การจัดการป่าและทรัพยากร : ประเด็นและทางเลือก

Sat, 04/17/1999 - 00:00 -- ประชาธรรม






ไนท์ซาฟารี




(บทความ)

ไนท์ซาฟารี

ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
สำนักข่าวประชาธรรม

ความพยายามในการผลักดันโครงการสร้างสวนสัตว์กลางคืน
หรือไนท์ซาฟารี ณ
บริเวณศูนย์พฤกษ์ศาสตร์และสวนวรรณคดีแม่เหียะ
อ.แม่เหียะ จ.เชียงใหม่
ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานสุเทพ-ปุยโดยรัฐบาลชุดปัจจุบัน
และกรมป่าไม้จนถึงทุกวันนี้ประชาชนในท้องถิ่นรับรู้ข้อมูลน้อยมาก
และยังมีความสับสนในข้อมูลอยู่มากว่าการดำเนินโครงการไนท์ซาฟารีจะมีการใช้พื้นที่อย่างไรบ้าง
อยู่ในเขตอุทยานสุเทพปุยจำนวนกี่พันไร่
จะมีโครงสร้างพื้นฐานที่จะดำเนินการในนั้นอย่างไรบ้าง
และลักษณะสวนสัตว์ของไนท์ซาฟารีนี้จะเป็นอย่างไร
มีสัตว์ป่าประเภทอะไรบ้าง
มีแต่การให้ข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์
โดยสรุปความว่าจะมีการจัดทำสวนสัตว์กลางคืนพร้อมกับหมีแพนด้า
2 ตัวจากประเทศจีนเป็นตัวชูโรงที่จะนำมาให้คนไทยชม
และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวประเทศไทย
นอกจากนี้ก็จะมีภัตตาคาร
ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว
และโรงนวดไว้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย
พร้อมกับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นเท่านั้นเอง

โครงการไนท์ซาฟารี
นับเป็นกรณีตัวอย่างโครงการของรัฐที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม
นับตั้งแต่การริเริ่ม
เสนอ
จนถึงการดำเนินโครงการ
กล่าวคือโครงการดังกล่าวเกิดจากความคิดริเริ่มของพ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร
นายกรัฐมนตรีที่เห็นว่าสวนสัตว์เชียงใหม่ปัจจุบันนั้นมีขนาดเล็ก
พื้นที่ไม่สามารถขยายตัวได้อีก
ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวมีศักยภาพสูง
จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาการจัดตั้งสวนสัตว์กลางคืน
(ไนท์ซาฟารี)
ขึ้นเมื่อวันที่ 25
มีนาคม 2545
คณะกรรมการชุดดังกล่าวประกอบด้วยตัวแทนส่วนราชการทั้งสิ้น
ได้แก่นายปลอดประสพ
สุรัสวดี
อธิบดีกรมป่าไม้
เป็นประธานกรรมการ
นายโกสินทร์ เกษทอง
ผู้ว่าราชการจังหวัด
ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว
ผู้อำนวยการอนุรักษ์สัตว์ป่า
หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่


นับจากวันที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว
การผลักดันโครงการดังกล่าวได้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
มีการไปดูงานที่ประเทศสิงค์โปร์
พร้อมกับติดต่อบริษัทต่างชาติเพื่อให้มาลงทุนในธุรกิจดังกล่าวโดยตั้งเป้าการลงทุนในงบประมาณเบื้องต้นถึง
1,000 ล้านบาท ซึ่งจากการให้สัมภาษณ์ของผู้ว่าราชการจังหวัดก็ระบุว่ามีบริษัทต่างชาติติดต่อลงทุนเข้ามาแล้ว
คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มีการประชุมหารือไปแล้วหลายครั้ง
การประชุมได้ข้อสรุปสำคัญ
4 เรื่องคือ 1.การจัดจ้างที่ปรึกษา
นายเบอร์นาร์ด แฮริสัน
ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสิงค์โปร์
2.การย้ายสวนสัตว์กลางวัน
จ.เชียงใหม่มาอยู่บริเวณเดียวกับไนท์ซาฟารี
3.ระดมทุนจากผู้ประกอบการ
4.การประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชน
และในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสิงค์โปร์
นายเบอร์นาร์ด แฮริสัน
ซึ่งรัฐบาลไทยเตรียมว่าจ้างจำนวนเงิน
5 ล้านบาท
ก็ได้บินมาสำรวจพื้นที่
ณ บริเวณแม่เหียะ
และเตรียมที่จะทำสัญญาว่าจ้างแล้ว
นอกจากนี้ก็ยังเชิญ ร.ต.ท.สุชัย
เก่งการค้า
กรรมการผู้จัดการบริษัทกาดสวนแก้วจำกัด
ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมมาช่วยออกแบบสวนสัตว์ด้วย


นั่นหมายความว่าการดำเนินโครงการก็จะเกิดขึ้นในเร็ว
ๆ นี้
แต่ทำไมประชาชนท้องถิ่นจึงไม่มีส่วนร่วม
?

และเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้ให้ความเห็นต่อสื่อมวลชนว่าโครงการดังกล่าวจะไม่มีการประชาพิจารณ์
โดยบอกว่าโครงการนี้ไม่มีผลกระทบจึงไม่ต้องประชาพิจารณ์จะทำเพียงแต่ชี้แจงและประชาสัมพันธ์ให้ทราบเท่านั้น
ทั้ง ๆ
ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่และยังดำเนินการอยู่ในเขตต้นน้ำ
นายสุรพล ดวงแข
เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่ากล่าวว่าตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมปี
2535
นั้นระบุชัดเจนว่าโครงการที่ดำเนินการในเขตต้นน้ำชั้น
1 จะต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม
หรือ EIA
ไม่ว่าโครงการนั้นจะจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาธรรมชาติหรือให้ประชาชนท่องเที่ยวก็ตาม
แต่กลับปรากฎว่าโครงกล่าวกลับไม่มีการจัดทำ
EIA ใด ๆ

เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าขณะนี้โครงการของรัฐและเอกชนจำนวนมากทีไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นมักจะก่อให้เกิดคำถาม
และเกิดความขัดแย้งในภายหลังไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหินกรูด-บ่อนอก
โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์
เป็นต้น

อย่างไรก็ตามขณะนี้เริ่มมีกระแสของกลุ่มสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น
อาทิ
ชมรมเพื่อเชียงใหม่
ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา
ก็เริ่มมีความเห็นในเชิงตรวจสอบแล้วว่าทำไมการดำเนินโครงการจึงเป็นการดำเนินการแต่เพียงฝ่ายรัฐเท่านั้น
คนท้องถิ่นซึ่งจะได้รับผลกระทบโดยตรงไม่มีส่วนร่วม
และเริ่มมีข้อเสนอว่าจะต้องมีพิจารณากันอย่างรอบด้าน
โดยมีคำถามหลายคำถาม
อาทิ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่
และจะต้องใช้พื้นที่ในเขตต้นน้ำ
อุทยานสุเทพ-ปุย
ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่ใกล้

การจัดการสวนสัตว์ในรูปแบบไนท์ซาฟารี
ดีหรือไม่ดีอย่างไร
และการย้ายสวนสัตว์จะจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง
มีทางเลือกอื่นหรือไม่ในการให้การศึกษากับคนเรื่องสัตว์ป่า
เป็นต้น

โครงการไนท์ซาฟารี
จึงนับเป็นอีกโครงการหนึ่งที่น่าติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ
ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบชัดเจนว่าโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์การศึกษาธรรมชาติ
หรือว่าเป็นเพียงโครงการที่นำการศึกษาธรรมชาติมาเป็นข้ออ้าง
แต่เบื้องหลังคือการขายทรัพยากร
ธรรมชาติให้แก่นักท่องเที่ยวกันแน่
? .

4-10 สิงหาคม 2545






















การจัดการป่าและทรัพยากร : ประเด็นและทางเลือก




การจัดการป่าและทรัพยากร
: ประเด็นและทางเลือก

ดร.
เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ (
Recoftc
)




“ป่าไม่ได้เสื่อมโทรมเพราะคนอยู่ในป่ายากจน

แต่คนอยู่ในป่ายากจนอดอยากเพราะป่าเสื่อมโทรม”

ข้อความนี้
สรุปจากผลการประชุมสัมมนาวิเคราะห์ปัญหาป่าไม้ทั่วโลก
ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า
และชี้ให้เห็นว่า
ปัญหาป่าถูกทำลายในประเทศกำลังพัฒนาในปัจจุบัน
มักจะโยนความผิดไปให้แต่คนยากจนหรือคนที่อยู่อาศัยอยู่ในป่าหรือชุมชนที่พึ่งพาป่า
โดยไม่ได้วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงหรือรากเหง้าของปัญหาและสถานการณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาที่ไม่สมดุลไม่ยั่งยืน
ที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมวัฒนธรรมและสมดุลของทรัพยากรสิ่งแวดล้อม

บทเรียนในภูมิภาค

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
มีการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าภูมิภาคอื่น
มีบทเรียนที่น่าสนใจหลายประการ
ตัวอย่างเช่น


รัฐใช้กฎหมายเข้าไปครอบครองและหาผลประโยชน์จากสัมปทานป่าทั่วประเทศมายาวนานร้อยกว่าปี
(เช่นอินเดีย
ปากีสถาน ไทย
เวียดนาม จีน
อินโดนีเซีย ฯลฯ)
ทำให้กลไกการจัดการป่าของชุมชนกลุ่มบุคคลและองค์กรตามวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นต้องอ่อนแอลงหรือล้มเลิกไป
ป่ากลายเป็นป่าสงวนของรัฐมีแต่ระบบเก็บหาผลประโยชน์แต่ไม่มีระบบการคุ้มครองจัดการที่ดีและยั่งยืน
ทรัพยากรป่าไม้จึงกลายเป็น
“ของหลวง”
หรือของฟรี
มือใครยาวสาวได้สาวเอา
ป่าจึงเสื่อมและถูกทำลายจนเกือบหมดไปในหลายๆประเทศ
สี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา
องค์กรพัฒนาระหว่างประเทศและรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก
พยายามสร้างเครื่องมือ
กลไกต่างๆมากมายมาช่วยรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนารักษาป่า
แต่ปรากฏว่ายิ่งพยายามมากป่าก็ยิ่งหมดเร็ว
ยิ่งมีเครื่องมือมากก็ยิ่งสับสนเพราะขัดแย้งกันเอง
โดยเฉพาะเครื่องมือประเภทนโยบายและกฎหมาย
เพราะขาดกลไกการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ
ที่น่าเสียดายและน่าเศร้าใจในหลายกรณีคือการจัดการป่าของชุมชนท้องถิ่นในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ด้วยข้อหาใหญ่ๆ
คือไม่สอดคล้องกับรูปแบบวิธีการคุ้มครองรักษาป่าของรัฐ
จึงทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งมากกว่าความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรท้องถิ่น


ประเด็นหลักเรื่องป่าและทรัพยากร

การจัดการป่าและทรัพยากรของประเทศต่างๆ
ในภูมิภาค
มีประเด็นปัญหาหลักสรุปได้ดังนี้



สิทธิ ประชาชนขาดสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ป่าและทรัพยากรสำหรับการดำรงชีพ

อำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ
ประชาชนไม่มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการคุ้มครองและจัดการป่าและทรัพยากร
หรือมีแต่ไม่เป็นที่ยอมรับของทางราชการ
เป้าหมายและวัตถุประสงค์
ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการจัดการป่าและทรัพยากร
รูปแบบและวิธีการ
รูปแบบและวิธีการในการคุ้มครองและจัดการป่า
ไม่สอดคล้องกับวิธีการของท้องถิ่น


มาตรการปฏิบัติ
ไม่สมดุลระหว่างมาตรการทางเศรษฐกิจกับมาตรการทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากกว่า
กลไกการบริหาร
อ่อนแอทั้งกลไกของรัฐและกลไกของชุมชน
เพราะขาดกลไกบริหารระดับท้องถิ่นและขาดการเชื่อมโยงระดับท้องถิ่นกับระดับชาติและนานาชาติ



ประเด็นปัญหาดังกล่าวข้างต้นนี้
รัฐและประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่นมีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน
จึงเกิดความขัดแย้งตั้งแต่ในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของคนในการดำรงชีพ
หลักการและรูปแบบวิธีการจัดการ
จนถึงการควบคุมติดตามประเมินผลการใช้ประโยชน์จากป่า


สมมุติฐานที่ไม่ถูกต้องในเรื่องป่า

ประเด็นต่างๆที่เกิดขึ้น
เพราะคนมองปัญหาที่เกิดขึ้นกับป่าต่างกัน
มีสมมุติฐานหลายเรื่องที่จุดชนวนให้เกิดความขัดแย้ง
เช่น

“การใช้ประโยชน์ป่าทุกรูปแบบเป็นภัย
ทำความเสียหายแก่ป่า
สัตว์ป่า ต้นน้ำลำธาร
และความหลากหลายทางชีวภาพ”

ข้อเท็จจริง
มีการศึกษาทางนิเวศวิทยาหลายแห่งพบว่าไม่จริงเสมอไป
ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพในป่าหลายแห่ง
รักษาไว้ได้ด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่น
คนรู้จักกิน รู้จักอยู่
รู้จักใช้ป่า ป่าก็อยู่ได้คนก็อยู่ได้
หลายพื้นที่ยังพบว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้นอีกด้วย


“คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี
มักจะอนุรักษ์
ดังนั้นเมื่อพัฒนาปากท้องคนแล้ว
คนจะอนุรักษ์”

ข้อเท็จจริง
การเชื่อมโยงการพัฒนาและการอนุรักษ์
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
แต่ต้องมีสิ่งจูงใจสนับสนุนอีกมากมายไม่ใช่เพียงตัวเงิน
มีตัวอย่างการศึกษาในประเทศพัฒนาหลายแห่งเช่นในสหรัฐอเมริกา
ญี่ปุ่น สิงคโปร์
สรุปว่า
เมื่อรายได้ประชาชาติต่อบุคคล
ขึ้นไปถึงประมาณปีละ 4500-5000
เหรียญสหรัฐ หรือ 160000-180000
บาท
คนจะตระหนักและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม
โดยเอาประสิทธิภาพในการจัดการมลภาวะในเมืองมาสัมพันธ์กับรายได้ต่อหัวของคน
แต่ในความเป็นจริงมีเพียงไม่กี่ประเทศที่พัฒนาจนประชากรมีรายได้ถึงขนาดนี้
ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่เศรษฐกิจและรายได้ประชาชาติต่อหัวขึ้นๆลงๆ
ในช่วงที่ต้องเพิ่มรายได้ก็มักทำลายป่าและทรัพยากรไปมาก
รายได้เพิ่มขึ้นจริงแต่ยังไม่ทันถึงระดับที่ตั้งสมมุติฐานกันไว้ว่าคนจะตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจก็มักตกต่ำเสียก่อน
ก็ต้องมาเริ่มต้นเปิดป่าผลาญทรัพยากรเพื่อเร่งการพัฒนากันใหม่
เหมือนสถานการณ์ของไทยในปัจจุบัน
คนไม่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพ
ต้องกลับไปหาทรัพยากรป่าและธรรมชาติมาชดเชยสิ่งที่ขาดหายไป
ป่าก็หมดลงไปอีก

“คนยากจน
กลุ่มชนเผ่า …
หากให้ทางเลือกทางเศรษฐกิจ
มีเงินรายได้จากการทำงานในเมือง
ก็จะหยุดใช้ทรัพยากรจากป่า”

ข้อเท็จจริง
ในความเป็นจริงคนไม่ได้สัมพันธ์พึ่งพาป่าในแง่เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
แต่ยังสัมพันธ์ในทางสังคม
ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้วย
การสร้างทางเลือกทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่สัมพันธ์กับการใช้ทรัพยากรจากป่า
จึงไม่ช่วยให้คนหยุดหรือเลิกใช้ทรัพยากรจากป่า
หลายกรณียังทำให้คนที่มีค่านิยมทางตัวเงินสูง
เปลี่ยนวิธีใช้ป่ามาเป็นแบบทำลายอีกด้วย

“คนยิ่งยากจน
ยิ่งทำลายป่า”

ข้อเท็จจริง
ในความเป็นจริง
มีชุมชนหรือกลุ่มคนยากจนหลายแห่งที่รักษาและจัดการป่าได้อย่างยั่งยืน
เมืองไทยมีตัวอย่างชุมชนดั้งเดิมมากมายซึ่งไม่ได้ร่ำรวยมากมาย
แต่ก็รักษาจัดการป่าจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมีประเทศต่างๆมาขอศึกษาดูงานมากมาก
เช่นชุมชนที่คีรีวงศ์จังหวัดนครศรีธรรมราช
ชุมชนกาลอจังหวัดยะลา
ชุมชนกะเหรี่ยงแถบผืนป่าตะวันตก
ชุมชนแม่ทาจังหวัดลำพูน
ชุมชนป่าโคกใหญ่จังหวัดมหาสารคาม
เป็นต้น

ทิศทางและความเคลื่อนไหวในภูมิภาค

การแก้ปัญหาป่าของแต่ละประเทศซึ่งมีระบบสังคมและวัฒนธรรมต่างกันจะไม่เหมือนกัน
มีตัวอย่างของความพยายาม
ทั้งประสบผลสำเร็จและไม่สำเร็จ
แต่กำลังพยายามทำ เช่น


ประเทศอินเดีย
ทำโครงการจัดการป่าประชารัฐ
ในบริเวณป่าที่เคยเป็นป่าผลิตทำไม้ของรัฐมาก่อน
รัฐกับประชาชนร่วมกันวางแผนและจัดการป่า
แบ่งผลประโยชน์กัน
ประชาชนได้สามส่วน
รัฐได้หนึ่งส่วน
ป่ายังเป็นของรัฐแต่ชุมชนเป็นผู้จัดการ
ประเทศเนปาล
รัฐมอบป่าที่อยู่ใกล้ชุมชนที่ชาวบ้านใช้สอยอยู่ประจำมักแบ่งเป็นหมู่บ้านให้กลุ่มชาวบ้านที่ใช้ป่าอยู่แล้ว
มอบอำนาจให้กลุ่มผู้ใช้ป่าคุ้มครอง
จัดการ
และเก็บหาผลประโยชน์กันเอง
รัฐไม่แบ่งเอารายได้จากประชาชน
แต่สนับสนุนให้กลุ่มผู้ใช้ป่านำรายได้จากป่าส่วนหนึ่งไปตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาหมู่บ้านกันเอง
ประเทศจีน
ที่มณฑลยูนานหลังเดือนตุลาคม
2543
เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ในจังหวัดต่างๆ
ประมาณครึ่งหนึ่ง
จะต้องย้ายไปทำงานในระดับคอมมูนหรือตำบล
รัฐบาลกลางก็พยายามกระจายอำนาจการจัดการป่าที่เคยอยู่ในความดูแลของรัฐ
ไปให้บุคคลและกลุ่มธุรกิจเอกชนในรูปพันธะสัญญา
มีระยะเวลาตั้งแต่ระยะสั้นระยะกลางจนถึงระยะยาว
ขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการจัดการ

ประเทศเวียดนาม
รัฐมีแผนฟื้นฟูป่าและทรัพยากรที่เสื่อมโทรมพร้อมไปกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาดนำของประเทศ
โดยปรับปรุงการวางแผนการใช้ที่ดินใหม่
ให้ความสำคัญกับการบริหารงานส่วนท้องถิ่นคือจังหวัดและอำเภอ
กับองค์กรประชาชนระดับคอมมูนและหมู่บ้าน
และหน่วยงานวิชาการจากส่วนกลางเช่นหน่วยทำแผนที่
ช่วยกันกำหนดเขตที่อยู่อาศัย
ที่เกษตร
และที่ป่าเสียใหม่ให้ชัดเจนตามความต้องการของประชาชนในระดับหมู่บ้านและคอมมูนและความเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอ
ในการจัดการป่าส่วนใหญ่รัฐทำสัญญาและให้งบประมาณสนับสนุนระยะแรกกับกลุ่มชาวบ้านและชาวบ้านรายครัวเรือนให้จัดการป่าผลิตและป่าใช้สอย
และยังให้คุ้มครองป่าอนุรักษ์ด้วย
ประเทศลาว
ตั้งแต่ต้นปี 2542
เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและป่าไม้
ย้ายจากส่วนกลางและจัง????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????หลือจากรัฐ
ประเทศฟิลิปปินส์
รัฐมอบสิทธิในการอยู่อาศัยและจัดการป่าและทรัพยากรในป่า
ให้กับชนเผ่า
เรียกสิทธินี้ว่าสิทธิตกทอดจากบรรพบุรุษ
(Ancestral domain claim)
นโยบายปัจจุบันเน้นการกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรจากรัฐบาลกลางสู่ภูมิภาค
และมอบอำนาจการจัดการทรัพยากรจากรัฐสู่ชุมชน
กำลังทำโครงการทดลองทั่วประเทศ


ทิศทางไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่
8




ส่วนที่ 6
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
บทที่ 1 ข้อ 2 เป้าหมาย


(1)
ฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ให้ได้ร้อยละ
25 ของพื้นที่ประเทศ
และจัดทำเครื่องหมายแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้แล้วเสร็จในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ
ฉบับที่ 8

(3)
ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบของป่าชุมชน
เพื่อการอนุรักษ์พัฒนาสภาวะแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชน

บทที่ 3
การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน


1 ปรับปรุงบทบาทของภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน

1.1 ปรับทัศนคติและปรับปรุงขีดความสามารถของหน่วยงานของรัฐให้สามารถร่วมมือและเกื้อหนุนชุมชนในท้องถิ่น

3 สร้างโอกาสให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น


รัฐธรรมนูญใหม่
(ฉบับพุทธศักราช 2540)

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เป็นแม่บทชี้ทิศทางการทำงานและบทบาทขององค์กรไว้ในการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมแล้ว
จึงต้องช่วยกันสร้างทางเลือกเพื่อนำไปปฏิบัติให้บรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกัน
ไม่จำเป็นต้องรอกฎหมายลูก
เพราะการจัดการทรัพยากร
ไม่ได้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจเสมอไป
แต่ใช้ข้อเท็จจริง
การมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรท้องถิ่น
และแรงจูงใจเป็นสำคัญ
ไม่มีผิดมีถูก
มีแต่เหมาะหรือไม่เหมาะ
และจะทำอย่างไรจึงจะเหมาะสม


ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปี
2540
ได้ให้อำนาจและหน้าที่ความรับผิดชอบแก่ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากร
โดยเฉพาะในหมวด 3
สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
ซึ่งมีหลายมาตรา
เช่นมาตรา 46
กำหนดสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในการอนุรักษ์และมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
มาตรา 56
ให้สิทธิบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์
ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากการกระทำใดๆที่อาจส่งผลกระทบให้การดำรงชีวิตของบุคคลเป็นไปโดยไม่ปกติ
ได้ระบุข้อห้ามมิให้รัฐหรือองค์กรใดๆดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม
และยังระบุถึงสิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ
รัฐวิสาหกิจ
ราชการส่วนท้องถิ่น
หรือองค์กรอื่นของรัฐ
เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้


มาตรา 46 “บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม
ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ศิลปหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นหรือของชาติ
และมีส่วนร่วมในการจัดการการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน
ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”


มาตรา 56
สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
และในการคุ้มครองส่งเสริม
และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่อง
ในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย
สวัสดิภาพ
หรือคุณภาพชีวิตของตน
ย่อมได้รับความคุ้มครอง
ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ…”

นอกจากนี้ยังได้กำหนดสิทธิของบุคคลในการรับทราบข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการไว้ในมาตรา
58)
กำหนดสิทธิที่จะได้รับข้อมูล
คำชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยราชการก่อนดำเนินโครงการที่มีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามมาตรา
59 ซึ่งมาตรานี้รัฐจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่
และต้องจัดให้มีการประชาพิจารณ์หรือรับฟังความเห็นก่อนจะเริ่มโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าว
และสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน
ตามมาตรา 60

โดยในส่วนหน้าที่ของรัฐให้ละเลิกแนวคิดดั้งเดิมที่ให้รัฐเท่านั้นที่จะมีหน้าที่ในการสงวนและบำรุงรักษาตลอดจนใช้อำนาจจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติหรือควบคุมสิ่งแวดล้อม
โดยได้กล่าวไว้ว่า

“มาตรา 79
รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน
บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล
รวมทั้งมีส่วนร่วมในการส่งเสริม
บำรุงรักษา
และคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน…”


นอกจากนี้ในมาตรา
290
ยังเน้นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ดังนั้นนโยบายการกระจายและมอบอำนาจของรัฐ
และการกำหนดสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญใหม่
จะเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริง
เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนจะต้องร่วมมือกัน

และการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน
ก็ต้องสร้างแรงจูงใจและให้กำลังใจ
ก็จะทำให้การคุ้มครอง
อนุรักษ์ป่าไม้ประสานกลมกลืนไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

ทำไมต้องคุ้มครองรักษาป่าและทรัพยากร
โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
(พื้นที่คุ้มครอง)

เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับท้องถิ่น
ระดับชาติ
และระดับนานาชาติแล้วว่า
ป่ามิได้มีคุณค่าเฉพาะเพียงแค่กับบุคคลหรือกลุ่มองค์กรใด
แต่ป่าทำหน้าที่กว้างขวางให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ตัวอย่างเช่น
เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
เพื่อคุ้มครองสภาพธรรมชาติ
คุ้มครองแหล่งต้นน้ำลำธาร
ป้องกันลมพายุ
เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ
เพื่อรักษาความสวยงามของภูมิทัศน์ในท้องถิ่น
เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
เพื่อคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม
เพื่อการศึกษาวิจัย
เพื่อเป็นแหล่งเก็บสะสมคาร์บอน
เป็นต้น
การจัดการป่าที่จะคุ้มครองและเพิ่มพูนคุณค่าทางด้านอนุรักษ์และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนดังกล่าวข้างต้น
จึงมิใช่เรื่องง่ายแค่ออกกฎหมาย
รังวัดกันแนวเขต ทำถนน
ล้อมรั้วแล้วตั้งหน่วยงานพิทักษ์รักษาป่าเพื่อจับคนตัดไม้ถางป่าแต่เพียงเท่านั้น
แต่จะต้องเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจกับสถานภาพของป่า
วัฒนธรรมและสังคมเศรษฐกิจของชุมชน
ตลอดจนระบบการบริหารจัดการของท้องถิ่น
จึงจะสามารถกำหนดรูปแบบวิธีการคุ้มครองอนุรักษ์ป่าได้อย่างเหมาะสม


คำถามในเรื่องการกำหนดรูปแบบวิธีการคุ้มครองอนุรักษ์ป่าที่เหมาะสม
ที่จะต้องช่วยกันหาคำตอบคือ
เมืองไทยเรามีรูปแบบและวิธีการคุ้มครองจัดการป่าอย่างประสิทธิภาพซึ่งสนองต่อวัตถุประสงค์ที่หลากหลายแล้วหรือยัง
ถ้ายังไม่มีควรจัดป่าแบบนี้ไว้ตรงไหน
ต้องการกี่แห่ง
พื้นที่ขนาดไหน รูปแบบจัดการอย่างไร
ใครหรือองค์กรใดควรมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ?
ถ้ายังหาคำตอบเหล่านี้ไม่ได้
ก็น่าจะลองพยายามหาทางเลือกในการจัดการคุ้มครองป่าอนุรักษ์ให้หลากหลายเข้าไว้


การทบทวนบทเรียนการจัดการป่าและทรัพยากร

กรณีของป่าผืนใดก็ตามที่มีการบริหารจัดการมายาวนานแต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ
น่าจะลองพิจารณาทบทวนบทเรียนการคุ้มครองจัดการป่ากันใหม่เสียทีว่ามีอะไรผิดพลาดหรือบกพร่อง
โดยลองตอบคำถามต่อไปนี้



การบริหารจัดการป่าได้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่?
คุ้มครองรักษาป่าไว้ได้หรือไม่?
มีปัญหาในระดับที่เป็นความขัดแย้งกับประชาชนหรือชุมชนในท้องถิ่นหรือไม่?
หากไม่สำเร็จและมีปัญหาลองสำรวจความคิดเห็นของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ประชาชน
องค์กรและหน่วยงานต่างๆในท้องถิ่นมีความคิดเห็น
เป้าหมาย
และวัตถุประสงค์ในการจัดการจัดการป่าผืนนี้อย่างไร?

เป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการป่าเดิมคืออะไร
กำหนดขึ้นมาได้อย่างไรเพื่อสนองความต้องการของใคร?

ประชาชนและองค์กร/หน่วยงานในท้องถิ่นมีส่วนร่วมวางแผน
บริหารจัดการและติดตามผลงานหรือไม่
มากน้อยแค่ไหน
เพียงพอหรือไม่?
กลยุทธ์ของการวางแผนและการปฏิบัติ
ในการบริหารจัดการป่ามีหรือไม่
คืออะไร เหมาะสมกับสถานการณ์ทางสังคมเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมปัจจุบันแล้วหรือไม่?
หากไม่เหมาะสม
จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร?
ใช้ข้อมูลจากข้อ 3
และบทบาทหน้าที่ของชุมชนและองค์กรท้องถิ่นในข้อ
4 ประกอบการพิจารณา


หากผู้บริหารจัดการป่าตอบคำถามเหล่านี้ให้ประชาชนและองค์กรหน่วยงานต่างๆในท้องถิ่นได้เป็นที่พอใจ
แสดงท่านบริหารจัดการป่าสนองความต้องการของท้องถิ่นได้
แต่หากตอบคำถามไม่เป็นที่พอใจแม้ตัวท่านเองก็ไม่พอใจด้วย
ก็ควรลองพิจารณาทบทวนแนวทางและวิธีคิดหาวิธีการบริหารจัดการป่าเสียใหม่โดยมีทางเลือกให้พิจารณาซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป
วิธีการใหม่เริ่มด้วยการหาพันธมิตรมาร่วมงานให้มากขึ้น
ทั้งจากชาวบ้าน
องค์กรและหน่วยงานของรัฐอื่นๆในท้องถิ่น
นักวิชาการและนักพัฒนาจากองค์กรพัฒนาเอกชน
มาพูดคุยช่วยคิดและปรับเป้าหมายและวัตถุประสงค์
สร้างแผนและการปฏิบัติงานเชิงกลยุทธ์
และพัฒนาระบบสนับสนุนการทำงานให้เหมาะสม


ทางเลือกในการจัดการ

นอกเหนือจากการจัดการป่าโดยรัฐแล้ว
ยังมีทางเลือกในการจัดการป่าและทรัพยากรอีกหลายแนวทางที่สมควรนำมาพิจารณาปรับใช้ในสถานการณ์ปัจจุบัน
โดยข้อเท็จจริง
แนวทางเหล่านี้ได้มีการปฏิบัติจริงในหลายพื้นที่โดยความร่วมมือหรือบางครั้งเป็นการริเริ่มจากเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นเอง
แต่กลับไม่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการของส่วนราชการ


จัดการป่าร่วมกัน
“ประชารัฐ”

โดยสร้างข้อตกลงให้ชาวบ้านและหน่วยงานท้องถิ่นของรัฐ
ร่วมกันทำ
คือกำหนดวัตถุประสงค์
กฎเกณฑ์วิธีการ
และให้กลุ่มองค์กรชุมชนทำ
รัฐให้การสนับสนุน
และตรวจสอบติดตามผล
ประโยชน์ที่ได้รับเช่นจากผลผลิตหรือรายได้อาจจะแบ่งกันหรือรัฐมอบให้เป็นของชุมชนทั้งหมดก็ได้
แนวทางนี้มักใช้จัดการพื้นที่ป่าผลิตที่อยู่ใกล้ชุมชนมีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงหรือป่าอนุรักษ์ที่มีคนข้างนอกชุมชนเข้ามาใช้ประโยชน์ป่ามาก
เช่นใช้เป็นแหล่งธรรมชาติ
สถานที่ท่องเที่ยว

ป่าชุมชน

มีหลักการสำคัญคือให้ความสำคัญกับคนและกลุ่มองค์กรในชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับทรัพยากร
ได้มีสิทธิอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการคุ้มครองและจัดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
โดยมีกลไกทางสังคมช่วยกันตรวจสอบและมีกฎหมายคุ้มครอง
ป่าชุมชนจึงเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกแห่งที่ชุมชนต้องการ
แม้กระทั่งชุมชนในเมือง
หากมีป่าอยู่แล้วก็ช่วยสนับสนุนชุมชนให้มีการจัดการที่ดียิ่งขึ้นไป
หากยังไม่มีป่าเพราะอาจเป็นชุมชนตั้งใหม่หรือไม่มีที่ดิน
ก็ควรช่วยสนับสนุนให้สร้างป่า
เช่นหาที่ดินให้
จัดและพัฒนากลุ่มองค์กรชุมชนให้เข้มแข็งเพื่อให้ทำป่าชุมชนสำเร็จ

เพื่อเป็นการช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของชุมชน
ควรสนับสนุนเครือข่ายองค์กรจัดการป่าชุมชนขึ้นหลายๆระดับเช่นในระดับท้องถิ่น
ระดับชาติและนานาชาติ
เพื่อประสานความร่วมมือและสร้างกลยุทธ์และมาตรการทางนโยบายและกฎหมาย

พันธะสัญญาโดยมีเงื่อนไขหรือข้อผูกมัด


โดยทำสัญญามอบสิทธิและอำนาจในการจัดการทรัพยากรให้บุคคล
กลุ่ม
หรือองค์กรที่เป็นนิติบุคคล
เพื่อจัดการป่าตามวัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา
รัฐอำนวยความสะดวก
และตรวจสอบติดตามผล
แนวทางนี้อาจใช้ร่วมกับป่าชุมชนหรือแบบประชารัฐก็ได้เพื่อกระจายหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับบุคคลหรือกลุ่มคนที่ใช้ทรัพยากรอีกชั้นหนึ่ง
เกษตรกรอาจรวมตัวกันจัดตั้งสมาคมหรือสหพันธ์เกษตรกรผู้จัดการป่ามาควบคุมบริหารจัดการกันเองเพื่อช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของเกษตรกรด้วย

ทางเลือกหลักทั้งสามทาง
มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสถานการณ์และความพร้อมของคนและองค์กรในชุมชน
ในพื้นที่หนึ่งอาจใช้หลายวิธีการผสมผสานกันไป
เพื่อจัดการปัญหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่หลากหลายก็ได้

บทบาทของคน ชุมชน
องค์กร
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ควรจะต้องมีความชัดเจน
และสนับสนุนให้แสดงบทบาทให้ถูกต้องเหมาะสม
บทบาทของรัฐในรัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช
๒๕๔๐ กำหนดให้รัฐทำหน้าที่ส่งเสริม
สนับสนุนให้ชุมชน
ประชาชนเป็นผู้ปฏิบัติ
โดยให้ลดบทบาทรัฐในการจัดการหรือทำเอง
การคุ้มครองจัดการป่าจึงควรถือปฏิบัติตามแนวทางนี้อย่างจริงจัง
จึงสามารถกระตุ้นหรือจูงใจให้ชุมชนรวมตัวกันให้เข้มแข็งและพัฒนาความรู้ความสามารถให้เพียงพอที่จะจัดการป่าได้อย่างยั่งยืน

ประสบการณ์ที่หลากหลายในการจัดการทรัพยากรสามารถสรุปได้ว่า
คนเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในการจัดการป่า
ไม่ว่าจะเลือกรูปแบบวิธีการใด
หากคนมีค่านิยมและทัศนะในการใช้ป่าและทรัพยากรไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมแล้ว
จะจัดการป่าและทรัพยากรอย่างไรก็ไม่สำเร็จ
เพราะไม่อาจสนองมิจฉาทิฐิของคนอันไม่มีที่สิ้นสุดได้


การบริหารจัดการป่าและทรัพยากร
จึงต้องมีการเตรียมคนโดยการจัดองค์การให้คนรวมกันเป็นกลุ่มหรือองค์กร
เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง
มีค่านิยมและพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรที่ถูกต้องเหมาะสมโดยวิธีการเรียนรู้ร่วมกัน
และสร้างกลไกให้กลุ่มองค์กรต่างๆได้ควบคุมกันเองให้สมดุล
ทั้งคนและป่าก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน




ที่ดิน ป่า
หรือทรัพยากรธรรมชาติใดๆ
หากมีไว้เพื่อทำกินหาเลี้ยงชีพ
มีเท่าไรก็พอ ก็อยู่ได้
แต่หากมีไว้เพื่อขาย
มีเท่าไรก็ไม่พอ
(พระอาจารย์บัญญัติ
อนุตตโร วัดป่าธรรมดา
อำเภอบัวใหญ่
จังหวัดนครราชสีมา)



SumPakNam2, Original 26/3/99 :
Update 17/4/99




ประเด็นคำถาม

1
จะแบ่งพื้นที่จัดการอย่างไร
(หลักเกณฑ์
และแบ่งพื้นที่เป็นกี่ส่วน)

2 ใคร (บุคคล กลุ่ม
องค์กร หน่วยงาน) ใด
มีส่วนเกี่ยวข้อง
และมีบทบาทหน้าที่อะไร

3
แต่ละพื้นที่ย่อย
จะจัดการอย่างไร (คุยเป็นกลุ่ม
ถึงวัตถุประสงค์ในการจัดการ
วิธีการ กิจกรรม
ผู้มีส่วนรับผิดชอบปฏิบัติ
กฎเกณฑ์กติกา
ระบบสนับสนุน
การบริหารจัดการ
การประสานงาน/ความร่วมมือ
)

4
การประสานการบริหารจัดการรวม
การประสานความร่วมมือกับภาคีต่างๆ






บุคคล/กลุ่ม/องค์กร
เกี่ยวข้อง


วัตถุประสงค์


วิธีการ


กิจกรรม


กฏกติกา


ระบบสนับสนุน


การบริหารจัดการ



พื้นที่…






















พื้นที่…






















พื้นที่…






















พื้นที่…






















พื้นที่…






















พื้นที่…






































ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร