ท้องถิ่นเชียงของออกโรงไม่เอานิคมฯ

Tue, 07/04/2006 - 00:00 -- ประชาธรรม

นายอินสม วงศ์ชัย ประธานสภาวัฒนธรรม ต.ศรีดอนชัย อ.เชียงของ กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบพบว่าโครงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมนี้เดิมทีจะมาสร้างที่ทุ่งสามหมอนในเนื้อที่แค่ 3,000 ไร่เท่านั้น แต่มาระยะหลังพบว่าพื้นที่ดำเนินการจริงมากถึง 16,000 ไร่ ครอบคลุม 2 ตำบลคือ ต.ศรีดอนชัย และ ต.สถาน ที่สำคัญภายหลังที่ครม.เห็นชอบในหลักการของโครงการดังกล่าวที่จะสร้างที่นี่ส่งผลให้ที่ดินในทุ่งสามหมอนจากเดิมที่ขายกันไร่ละ 2-3 หมื่นบาทกลับพุ่งสูงถึงไร่ละ 2 แสนบาทส่งผลให้ตอนนี้ชาวบ้านบางส่วนเริ่มขายที่ดินกันแล้วโดยมีนายหน้ารายใหญ่อยู่ที่ ต.สถาน

นายอินสม กล่าวอีกว่า โดยส่วนตัวตนไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้เพราะปัญหาที่จะเกิดนั้นล้วยกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต รวมทั้งวัฒนธรรมของคน อ.เชียงของ อย่างพื้นที่ทุ่งสามหมอนนั้นกล่าวได้ว่าเป็นแหล่งการทำการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของ อ.เชียงของ ชาวบ้านใช้พื้นที่แห่งนี้ทำนา ดังนั้นในอนาคตหากเปลี่ยนสภาพทุ่งสามหมอนจากทุ่งนาเป็นโรงงานอุตสาหกรรมแล้วต่อไปชาว อ.เชียงของต้องซื้อข้าวกินแน่ และที่สำคัญทุ่งสามหมอนยังเป็นทางผ่านของแม่น้ำอิงและแม่น้ำร่องปึงด้วย หากมีโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาอาจเกิดปัญหาแหล่งน้ำปนเปื้อนสารเคมีได้ ดังนั้นหากเป็นไปได้ตนอยากให้โครงการนี้ไปสร้างที่อื่น

น.ส.ปวีณา สุยะวงศ์ ปลัดอบต.ศรีดอนชัย อ.เชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวปัจจุบันยังไม่มีความเคลื่อนไหว ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนยังคงต้องการรายละเอียดในโครงการที่ชัดเจน ทั้งนี้เพราะหลังจากครม.เห็นชอบในหลักการในโครงการนี้เมื่อครั้งมาประชุมครม.สัญจรที่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี จ.เชียงใหม่ที่ผ่านมา แต่ถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดมาชี้แจงรายละเอียดใดๆในโครงการ

ขณะเรื่องการซื้อขายที่ดินนั้น น.ส.ปวีณา กล่าวว่า ปัจจุบันเริ่มมีการซื้อขายที่ดินในพื้นที่ทุ่งสามหมอนซึ่งเป็นพื้นที่ดำเนินการกันบ้างแล้วในราคาไร่ละ 2 แสนบาท ซึ่งพื้นที่ทุ่งสามหมอนนี้ถือได้ว่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่ใหญ่ที่สุดใน อ.เชียงของ แต่อย่างไรก็ตามส่วนของอบต.ต่อโครงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้คงไม่สามารถแสดงท่าทีใดๆได้ ความคิดเห็น การตัดสินใจคงต้องขึ้นอยู่กับชุมชนเป็นหลัก แต่ถึงกระนั้นหากมีการดำเนินการจริงทางอบต.คงต้องคิดแผนการจัดการรองรับปัญหา ทั้งปัญหาขยะ น้ำเสีย ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องหารือกันอีกที

นายนิวัตร ร้อยแก้ว ผู้ประสานงานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า การสร้างนิคมอุตสาหกรรมใน อ.เชียงของแม้ในระดับพื้นที่ตอนนี้เรื่องยังเงียบแต่ตนเชื่อว่าทางเบื้องบนยังมีการเคลื่อนไหวกันอยู่เพียงแต่ว่าการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีการเปิดเผยออกสู่สาธารณะเท่านั้นเอง ซึ่งที่ผ่านๆมาการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของรัฐมักเป็นแบบนี้มาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม นายนิวัตร กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญสุดตอนนี้ต้องเร่งทำความเข้าใจถึงผลได้ผลเสียจากการสร้างนิคมอุตสาหกรรมให้ชาว อ.เชียงของได้รับรู้ ซึ่งปัจจุบันทางกลุ่มรักษ์เชียงของเองนั้นกำลังรวบรวมข้อมูลผลกระทบจากการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจากทั่วประเทศเตรียมทำเป็นหนังสือเพื่อเผยแพร่ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้รับรู้ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จในเร็วๆนี้

“ตอนนี้คนเชียงของต้องคิดให้หนัก จะมองผลประโยชน์เฉพาะหน้า เช่น เรื่องการจ้างงาน การค้าขายไม่ได้แล้ว บ้านเราเป็นเมืองเก่าจะเหมาะหรือไม่หากมีนิคมอุตสาหกรรมเข้ามา ตอนนี้เราก็มีจุดขายที่เพียงพอและยั่งยืนอยู่แล้ว ไม่มีนิคมอุตสาหกรรมเราก็อยู่ได้ไม่เดือดร้อน แต่หากมีนิคมอุตสาหกรรมเข้ามาเราอาจมีรายได้มวลรวมเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องพิจารณาถึงความสุขมวลรวมของท้องถิ่นด้วยว่าจะเป็นอย่างไร” ผู้ประสานงานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวทิ้งท้าย

อนึ่ง โครงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมและสถานีขนถ่ายสินค้า(ICT) จ.เชียงราย อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) โครงการนี้ถือเป็นโครงการนำร่องที่จัดทำขึ้นในลักษณะเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เพื่อเปิดประตูการค้าการลงทุนระหว่างจีนตอนใต้กับอินโดจีน เอเชียใต้ และอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

เดิมทีโครงการดังกล่าวกนอ.มีแผนดำเนินการบริเวณ ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน พื้นที่รวม 3,162 ไร่ แต่โครงการไม่สามารถดำเนินต่อได้ เพราะชุมชนท้องถิ่นร่วมกันคัดค้านเพราะ อ.เชียงแสนมีสถานะเป็นเมืองเก่า ดังนั้นควรรักษาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเมืองมรดกโลก ต่อมาทางกนอ.และกระทรวงอุตสาหกรรมได้ย้ายสถานที่ดำเนินการมายัง อ.เชียงของ บริเวณทุ่งสามหมอนมีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ไร่ (ต่อมาเพิ่มเป็น 16,000 ไร่)อยู่ในเขตรอยต่อระหว่าง ต.สถาน กับ ต.ศรีดอนชัย โดยอ้างว่าเพราะประชาชนในพื้นที่มิได้ขัดข้อง อีกทั้งจากการศึกษาจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) หอการค้าแห่งประเทศไทย รวมทั้งกรมโยธาธิการพบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสม ซึ่งประเด็นนี้มีการรายงานให้ครม.สัญจร ที่ไนท์ซาฟารี จ.เชียงใหม่ รับทราบแล้วเมื่อวันที่ 11 ม.ค.2548 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แผนการดำเนินการโครงการนี้ใช้งบประมาณลงทุนก่อสร้างประมาณ 4,000 ล้านบาท สามารถรองรับโรงงานอุตสาหกรรมได้ประมาณ 100 โรง มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 1 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมด้านเวชภัณฑ์ อัญมณี อิเล็กทรอนิกส์ ตัดเย็บเสื้อผ้า และเครื่องจักรกล ฯลฯ .

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร