแม่น้ำโขง โดยเฉพาะลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำชี อย่างประเมินค่าไม่ได้

เฉพาะลำน้ำชีนั้น โครงการฯ ได้ก่อสร้างฝายกั้นลำน้ำชีทั้งหมด 6 ฝาย ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า โคตรฝาย เพราะมันมีขนาดไม่ต่างจาก เขื่อน แม้แต่น้อย ประกอบด้วย ฝายชนบท จ.ขอนแก่น ฝายวังยาง ฝายคุยเชือก จ.มหาสารคาม ฝายร้อยเอ็ด ฝายยโสธร-พนมไพร ฝายธาตุน้อย จ.ร้อยเอ็ด

ผลก็คือนับจากปี 2543 เป็นต้นมา ชาวบ้านลุ่มน้ำชีก็ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ทำการเกษตร  และที่อยู่อาศัย รวมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบประมาณ 5 ล้านกว่าไร่ ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2547 และปี 2548 กรมชลฯยอมเปิดเขื่อนน้ำชีทั้ง 6 แห่ง น้ำจึงไม่ท่วม 

ขณะที่การช่วยเหลือของภาครัฐที่ผ่านมา เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยการจ่ายค่าชดเชยในการทำนาไร่ละ 243บาท ขณะที่ชาวบ้านบอกว่าลงทุนไปเฉลี่ยไร่ละ 1,000 กว่าบาท

นอกจากนี้ชาวบ้านยังต้องแบกรับภาระหนี้สินที่เกิดจาก การกู้เงินทั้งในและนอกระบบเพื่อมาใช้จ่ายในครัวเรือน เช่น ซ่อมแซมบ้าน ถมที่ ยกบ้านขึ้นหนีน้ำ รายละ 3-5 หมื่นบาท และต้องซื้อข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องใช้ที่จำเป็นอีกมากมาย รวมปีละหลายหมื่นบาทต่อครอบครัว 

ทองสุข เจริญอาจ พ่อเฒ่าแกนนำกลุ่มผู้เดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนกั้นน้ำชี ต.บึงงาม กิ่งอ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด เล่าว่าปีแรกๆ ที่น้ำท่วม ชาวบ้านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งแต่เดิมก็เคยท่วมแต่ไม่เกิน 2 สัปดาห์น้ำก็ลด ข้าวไม่เสียหายแต่กลับเป็นผลดีด้วยซ้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า “น้ำสระหัวข้าว” แต่พอหลายปีเข้าก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมชาติของแม่น้ำชี จึงเริ่มหาต้นตอปัญหาและมารู้ทีหลังว่าเกิดจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำชีนั่นเอง จึงได้รวมกลุ่มกันเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมาแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน

“หลังจากน้ำท่วมซ้ำซากติดต่อกันมา 5 ปี วิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ก็เปลี่ยนไป จากชุมชนที่เคยอยู่กันอย่างพอเพียงก็ต้องติดหนี้สิน กลายเป็นชาวนาล้มละลาย การแก้ไขปัญหาของภาครัฐที่ผ่านมา ก็เป็นแบบผักชีโรยหน้า เช่น ข้าราชการระดับกิ่งอำเภอลงมาแจก มาม่า ปลากระป๋อง และข้าวสารอาหารแห้ง พร้อมกับคำขวัญสวยหรู แข่งเรือหาปลา ซับน้ำตาน้ำท่วม เสร็จแล้วพวกเขาก็จากไปทิ้งชาวบ้านทนทุกข์กันตามลำพังต่อไป”

ทองสุข เสนอทางออกว่า หากรัฐจริงใจที่จะแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านที่นี่ ต้องให้องค์กรชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วมในการเปิด ปิดเขื่อนกั้นน้ำชี ซึ่งมติของชาวบ้านได้เสนอให้เปิดประตูเขื่อนในเดือน พฤษภาคม ถึง ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำหลาก อย่างปีที่ผ่านมา (2548) กรมชลได้ทดลองเปิดตามคำร้องขอของชาวบ้าน ก็ปรากฏว่าน้ำไม่ท่วมเหมือน 5 ปีก่อน จึงคิดว่าน่าจะเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุดแล้ว และจะเป็นหนทางเดียวที่จะนำความสงบสุขกลับมาสู่ชุมชนลุ่มน้ำชีอีกครั้ง

ประภา ทิวาภัทร ชาวบ้านอี่โก่ม ต.เทอดไท กิ่ง อ.ทุ่งเขาหลวง กล่าวเช่นเดียวกันว่า นโยบายของจังหวัดที่ว่า “น้ำมาจับปลาขาย น้ำไปทำนาปรัง” ก็เป็นเพียงนโยบายที่เลื่อนลอยไม่เป็นจริง เพราะเราเป็นชาวนา จะรู้สึกอุ่นใจได้ ก็ต่อเมื่อมีข้าวไว้ในเล้า การจับปลาก็เพื่อมาทำกินในครัวเรือนเท่านั้น ไม่ได้จับเป็นอาชีพ และที่สำคัญช่วงน้ำมาใหม่ๆ ก็พอจับได้ แต่พอจับไปสักระยะจำนวนปลาก็ลดลง ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร

ประภา กล่าวอีกว่า การทำนาปรังก็สามารถทำได้เฉพาะคนที่มีที่นาอยู่ติดคลองส่งน้ำเท่านั้น และต้องจ่ายค่าน้ำชั่วโมงละ 65 บาท อาทิตย์ละ 3 ชั่วโมง ติดต่อกันตลอด 3 เดือน เพราะดินหน้าแล้งจะแห้งเร็ว ปุ๋ยก็ต้องใส่ 2 เท่าของนาปี ต้นทุนการผลิตสูงกว่านาปีสองเท่าหรือมากกว่า อย่างปีที่แล้วตนทำนาปรัง 15 ไร่ ลงทุนไป 30,000 กว่าบาท ส่วนที่นาของใครที่คลองส่งน้ำไม่ผ่านก็ต้องลงทุนซื้อน้ำมันสูบน้ำเอง และยิ่งปีนี้ราคาน้ำมันแพงขึ้นเป็น 2 เท่า ดังนั้นต้นทุนการทำนาปรังก็ต้องสูงขึ้นตาม ขายข้าวแล้วบางรายแถบไม่เหลือกำไรเลย

ประภา กล่าวทิ้งท้ายว่าปีที่ผ่านมา กรมชลประทานยอมเปิดประตูเขื่อนน้ำชีให้ในช่วงหน้าฝน ทำให้น้ำไม่ท่วม แม้ว่าตนจะไม่ได้เกี่ยวข้าวนาปีเหมือนคนอื่นๆ เพราะไม่กล้าเสี่ยงลงทุน แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องอพยพหนีน้ำขึ้นมาอยู่พนังกั้นน้ำ (คันไดร์) ต้องทนลำบากเบียดเสียดกันอยู่ทั้งคนและสัตว์เลี้ยง การสัญจรไปมาก็ไม่สะดวก เป็นเวลาร่วม 3 เดือน นึกภาพแล้วก็รู้สึกหดหู่ ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกเลย ปีนี้ทางแกนนำกลุ่มผู้เดือดร้อนจึงต้องเร่งประสานกับเจ้าหน้าที่เปิดปิดเขื่อนแต่เนิ่นๆ โดยวันที่ 4 มิถุนายนนี้ จะเดินทางลงพื้นที่ไปสำรวจดูว่าประตูเขื่อนกั้นน้ำชีทั้งหมดถูกเปิดขึ้นตามข้อตกลงหรือยัง

จนซ้ำซาก

คำบอกเล่าของชาวบ้านที่ได้ยินคงเป็นเพียงคำบ่นและขาดน้ำหนัก หากไร้ซึ่งข้อมูลเชิงวิชาการสนับสนุน ดังนั้น ภาควิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับ เครือข่ายลุ่มน้ำชี จึงได้นำนักศึกษาลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อทำการศึกษาและวิจัยเรื่อง “ผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมเชิงเปรียบเทียบเบื้องต้นตั้งแต่ปี 2543 – 2547” ซึ่งพื้นที่เป้าหมายที่ลงไปประกอบด้วย บ.โนนราษี บ.นาแพง บ.ดอนแก้ว บ.นางาม บ.ท่าค้อ ต.บึงงาม จ.ร้อยเอ็ด และ บ.ท่าเยี่ยม ต.ค้อเหนือ อ.เมือง จ.ยโสธร รวมทั้งสิ้น 294 ครัวเรือน

งานวิจัยดังกล่าวระบุว่า มีชาวบ้านได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมนับตั้งแต่ปี  2543 – 2547 จำนวน 287 หลังคาเรือน ไม่ได้รับผลกระทบเพียง 3 หลังคาเรือน เนื่องจากมีอาชีพรับราชการและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจ และมี 8 หลังคาที่ได้รับผลกระทบถึงขั้นเปลี่ยนอาชีพไปแล้ว

งานวิจัยระบุต่อไปว่า เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม ชาวบ้านนอกจากจะไม่สามารถสร้างรายได้จากการทำนาแล้วยังต้องประสบกับปัญหาการขาดทุนเนื่องจากลงทุนทำนาแล้วไม่ได้ผลผลิตจากสาเหตุน้ำท่วมนาข้าวเสียหายเฉลี่ย 16,800 บาท/ปี คิดรวมทั้ง 6 หมู่บ้านเป็นเงิน 4.82 ล้านบาท/ปี

นอกจากนี้ชาวบ้านต้องเผชิญกับภาวะหนี้สินเพิ่มขึ้นรวม 6 หมู่บ้านเป็นเงิน 13.24 ล้านบาทเฉลี่ยครอบครัวละ 45,034 บาท/ปี ยังไม่รวมดอกเบี้ย แบ่งเป็นหนี้ ธกส. 5.15 ล้านบาท หนี้กองทุนหมู่บ้าน 5.67 ล้านบาท หนี้นอกระบบ 1.30 ล้านบาท และหนี้อื่นๆ อีก 1.18 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ รัฐต้องสูญเสียงบประมาณค่าตอบแทนน้ำท่วมให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม  โดยได้ดำเนินการจ่ายในปี 2545 – 2546 ในอัตราไร่ละ 243 บาท ครอบคลุมพื้นที่ทำกินจำนวน 4,614 ไร่ โดย 2 ปีที่รัฐจ่ายไปแล้วรวมเป็นเงิน 2.24 ล้านบาท หรือ 1.12 ล้านบาท/ปี

การแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมาในรอบ 5 ปีแรก(2543 – 2547) รัฐได้ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เช่น การมอบพันธุ์ข้าวให้กับเกษตรกรผ่านสำนักงานเกษตรจังหวัด การแจกถุงยังชีพผ่าน ส.ส. และ ส.จ. และการจ่ายค่าตอบแทนน้ำท่วมให้กับชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านร้อยละ 52 เห็นว่าความช่วยเหลือของรัฐบาลอยู่ในระดับที่น้อยมาก ร้อยละ 25.5 เห็นว่าความช่วยเหลือของรัฐไม่สามารถแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ และร้อยละ 20.5 เห็นว่า ความช่วยเหลือของรัฐแก้ปัญหาได้ระดับปานกลาง (ปี 2548-ปัจจุบัน ยังไม่ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติม)

บุญทอง สะดวก กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วม พื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้านลุ่มน้ำชีที่ได้ขยายวงกว้างและท่วมนาน 3-4 เดือนนั้น ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแน่นอน แต่เกิดจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำชีทำให้น้ำไม่ไหลเวียนตามธรรมชาติ เพียงแค่สิ้นสุดระยะแรกของโครงการก็เริ่มสร้างผลกระทบมากมายเพียงนี้ อยากถามหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการโขง ชี มูล ว่า ยังจะดำเนินโครงการต่อไปอีกไหม พราะหากยังฝืนเดินหน้าต่อ ตนไม่อยากคิดเลยว่าปัญหาที่จะตามมาอีกมีอะไรบ้าง 

“โครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นรัฐพูดถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนเลย ต่กลับจะเดินหน้าโครงการใหม่มาอีกที่เรียกว่า เมกะโปรเจกต์ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ 25 ลุ่มน้ำหลักที่ใช้งบประมาณสูงถึง 200,000 ล้านบาท เท่าๆ กับ โครงการ โขง ชี มูล ซึ่งการเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่เกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำของภาครัฐนั้น ตนไม่เห็นด้วยเลย มันเหมือนกับภาษิตที่ว่า ความวัวยังไม่หายความควายก็เข้ามาแทรก คือปัญหาเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข รัฐก็จะสร้างปัญหาใหม่ให้กับชาวบ้านอีกแล้ว”

บุญทอง จึงได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาไว้ดังนี้ 1.หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องเปิดเขื่อนในแม่น้ำชีทั้ง 6 จุด ตั้งแต่เดือน พฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมของทุกปี 2. รัฐต้องให้ความสำคัญในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวบ้าน 2 ฝั่งพร้อมกับฟื้นฟูระบบนิเวศลุ่มน้ำชีด้วย 3.เมกะโปรเจกต์ด้านน้ำควรระงับไว้ก่อน แล้วหันกลับไปทบทวนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆ ที่ดำเนินการไปแล้ว ว่าได้สร้างผลกระทบอะไรบ้างกับชุมชน จากนั้นจึงหาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม 4.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำทุกอย่าง ก่อนที่รัฐจะดำเนินโครงการต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านอย่างจริงจัง

ด้านกมล เปี่ยมไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานเขต 6 กล่าวว่า เรื่องที่เกษตรกรได้รับผลกระทบจากสร้างฝายของโครงการโขง ชี มูล ตนได้นำปัญหานี้เสนอในที่ประชุมไปหลายครั้งแล้ว ถามที่ประชุมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะเอาอย่างไร ผลกระทบมันชัดเจนอยู่แล้วต้องรีบแก้ไขสงสารชาวบ้าน แต่มันมาติดอยู่กับสัญญาเดิมที่กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (เจ้าของโครงการเดิม) เขาทำสัญญากับบริษัทที่รับศึกษาผลกระทบจากการสร้างฝาย ซึ่งสัญญานี้ตนก็ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่เพราะโครงสร้างหน่วยงานราชการมันซับซ้อนมาก 

“ความจริงกรมชลประทานเป็นคนมารับช่วงต่อจาก กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ พอน้ำท่วมพวกเราก็ถูกประณาม อยากฝากไปยังพี่น้องเกษตรกรผู้เดือดร้อนว่า กรมชลฯเราไม่ได้นิ่งนอนใจ เท่าที่รู้มา ปัญหานี้ได้ถูกบรรจุเข้าแผนงานแล้ว ต้องเข้าใจว่าระบบราชการมันช้า แต่ก็ยืนยันว่าเราต้องแก้ปัญหาให้พวกท่านแน่นอน เพราะถ้าไม่ทำเราเองก็เสียหน้า ดังนั้นพวกเราต้องสู้แทนพวกท่านอยู่แล้ว”

ผู้อำนวยการสนง.ชลประทานเขต 6 แย้มข้อมูลให้ฟังอีกว่า ความจริงกรมชลประทานก็มีฐานะเป็นเพียงผู้ใช้น้ำชีเหมือนกับเกษตรกรทั่วไปคือการสูบน้ำจากแม่น้ำชีเข้าไปยังอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ชลประทานในช่วงหน้าแล้ง  ดังนั้นประตูเขื่อนมีหน้าที่เพียงการทดน้ำในหน้าแล้งเพื่อสูบเข้าคลองส่งน้ำ แต่คนเข้าใจว่าประตูเขื่อนต้องปิดตลอดซึ่งไม่ใช่ แต่เป็นความพยายามของคนบางกลุ่มเช่นกลุ่มที่ทำประมง และกลุ่มที่เลี้ยงปลากระชัง ที่พยายามเรียกร้องให้ปิดเขื่อนตลอดทั้งปีเพื่อจะได้จับปลาขาย ซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระแสน้ำที่นี่ไม่เชี่ยวกราดเหมือนน้ำภูเขา แต่ก็ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอันปกติสุขของชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน หนี้สินก้อนเล็กก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น ไม่ต่างจากเนื้อร้ายที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ก็ย่อมมีวันคร่าชีวิตของคนได้เหมือนกัน หากหน่วยงานที่รับผิดชอบโยนกันไปมาอยู่อย่างนี้ แล้วปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังไปเรื่อยๆ ถามว่า ชาวบ้านจะต้องเผชิญเคราะห์กรรมที่เขาไม่ได้ก่อไปอีกนานเท่าไหร่

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร