การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่า : กรอบคิด ข้อจำกัด และการวิเคราะห์ทางเลือก

Thu, 11/11/1999 - 00:00 -- ประชาธรรม






ไนท์ซาฟารี




(บทความ)

ไนท์ซาฟารี

ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
สำนักข่าวประชาธรรม

ความพยายามในการผลักดันโครงการสร้างสวนสัตว์กลางคืน
หรือไนท์ซาฟารี ณ
บริเวณศูนย์พฤกษ์ศาสตร์และสวนวรรณคดีแม่เหียะ
อ.แม่เหียะ จ.เชียงใหม่
ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานสุเทพ-ปุยโดยรัฐบาลชุดปัจจุบัน
และกรมป่าไม้จนถึงทุกวันนี้ประชาชนในท้องถิ่นรับรู้ข้อมูลน้อยมาก
และยังมีความสับสนในข้อมูลอยู่มากว่าการดำเนินโครงการไนท์ซาฟารีจะมีการใช้พื้นที่อย่างไรบ้าง
อยู่ในเขตอุทยานสุเทพปุยจำนวนกี่พันไร่
จะมีโครงสร้างพื้นฐานที่จะดำเนินการในนั้นอย่างไรบ้าง
และลักษณะสวนสัตว์ของไนท์ซาฟารีนี้จะเป็นอย่างไร
มีสัตว์ป่าประเภทอะไรบ้าง
มีแต่การให้ข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์
โดยสรุปความว่าจะมีการจัดทำสวนสัตว์กลางคืนพร้อมกับหมีแพนด้า
2 ตัวจากประเทศจีนเป็นตัวชูโรงที่จะนำมาให้คนไทยชม
และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวประเทศไทย
นอกจากนี้ก็จะมีภัตตาคาร
ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว
และโรงนวดไว้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย
พร้อมกับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นเท่านั้นเอง

โครงการไนท์ซาฟารี
นับเป็นกรณีตัวอย่างโครงการของรัฐที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม
นับตั้งแต่การริเริ่ม
เสนอ
จนถึงการดำเนินโครงการ
กล่าวคือโครงการดังกล่าวเกิดจากความคิดริเริ่มของพ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร
นายกรัฐมนตรีที่เห็นว่าสวนสัตว์เชียงใหม่ปัจจุบันนั้นมีขนาดเล็ก
พื้นที่ไม่สามารถขยายตัวได้อีก
ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวมีศักยภาพสูง
จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาการจัดตั้งสวนสัตว์กลางคืน
(ไนท์ซาฟารี)
ขึ้นเมื่อวันที่ 25
มีนาคม 2545
คณะกรรมการชุดดังกล่าวประกอบด้วยตัวแทนส่วนราชการทั้งสิ้น
ได้แก่นายปลอดประสพ
สุรัสวดี
อธิบดีกรมป่าไม้
เป็นประธานกรรมการ
นายโกสินทร์ เกษทอง
ผู้ว่าราชการจังหวัด
ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว
ผู้อำนวยการอนุรักษ์สัตว์ป่า
หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่


นับจากวันที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว
การผลักดันโครงการดังกล่าวได้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
มีการไปดูงานที่ประเทศสิงค์โปร์
พร้อมกับติดต่อบริษัทต่างชาติเพื่อให้มาลงทุนในธุรกิจดังกล่าวโดยตั้งเป้าการลงทุนในงบประมาณเบื้องต้นถึง
1,000 ล้านบาท ซึ่งจากการให้สัมภาษณ์ของผู้ว่าราชการจังหวัดก็ระบุว่ามีบริษัทต่างชาติติดต่อลงทุนเข้ามาแล้ว
คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มีการประชุมหารือไปแล้วหลายครั้ง
การประชุมได้ข้อสรุปสำคัญ
4 เรื่องคือ 1.การจัดจ้างที่ปรึกษา
นายเบอร์นาร์ด แฮริสัน
ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสิงค์โปร์
2.การย้ายสวนสัตว์กลางวัน
จ.เชียงใหม่มาอยู่บริเวณเดียวกับไนท์ซาฟารี
3.ระดมทุนจากผู้ประกอบการ
4.การประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชน
และในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสิงค์โปร์
นายเบอร์นาร์ด แฮริสัน
ซึ่งรัฐบาลไทยเตรียมว่าจ้างจำนวนเงิน
5 ล้านบาท
ก็ได้บินมาสำรวจพื้นที่
ณ บริเวณแม่เหียะ
และเตรียมที่จะทำสัญญาว่าจ้างแล้ว
นอกจากนี้ก็ยังเชิญ ร.ต.ท.สุชัย
เก่งการค้า
กรรมการผู้จัดการบริษัทกาดสวนแก้วจำกัด
ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมมาช่วยออกแบบสวนสัตว์ด้วย


นั่นหมายความว่าการดำเนินโครงการก็จะเกิดขึ้นในเร็ว
ๆ นี้
แต่ทำไมประชาชนท้องถิ่นจึงไม่มีส่วนร่วม
?

และเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้ให้ความเห็นต่อสื่อมวลชนว่าโครงการดังกล่าวจะไม่มีการประชาพิจารณ์
โดยบอกว่าโครงการนี้ไม่มีผลกระทบจึงไม่ต้องประชาพิจารณ์จะทำเพียงแต่ชี้แจงและประชาสัมพันธ์ให้ทราบเท่านั้น
ทั้ง ๆ
ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่และยังดำเนินการอยู่ในเขตต้นน้ำ
นายสุรพล ดวงแข
เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่ากล่าวว่าตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมปี
2535
นั้นระบุชัดเจนว่าโครงการที่ดำเนินการในเขตต้นน้ำชั้น
1 จะต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม
หรือ EIA
ไม่ว่าโครงการนั้นจะจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาธรรมชาติหรือให้ประชาชนท่องเที่ยวก็ตาม
แต่กลับปรากฎว่าโครงกล่าวกลับไม่มีการจัดทำ
EIA ใด ๆ

เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าขณะนี้โครงการของรัฐและเอกชนจำนวนมากทีไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นมักจะก่อให้เกิดคำถาม
และเกิดความขัดแย้งในภายหลังไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหินกรูด-บ่อนอก
โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์
เป็นต้น

อย่างไรก็ตามขณะนี้เริ่มมีกระแสของกลุ่มสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น
อาทิ
ชมรมเพื่อเชียงใหม่
ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา
ก็เริ่มมีความเห็นในเชิงตรวจสอบแล้วว่าทำไมการดำเนินโครงการจึงเป็นการดำเนินการแต่เพียงฝ่ายรัฐเท่านั้น
คนท้องถิ่นซึ่งจะได้รับผลกระทบโดยตรงไม่มีส่วนร่วม
และเริ่มมีข้อเสนอว่าจะต้องมีพิจารณากันอย่างรอบด้าน
โดยมีคำถามหลายคำถาม
อาทิ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่
และจะต้องใช้พื้นที่ในเขตต้นน้ำ
อุทยานสุเทพ-ปุย
ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่ใกล้

การจัดการสวนสัตว์ในรูปแบบไนท์ซาฟารี
ดีหรือไม่ดีอย่างไร
และการย้ายสวนสัตว์จะจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง
มีทางเลือกอื่นหรือไม่ในการให้การศึกษากับคนเรื่องสัตว์ป่า
เป็นต้น

โครงการไนท์ซาฟารี
จึงนับเป็นอีกโครงการหนึ่งที่น่าติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ
ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบชัดเจนว่าโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์การศึกษาธรรมชาติ
หรือว่าเป็นเพียงโครงการที่นำการศึกษาธรรมชาติมาเป็นข้ออ้าง
แต่เบื้องหลังคือการขายทรัพยากร
ธรรมชาติให้แก่นักท่องเที่ยวกันแน่
? .

4-10 สิงหาคม 2545






















การจัดการป่าและทรัพยากร : ประเด็นและทางเลือก




การจัดการป่าและทรัพยากร
: ประเด็นและทางเลือก

ดร.
เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ (
Recoftc
)




“ป่าไม่ได้เสื่อมโทรมเพราะคนอยู่ในป่ายากจน

แต่คนอยู่ในป่ายากจนอดอยากเพราะป่าเสื่อมโทรม”

ข้อความนี้
สรุปจากผลการประชุมสัมมนาวิเคราะห์ปัญหาป่าไม้ทั่วโลก
ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า
และชี้ให้เห็นว่า
ปัญหาป่าถูกทำลายในประเทศกำลังพัฒนาในปัจจุบัน
มักจะโยนความผิดไปให้แต่คนยากจนหรือคนที่อยู่อาศัยอยู่ในป่าหรือชุมชนที่พึ่งพาป่า
โดยไม่ได้วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงหรือรากเหง้าของปัญหาและสถานการณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาที่ไม่สมดุลไม่ยั่งยืน
ที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมวัฒนธรรมและสมดุลของทรัพยากรสิ่งแวดล้อม

บทเรียนในภูมิภาค

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
มีการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าภูมิภาคอื่น
มีบทเรียนที่น่าสนใจหลายประการ
ตัวอย่างเช่น


รัฐใช้กฎหมายเข้าไปครอบครองและหาผลประโยชน์จากสัมปทานป่าทั่วประเทศมายาวนานร้อยกว่าปี
(เช่นอินเดีย
ปากีสถาน ไทย
เวียดนาม จีน
อินโดนีเซีย ฯลฯ)
ทำให้กลไกการจัดการป่าของชุมชนกลุ่มบุคคลและองค์กรตามวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นต้องอ่อนแอลงหรือล้มเลิกไป
ป่ากลายเป็นป่าสงวนของรัฐมีแต่ระบบเก็บหาผลประโยชน์แต่ไม่มีระบบการคุ้มครองจัดการที่ดีและยั่งยืน
ทรัพยากรป่าไม้จึงกลายเป็น
“ของหลวง”
หรือของฟรี
มือใครยาวสาวได้สาวเอา
ป่าจึงเสื่อมและถูกทำลายจนเกือบหมดไปในหลายๆประเทศ
สี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา
องค์กรพัฒนาระหว่างประเทศและรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก
พยายามสร้างเครื่องมือ
กลไกต่างๆมากมายมาช่วยรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนารักษาป่า
แต่ปรากฏว่ายิ่งพยายามมากป่าก็ยิ่งหมดเร็ว
ยิ่งมีเครื่องมือมากก็ยิ่งสับสนเพราะขัดแย้งกันเอง
โดยเฉพาะเครื่องมือประเภทนโยบายและกฎหมาย
เพราะขาดกลไกการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ
ที่น่าเสียดายและน่าเศร้าใจในหลายกรณีคือการจัดการป่าของชุมชนท้องถิ่นในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ด้วยข้อหาใหญ่ๆ
คือไม่สอดคล้องกับรูปแบบวิธีการคุ้มครองรักษาป่าของรัฐ
จึงทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งมากกว่าความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรท้องถิ่น


ประเด็นหลักเรื่องป่าและทรัพยากร

การจัดการป่าและทรัพยากรของประเทศต่างๆ
ในภูมิภาค
มีประเด็นปัญหาหลักสรุปได้ดังนี้



สิทธิ ประชาชนขาดสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ป่าและทรัพยากรสำหรับการดำรงชีพ

อำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ
ประชาชนไม่มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการคุ้มครองและจัดการป่าและทรัพยากร
หรือมีแต่ไม่เป็นที่ยอมรับของทางราชการ
เป้าหมายและวัตถุประสงค์
ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการจัดการป่าและทรัพยากร
รูปแบบและวิธีการ
รูปแบบและวิธีการในการคุ้มครองและจัดการป่า
ไม่สอดคล้องกับวิธีการของท้องถิ่น


มาตรการปฏิบัติ
ไม่สมดุลระหว่างมาตรการทางเศรษฐกิจกับมาตรการทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากกว่า
กลไกการบริหาร
อ่อนแอทั้งกลไกของรัฐและกลไกของชุมชน
เพราะขาดกลไกบริหารระดับท้องถิ่นและขาดการเชื่อมโยงระดับท้องถิ่นกับระดับชาติและนานาชาติ



ประเด็นปัญหาดังกล่าวข้างต้นนี้
รัฐและประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่นมีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน
จึงเกิดความขัดแย้งตั้งแต่ในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของคนในการดำรงชีพ
หลักการและรูปแบบวิธีการจัดการ
จนถึงการควบคุมติดตามประเมินผลการใช้ประโยชน์จากป่า


สมมุติฐานที่ไม่ถูกต้องในเรื่องป่า

ประเด็นต่างๆที่เกิดขึ้น
เพราะคนมองปัญหาที่เกิดขึ้นกับป่าต่างกัน
มีสมมุติฐานหลายเรื่องที่จุดชนวนให้เกิดความขัดแย้ง
เช่น

“การใช้ประโยชน์ป่าทุกรูปแบบเป็นภัย
ทำความเสียหายแก่ป่า
สัตว์ป่า ต้นน้ำลำธาร
และความหลากหลายทางชีวภาพ”

ข้อเท็จจริง
มีการศึกษาทางนิเวศวิทยาหลายแห่งพบว่าไม่จริงเสมอไป
ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพในป่าหลายแห่ง
รักษาไว้ได้ด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่น
คนรู้จักกิน รู้จักอยู่
รู้จักใช้ป่า ป่าก็อยู่ได้คนก็อยู่ได้
หลายพื้นที่ยังพบว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้นอีกด้วย


“คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี
มักจะอนุรักษ์
ดังนั้นเมื่อพัฒนาปากท้องคนแล้ว
คนจะอนุรักษ์”

ข้อเท็จจริง
การเชื่อมโยงการพัฒนาและการอนุรักษ์
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
แต่ต้องมีสิ่งจูงใจสนับสนุนอีกมากมายไม่ใช่เพียงตัวเงิน
มีตัวอย่างการศึกษาในประเทศพัฒนาหลายแห่งเช่นในสหรัฐอเมริกา
ญี่ปุ่น สิงคโปร์
สรุปว่า
เมื่อรายได้ประชาชาติต่อบุคคล
ขึ้นไปถึงประมาณปีละ 4500-5000
เหรียญสหรัฐ หรือ 160000-180000
บาท
คนจะตระหนักและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม
โดยเอาประสิทธิภาพในการจัดการมลภาวะในเมืองมาสัมพันธ์กับรายได้ต่อหัวของคน
แต่ในความเป็นจริงมีเพียงไม่กี่ประเทศที่พัฒนาจนประชากรมีรายได้ถึงขนาดนี้
ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่เศรษฐกิจและรายได้ประชาชาติต่อหัวขึ้นๆลงๆ
ในช่วงที่ต้องเพิ่มรายได้ก็มักทำลายป่าและทรัพยากรไปมาก
รายได้เพิ่มขึ้นจริงแต่ยังไม่ทันถึงระดับที่ตั้งสมมุติฐานกันไว้ว่าคนจะตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจก็มักตกต่ำเสียก่อน
ก็ต้องมาเริ่มต้นเปิดป่าผลาญทรัพยากรเพื่อเร่งการพัฒนากันใหม่
เหมือนสถานการณ์ของไทยในปัจจุบัน
คนไม่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพ
ต้องกลับไปหาทรัพยากรป่าและธรรมชาติมาชดเชยสิ่งที่ขาดหายไป
ป่าก็หมดลงไปอีก

“คนยากจน
กลุ่มชนเผ่า …
หากให้ทางเลือกทางเศรษฐกิจ
มีเงินรายได้จากการทำงานในเมือง
ก็จะหยุดใช้ทรัพยากรจากป่า”

ข้อเท็จจริง
ในความเป็นจริงคนไม่ได้สัมพันธ์พึ่งพาป่าในแง่เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
แต่ยังสัมพันธ์ในทางสังคม
ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้วย
การสร้างทางเลือกทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่สัมพันธ์กับการใช้ทรัพยากรจากป่า
จึงไม่ช่วยให้คนหยุดหรือเลิกใช้ทรัพยากรจากป่า
หลายกรณียังทำให้คนที่มีค่านิยมทางตัวเงินสูง
เปลี่ยนวิธีใช้ป่ามาเป็นแบบทำลายอีกด้วย

“คนยิ่งยากจน
ยิ่งทำลายป่า”

ข้อเท็จจริง
ในความเป็นจริง
มีชุมชนหรือกลุ่มคนยากจนหลายแห่งที่รักษาและจัดการป่าได้อย่างยั่งยืน
เมืองไทยมีตัวอย่างชุมชนดั้งเดิมมากมายซึ่งไม่ได้ร่ำรวยมากมาย
แต่ก็รักษาจัดการป่าจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมีประเทศต่างๆมาขอศึกษาดูงานมากมาก
เช่นชุมชนที่คีรีวงศ์จังหวัดนครศรีธรรมราช
ชุมชนกาลอจังหวัดยะลา
ชุมชนกะเหรี่ยงแถบผืนป่าตะวันตก
ชุมชนแม่ทาจังหวัดลำพูน
ชุมชนป่าโคกใหญ่จังหวัดมหาสารคาม
เป็นต้น

ทิศทางและความเคลื่อนไหวในภูมิภาค

การแก้ปัญหาป่าของแต่ละประเทศซึ่งมีระบบสังคมและวัฒนธรรมต่างกันจะไม่เหมือนกัน
มีตัวอย่างของความพยายาม
ทั้งประสบผลสำเร็จและไม่สำเร็จ
แต่กำลังพยายามทำ เช่น


ประเทศอินเดีย
ทำโครงการจัดการป่าประชารัฐ
ในบริเวณป่าที่เคยเป็นป่าผลิตทำไม้ของรัฐมาก่อน
รัฐกับประชาชนร่วมกันวางแผนและจัดการป่า
แบ่งผลประโยชน์กัน
ประชาชนได้สามส่วน
รัฐได้หนึ่งส่วน
ป่ายังเป็นของรัฐแต่ชุมชนเป็นผู้จัดการ
ประเทศเนปาล
รัฐมอบป่าที่อยู่ใกล้ชุมชนที่ชาวบ้านใช้สอยอยู่ประจำมักแบ่งเป็นหมู่บ้านให้กลุ่มชาวบ้านที่ใช้ป่าอยู่แล้ว
มอบอำนาจให้กลุ่มผู้ใช้ป่าคุ้มครอง
จัดการ
และเก็บหาผลประโยชน์กันเอง
รัฐไม่แบ่งเอารายได้จากประชาชน
แต่สนับสนุนให้กลุ่มผู้ใช้ป่านำรายได้จากป่าส่วนหนึ่งไปตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาหมู่บ้านกันเอง
ประเทศจีน
ที่มณฑลยูนานหลังเดือนตุลาคม
2543
เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ในจังหวัดต่างๆ
ประมาณครึ่งหนึ่ง
จะต้องย้ายไปทำงานในระดับคอมมูนหรือตำบล
รัฐบาลกลางก็พยายามกระจายอำนาจการจัดการป่าที่เคยอยู่ในความดูแลของรัฐ
ไปให้บุคคลและกลุ่มธุรกิจเอกชนในรูปพันธะสัญญา
มีระยะเวลาตั้งแต่ระยะสั้นระยะกลางจนถึงระยะยาว
ขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการจัดการ

ประเทศเวียดนาม
รัฐมีแผนฟื้นฟูป่าและทรัพยากรที่เสื่อมโทรมพร้อมไปกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาดนำของประเทศ
โดยปรับปรุงการวางแผนการใช้ที่ดินใหม่
ให้ความสำคัญกับการบริหารงานส่วนท้องถิ่นคือจังหวัดและอำเภอ
กับองค์กรประชาชนระดับคอมมูนและหมู่บ้าน
และหน่วยงานวิชาการจากส่วนกลางเช่นหน่วยทำแผนที่
ช่วยกันกำหนดเขตที่อยู่อาศัย
ที่เกษตร
และที่ป่าเสียใหม่ให้ชัดเจนตามความต้องการของประชาชนในระดับหมู่บ้านและคอมมูนและความเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอ
ในการจัดการป่าส่วนใหญ่รัฐทำสัญญาและให้งบประมาณสนับสนุนระยะแรกกับกลุ่มชาวบ้านและชาวบ้านรายครัวเรือนให้จัดการป่าผลิตและป่าใช้สอย
และยังให้คุ้มครองป่าอนุรักษ์ด้วย
ประเทศลาว
ตั้งแต่ต้นปี 2542
เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและป่าไม้
ย้ายจากส่วนกลางและจัง????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????หลือจากรัฐ
ประเทศฟิลิปปินส์
รัฐมอบสิทธิในการอยู่อาศัยและจัดการป่าและทรัพยากรในป่า
ให้กับชนเผ่า
เรียกสิทธินี้ว่าสิทธิตกทอดจากบรรพบุรุษ
(Ancestral domain claim)
นโยบายปัจจุบันเน้นการกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรจากรัฐบาลกลางสู่ภูมิภาค
และมอบอำนาจการจัดการทรัพยากรจากรัฐสู่ชุมชน
กำลังทำโครงการทดลองทั่วประเทศ


ทิศทางไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่
8




ส่วนที่ 6
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
บทที่ 1 ข้อ 2 เป้าหมาย


(1)
ฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ให้ได้ร้อยละ
25 ของพื้นที่ประเทศ
และจัดทำเครื่องหมายแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้แล้วเสร็จในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ
ฉบับที่ 8

(3)
ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบของป่าชุมชน
เพื่อการอนุรักษ์พัฒนาสภาวะแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชน

บทที่ 3
การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน


1 ปรับปรุงบทบาทของภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน

1.1 ปรับทัศนคติและปรับปรุงขีดความสามารถของหน่วยงานของรัฐให้สามารถร่วมมือและเกื้อหนุนชุมชนในท้องถิ่น

3 สร้างโอกาสให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น


รัฐธรรมนูญใหม่
(ฉบับพุทธศักราช 2540)

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เป็นแม่บทชี้ทิศทางการทำงานและบทบาทขององค์กรไว้ในการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมแล้ว
จึงต้องช่วยกันสร้างทางเลือกเพื่อนำไปปฏิบัติให้บรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกัน
ไม่จำเป็นต้องรอกฎหมายลูก
เพราะการจัดการทรัพยากร
ไม่ได้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจเสมอไป
แต่ใช้ข้อเท็จจริง
การมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรท้องถิ่น
และแรงจูงใจเป็นสำคัญ
ไม่มีผิดมีถูก
มีแต่เหมาะหรือไม่เหมาะ
และจะทำอย่างไรจึงจะเหมาะสม


ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปี
2540
ได้ให้อำนาจและหน้าที่ความรับผิดชอบแก่ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากร
โดยเฉพาะในหมวด 3
สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
ซึ่งมีหลายมาตรา
เช่นมาตรา 46
กำหนดสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในการอนุรักษ์และมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
มาตรา 56
ให้สิทธิบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์
ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากการกระทำใดๆที่อาจส่งผลกระทบให้การดำรงชีวิตของบุคคลเป็นไปโดยไม่ปกติ
ได้ระบุข้อห้ามมิให้รัฐหรือองค์กรใดๆดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม
และยังระบุถึงสิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ
รัฐวิสาหกิจ
ราชการส่วนท้องถิ่น
หรือองค์กรอื่นของรัฐ
เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้


มาตรา 46 “บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม
ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ศิลปหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นหรือของชาติ
และมีส่วนร่วมในการจัดการการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน
ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”


มาตรา 56
สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
และในการคุ้มครองส่งเสริม
และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่อง
ในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย
สวัสดิภาพ
หรือคุณภาพชีวิตของตน
ย่อมได้รับความคุ้มครอง
ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ…”

นอกจากนี้ยังได้กำหนดสิทธิของบุคคลในการรับทราบข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการไว้ในมาตรา
58)
กำหนดสิทธิที่จะได้รับข้อมูล
คำชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยราชการก่อนดำเนินโครงการที่มีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามมาตรา
59 ซึ่งมาตรานี้รัฐจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่
และต้องจัดให้มีการประชาพิจารณ์หรือรับฟังความเห็นก่อนจะเริ่มโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าว
และสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน
ตามมาตรา 60

โดยในส่วนหน้าที่ของรัฐให้ละเลิกแนวคิดดั้งเดิมที่ให้รัฐเท่านั้นที่จะมีหน้าที่ในการสงวนและบำรุงรักษาตลอดจนใช้อำนาจจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติหรือควบคุมสิ่งแวดล้อม
โดยได้กล่าวไว้ว่า

“มาตรา 79
รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน
บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล
รวมทั้งมีส่วนร่วมในการส่งเสริม
บำรุงรักษา
และคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน…”


นอกจากนี้ในมาตรา
290
ยังเน้นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ดังนั้นนโยบายการกระจายและมอบอำนาจของรัฐ
และการกำหนดสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญใหม่
จะเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริง
เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนจะต้องร่วมมือกัน

และการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน
ก็ต้องสร้างแรงจูงใจและให้กำลังใจ
ก็จะทำให้การคุ้มครอง
อนุรักษ์ป่าไม้ประสานกลมกลืนไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

ทำไมต้องคุ้มครองรักษาป่าและทรัพยากร
โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
(พื้นที่คุ้มครอง)

เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับท้องถิ่น
ระดับชาติ
และระดับนานาชาติแล้วว่า
ป่ามิได้มีคุณค่าเฉพาะเพียงแค่กับบุคคลหรือกลุ่มองค์กรใด
แต่ป่าทำหน้าที่กว้างขวางให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ตัวอย่างเช่น
เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
เพื่อคุ้มครองสภาพธรรมชาติ
คุ้มครองแหล่งต้นน้ำลำธาร
ป้องกันลมพายุ
เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ
เพื่อรักษาความสวยงามของภูมิทัศน์ในท้องถิ่น
เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
เพื่อคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม
เพื่อการศึกษาวิจัย
เพื่อเป็นแหล่งเก็บสะสมคาร์บอน
เป็นต้น
การจัดการป่าที่จะคุ้มครองและเพิ่มพูนคุณค่าทางด้านอนุรักษ์และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนดังกล่าวข้างต้น
จึงมิใช่เรื่องง่ายแค่ออกกฎหมาย
รังวัดกันแนวเขต ทำถนน
ล้อมรั้วแล้วตั้งหน่วยงานพิทักษ์รักษาป่าเพื่อจับคนตัดไม้ถางป่าแต่เพียงเท่านั้น
แต่จะต้องเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจกับสถานภาพของป่า
วัฒนธรรมและสังคมเศรษฐกิจของชุมชน
ตลอดจนระบบการบริหารจัดการของท้องถิ่น
จึงจะสามารถกำหนดรูปแบบวิธีการคุ้มครองอนุรักษ์ป่าได้อย่างเหมาะสม


คำถามในเรื่องการกำหนดรูปแบบวิธีการคุ้มครองอนุรักษ์ป่าที่เหมาะสม
ที่จะต้องช่วยกันหาคำตอบคือ
เมืองไทยเรามีรูปแบบและวิธีการคุ้มครองจัดการป่าอย่างประสิทธิภาพซึ่งสนองต่อวัตถุประสงค์ที่หลากหลายแล้วหรือยัง
ถ้ายังไม่มีควรจัดป่าแบบนี้ไว้ตรงไหน
ต้องการกี่แห่ง
พื้นที่ขนาดไหน รูปแบบจัดการอย่างไร
ใครหรือองค์กรใดควรมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ?
ถ้ายังหาคำตอบเหล่านี้ไม่ได้
ก็น่าจะลองพยายามหาทางเลือกในการจัดการคุ้มครองป่าอนุรักษ์ให้หลากหลายเข้าไว้


การทบทวนบทเรียนการจัดการป่าและทรัพยากร

กรณีของป่าผืนใดก็ตามที่มีการบริหารจัดการมายาวนานแต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ
น่าจะลองพิจารณาทบทวนบทเรียนการคุ้มครองจัดการป่ากันใหม่เสียทีว่ามีอะไรผิดพลาดหรือบกพร่อง
โดยลองตอบคำถามต่อไปนี้



การบริหารจัดการป่าได้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่?
คุ้มครองรักษาป่าไว้ได้หรือไม่?
มีปัญหาในระดับที่เป็นความขัดแย้งกับประชาชนหรือชุมชนในท้องถิ่นหรือไม่?
หากไม่สำเร็จและมีปัญหาลองสำรวจความคิดเห็นของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ประชาชน
องค์กรและหน่วยงานต่างๆในท้องถิ่นมีความคิดเห็น
เป้าหมาย
และวัตถุประสงค์ในการจัดการจัดการป่าผืนนี้อย่างไร?

เป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการป่าเดิมคืออะไร
กำหนดขึ้นมาได้อย่างไรเพื่อสนองความต้องการของใคร?

ประชาชนและองค์กร/หน่วยงานในท้องถิ่นมีส่วนร่วมวางแผน
บริหารจัดการและติดตามผลงานหรือไม่
มากน้อยแค่ไหน
เพียงพอหรือไม่?
กลยุทธ์ของการวางแผนและการปฏิบัติ
ในการบริหารจัดการป่ามีหรือไม่
คืออะไร เหมาะสมกับสถานการณ์ทางสังคมเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมปัจจุบันแล้วหรือไม่?
หากไม่เหมาะสม
จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร?
ใช้ข้อมูลจากข้อ 3
และบทบาทหน้าที่ของชุมชนและองค์กรท้องถิ่นในข้อ
4 ประกอบการพิจารณา


หากผู้บริหารจัดการป่าตอบคำถามเหล่านี้ให้ประชาชนและองค์กรหน่วยงานต่างๆในท้องถิ่นได้เป็นที่พอใจ
แสดงท่านบริหารจัดการป่าสนองความต้องการของท้องถิ่นได้
แต่หากตอบคำถามไม่เป็นที่พอใจแม้ตัวท่านเองก็ไม่พอใจด้วย
ก็ควรลองพิจารณาทบทวนแนวทางและวิธีคิดหาวิธีการบริหารจัดการป่าเสียใหม่โดยมีทางเลือกให้พิจารณาซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป
วิธีการใหม่เริ่มด้วยการหาพันธมิตรมาร่วมงานให้มากขึ้น
ทั้งจากชาวบ้าน
องค์กรและหน่วยงานของรัฐอื่นๆในท้องถิ่น
นักวิชาการและนักพัฒนาจากองค์กรพัฒนาเอกชน
มาพูดคุยช่วยคิดและปรับเป้าหมายและวัตถุประสงค์
สร้างแผนและการปฏิบัติงานเชิงกลยุทธ์
และพัฒนาระบบสนับสนุนการทำงานให้เหมาะสม


ทางเลือกในการจัดการ

นอกเหนือจากการจัดการป่าโดยรัฐแล้ว
ยังมีทางเลือกในการจัดการป่าและทรัพยากรอีกหลายแนวทางที่สมควรนำมาพิจารณาปรับใช้ในสถานการณ์ปัจจุบัน
โดยข้อเท็จจริง
แนวทางเหล่านี้ได้มีการปฏิบัติจริงในหลายพื้นที่โดยความร่วมมือหรือบางครั้งเป็นการริเริ่มจากเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นเอง
แต่กลับไม่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการของส่วนราชการ


จัดการป่าร่วมกัน
“ประชารัฐ”

โดยสร้างข้อตกลงให้ชาวบ้านและหน่วยงานท้องถิ่นของรัฐ
ร่วมกันทำ
คือกำหนดวัตถุประสงค์
กฎเกณฑ์วิธีการ
และให้กลุ่มองค์กรชุมชนทำ
รัฐให้การสนับสนุน
และตรวจสอบติดตามผล
ประโยชน์ที่ได้รับเช่นจากผลผลิตหรือรายได้อาจจะแบ่งกันหรือรัฐมอบให้เป็นของชุมชนทั้งหมดก็ได้
แนวทางนี้มักใช้จัดการพื้นที่ป่าผลิตที่อยู่ใกล้ชุมชนมีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงหรือป่าอนุรักษ์ที่มีคนข้างนอกชุมชนเข้ามาใช้ประโยชน์ป่ามาก
เช่นใช้เป็นแหล่งธรรมชาติ
สถานที่ท่องเที่ยว

ป่าชุมชน

มีหลักการสำคัญคือให้ความสำคัญกับคนและกลุ่มองค์กรในชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับทรัพยากร
ได้มีสิทธิอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการคุ้มครองและจัดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
โดยมีกลไกทางสังคมช่วยกันตรวจสอบและมีกฎหมายคุ้มครอง
ป่าชุมชนจึงเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกแห่งที่ชุมชนต้องการ
แม้กระทั่งชุมชนในเมือง
หากมีป่าอยู่แล้วก็ช่วยสนับสนุนชุมชนให้มีการจัดการที่ดียิ่งขึ้นไป
หากยังไม่มีป่าเพราะอาจเป็นชุมชนตั้งใหม่หรือไม่มีที่ดิน
ก็ควรช่วยสนับสนุนให้สร้างป่า
เช่นหาที่ดินให้
จัดและพัฒนากลุ่มองค์กรชุมชนให้เข้มแข็งเพื่อให้ทำป่าชุมชนสำเร็จ

เพื่อเป็นการช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของชุมชน
ควรสนับสนุนเครือข่ายองค์กรจัดการป่าชุมชนขึ้นหลายๆระดับเช่นในระดับท้องถิ่น
ระดับชาติและนานาชาติ
เพื่อประสานความร่วมมือและสร้างกลยุทธ์และมาตรการทางนโยบายและกฎหมาย

พันธะสัญญาโดยมีเงื่อนไขหรือข้อผูกมัด


โดยทำสัญญามอบสิทธิและอำนาจในการจัดการทรัพยากรให้บุคคล
กลุ่ม
หรือองค์กรที่เป็นนิติบุคคล
เพื่อจัดการป่าตามวัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา
รัฐอำนวยความสะดวก
และตรวจสอบติดตามผล
แนวทางนี้อาจใช้ร่วมกับป่าชุมชนหรือแบบประชารัฐก็ได้เพื่อกระจายหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับบุคคลหรือกลุ่มคนที่ใช้ทรัพยากรอีกชั้นหนึ่ง
เกษตรกรอาจรวมตัวกันจัดตั้งสมาคมหรือสหพันธ์เกษตรกรผู้จัดการป่ามาควบคุมบริหารจัดการกันเองเพื่อช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของเกษตรกรด้วย

ทางเลือกหลักทั้งสามทาง
มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสถานการณ์และความพร้อมของคนและองค์กรในชุมชน
ในพื้นที่หนึ่งอาจใช้หลายวิธีการผสมผสานกันไป
เพื่อจัดการปัญหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่หลากหลายก็ได้

บทบาทของคน ชุมชน
องค์กร
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ควรจะต้องมีความชัดเจน
และสนับสนุนให้แสดงบทบาทให้ถูกต้องเหมาะสม
บทบาทของรัฐในรัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช
๒๕๔๐ กำหนดให้รัฐทำหน้าที่ส่งเสริม
สนับสนุนให้ชุมชน
ประชาชนเป็นผู้ปฏิบัติ
โดยให้ลดบทบาทรัฐในการจัดการหรือทำเอง
การคุ้มครองจัดการป่าจึงควรถือปฏิบัติตามแนวทางนี้อย่างจริงจัง
จึงสามารถกระตุ้นหรือจูงใจให้ชุมชนรวมตัวกันให้เข้มแข็งและพัฒนาความรู้ความสามารถให้เพียงพอที่จะจัดการป่าได้อย่างยั่งยืน

ประสบการณ์ที่หลากหลายในการจัดการทรัพยากรสามารถสรุปได้ว่า
คนเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในการจัดการป่า
ไม่ว่าจะเลือกรูปแบบวิธีการใด
หากคนมีค่านิยมและทัศนะในการใช้ป่าและทรัพยากรไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมแล้ว
จะจัดการป่าและทรัพยากรอย่างไรก็ไม่สำเร็จ
เพราะไม่อาจสนองมิจฉาทิฐิของคนอันไม่มีที่สิ้นสุดได้


การบริหารจัดการป่าและทรัพยากร
จึงต้องมีการเตรียมคนโดยการจัดองค์การให้คนรวมกันเป็นกลุ่มหรือองค์กร
เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง
มีค่านิยมและพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรที่ถูกต้องเหมาะสมโดยวิธีการเรียนรู้ร่วมกัน
และสร้างกลไกให้กลุ่มองค์กรต่างๆได้ควบคุมกันเองให้สมดุล
ทั้งคนและป่าก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน




ที่ดิน ป่า
หรือทรัพยากรธรรมชาติใดๆ
หากมีไว้เพื่อทำกินหาเลี้ยงชีพ
มีเท่าไรก็พอ ก็อยู่ได้
แต่หากมีไว้เพื่อขาย
มีเท่าไรก็ไม่พอ
(พระอาจารย์บัญญัติ
อนุตตโร วัดป่าธรรมดา
อำเภอบัวใหญ่
จังหวัดนครราชสีมา)



SumPakNam2, Original 26/3/99 :
Update 17/4/99




ประเด็นคำถาม

1
จะแบ่งพื้นที่จัดการอย่างไร
(หลักเกณฑ์
และแบ่งพื้นที่เป็นกี่ส่วน)

2 ใคร (บุคคล กลุ่ม
องค์กร หน่วยงาน) ใด
มีส่วนเกี่ยวข้อง
และมีบทบาทหน้าที่อะไร

3
แต่ละพื้นที่ย่อย
จะจัดการอย่างไร (คุยเป็นกลุ่ม
ถึงวัตถุประสงค์ในการจัดการ
วิธีการ กิจกรรม
ผู้มีส่วนรับผิดชอบปฏิบัติ
กฎเกณฑ์กติกา
ระบบสนับสนุน
การบริหารจัดการ
การประสานงาน/ความร่วมมือ
)

4
การประสานการบริหารจัดการรวม
การประสานความร่วมมือกับภาคีต่างๆ






บุคคล/กลุ่ม/องค์กร
เกี่ยวข้อง


วัตถุประสงค์


วิธีการ


กิจกรรม


กฏกติกา


ระบบสนับสนุน


การบริหารจัดการ



พื้นที่…






















พื้นที่…






















พื้นที่…






















พื้นที่…






















พื้นที่…






















พื้นที่…












































การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่า : กรอบคิด ข้อจำกัด และการวิเคราะห์ทางเลือก




การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่า
:

กรอบคิด
ข้อจำกัด
และการวิเคราะห์ทางเลือก

ดร.
เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์
(
Recoftc)

บทนำ

ป่าเป็นแหล่งของปัจจัยในการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน
ได้แก่ อาหาร ยา ฟืนถ่าน
ไม้ใช้สอย ดินและน้ำ
ซึ่งชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลและใช้ประโยชน์ร่วมกันมานาน
แต่การจัดการป่าโดยรัฐเพื่อสนองเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศ
มักมองข้ามวัฒนธรรมการจัดการป่าของชุมชน
การวางแผนจัดการป่าจึงไม่เชื่อมโยงระบบนิเวศ
สังคม เศรษฐกิจ
และการเมืองเข้าด้วยกัน
ทำให้ความสัมพันธ์ของคนกับป่าไม่สมดุล
เกิดปัญหากับระบบนิเวศและประชาชนในท้องถิ่น
การจัดการป่าล้มเหลวเพราะประชาชนไม่มีส่วนร่วม


การมีส่วนร่วมของประชาชน
มีความสำคัญมากที่สุดต่อการจัดการป่าและการพัฒนาชุมชน
อันจะส่งผลถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมและการเมือง
เพราะช่วยให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในการจัดการป่าและทรัพยากรที่เป็นประโยชน์และเกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดเกี่ยวกับสิทธิ
เสรีภาพ และหน้าที่
ทั้งของบุคคล
ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นไว้มาก
เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับรัฐในการ
การจัดการป่า
ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
แต่ในความเป็นจริงมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติอยู่มาก
เอกสารฉบับนี้จึงมีเป้าหมายที่จะทบทวนบทเรียน
ศึกษาข้อจำกัดและวิเคราะห์ทางเลือกการสนับสนุนมีส่วนร่วมของประชาชนต่อไป


กรอบการทำงานแบบมีส่วนร่วม

ในงานวนศาสตร์ชุมชน
การจัดการป่าแบบมีส่วนร่วม
หมายความถึงการจัดการป่าและทรัพยากรในป่า
ซึ่งชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทหลักหรือบทบาทสำคัญในการจัดการ
โดยประชาชนและองค์กรที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน
หลักการและแนวทางการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมที่สำคัญคือ
1) ประชาชน/ชุมชน
เป็นศูนย์กลางหรือส่วนสำคัญของการพัฒนาทุกขั้นตอน
2) ชาวบ้านเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในฐานะผู้ร่วมงานที่สำคัญ
ไม่ใช่เป็นเป้าหมายของการพัฒนา
3) ชาวบ้านในชุมชนมีความสามารถในการระบุปัญหาและแก้ปัญหาตามลำดับความสำคัญที่เขาเป็นผู้ตัดสินใจ
และ 4) ในระยะยาว
การตัดสินใจของกลุ่มองค์กรต่างๆในชุมชน
จะมีเพิ่มมากขึ้นกว่าการตัดสินใจโดยบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง


ส่วน การมีส่วนร่วม
หมายถึงการที่ประชาชนซึ่งประกอบไปด้วยบุคคล
กลุ่ม และองค์กร
มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการป่าและทรัพยากร
อาทิ
การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
การแสดงความเห็นและชี้ประเด็นปัญหา
การตัดสินใจ
กำหนดนโยบาย การวางแผน
การจัดการ
การได้รับประโยชน์ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ
การติดตามประเมินผล
และการแก้ไขปัญหาอุปสรรค
การทำงานแบบมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับบุคคลและองค์กรหลายประเภท
เพื่อให้เกิดความสมานไมตรีจึงต้องการองค์ประกอบที่สำคัญคือผู้ร่วมงานทุกฝ่ายต้องมีอุดมการณ์
เป้าหมายและวัตถุประสงค์ร่วมกัน
และมีผลประโยชน์ร่วมกัน

สำหรับระดับในการเข้าร่วม
ในทางวิชาการสามารถแบ่งแยกการมีส่วนร่วมได้หลายระดับ
ตามความหนักเบาของการเกี่ยวข้อง
อาทิ 1)
แบบการจัดการคนให้เข้าร่วม
ผู้เข้าร่วมคัดเลือกจากตัวแทนของประชาชน
ไม่ได้เลือกตั้ง
และไม่มีอำนาจอะไร 2)
แบบตอบสนองหรือค่อยเป็นค่อยไป
ผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลางบอกว่าจะต้องทำอะไร
ไม่มีการสะท้อนความเห็นจากประชาชน
3) แบบขอคำปรึกษาหารือ
ปรึกษาหรือตอบคำถามชี้แจงรายละเอียดสิ่งที่ต้องร่วม
องค์กรภายนอกเป็นผู้ระบุปัญหาและกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล
และควบคุมการวิเคราะห์ข้อมูลโดยไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชน
4)
แบบร่วมตามหน้าที่หรือภาระกิจที่กำหนดให้
ใช้วิธีการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของโครงการ
ประชาชนอาจมีส่วนร่วมโดยรวมเป็นกลุ่มเพื่อช่วยศึกษาวิเคราะห์ปัญหาตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้แล้ว
ประชาชนอาจเข้าร่วมอย่างแข็งขัน
ร่วมตัดสินใจ
แต่คำตอบหลักสุดท้ายมักกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วโดยหน่วยงานภายนอก
5) แบบแข็งขัน
ร่วมในการวิเคราะห์และพัฒนาแผนปฏิบัติการและศักยภาพของกลุ่มองค์กรท้องถิ่น
โดยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน
ใช้วิธีการที่หลากหลายจากหลายสาขา
และ 6) แบบสมัครใจทำเอง
ประชาชนเป็นผู้คิดริเริ่มอย่างอิสระ
ประชาชนอาจติดต่อประสานหน่วยงานภายนอกมาช่วยแนะนำโดยยังสามารถควบคุมการจัดการและใช้ทรัพยากรได้
ซึ่งทั้ง 6
ระดับมีตั้งแต่ระดับต้น
(ระดับ 1)
ที่เข้าไปเตรียมการหรือจัดการอย่างเข้มเพื่อกระตุ้นให้คนเข้ามามีส่วนร่วมจนถึงระดับสุดยอด
(ระดับ 6) คือแบบสมัครใจ
ประชาชนรับรู้
ตระหนักและเคลื่อนไหวผลักดันให้ร่วมงานกันเองโดยปราศจากการจัดตั้งใดๆ


หลักการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมและหลักการทำงานแบบมีส่วนร่วมดังกล่าวข้างต้น
จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการศึกษาวิเคราะห์เรื่องนี้

กรอบนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน


กรอบนโยบายและกฎหมายหลักที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่าฯ
มีหลายเรื่องซึ่งในที่นี้จะศึกษาวิเคราะห์แต่ที่มีความสำคัญสูงสุดสามลำดับแรกคือรัฐธรรมนูญ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
และนโยบายป่าไม้แห่งชาติ

ในรัฐธรรมนูญฉบับ
พ.ศ. 2540 ในหมวด 3
สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย
ได้กำหนดขอบข่ายแห่งอำนาจและหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างกว้างขวางแก่บุคคล
ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากร
เช่นมาตรา 46
เกี่ยวกับสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม
มาตรา 56 เกี่ยวกับสิทธิบุคคล
มาตรา 58
เกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในการรับทราบข้อมูลหรือข่าวสาร
และ มาตรา 59 เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
ในหมวด 5
แนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ
มาตรา 76 เกี่ยวกับหน้าที่รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน
มาตรา 79
เกี่ยวกับการปรับแนวคิดและบทบาทให้รัฐละเลิกแนวคิดดั้งเดิมที่ให้รัฐเท่านั้นที่จะมีหน้าที่ตลอดจนใช้อำนาจจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติหรือควบคุมสิ่งแวดล้อม
โดยรัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวนบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล
และในหมวด 9
การปกครองส่วนท้องถิ่น
มาตรา 290
ยังให้อำนาจองค์การปกครองท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทั้งในเขตและนอกเขตท้องที่ในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่ของตนด้วย


สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ปรากฏว่าตั้งแต่ฉบับที่
5
ที่เริ่มกล่าวถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้
โดยกำหนดให้มีการดำเนินงานด้านป่าชุมชน
แผนฯ 6
ให้ส่งเสริมบทบาทของเอกชนและประชาชนในท้องถิ่น
ให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้
เน้นการสร้างป่า แผนฯ 7
สนับสนุนให้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชน
และแผนฯ 8
ให้สร้างโอกาสให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
(เพิ่มศักดิ์ 2542)
แต่ทุกแผนไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ


ส่วนทางด้านนโยบายป่าไม้แห่งชาติ
มีเป้าหมายเพื่อการจัดการและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวและประสานสอดคล้องกับทรัพยากรอื่นๆ
เน้นบทบาทรัฐ
เอกชนและการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
แต่กลับไม่กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนแต่อย่างใด


โดยสรุป
นโยบายและกฎหมายระดับสูงสุดคือรัฐธรรมนูญ
และแผนพัฒนาฯของชาติได้สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน
และให้สิทธิ
เสรีภาพและหน้าที่กับประชาชน
ชุมชนและท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมอยู่แล้ว
แต่ยังไม่ได้มีการปฏิบัติจริงหรือมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
ทำให้ “การมีส่วนร่วมของประชาชน”
ในทางปฏิบัติเกิดปัญหาขัดแย้งกับแนวทางปฏิบัติที่มีอยู่ในกฎหมายเดิม
โดยเฉพาะนโยบายและกฎหมายด้านป่าไม้
ซึ่งมีมากมายแต่ล้าหลังและไม่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ


สถานการณ์และประเด็นการจัดการป่า

สถานการณ์การจัดการป่าในประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาค
ตั้งแต่เริ่มแรกจวบจนปัจจุบันถึงจุดวิกฤติ
เพราะว่ามีปัญหามากมายและสะสมมานานจนส่งผลกระทบต่อการสูญเสียป่าและการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่รัฐปฏิบัติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติเป็นต้นมา
ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในด้านต่างๆที่เป็นสาเหตุของการทำลายป่า
เช่นการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงค่านิยมในการใช้ทรัพยากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรที่ได้จากป่าหรือต้องใช้ป่าเป็นแหล่งผลิต
ปัจจัยเหล่านี้เป็นสาเหตุผลักดันให้เกิดการตัดไม้เกินกำลังผลิตของป่า
การเก็บหาของป่าแบบทำลาย
การเลี้ยงสัตว์มากเกินกว่าศักยภาพของป่าจะรับได้
ไฟป่าที่ไม่มีการควบคุม
ฯลฯ
ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจสังคม
ปัจจุบัน
จำนวนคนยากจนมีเพิ่มขึ้น
และเกิดความขัดแย้งระหว่างคนชนบทกับคนในเมือง
บางแห่งลุกลามเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ
(อานันท์, 2541 : สมศักดิ์ 2540 :
เสน่ห์ และยศ 2536)

การจัดการป่าของรัฐมีพัฒนาการมานานกว่าร้อยปี
อาทิการจัดการป่าเศรษฐกิจในรูปแบบสัมปทานรายใหญ่
(พ.ศ. 2439 - 2531),
โครงการปลูกป่าเศรษฐกิจ
(พ.ศ. 2459 – 2535)
โครงการอนุรักษ์ป่าและพัฒนาชนบทในรูปแบบต่างๆ
เช่นโครงการหมู่บ้านป่าไม้
(พ.ศ. 2518-2536), โครงการ ส.ท.ก. (พ.ศ.
2525-2536), โครงการ ค.จ.ก. (พ.ศ. 2534)
และโครงการส่งเสริมป่าไม้ภาคเอกชน
เช่นโครงการสี่ประสาน (รัฐ
เอกชน สถาบันการเงิน
และเกษตรกร ปี 2535)
โครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกป่า
โครงการส่วนใหญ่สิ้นสุดหรือชะลอการทำงานลงเพราะเกิดปัญหาข้าราชการคอร์รัปชั่นทำให้ความช่วยเหลือไม่ถึงมือเกษตรกร
เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ประโยชน์แต่กลับต้องเป็นหนี้สถาบันการเงิน
(สัมพันธ์ และคณะ 2538;
อภิชัย 2536)
ทำให้เกิดปัญหาด้านแหล่งน้ำ
การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
การเสื่อมของดินและน้ำ
ไฟป่า ฯลฯ
กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งรุนแรงในสังคม

ผลของความล้มเหลวในการจัดการป่าและทรัพยากรเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในหลายพื้นที่
เช่นในภาคเหนือ
ป่าต้นน้ำบนภูเขาถูกทำลายจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่นข้าวโพด
(เริ่มก่อนปี 2500)
กะหล่ำปลี (ตั้งแต่ปี 2520
ถึงปัจจุบัน) ขิง (ตั้งแต่ปี
2530 ถึงปัจจุบัน)
รวมทั้งไม้ผลชนิดต่างๆ
กรณีความขัดแย้งที่รุนแรงมากในภาคเหนือ
จำนวนชาวบ้านที่ถูกจับในข้อหาถางป่าปลูกข้าวกินมีมากขึ้นทุกวัน
ปัญหาป่าถูกทำลายและความขัดแย้งระหว่างคนในท้องถิ่นเกิดขึ้นเพราะประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย
ออกกฎหมายและกำหนดวิธีควบคุมและจัดการพื้นที่คุ้มครอง
ในภาคใต้ ป่าบกกว่า 5
ล้านไร่
กลายเป็นสวนยางพารา
ป่าชายเลนถูกทำลายจาก 3
ล้านไร่ในปี 2500 จนเหลือน้อยกว่า
1 ล้านไร่ในปี 2540
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สัมปทานป่าไม้ระหว่างปี
2511-2530 ในพื้นที่ร้อยละ 87
ของเนื้อที่ภาค
ปัญหาป่าของชุมชนและที่สาธารณประโยชน์ถูกทำลาย
เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวเช่นมันสัมปะหลัง
ยูคาลิปตัส
ป่าในภาคนี้จึงลดลงอย่างรวดเร็วมากกว่าในภาคอื่น
(เดชา 2537 :
กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
2542 : ประสิทธิ์และคณะ 2536)
ภาคกลาง พื้นที่ป่าดงดิบที่สมบูรณ์ถูกทำลายจากการทำไม้ระบบสัมปทานป่าไม้ระยะยาว
สัมปทานไม้หมอนรถไฟ
สัมปทานเจาะน้ำมันยาง
และการขยายตัวทางการเกษตร
การฟื้นฟูป่าในรูปแบบสวนป่าไม่ได้รับความร่วมมือจากราษฎร
การจัดหมู่บ้านป่าไม้ไม่ได้ผล
ประชาชนไม่มีส่วนร่วมคิดและทำโครงการ
(ทาโร่ 2542 :
ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชน
2538) ภาคตะวันออก
ป่าตะวันออกในปี 2500
มีพื้นที่มากกว่า 5
ล้านไร่
ปัจจุบันเหลือไม่ถึงห้าแสนไร่
การคุ้มครองรักษาป่าโดยรัฐไม่ได้รับความร่วมมือจากท้องถิ่น
(ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชน
2538) ภาคตะวันตก
ป่ามากกว่า 3 ล้านไร่
มีชุมชนชนเผ่าอาศัยอยู่ในป่าและรอบป่ามากมาย
ถูกประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครอง
หน่วยงานป่าไม้ตั้งกรรมการวางแผนบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองโดยประชาชนและองค์กรท้องถิ่นไม่ได้มีส่วนร่วม
(อลงกต 2542 : โอภาสและคณะ 2541)

จากบทเรียนดังกล่าวข้างต้น
ภาพรวมของการบริหารจัดการป่าและทรัพยากรในปัจจุบัน
จึงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานทางวิชาการและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นขั้นตอนอย่างเหมาะสม
พื้นที่ป่าแทบทุกภาคโดยเฉพาะพื้นที่สูงและพื้นที่ชายแดน
วางแผนบริหารจัดการด้วยกรอบการเมือง
ผลประโยชน์
ปัญหายาเสพติด ฯลฯ
ทำให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมต้องถูกอพยพโยกย้ายที่อยู่อาศัยทำกิน
เกิดปัญหาสังคม

ข้อจำกัดของการมีส่วนร่วมของประชาชน


ในการจัดการป่าแบบยั่งยืน
ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนท้องถิ่น
และการกระตุ้น
สนับสนุนและความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ
ภาคเอกชนและองค์กรพัฒนาเอกชนภายนอกด้วย
ข้อเท็จจริงในการจัดการป่าในปัจจุบัน
มีปัจจัยมากมายที่เป็นข้อจำกัดของการมีส่วนร่วมของประชาชน
ทั้งด้านที่เกี่ยวข้องกับประชาชนเอง
และจากภายนอกซึ่งจะเน้นในการวิเคราะห์ครั้งนี้ได้แก่

การใช้อำนาจของรัฐ


รัฐมีหน้าที่ปกป้องทรัพยากรซึ่งเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ประชาชนเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้น
โดยหลักการรัฐต้องหาเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลายมาปกป้องผลประโยชน์ของชาติเหล่านี้
แต่ในความเป็นจริงรัฐมักใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการทำงาน
เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมายตามกรอบ
การบริหารและจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามระบบกฎหมายไทยแต่เดิม
ซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องจากเหตุผลหลายประการเช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ม.1304 (2)
ในการบริหารจัดการและควบคุมดูแลที่ดินและแหล่งน้ำ
ที่ดินใช้ในกิจการของรัฐ
ที่ดินรกร้างว่างเปล่า
รัฐใช้อำนาจควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินซึ่งเอกชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองได้โดยอาศัยมาตรการต่างๆในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน
เช่นการกำหนดพื้นที่ป่าสงวน
ป่าอนุรักษ์
การกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ
เป็นต้น
รัฐยังใช้กฎหมายป่าไม้ควบคุมป่าไม้ซึ่งก็คือที่ดินของรัฐที่ยังไม่มีเอกชนคนใดได้รับกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองตามกฎหมายที่ดิน
รัฐจึงมีอำนาจในการควบคุมเพื่อแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้โดยวิธีการให้สัมปทาน
เพื่อเก็บค่าภาคหลวงเป็นรายได้เข้ารัฐตามกฎหมายต่างๆ
อำนาจรัฐเหล่านี้ไม่ได้มาจากประชาชน
ไม่อยู่บนฐานปัญหาความต้องการของประชาชน
แต่มาจากตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์และการเมือง
รัฐใช้อำนาจบริหารการจัดการและควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิดบนสมมุติฐานที่ว่ารัฐเป็นผู้คุ้มครอง
ผู้จัดการ
ผู้พัฒนาที่ดีที่สุด
เพราะมีองค์กรและบุคลากรที่มีความรู้เทคนิควิชาการที่เป็นระบบและเป็นวิทยาศาสตร์และยังมีกฎหมายเป็นเครื่องมือควบคุมการปฏิบัติงาน
แต่ปรากฎว่าสมมุติฐานนี้ใช้ไม่ได้
การจัดการป่าจึงล้มเหลว
ป่าถูกทำลาย
และมักโยนความผิดให้ชาวบ้านซึ่งเป็นปัจจัยปลายเหตุในการทำลายป่า
ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้านตามมา
(คณะกรรมมาธิการสิ่งแวดล้อมรัฐสภา
2540)

การสร้างความร่วมมือของประชาชนในการจัดการป่าและทรัพยากร
ในทางปฏิบัติไม่อาจละเลยบทบาทของรัฐไปได้
แต่จะทำอย่างไรจึงจะช่วยให้รัฐซึ่งมีหน่วยงานและบุคลากรมากมาย
เข้าใจบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเองให้ชัดเจน
ใช้อำนาจอย่างเหมาะสมด้วยความถูกต้อง
เป็นธรรม
ไม่เลือกปฏิบัติ
และกระจายอำนาจในส่วนกลางไปสู่ภูมิภาค
ให้อำเภอ ตำบล และองค์กรในชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่มากขึ้น
ต้องสร้างกลยุทธ์การทำงานในเรื่องนี้
โดยต้องพิจารณาในขั้นรายละเอียดว่าควรจะมอบอำนาจหน้าที่ตลอดจนแนวทางปฏิบัติในเรื่องใดบ้าง
ซึ่งหากทำได้ การกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคุ้มครองจัดการทรัพยากรป่าไม้น่าจะประสบผลสำเร็จ


การรวมศูนย์การจัดการป่าไว้ที่ส่วนกลาง


การคงอำนาจในการจัดการป่าและทรัพยากรไว้ที่ส่วนกลาง
มักมีปัญหาเพราะหน่วยงานส่วนกลางไม่เข้าใจระบบการจัดการในท้องถิ่น
เมื่อกำหนดนโยบายและแผนลงไปในท้องถิ่น
จึงมักเกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิต
ความเข้าใจและแรงจูงใจของชุมชนในการมีส่วนร่วมจัดการป่า
ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐส่วนกลางวางแผนให้หน่วยงานในพื้นที่เป็นผู้ปฏิบัติและรับผิดชอบ
โดยคณะกรรมการระดับสูงเพียงไม่กี่คณะ
เป็นผู้วางแผนบริหารจัดการป่าในส่วนกลาง
โดยฝ่ายการเมืองมักเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการเหล่านี้
บุคคลเหล่านี้มักไม่เข้าใจปัญหาความต้องการของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่น
ในขณะที่ชาวบ้านก็ไม่เข้าใจนโยบายและวิธีการปฏิบัติของรัฐ
นอกจากนี้ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารหรือโครงการของรัฐในท้องถิ่น
เมื่อรัฐกับชาวบ้านไม่เข้าใจกัน
ทำให้การกำหนดเป้าหมายและนโยบายที่มาจากข้างบน
ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
ประชาชนไม่มีโอกาสรับรู้หรือร่วมตัดสินใจ
(Brenner et al, 1998)

การจัดการป่าแบบมีส่วนร่วม
จึงไม่ควรรวมศูนย์การจัดการไว้ที่ส่วนกลางเนื่องจากต้องใช้ทรัพยากรในการบริหารจัดการมาก
และยังทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย
การจัดการป่าโดยประชาชนมีส่วนร่วม
ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการกู้ยืมเงินหรือ
การระดมเงินบริจาคเพื่อการกุศลซึ่งเป็นเงินภาษีอากรของประชาชน
หรือตั้งองค์กรใหญ่โตไว้ที่ส่วนกลาง
แต่ควรให้ข้อมูลข่าวสาร
ความรู้ และกระจายการตัดสินใจออกไปที่ระดับท้องถิ่น
และอาจให้ผู้แทนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในส่วนกลาง
การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ในระดับชาติจึงต้องให้มีผู้แทนภาคประชาชนและองค์กรเอกชนเข้าร่วมเป็นกรรมการในสัดส่วนเท่าๆกัน
ส่วนในระดับท้องถิ่นและชุมชน
จะต้องมอบอำนาจในการจัดการบางส่วนให้องค์กรของชุมชน
แล้วส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรชุมชน
ทั้งในรูปของคณะกรรมการหมู่บ้าน
คณะกรรมการชุมชน
สภาตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบล
ให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและดำเนินการ
โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญๆเช่น
การวางแผนการใช้ที่ดิน
การกำหนดเขตป่า ฯลฯ
และเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ
(ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม,
2538)

การรับรู้และทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชาชนและการใช้ป่าของชาวบ้าน


ในหลายกรณีที่ประชาชนท้องถิ่นต่อต้านหรือไม่เข้าร่วมกับการจัดการป่าของรัฐเพราะเจ้าหน้าที่รัฐมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อประชาชนในท้องถิ่น
มองความสัมพันธ์ของคนกับป่าเป็นลบไปเสียหมด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากจนที่อาศัยทำกินในเขตป่าหรือชายป่า
รัฐมักมีสมมุติฐานว่าคนยากจนต้องทำลายป่า
หรือหากให้เงินชดเชยกับคนที่ใช้ป่าก็จะยอมเลิกใช้ป่า
นอกจากนี้ยังมีความเข้าใจว่าการใช้ป่าคือการทำลายป่า
จึงไม่เข้าใจวิธีการจัดการป่าของชุมชนท้องถิ่น
ความคิดเหล่านี้มีผลต่อการออกแบบวางแผนจัดทำโครงการอนุรักษ์พัฒนาและฟื้นฟูป่าไม้ของรัฐในช่วงเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา
ทำให้เกิดปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชนชนบทในการจัดการป่า
เพราะประชาชนไม่อาจใช้ประโยชน์จากป่าได้
ทำได้แต่เพียงช่วยรัฐป้องกันรักษาป่า

ในการสร้างความร่วมมือกับประชาชนท้องถิ่นด้านการจัดการป่าไม้
หน่วยงานของรัฐต้องเข้าใจองค์ความรู้ขั้นพื้นฐานที่สำคัญในท้องถิ่นซึ่งได้แก่ระบบการใช้ที่ดินดั้งเดิม
ระบบการใช้ป่าของชุมชน
และระบบคุณค่าของท้องถิ่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของผู้นำที่ชาวบ้านเลือกกันเอง
เจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นควรเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมในชุมชน
เพื่อทำความเข้าใจและเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับป่าให้มากขึ้น
และมีทัศนคติที่ดีกับคนท้องถิ่น


ความจริงจังและความจริงใจต่อประชาชนและภารกิจในหน้าที่


ประเด็นนี้สำคัญและประชาชนเรียกร้องให้รัฐลงมือทำอะไรอย่างจริงจัง
ให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน
ตัวอย่างจากโครงการทำไม้ในอดีตที่กลับทำแล้วป่าเสื่อมโทรมไม่ยั่งยืน
งานฟื้นฟูป่าก็ควรให้ได้ป่ากลับคืนมา
นอกจากนี้งานป้องกันปราบปรามการทำลายป่าก็ต้องทำจริงจัง
เอาผู้กระทำความผิดและกลุ่มอิทธิพลที่สนับสนุนมาลงโทษให้ได้
แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่อาจสรุปเป็นอื่นได้ว่าหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยจริงจังและจริงใจต่อการจัดการป่าไม้แบบยั่งยืน
เมื่อจัดการจนผลประโยชน์หมดไป
ก็จะปรับเปลี่ยนนโยบายจัดการป่า
นำป่าไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นเป็นเหตุให้การจัดการป่าไม่ยั่งยืน
ป่าเสื่อมโทรมและลดลง
การฟื้นฟูป่าส่วนใหญ่เน้นผลงานของเจ้าหน้าที่และหนักไปทางพิธีกรรม
มากกว่าการสร้างและพัฒนาระบบการจัดการป่าในระยะยาว
ส่งผลให้หน่วยงานและนักวิชาการด้านการจัดการป่าไม้ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน
เพราะจัดการป่าไม่ประสพความสำเร็จ
ไม่มีบทเรียนตัวอย่างของการจัดการป่าอย่างยั่งยืนให้เห็นเป็นรูปธรรม
และยังไม่มีความจริงจังกับงานและกับประชาชนท้องถิ่น
เมื่อหน่วยงานรัฐขาดงบประมาณก็ทิ้งงาน
ขาดความต่อเนื่อง
ไม่ดูแลรักษาป่า
ปล่อยให้ป่าถูกทำลาย
นอกจากนี้การที่รัฐเน้นมาตรการป้องกันปราบปรามมากกว่าการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน
ยังทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเป็นปรปักษ์กับเจ้าหน้าที่รัฐอีกด้วย

การทบทวนภารกิจและความร่วมมือกับประชาชนในการจัดการป่า
จึงต้องเริ่มจากการทบทวนบทเรียนและนโยบายการจัดการป่าเสียใหม่
โดยประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกขั้นตอน
และสนับสนุนให้มีการปฏิบัติและควบคุมตรวจสอบติดตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง


ความรู้และทักษะของเจ้าหน้าที่รัฐในการทำงานร่วมกับประชาชน


ในหลักการจัดการป่าแบบยั่งยืนและมีส่วนร่วม
ต้องคำนึงถึงพื้นฐานความต้องการที่หลากหลายในแต่ละท้องถิ่น
เจ้าหน้าที่ของรัฐ
จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ
และทักษะในการทำงานกับประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะในด้านการกระตุ้นและพัฒนากลุ่มและองค์กรในชุมชนซึ่งในปัจจุบันเจ้าหน้าที่รัฐยังขาดอยู่มาก
เนื่องจากไม่ได้รับการอบรมฝึกฝนอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
ชุมชนที่รัฐเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนจึงมักไม่เข้าใจวิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่
การรวมตัวของประชาชนมีน้อย
ทำให้ขาดพลังในการจัดการและแก้ไขปัญหาป่าไม้

ความจริงองค์ความรู้ในเรื่องการจัดการป่าดังกล่าวข้างต้นมีอยู่แล้วในชุมชน
เพียงแต่ต้องศึกษารวบรวมและเอาสิ่งที่ดีและเหมาะสมมาใช้หรือนำมาปรับปรุงพัฒนาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่เท่านั้น
เรื่องนี้จึงควรเสริมกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านโดยฐานความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น
และการฝึกอบรมเพื่อเสริมความรู้ความเข้าใจในแนวคิดและเทคนิควิธีการใหม่ๆที่เป็นแบบมีส่วนร่วม
เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่เช่นป่าไม้อำเภอ
เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่า
หน่วยพิทักษ์ป่า
ต้องเปลี่ยนบทบาทจากปราบปรามมาเป็นการสร้างและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน


แรงจูงใจ

แรงจูงใจของประชาชนในการมีส่วนร่วมจัดการป่ามีน้อย
และมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น
โครงการของรัฐส่วนใหญ่ใช้การประชาสัมพันธ์เพื่ออธิบายถึงวิธีการทำงานของโครงการ
แต่มิได้กระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญและคุณค่าของป่า
ตลอดจนประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการมีส่วนร่วมจัดการป่า
กิจกรรมการปลูกป่าในไร่นา
ชาวบ้านบางแห่งกลัวว่าเมื่อพื้นที่ไร่นากลับคืนสภาพคล้ายป่า
รัฐจะยึดที่ดินกลับคืนไปเป็นพื้นที่ป่าไม้ในความควบคุมของรัฐตามเดิม


ป่าหลายพื้นที่ถูกทำลายจากการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
มีคนงานอพยพตกค้างอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก
คนเหล่านี้ไม่มีที่ดินทำกิน
และไม่อาจประกอบอาชีพใดๆที่มั่นคงได้
จึงมักตกเป็นเครื่องมือของการทำลายป่าและล่าสัตว์
เพื่อแก้ปัญหานี้
รัฐต้องสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนได้ประโยชน์ที่เหมาะสมจากการมีส่วนร่วมจัดการป่า
และให้กำลังใจประชาชนในรูปแบบต่างๆให้มากขึ้น
หลายพื้นที่จึงต้องให้ความสำคัญกับที่ดินทำกินและป่าเพื่อการหาเลี้ยงชีพ
เพื่อคนยากจนจะได้อยู่ได้และมีส่วนร่วมในการจัดการป่าด้วย


กฎหมาย
นโยบายและการบริหารเพื่อสนับสนุนการจัดการป่า


กฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่จูงใจให้ชาวบ้านรักษาและจัดการป่าโดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งรัฐกำหนดเป็นพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย
ชาวบ้านไม่สามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้เนื่องจากขัดต่อระเบียบกฎหมาย
การทำกิจกรรมของชาวบ้านเพื่อการจัดการป่าอาจผิดกฎหมาย
นอกจากนั้นระเบียบกฎหมายปัจจุบันยังมักเลือกปฏิบัติ
คือให้ความสำคัญต่อธุรกิจเอกชน
และมองคนยากจนในชนบทเป็นศัตรูกับป่า
(Brenner et al, 1998)

ทางออกในเรื่องนี้
รัฐควรยกเลิกกฎหมายเก่า
ที่ล้าสมัย
ซึ่งเน้นแต่การควบคุมปราบปราม
หรือระบบ
ให้รางวัลและลงโทษ
หันมายกร่างกฎหมายใหม่ซึ่งสามารถสร้างจิตสำนึก
แรงจูงใจ ทั้งในระดับบุคคล
ครอบครัว ชุมชน
และประเทศชาติ
กฎหมายป่าชุมชนฉบับประชาชน
น่าจะเป็นทางออกในเรื่องนี้ได้ทางหนึ่ง


สรุปและข้อเสนอแนะ


ข้อจำกัดในการมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งสรุปเบื้องต้นไว้เจ็ดประการ
ได้แก่ อำนาจรัฐ
การรวมศูนย์การจัดการป่า
การรับรู้และทัศนคติของเจ้าหน้าที่ต่อคนและการใช้ป่า
ความจริงใจและจริงจังต่อประชาชนและภารกิจหน้าที่
ความรู้และทักษะในการทำงานกับประชาชน
แรงจูงใจ และนโยบายกฎหมาย
ข้อจำกัดมีแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
จึงต้องวิเคราะห์ว่าเป็นข้อจำกัดในด้านใดก่อนหาทางแก้ไข
ข้อจำกัดบางเรื่องแก้ไขได้ทันทีในระดับพื้นที่
แต่บางเรื่องต้องริเริ่มจากหน่วยงานของรัฐ
โดยความร่วมมือจากสถาบันวิชาการ
องค์กรพัฒนาเอกชน
และประชาชน
ต้องร่วมมือกันปรับปรุงแก้ไข
จะปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผลักดันจะไม่ประสพผลสำเร็จ
ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่
ได้เคยมีการพูดคุยอภิปรายกันมานานแล้ว
แต่ไม่มีหน่วยงานใดนำไปปฏิบัติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสิบปีก่อนเศรษฐกิจตกต่ำ
รัฐให้งบประมาณส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปบริหารจัดการป่ามาก
หน่วยงานฯจึงทำแผนงานและโครงการต่างๆขึ้นเอง
โดยไม่สนใจการมีส่วนร่วมของประชาชน
ทำให้การจัดการป่าล้มเหลว


การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่า
จึงต้องทำอย่างต่อเนื่องและมีกลยุทธ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างแท้จริง
ในระยะสั้น
รัฐต้องสร้างแรงจูงใจ
และเร่งขจัดเงื่อนไขด้านลบ
เจ้าหน้าที่ของรัฐควรทำตัวง่ายๆ
เป็นมิตรกับชาวบ้าน
ปรับลดพิธีการหรือเครื่องแบบที่จะไปจำกัดการเข้าถึงประชาชน
ไม่ใช้เครื่องมือทำงานที่โน้มนำหรือยั่วยุให้เกิดความรุนแรง
และลดงานพิธีกรรมที่ฟุ่มเฟือยซึ่งไม่เคยสร้างงานที่ยั่งยืนถาวรได้
เพื่อให้ประชาชนมีความรู้สึกที่ดี
เป็นมิตรกับเจ้าหน้าที่รัฐ
เห็นความสำคัญและคุณค่าและได้รับประโยชน์จากการมีส่วนร่วมในการจัดการป่า
แต่อย่างไรก็ดี
เงื่อนไขด้านลบซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของประชาชนซึ่งได้แก่
ความมั่นคงในเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน
และป่าของชุมชนเพื่อการใช้สอยไม้และของป่าและรักษาวัฒนธรรมประเพณีและสิ่งแวดล้อมของชุมชน
ต้องได้รับการพิจารณาแก้ไขอย่างเหมาะสม
กล่าวคือ
รัฐควรสร้างหลักประกันให้กับประชาชนในชนบทให้มีความมั่นคงในเรื่องความจำเป็นพื้นฐานเหล่านี้ก่อน
ส่วนในระยะยาวต้องทบทวนอุดมการณ์
เป้าหมายในการจัดการป่า
และปรับปรุงพัฒนานโยบาย
ระเบียบกฎหมาย
และสถาบัน
เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามนโยบายให้เหมาะสม


สำหรับระดับการมีส่วนร่วมในการจัดการป่า
ควรส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในหลายๆระดับ
เช่น
ส่งเสริมการรวมกลุ่มและเครือข่าย
การสร้างและปฏิบัติตามข้อตกลงของการจัดการป่า
และแผนการจัดการป่า
เช่นให้มีบทบาทเฝ้าระวัง
ดูแล
ควบคุมกำกับติดตามการจัดการป่า
การมีส่วนร่วมของประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนและทรัพยากร
เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเลือกวิธีการจัดการป่าที่ยั่งยืนและตรงกับความต้องการของตนเอง


ป่าชุมชน
เป็นทางเลือกหนึ่งในหลายๆทาง
ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ในการทำงานกับชุมชนเพื่อพัฒนาไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนในวงกว้าง
เนื่องจากป่าชุมชนเชื่อมโยงการรักษาป่ากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนเข้าด้วยกัน
การทำป่าชุมชนจึงทำความมั่นคงให้กับอาชีพ
และให้การศึกษาและพัฒนาคนในชุมชนให้มีความรู้ความสามารถในการทำงานร่วมกัน
แต่ต้องมีจุดเริ่ม
ซึ่งขอเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มจากการทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ
ใช้ประเด็นป่าชุมชนเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน
เชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยกระตุ้นจิตสำนึกคนด้วยกลไกและวิธีการทางสังคม
ช่วยให้เกิดดุลภาพแห่งอำนาจในการจัดการป่าของรัฐกับประชาชน
ประชาชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของป่าร่วมกัน
สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญของการแก้ไขข้อจำกัดของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่าและทรัพยากรในทุกระดับ

เอกสารอ้างอิง


กอบกุล
รายะนาคร กฎหมายกับการจัดการทรัพยากร
คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
55 หน้าจรูญ
จันทวงษา และวุฒิชัย
พิรุณสุนทร 2540 การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการป่าชุมชน
กรณีศึกษาป่าชุมชนบ้านม่วงหวาน
ตำบลม่วงหวาน อ.น้ำพอง
จ.ขอนแก่น
สำนักงานป่าไม้เขตขอนแก่น
กรมป่าไม้ 53 หน้า
เพิ่มศักดิ์
มกราภิรมย์ 2542 ป่าชุมชน
: แนวคิด
ประสบการณ์และแผนการจัดการ
ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
20 หน้า
โรเบิร์ต
มาเธอร์ 2541 บทบาทของคนท้องถิ่นในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อนำไปสู่การจัดการพื้นที่อนุรักษ์
บทเรียนจากประเทศไทยและประเทศลาว
ใน ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ข่าวสารป่ากับชุมชน
ปีที่ 5 ฉบับที่ 10 หน้า
46-56.
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม
คณะรัฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2538 การปฏิรูปที่ดิน
แก้ไขปัญหาการจัดการที่ดินและป่าไม้ได้จริงหรือ?
เอกสารรายงานการสัมมนา
20 หน้า
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
1994 รายงานผลการพิจารณาศึกษาผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมต่อทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิต
ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม
วุฒิสภา 192 หน้า
อานันท์
ปันยารชุน 2541 ธรรมรัฐกับการจัดการป่าไม้ไทยให้ยั่งยืน
ใน
ข่าวสารป่ากับชุมชน
ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ปีที่ 5 ฉบับที่ 11 หน้า 4-8.
โอภาส ปัญญา
อนุชาติ พวงสำลี
และวิภานุ คงจันทร์ 2541
ชุมชนกับการจัดการทรัพยากรภาคตะวันตก
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล 49
หน้า
Brenner, V., Buergin, R., Kessler, C.,
Pye, O., Schjearzmeier, R., and Sprung R.D. 1998. Socio-Economics
of Forest Use in the Tropics and Subtropics. SEFUT
Working Paper No. 3. DFG Graduate College, Freiburg.
FAO. 1992. A Framework for Analyzing
Institutional Incentives in Community Forestry.
Community Forestry Note no. 10.
Hardin, G. 1968. The Tragedy of the
Commons. Science. 162: 1243-1248.
Office of Senator’s Secretariat 1994 Report
of the Parliament’s Environmental Sub-Committee on the
Study of Impact of Environmental Degradation on Natural
Resource and People’s Quality of Life. 192 pp.
Pearmsak Makarabhirom. 1999. Conflict
Resolution : A case study on sustainable forest
management in Thailand. Research’s progress report.
15 pp.
Pearmsak Makarabhirom. 1991. A Case
Study of Forest Law Enforcement in Thailand. Paper
presented at the Mekong Basin Countries Symposium on
Forest Law Enforcement held in Phnom Penh, Cambodia, June
14-16, 1999
Royal Forest Department. 1985. National
Forest Policy. 5 pp.



IGES/Pfmiges-T1 Pearmsak 11/11/99




ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร