ความเหมาะสมของกฎหมายป่าชุมชน พิจารณากันอย่างไร?

Fri, 06/16/2000 - 00:00 -- ประชาธรรม






ไนท์ซาฟารี




(บทความ)

ไนท์ซาฟารี

ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
สำนักข่าวประชาธรรม

ความพยายามในการผลักดันโครงการสร้างสวนสัตว์กลางคืน
หรือไนท์ซาฟารี ณ
บริเวณศูนย์พฤกษ์ศาสตร์และสวนวรรณคดีแม่เหียะ
อ.แม่เหียะ จ.เชียงใหม่
ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานสุเทพ-ปุยโดยรัฐบาลชุดปัจจุบัน
และกรมป่าไม้จนถึงทุกวันนี้ประชาชนในท้องถิ่นรับรู้ข้อมูลน้อยมาก
และยังมีความสับสนในข้อมูลอยู่มากว่าการดำเนินโครงการไนท์ซาฟารีจะมีการใช้พื้นที่อย่างไรบ้าง
อยู่ในเขตอุทยานสุเทพปุยจำนวนกี่พันไร่
จะมีโครงสร้างพื้นฐานที่จะดำเนินการในนั้นอย่างไรบ้าง
และลักษณะสวนสัตว์ของไนท์ซาฟารีนี้จะเป็นอย่างไร
มีสัตว์ป่าประเภทอะไรบ้าง
มีแต่การให้ข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์
โดยสรุปความว่าจะมีการจัดทำสวนสัตว์กลางคืนพร้อมกับหมีแพนด้า
2 ตัวจากประเทศจีนเป็นตัวชูโรงที่จะนำมาให้คนไทยชม
และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวประเทศไทย
นอกจากนี้ก็จะมีภัตตาคาร
ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว
และโรงนวดไว้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย
พร้อมกับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นเท่านั้นเอง

โครงการไนท์ซาฟารี
นับเป็นกรณีตัวอย่างโครงการของรัฐที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม
นับตั้งแต่การริเริ่ม
เสนอ
จนถึงการดำเนินโครงการ
กล่าวคือโครงการดังกล่าวเกิดจากความคิดริเริ่มของพ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร
นายกรัฐมนตรีที่เห็นว่าสวนสัตว์เชียงใหม่ปัจจุบันนั้นมีขนาดเล็ก
พื้นที่ไม่สามารถขยายตัวได้อีก
ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวมีศักยภาพสูง
จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาการจัดตั้งสวนสัตว์กลางคืน
(ไนท์ซาฟารี)
ขึ้นเมื่อวันที่ 25
มีนาคม 2545
คณะกรรมการชุดดังกล่าวประกอบด้วยตัวแทนส่วนราชการทั้งสิ้น
ได้แก่นายปลอดประสพ
สุรัสวดี
อธิบดีกรมป่าไม้
เป็นประธานกรรมการ
นายโกสินทร์ เกษทอง
ผู้ว่าราชการจังหวัด
ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว
ผู้อำนวยการอนุรักษ์สัตว์ป่า
หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่


นับจากวันที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว
การผลักดันโครงการดังกล่าวได้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
มีการไปดูงานที่ประเทศสิงค์โปร์
พร้อมกับติดต่อบริษัทต่างชาติเพื่อให้มาลงทุนในธุรกิจดังกล่าวโดยตั้งเป้าการลงทุนในงบประมาณเบื้องต้นถึง
1,000 ล้านบาท ซึ่งจากการให้สัมภาษณ์ของผู้ว่าราชการจังหวัดก็ระบุว่ามีบริษัทต่างชาติติดต่อลงทุนเข้ามาแล้ว
คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มีการประชุมหารือไปแล้วหลายครั้ง
การประชุมได้ข้อสรุปสำคัญ
4 เรื่องคือ 1.การจัดจ้างที่ปรึกษา
นายเบอร์นาร์ด แฮริสัน
ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสิงค์โปร์
2.การย้ายสวนสัตว์กลางวัน
จ.เชียงใหม่มาอยู่บริเวณเดียวกับไนท์ซาฟารี
3.ระดมทุนจากผู้ประกอบการ
4.การประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชน
และในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสิงค์โปร์
นายเบอร์นาร์ด แฮริสัน
ซึ่งรัฐบาลไทยเตรียมว่าจ้างจำนวนเงิน
5 ล้านบาท
ก็ได้บินมาสำรวจพื้นที่
ณ บริเวณแม่เหียะ
และเตรียมที่จะทำสัญญาว่าจ้างแล้ว
นอกจากนี้ก็ยังเชิญ ร.ต.ท.สุชัย
เก่งการค้า
กรรมการผู้จัดการบริษัทกาดสวนแก้วจำกัด
ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมมาช่วยออกแบบสวนสัตว์ด้วย


นั่นหมายความว่าการดำเนินโครงการก็จะเกิดขึ้นในเร็ว
ๆ นี้
แต่ทำไมประชาชนท้องถิ่นจึงไม่มีส่วนร่วม
?

และเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้ให้ความเห็นต่อสื่อมวลชนว่าโครงการดังกล่าวจะไม่มีการประชาพิจารณ์
โดยบอกว่าโครงการนี้ไม่มีผลกระทบจึงไม่ต้องประชาพิจารณ์จะทำเพียงแต่ชี้แจงและประชาสัมพันธ์ให้ทราบเท่านั้น
ทั้ง ๆ
ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่และยังดำเนินการอยู่ในเขตต้นน้ำ
นายสุรพล ดวงแข
เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่ากล่าวว่าตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมปี
2535
นั้นระบุชัดเจนว่าโครงการที่ดำเนินการในเขตต้นน้ำชั้น
1 จะต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม
หรือ EIA
ไม่ว่าโครงการนั้นจะจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาธรรมชาติหรือให้ประชาชนท่องเที่ยวก็ตาม
แต่กลับปรากฎว่าโครงกล่าวกลับไม่มีการจัดทำ
EIA ใด ๆ

เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าขณะนี้โครงการของรัฐและเอกชนจำนวนมากทีไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นมักจะก่อให้เกิดคำถาม
และเกิดความขัดแย้งในภายหลังไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหินกรูด-บ่อนอก
โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์
เป็นต้น

อย่างไรก็ตามขณะนี้เริ่มมีกระแสของกลุ่มสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น
อาทิ
ชมรมเพื่อเชียงใหม่
ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา
ก็เริ่มมีความเห็นในเชิงตรวจสอบแล้วว่าทำไมการดำเนินโครงการจึงเป็นการดำเนินการแต่เพียงฝ่ายรัฐเท่านั้น
คนท้องถิ่นซึ่งจะได้รับผลกระทบโดยตรงไม่มีส่วนร่วม
และเริ่มมีข้อเสนอว่าจะต้องมีพิจารณากันอย่างรอบด้าน
โดยมีคำถามหลายคำถาม
อาทิ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่
และจะต้องใช้พื้นที่ในเขตต้นน้ำ
อุทยานสุเทพ-ปุย
ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่ใกล้

การจัดการสวนสัตว์ในรูปแบบไนท์ซาฟารี
ดีหรือไม่ดีอย่างไร
และการย้ายสวนสัตว์จะจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง
มีทางเลือกอื่นหรือไม่ในการให้การศึกษากับคนเรื่องสัตว์ป่า
เป็นต้น

โครงการไนท์ซาฟารี
จึงนับเป็นอีกโครงการหนึ่งที่น่าติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ
ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบชัดเจนว่าโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์การศึกษาธรรมชาติ
หรือว่าเป็นเพียงโครงการที่นำการศึกษาธรรมชาติมาเป็นข้ออ้าง
แต่เบื้องหลังคือการขายทรัพยากร
ธรรมชาติให้แก่นักท่องเที่ยวกันแน่
? .

4-10 สิงหาคม 2545






















การจัดการป่าและทรัพยากร : ประเด็นและทางเลือก




การจัดการป่าและทรัพยากร
: ประเด็นและทางเลือก

ดร.
เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ (
Recoftc
)




“ป่าไม่ได้เสื่อมโทรมเพราะคนอยู่ในป่ายากจน

แต่คนอยู่ในป่ายากจนอดอยากเพราะป่าเสื่อมโทรม”

ข้อความนี้
สรุปจากผลการประชุมสัมมนาวิเคราะห์ปัญหาป่าไม้ทั่วโลก
ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า
และชี้ให้เห็นว่า
ปัญหาป่าถูกทำลายในประเทศกำลังพัฒนาในปัจจุบัน
มักจะโยนความผิดไปให้แต่คนยากจนหรือคนที่อยู่อาศัยอยู่ในป่าหรือชุมชนที่พึ่งพาป่า
โดยไม่ได้วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงหรือรากเหง้าของปัญหาและสถานการณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาที่ไม่สมดุลไม่ยั่งยืน
ที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมวัฒนธรรมและสมดุลของทรัพยากรสิ่งแวดล้อม

บทเรียนในภูมิภาค

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
มีการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าภูมิภาคอื่น
มีบทเรียนที่น่าสนใจหลายประการ
ตัวอย่างเช่น


รัฐใช้กฎหมายเข้าไปครอบครองและหาผลประโยชน์จากสัมปทานป่าทั่วประเทศมายาวนานร้อยกว่าปี
(เช่นอินเดีย
ปากีสถาน ไทย
เวียดนาม จีน
อินโดนีเซีย ฯลฯ)
ทำให้กลไกการจัดการป่าของชุมชนกลุ่มบุคคลและองค์กรตามวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นต้องอ่อนแอลงหรือล้มเลิกไป
ป่ากลายเป็นป่าสงวนของรัฐมีแต่ระบบเก็บหาผลประโยชน์แต่ไม่มีระบบการคุ้มครองจัดการที่ดีและยั่งยืน
ทรัพยากรป่าไม้จึงกลายเป็น
“ของหลวง”
หรือของฟรี
มือใครยาวสาวได้สาวเอา
ป่าจึงเสื่อมและถูกทำลายจนเกือบหมดไปในหลายๆประเทศ
สี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา
องค์กรพัฒนาระหว่างประเทศและรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก
พยายามสร้างเครื่องมือ
กลไกต่างๆมากมายมาช่วยรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนารักษาป่า
แต่ปรากฏว่ายิ่งพยายามมากป่าก็ยิ่งหมดเร็ว
ยิ่งมีเครื่องมือมากก็ยิ่งสับสนเพราะขัดแย้งกันเอง
โดยเฉพาะเครื่องมือประเภทนโยบายและกฎหมาย
เพราะขาดกลไกการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ
ที่น่าเสียดายและน่าเศร้าใจในหลายกรณีคือการจัดการป่าของชุมชนท้องถิ่นในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ด้วยข้อหาใหญ่ๆ
คือไม่สอดคล้องกับรูปแบบวิธีการคุ้มครองรักษาป่าของรัฐ
จึงทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งมากกว่าความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรท้องถิ่น


ประเด็นหลักเรื่องป่าและทรัพยากร

การจัดการป่าและทรัพยากรของประเทศต่างๆ
ในภูมิภาค
มีประเด็นปัญหาหลักสรุปได้ดังนี้



สิทธิ ประชาชนขาดสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ป่าและทรัพยากรสำหรับการดำรงชีพ

อำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ
ประชาชนไม่มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการคุ้มครองและจัดการป่าและทรัพยากร
หรือมีแต่ไม่เป็นที่ยอมรับของทางราชการ
เป้าหมายและวัตถุประสงค์
ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการจัดการป่าและทรัพยากร
รูปแบบและวิธีการ
รูปแบบและวิธีการในการคุ้มครองและจัดการป่า
ไม่สอดคล้องกับวิธีการของท้องถิ่น


มาตรการปฏิบัติ
ไม่สมดุลระหว่างมาตรการทางเศรษฐกิจกับมาตรการทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากกว่า
กลไกการบริหาร
อ่อนแอทั้งกลไกของรัฐและกลไกของชุมชน
เพราะขาดกลไกบริหารระดับท้องถิ่นและขาดการเชื่อมโยงระดับท้องถิ่นกับระดับชาติและนานาชาติ



ประเด็นปัญหาดังกล่าวข้างต้นนี้
รัฐและประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่นมีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน
จึงเกิดความขัดแย้งตั้งแต่ในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของคนในการดำรงชีพ
หลักการและรูปแบบวิธีการจัดการ
จนถึงการควบคุมติดตามประเมินผลการใช้ประโยชน์จากป่า


สมมุติฐานที่ไม่ถูกต้องในเรื่องป่า

ประเด็นต่างๆที่เกิดขึ้น
เพราะคนมองปัญหาที่เกิดขึ้นกับป่าต่างกัน
มีสมมุติฐานหลายเรื่องที่จุดชนวนให้เกิดความขัดแย้ง
เช่น

“การใช้ประโยชน์ป่าทุกรูปแบบเป็นภัย
ทำความเสียหายแก่ป่า
สัตว์ป่า ต้นน้ำลำธาร
และความหลากหลายทางชีวภาพ”

ข้อเท็จจริง
มีการศึกษาทางนิเวศวิทยาหลายแห่งพบว่าไม่จริงเสมอไป
ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพในป่าหลายแห่ง
รักษาไว้ได้ด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่น
คนรู้จักกิน รู้จักอยู่
รู้จักใช้ป่า ป่าก็อยู่ได้คนก็อยู่ได้
หลายพื้นที่ยังพบว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้นอีกด้วย


“คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี
มักจะอนุรักษ์
ดังนั้นเมื่อพัฒนาปากท้องคนแล้ว
คนจะอนุรักษ์”

ข้อเท็จจริง
การเชื่อมโยงการพัฒนาและการอนุรักษ์
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
แต่ต้องมีสิ่งจูงใจสนับสนุนอีกมากมายไม่ใช่เพียงตัวเงิน
มีตัวอย่างการศึกษาในประเทศพัฒนาหลายแห่งเช่นในสหรัฐอเมริกา
ญี่ปุ่น สิงคโปร์
สรุปว่า
เมื่อรายได้ประชาชาติต่อบุคคล
ขึ้นไปถึงประมาณปีละ 4500-5000
เหรียญสหรัฐ หรือ 160000-180000
บาท
คนจะตระหนักและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม
โดยเอาประสิทธิภาพในการจัดการมลภาวะในเมืองมาสัมพันธ์กับรายได้ต่อหัวของคน
แต่ในความเป็นจริงมีเพียงไม่กี่ประเทศที่พัฒนาจนประชากรมีรายได้ถึงขนาดนี้
ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่เศรษฐกิจและรายได้ประชาชาติต่อหัวขึ้นๆลงๆ
ในช่วงที่ต้องเพิ่มรายได้ก็มักทำลายป่าและทรัพยากรไปมาก
รายได้เพิ่มขึ้นจริงแต่ยังไม่ทันถึงระดับที่ตั้งสมมุติฐานกันไว้ว่าคนจะตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจก็มักตกต่ำเสียก่อน
ก็ต้องมาเริ่มต้นเปิดป่าผลาญทรัพยากรเพื่อเร่งการพัฒนากันใหม่
เหมือนสถานการณ์ของไทยในปัจจุบัน
คนไม่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพ
ต้องกลับไปหาทรัพยากรป่าและธรรมชาติมาชดเชยสิ่งที่ขาดหายไป
ป่าก็หมดลงไปอีก

“คนยากจน
กลุ่มชนเผ่า …
หากให้ทางเลือกทางเศรษฐกิจ
มีเงินรายได้จากการทำงานในเมือง
ก็จะหยุดใช้ทรัพยากรจากป่า”

ข้อเท็จจริง
ในความเป็นจริงคนไม่ได้สัมพันธ์พึ่งพาป่าในแง่เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
แต่ยังสัมพันธ์ในทางสังคม
ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้วย
การสร้างทางเลือกทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่สัมพันธ์กับการใช้ทรัพยากรจากป่า
จึงไม่ช่วยให้คนหยุดหรือเลิกใช้ทรัพยากรจากป่า
หลายกรณียังทำให้คนที่มีค่านิยมทางตัวเงินสูง
เปลี่ยนวิธีใช้ป่ามาเป็นแบบทำลายอีกด้วย

“คนยิ่งยากจน
ยิ่งทำลายป่า”

ข้อเท็จจริง
ในความเป็นจริง
มีชุมชนหรือกลุ่มคนยากจนหลายแห่งที่รักษาและจัดการป่าได้อย่างยั่งยืน
เมืองไทยมีตัวอย่างชุมชนดั้งเดิมมากมายซึ่งไม่ได้ร่ำรวยมากมาย
แต่ก็รักษาจัดการป่าจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมีประเทศต่างๆมาขอศึกษาดูงานมากมาก
เช่นชุมชนที่คีรีวงศ์จังหวัดนครศรีธรรมราช
ชุมชนกาลอจังหวัดยะลา
ชุมชนกะเหรี่ยงแถบผืนป่าตะวันตก
ชุมชนแม่ทาจังหวัดลำพูน
ชุมชนป่าโคกใหญ่จังหวัดมหาสารคาม
เป็นต้น

ทิศทางและความเคลื่อนไหวในภูมิภาค

การแก้ปัญหาป่าของแต่ละประเทศซึ่งมีระบบสังคมและวัฒนธรรมต่างกันจะไม่เหมือนกัน
มีตัวอย่างของความพยายาม
ทั้งประสบผลสำเร็จและไม่สำเร็จ
แต่กำลังพยายามทำ เช่น


ประเทศอินเดีย
ทำโครงการจัดการป่าประชารัฐ
ในบริเวณป่าที่เคยเป็นป่าผลิตทำไม้ของรัฐมาก่อน
รัฐกับประชาชนร่วมกันวางแผนและจัดการป่า
แบ่งผลประโยชน์กัน
ประชาชนได้สามส่วน
รัฐได้หนึ่งส่วน
ป่ายังเป็นของรัฐแต่ชุมชนเป็นผู้จัดการ
ประเทศเนปาล
รัฐมอบป่าที่อยู่ใกล้ชุมชนที่ชาวบ้านใช้สอยอยู่ประจำมักแบ่งเป็นหมู่บ้านให้กลุ่มชาวบ้านที่ใช้ป่าอยู่แล้ว
มอบอำนาจให้กลุ่มผู้ใช้ป่าคุ้มครอง
จัดการ
และเก็บหาผลประโยชน์กันเอง
รัฐไม่แบ่งเอารายได้จากประชาชน
แต่สนับสนุนให้กลุ่มผู้ใช้ป่านำรายได้จากป่าส่วนหนึ่งไปตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาหมู่บ้านกันเอง
ประเทศจีน
ที่มณฑลยูนานหลังเดือนตุลาคม
2543
เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ในจังหวัดต่างๆ
ประมาณครึ่งหนึ่ง
จะต้องย้ายไปทำงานในระดับคอมมูนหรือตำบล
รัฐบาลกลางก็พยายามกระจายอำนาจการจัดการป่าที่เคยอยู่ในความดูแลของรัฐ
ไปให้บุคคลและกลุ่มธุรกิจเอกชนในรูปพันธะสัญญา
มีระยะเวลาตั้งแต่ระยะสั้นระยะกลางจนถึงระยะยาว
ขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการจัดการ

ประเทศเวียดนาม
รัฐมีแผนฟื้นฟูป่าและทรัพยากรที่เสื่อมโทรมพร้อมไปกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาดนำของประเทศ
โดยปรับปรุงการวางแผนการใช้ที่ดินใหม่
ให้ความสำคัญกับการบริหารงานส่วนท้องถิ่นคือจังหวัดและอำเภอ
กับองค์กรประชาชนระดับคอมมูนและหมู่บ้าน
และหน่วยงานวิชาการจากส่วนกลางเช่นหน่วยทำแผนที่
ช่วยกันกำหนดเขตที่อยู่อาศัย
ที่เกษตร
และที่ป่าเสียใหม่ให้ชัดเจนตามความต้องการของประชาชนในระดับหมู่บ้านและคอมมูนและความเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอ
ในการจัดการป่าส่วนใหญ่รัฐทำสัญญาและให้งบประมาณสนับสนุนระยะแรกกับกลุ่มชาวบ้านและชาวบ้านรายครัวเรือนให้จัดการป่าผลิตและป่าใช้สอย
และยังให้คุ้มครองป่าอนุรักษ์ด้วย
ประเทศลาว
ตั้งแต่ต้นปี 2542
เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและป่าไม้
ย้ายจากส่วนกลางและจัง????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????หลือจากรัฐ
ประเทศฟิลิปปินส์
รัฐมอบสิทธิในการอยู่อาศัยและจัดการป่าและทรัพยากรในป่า
ให้กับชนเผ่า
เรียกสิทธินี้ว่าสิทธิตกทอดจากบรรพบุรุษ
(Ancestral domain claim)
นโยบายปัจจุบันเน้นการกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรจากรัฐบาลกลางสู่ภูมิภาค
และมอบอำนาจการจัดการทรัพยากรจากรัฐสู่ชุมชน
กำลังทำโครงการทดลองทั่วประเทศ


ทิศทางไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่
8




ส่วนที่ 6
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
บทที่ 1 ข้อ 2 เป้าหมาย


(1)
ฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ให้ได้ร้อยละ
25 ของพื้นที่ประเทศ
และจัดทำเครื่องหมายแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้แล้วเสร็จในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ
ฉบับที่ 8

(3)
ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบของป่าชุมชน
เพื่อการอนุรักษ์พัฒนาสภาวะแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชน

บทที่ 3
การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน


1 ปรับปรุงบทบาทของภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน

1.1 ปรับทัศนคติและปรับปรุงขีดความสามารถของหน่วยงานของรัฐให้สามารถร่วมมือและเกื้อหนุนชุมชนในท้องถิ่น

3 สร้างโอกาสให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น


รัฐธรรมนูญใหม่
(ฉบับพุทธศักราช 2540)

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เป็นแม่บทชี้ทิศทางการทำงานและบทบาทขององค์กรไว้ในการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมแล้ว
จึงต้องช่วยกันสร้างทางเลือกเพื่อนำไปปฏิบัติให้บรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกัน
ไม่จำเป็นต้องรอกฎหมายลูก
เพราะการจัดการทรัพยากร
ไม่ได้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจเสมอไป
แต่ใช้ข้อเท็จจริง
การมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรท้องถิ่น
และแรงจูงใจเป็นสำคัญ
ไม่มีผิดมีถูก
มีแต่เหมาะหรือไม่เหมาะ
และจะทำอย่างไรจึงจะเหมาะสม


ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปี
2540
ได้ให้อำนาจและหน้าที่ความรับผิดชอบแก่ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากร
โดยเฉพาะในหมวด 3
สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
ซึ่งมีหลายมาตรา
เช่นมาตรา 46
กำหนดสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในการอนุรักษ์และมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
มาตรา 56
ให้สิทธิบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์
ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากการกระทำใดๆที่อาจส่งผลกระทบให้การดำรงชีวิตของบุคคลเป็นไปโดยไม่ปกติ
ได้ระบุข้อห้ามมิให้รัฐหรือองค์กรใดๆดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม
และยังระบุถึงสิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ
รัฐวิสาหกิจ
ราชการส่วนท้องถิ่น
หรือองค์กรอื่นของรัฐ
เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้


มาตรา 46 “บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม
ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ศิลปหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นหรือของชาติ
และมีส่วนร่วมในการจัดการการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน
ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”


มาตรา 56
สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
และในการคุ้มครองส่งเสริม
และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่อง
ในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย
สวัสดิภาพ
หรือคุณภาพชีวิตของตน
ย่อมได้รับความคุ้มครอง
ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ…”

นอกจากนี้ยังได้กำหนดสิทธิของบุคคลในการรับทราบข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการไว้ในมาตรา
58)
กำหนดสิทธิที่จะได้รับข้อมูล
คำชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยราชการก่อนดำเนินโครงการที่มีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามมาตรา
59 ซึ่งมาตรานี้รัฐจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่
และต้องจัดให้มีการประชาพิจารณ์หรือรับฟังความเห็นก่อนจะเริ่มโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าว
และสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน
ตามมาตรา 60

โดยในส่วนหน้าที่ของรัฐให้ละเลิกแนวคิดดั้งเดิมที่ให้รัฐเท่านั้นที่จะมีหน้าที่ในการสงวนและบำรุงรักษาตลอดจนใช้อำนาจจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติหรือควบคุมสิ่งแวดล้อม
โดยได้กล่าวไว้ว่า

“มาตรา 79
รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน
บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล
รวมทั้งมีส่วนร่วมในการส่งเสริม
บำรุงรักษา
และคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน…”


นอกจากนี้ในมาตรา
290
ยังเน้นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ดังนั้นนโยบายการกระจายและมอบอำนาจของรัฐ
และการกำหนดสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญใหม่
จะเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริง
เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนจะต้องร่วมมือกัน

และการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน
ก็ต้องสร้างแรงจูงใจและให้กำลังใจ
ก็จะทำให้การคุ้มครอง
อนุรักษ์ป่าไม้ประสานกลมกลืนไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

ทำไมต้องคุ้มครองรักษาป่าและทรัพยากร
โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
(พื้นที่คุ้มครอง)

เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับท้องถิ่น
ระดับชาติ
และระดับนานาชาติแล้วว่า
ป่ามิได้มีคุณค่าเฉพาะเพียงแค่กับบุคคลหรือกลุ่มองค์กรใด
แต่ป่าทำหน้าที่กว้างขวางให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ตัวอย่างเช่น
เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
เพื่อคุ้มครองสภาพธรรมชาติ
คุ้มครองแหล่งต้นน้ำลำธาร
ป้องกันลมพายุ
เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ
เพื่อรักษาความสวยงามของภูมิทัศน์ในท้องถิ่น
เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
เพื่อคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม
เพื่อการศึกษาวิจัย
เพื่อเป็นแหล่งเก็บสะสมคาร์บอน
เป็นต้น
การจัดการป่าที่จะคุ้มครองและเพิ่มพูนคุณค่าทางด้านอนุรักษ์และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนดังกล่าวข้างต้น
จึงมิใช่เรื่องง่ายแค่ออกกฎหมาย
รังวัดกันแนวเขต ทำถนน
ล้อมรั้วแล้วตั้งหน่วยงานพิทักษ์รักษาป่าเพื่อจับคนตัดไม้ถางป่าแต่เพียงเท่านั้น
แต่จะต้องเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจกับสถานภาพของป่า
วัฒนธรรมและสังคมเศรษฐกิจของชุมชน
ตลอดจนระบบการบริหารจัดการของท้องถิ่น
จึงจะสามารถกำหนดรูปแบบวิธีการคุ้มครองอนุรักษ์ป่าได้อย่างเหมาะสม


คำถามในเรื่องการกำหนดรูปแบบวิธีการคุ้มครองอนุรักษ์ป่าที่เหมาะสม
ที่จะต้องช่วยกันหาคำตอบคือ
เมืองไทยเรามีรูปแบบและวิธีการคุ้มครองจัดการป่าอย่างประสิทธิภาพซึ่งสนองต่อวัตถุประสงค์ที่หลากหลายแล้วหรือยัง
ถ้ายังไม่มีควรจัดป่าแบบนี้ไว้ตรงไหน
ต้องการกี่แห่ง
พื้นที่ขนาดไหน รูปแบบจัดการอย่างไร
ใครหรือองค์กรใดควรมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ?
ถ้ายังหาคำตอบเหล่านี้ไม่ได้
ก็น่าจะลองพยายามหาทางเลือกในการจัดการคุ้มครองป่าอนุรักษ์ให้หลากหลายเข้าไว้


การทบทวนบทเรียนการจัดการป่าและทรัพยากร

กรณีของป่าผืนใดก็ตามที่มีการบริหารจัดการมายาวนานแต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ
น่าจะลองพิจารณาทบทวนบทเรียนการคุ้มครองจัดการป่ากันใหม่เสียทีว่ามีอะไรผิดพลาดหรือบกพร่อง
โดยลองตอบคำถามต่อไปนี้



การบริหารจัดการป่าได้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่?
คุ้มครองรักษาป่าไว้ได้หรือไม่?
มีปัญหาในระดับที่เป็นความขัดแย้งกับประชาชนหรือชุมชนในท้องถิ่นหรือไม่?
หากไม่สำเร็จและมีปัญหาลองสำรวจความคิดเห็นของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ประชาชน
องค์กรและหน่วยงานต่างๆในท้องถิ่นมีความคิดเห็น
เป้าหมาย
และวัตถุประสงค์ในการจัดการจัดการป่าผืนนี้อย่างไร?

เป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการป่าเดิมคืออะไร
กำหนดขึ้นมาได้อย่างไรเพื่อสนองความต้องการของใคร?

ประชาชนและองค์กร/หน่วยงานในท้องถิ่นมีส่วนร่วมวางแผน
บริหารจัดการและติดตามผลงานหรือไม่
มากน้อยแค่ไหน
เพียงพอหรือไม่?
กลยุทธ์ของการวางแผนและการปฏิบัติ
ในการบริหารจัดการป่ามีหรือไม่
คืออะไร เหมาะสมกับสถานการณ์ทางสังคมเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมปัจจุบันแล้วหรือไม่?
หากไม่เหมาะสม
จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร?
ใช้ข้อมูลจากข้อ 3
และบทบาทหน้าที่ของชุมชนและองค์กรท้องถิ่นในข้อ
4 ประกอบการพิจารณา


หากผู้บริหารจัดการป่าตอบคำถามเหล่านี้ให้ประชาชนและองค์กรหน่วยงานต่างๆในท้องถิ่นได้เป็นที่พอใจ
แสดงท่านบริหารจัดการป่าสนองความต้องการของท้องถิ่นได้
แต่หากตอบคำถามไม่เป็นที่พอใจแม้ตัวท่านเองก็ไม่พอใจด้วย
ก็ควรลองพิจารณาทบทวนแนวทางและวิธีคิดหาวิธีการบริหารจัดการป่าเสียใหม่โดยมีทางเลือกให้พิจารณาซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป
วิธีการใหม่เริ่มด้วยการหาพันธมิตรมาร่วมงานให้มากขึ้น
ทั้งจากชาวบ้าน
องค์กรและหน่วยงานของรัฐอื่นๆในท้องถิ่น
นักวิชาการและนักพัฒนาจากองค์กรพัฒนาเอกชน
มาพูดคุยช่วยคิดและปรับเป้าหมายและวัตถุประสงค์
สร้างแผนและการปฏิบัติงานเชิงกลยุทธ์
และพัฒนาระบบสนับสนุนการทำงานให้เหมาะสม


ทางเลือกในการจัดการ

นอกเหนือจากการจัดการป่าโดยรัฐแล้ว
ยังมีทางเลือกในการจัดการป่าและทรัพยากรอีกหลายแนวทางที่สมควรนำมาพิจารณาปรับใช้ในสถานการณ์ปัจจุบัน
โดยข้อเท็จจริง
แนวทางเหล่านี้ได้มีการปฏิบัติจริงในหลายพื้นที่โดยความร่วมมือหรือบางครั้งเป็นการริเริ่มจากเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นเอง
แต่กลับไม่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการของส่วนราชการ


จัดการป่าร่วมกัน
“ประชารัฐ”

โดยสร้างข้อตกลงให้ชาวบ้านและหน่วยงานท้องถิ่นของรัฐ
ร่วมกันทำ
คือกำหนดวัตถุประสงค์
กฎเกณฑ์วิธีการ
และให้กลุ่มองค์กรชุมชนทำ
รัฐให้การสนับสนุน
และตรวจสอบติดตามผล
ประโยชน์ที่ได้รับเช่นจากผลผลิตหรือรายได้อาจจะแบ่งกันหรือรัฐมอบให้เป็นของชุมชนทั้งหมดก็ได้
แนวทางนี้มักใช้จัดการพื้นที่ป่าผลิตที่อยู่ใกล้ชุมชนมีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงหรือป่าอนุรักษ์ที่มีคนข้างนอกชุมชนเข้ามาใช้ประโยชน์ป่ามาก
เช่นใช้เป็นแหล่งธรรมชาติ
สถานที่ท่องเที่ยว

ป่าชุมชน

มีหลักการสำคัญคือให้ความสำคัญกับคนและกลุ่มองค์กรในชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับทรัพยากร
ได้มีสิทธิอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการคุ้มครองและจัดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
โดยมีกลไกทางสังคมช่วยกันตรวจสอบและมีกฎหมายคุ้มครอง
ป่าชุมชนจึงเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกแห่งที่ชุมชนต้องการ
แม้กระทั่งชุมชนในเมือง
หากมีป่าอยู่แล้วก็ช่วยสนับสนุนชุมชนให้มีการจัดการที่ดียิ่งขึ้นไป
หากยังไม่มีป่าเพราะอาจเป็นชุมชนตั้งใหม่หรือไม่มีที่ดิน
ก็ควรช่วยสนับสนุนให้สร้างป่า
เช่นหาที่ดินให้
จัดและพัฒนากลุ่มองค์กรชุมชนให้เข้มแข็งเพื่อให้ทำป่าชุมชนสำเร็จ

เพื่อเป็นการช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของชุมชน
ควรสนับสนุนเครือข่ายองค์กรจัดการป่าชุมชนขึ้นหลายๆระดับเช่นในระดับท้องถิ่น
ระดับชาติและนานาชาติ
เพื่อประสานความร่วมมือและสร้างกลยุทธ์และมาตรการทางนโยบายและกฎหมาย

พันธะสัญญาโดยมีเงื่อนไขหรือข้อผูกมัด


โดยทำสัญญามอบสิทธิและอำนาจในการจัดการทรัพยากรให้บุคคล
กลุ่ม
หรือองค์กรที่เป็นนิติบุคคล
เพื่อจัดการป่าตามวัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา
รัฐอำนวยความสะดวก
และตรวจสอบติดตามผล
แนวทางนี้อาจใช้ร่วมกับป่าชุมชนหรือแบบประชารัฐก็ได้เพื่อกระจายหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับบุคคลหรือกลุ่มคนที่ใช้ทรัพยากรอีกชั้นหนึ่ง
เกษตรกรอาจรวมตัวกันจัดตั้งสมาคมหรือสหพันธ์เกษตรกรผู้จัดการป่ามาควบคุมบริหารจัดการกันเองเพื่อช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของเกษตรกรด้วย

ทางเลือกหลักทั้งสามทาง
มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสถานการณ์และความพร้อมของคนและองค์กรในชุมชน
ในพื้นที่หนึ่งอาจใช้หลายวิธีการผสมผสานกันไป
เพื่อจัดการปัญหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่หลากหลายก็ได้

บทบาทของคน ชุมชน
องค์กร
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ควรจะต้องมีความชัดเจน
และสนับสนุนให้แสดงบทบาทให้ถูกต้องเหมาะสม
บทบาทของรัฐในรัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช
๒๕๔๐ กำหนดให้รัฐทำหน้าที่ส่งเสริม
สนับสนุนให้ชุมชน
ประชาชนเป็นผู้ปฏิบัติ
โดยให้ลดบทบาทรัฐในการจัดการหรือทำเอง
การคุ้มครองจัดการป่าจึงควรถือปฏิบัติตามแนวทางนี้อย่างจริงจัง
จึงสามารถกระตุ้นหรือจูงใจให้ชุมชนรวมตัวกันให้เข้มแข็งและพัฒนาความรู้ความสามารถให้เพียงพอที่จะจัดการป่าได้อย่างยั่งยืน

ประสบการณ์ที่หลากหลายในการจัดการทรัพยากรสามารถสรุปได้ว่า
คนเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในการจัดการป่า
ไม่ว่าจะเลือกรูปแบบวิธีการใด
หากคนมีค่านิยมและทัศนะในการใช้ป่าและทรัพยากรไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมแล้ว
จะจัดการป่าและทรัพยากรอย่างไรก็ไม่สำเร็จ
เพราะไม่อาจสนองมิจฉาทิฐิของคนอันไม่มีที่สิ้นสุดได้


การบริหารจัดการป่าและทรัพยากร
จึงต้องมีการเตรียมคนโดยการจัดองค์การให้คนรวมกันเป็นกลุ่มหรือองค์กร
เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง
มีค่านิยมและพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรที่ถูกต้องเหมาะสมโดยวิธีการเรียนรู้ร่วมกัน
และสร้างกลไกให้กลุ่มองค์กรต่างๆได้ควบคุมกันเองให้สมดุล
ทั้งคนและป่าก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน




ที่ดิน ป่า
หรือทรัพยากรธรรมชาติใดๆ
หากมีไว้เพื่อทำกินหาเลี้ยงชีพ
มีเท่าไรก็พอ ก็อยู่ได้
แต่หากมีไว้เพื่อขาย
มีเท่าไรก็ไม่พอ
(พระอาจารย์บัญญัติ
อนุตตโร วัดป่าธรรมดา
อำเภอบัวใหญ่
จังหวัดนครราชสีมา)



SumPakNam2, Original 26/3/99 :
Update 17/4/99




ประเด็นคำถาม

1
จะแบ่งพื้นที่จัดการอย่างไร
(หลักเกณฑ์
และแบ่งพื้นที่เป็นกี่ส่วน)

2 ใคร (บุคคล กลุ่ม
องค์กร หน่วยงาน) ใด
มีส่วนเกี่ยวข้อง
และมีบทบาทหน้าที่อะไร

3
แต่ละพื้นที่ย่อย
จะจัดการอย่างไร (คุยเป็นกลุ่ม
ถึงวัตถุประสงค์ในการจัดการ
วิธีการ กิจกรรม
ผู้มีส่วนรับผิดชอบปฏิบัติ
กฎเกณฑ์กติกา
ระบบสนับสนุน
การบริหารจัดการ
การประสานงาน/ความร่วมมือ
)

4
การประสานการบริหารจัดการรวม
การประสานความร่วมมือกับภาคีต่างๆ






บุคคล/กลุ่ม/องค์กร
เกี่ยวข้อง


วัตถุประสงค์


วิธีการ


กิจกรรม


กฏกติกา


ระบบสนับสนุน


การบริหารจัดการ



พื้นที่…






















พื้นที่…






















พื้นที่…






















พื้นที่…






















พื้นที่…






















พื้นที่…












































การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่า : กรอบคิด ข้อจำกัด และการวิเคราะห์ทางเลือก




การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่า
:

กรอบคิด
ข้อจำกัด
และการวิเคราะห์ทางเลือก

ดร.
เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์
(
Recoftc)

บทนำ

ป่าเป็นแหล่งของปัจจัยในการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน
ได้แก่ อาหาร ยา ฟืนถ่าน
ไม้ใช้สอย ดินและน้ำ
ซึ่งชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลและใช้ประโยชน์ร่วมกันมานาน
แต่การจัดการป่าโดยรัฐเพื่อสนองเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศ
มักมองข้ามวัฒนธรรมการจัดการป่าของชุมชน
การวางแผนจัดการป่าจึงไม่เชื่อมโยงระบบนิเวศ
สังคม เศรษฐกิจ
และการเมืองเข้าด้วยกัน
ทำให้ความสัมพันธ์ของคนกับป่าไม่สมดุล
เกิดปัญหากับระบบนิเวศและประชาชนในท้องถิ่น
การจัดการป่าล้มเหลวเพราะประชาชนไม่มีส่วนร่วม


การมีส่วนร่วมของประชาชน
มีความสำคัญมากที่สุดต่อการจัดการป่าและการพัฒนาชุมชน
อันจะส่งผลถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมและการเมือง
เพราะช่วยให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในการจัดการป่าและทรัพยากรที่เป็นประโยชน์และเกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดเกี่ยวกับสิทธิ
เสรีภาพ และหน้าที่
ทั้งของบุคคล
ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นไว้มาก
เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับรัฐในการ
การจัดการป่า
ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
แต่ในความเป็นจริงมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติอยู่มาก
เอกสารฉบับนี้จึงมีเป้าหมายที่จะทบทวนบทเรียน
ศึกษาข้อจำกัดและวิเคราะห์ทางเลือกการสนับสนุนมีส่วนร่วมของประชาชนต่อไป


กรอบการทำงานแบบมีส่วนร่วม

ในงานวนศาสตร์ชุมชน
การจัดการป่าแบบมีส่วนร่วม
หมายความถึงการจัดการป่าและทรัพยากรในป่า
ซึ่งชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทหลักหรือบทบาทสำคัญในการจัดการ
โดยประชาชนและองค์กรที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน
หลักการและแนวทางการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมที่สำคัญคือ
1) ประชาชน/ชุมชน
เป็นศูนย์กลางหรือส่วนสำคัญของการพัฒนาทุกขั้นตอน
2) ชาวบ้านเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในฐานะผู้ร่วมงานที่สำคัญ
ไม่ใช่เป็นเป้าหมายของการพัฒนา
3) ชาวบ้านในชุมชนมีความสามารถในการระบุปัญหาและแก้ปัญหาตามลำดับความสำคัญที่เขาเป็นผู้ตัดสินใจ
และ 4) ในระยะยาว
การตัดสินใจของกลุ่มองค์กรต่างๆในชุมชน
จะมีเพิ่มมากขึ้นกว่าการตัดสินใจโดยบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง


ส่วน การมีส่วนร่วม
หมายถึงการที่ประชาชนซึ่งประกอบไปด้วยบุคคล
กลุ่ม และองค์กร
มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการป่าและทรัพยากร
อาทิ
การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
การแสดงความเห็นและชี้ประเด็นปัญหา
การตัดสินใจ
กำหนดนโยบาย การวางแผน
การจัดการ
การได้รับประโยชน์ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ
การติดตามประเมินผล
และการแก้ไขปัญหาอุปสรรค
การทำงานแบบมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับบุคคลและองค์กรหลายประเภท
เพื่อให้เกิดความสมานไมตรีจึงต้องการองค์ประกอบที่สำคัญคือผู้ร่วมงานทุกฝ่ายต้องมีอุดมการณ์
เป้าหมายและวัตถุประสงค์ร่วมกัน
และมีผลประโยชน์ร่วมกัน

สำหรับระดับในการเข้าร่วม
ในทางวิชาการสามารถแบ่งแยกการมีส่วนร่วมได้หลายระดับ
ตามความหนักเบาของการเกี่ยวข้อง
อาทิ 1)
แบบการจัดการคนให้เข้าร่วม
ผู้เข้าร่วมคัดเลือกจากตัวแทนของประชาชน
ไม่ได้เลือกตั้ง
และไม่มีอำนาจอะไร 2)
แบบตอบสนองหรือค่อยเป็นค่อยไป
ผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลางบอกว่าจะต้องทำอะไร
ไม่มีการสะท้อนความเห็นจากประชาชน
3) แบบขอคำปรึกษาหารือ
ปรึกษาหรือตอบคำถามชี้แจงรายละเอียดสิ่งที่ต้องร่วม
องค์กรภายนอกเป็นผู้ระบุปัญหาและกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล
และควบคุมการวิเคราะห์ข้อมูลโดยไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชน
4)
แบบร่วมตามหน้าที่หรือภาระกิจที่กำหนดให้
ใช้วิธีการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของโครงการ
ประชาชนอาจมีส่วนร่วมโดยรวมเป็นกลุ่มเพื่อช่วยศึกษาวิเคราะห์ปัญหาตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้แล้ว
ประชาชนอาจเข้าร่วมอย่างแข็งขัน
ร่วมตัดสินใจ
แต่คำตอบหลักสุดท้ายมักกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วโดยหน่วยงานภายนอก
5) แบบแข็งขัน
ร่วมในการวิเคราะห์และพัฒนาแผนปฏิบัติการและศักยภาพของกลุ่มองค์กรท้องถิ่น
โดยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน
ใช้วิธีการที่หลากหลายจากหลายสาขา
และ 6) แบบสมัครใจทำเอง
ประชาชนเป็นผู้คิดริเริ่มอย่างอิสระ
ประชาชนอาจติดต่อประสานหน่วยงานภายนอกมาช่วยแนะนำโดยยังสามารถควบคุมการจัดการและใช้ทรัพยากรได้
ซึ่งทั้ง 6
ระดับมีตั้งแต่ระดับต้น
(ระดับ 1)
ที่เข้าไปเตรียมการหรือจัดการอย่างเข้มเพื่อกระตุ้นให้คนเข้ามามีส่วนร่วมจนถึงระดับสุดยอด
(ระดับ 6) คือแบบสมัครใจ
ประชาชนรับรู้
ตระหนักและเคลื่อนไหวผลักดันให้ร่วมงานกันเองโดยปราศจากการจัดตั้งใดๆ


หลักการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมและหลักการทำงานแบบมีส่วนร่วมดังกล่าวข้างต้น
จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการศึกษาวิเคราะห์เรื่องนี้

กรอบนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน


กรอบนโยบายและกฎหมายหลักที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่าฯ
มีหลายเรื่องซึ่งในที่นี้จะศึกษาวิเคราะห์แต่ที่มีความสำคัญสูงสุดสามลำดับแรกคือรัฐธรรมนูญ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
และนโยบายป่าไม้แห่งชาติ

ในรัฐธรรมนูญฉบับ
พ.ศ. 2540 ในหมวด 3
สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย
ได้กำหนดขอบข่ายแห่งอำนาจและหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างกว้างขวางแก่บุคคล
ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากร
เช่นมาตรา 46
เกี่ยวกับสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม
มาตรา 56 เกี่ยวกับสิทธิบุคคล
มาตรา 58
เกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในการรับทราบข้อมูลหรือข่าวสาร
และ มาตรา 59 เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
ในหมวด 5
แนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ
มาตรา 76 เกี่ยวกับหน้าที่รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน
มาตรา 79
เกี่ยวกับการปรับแนวคิดและบทบาทให้รัฐละเลิกแนวคิดดั้งเดิมที่ให้รัฐเท่านั้นที่จะมีหน้าที่ตลอดจนใช้อำนาจจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติหรือควบคุมสิ่งแวดล้อม
โดยรัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวนบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล
และในหมวด 9
การปกครองส่วนท้องถิ่น
มาตรา 290
ยังให้อำนาจองค์การปกครองท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทั้งในเขตและนอกเขตท้องที่ในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่ของตนด้วย


สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ปรากฏว่าตั้งแต่ฉบับที่
5
ที่เริ่มกล่าวถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้
โดยกำหนดให้มีการดำเนินงานด้านป่าชุมชน
แผนฯ 6
ให้ส่งเสริมบทบาทของเอกชนและประชาชนในท้องถิ่น
ให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้
เน้นการสร้างป่า แผนฯ 7
สนับสนุนให้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชน
และแผนฯ 8
ให้สร้างโอกาสให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
(เพิ่มศักดิ์ 2542)
แต่ทุกแผนไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ


ส่วนทางด้านนโยบายป่าไม้แห่งชาติ
มีเป้าหมายเพื่อการจัดการและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวและประสานสอดคล้องกับทรัพยากรอื่นๆ
เน้นบทบาทรัฐ
เอกชนและการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
แต่กลับไม่กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนแต่อย่างใด


โดยสรุป
นโยบายและกฎหมายระดับสูงสุดคือรัฐธรรมนูญ
และแผนพัฒนาฯของชาติได้สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน
และให้สิทธิ
เสรีภาพและหน้าที่กับประชาชน
ชุมชนและท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมอยู่แล้ว
แต่ยังไม่ได้มีการปฏิบัติจริงหรือมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
ทำให้ “การมีส่วนร่วมของประชาชน”
ในทางปฏิบัติเกิดปัญหาขัดแย้งกับแนวทางปฏิบัติที่มีอยู่ในกฎหมายเดิม
โดยเฉพาะนโยบายและกฎหมายด้านป่าไม้
ซึ่งมีมากมายแต่ล้าหลังและไม่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ


สถานการณ์และประเด็นการจัดการป่า

สถานการณ์การจัดการป่าในประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาค
ตั้งแต่เริ่มแรกจวบจนปัจจุบันถึงจุดวิกฤติ
เพราะว่ามีปัญหามากมายและสะสมมานานจนส่งผลกระทบต่อการสูญเสียป่าและการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่รัฐปฏิบัติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติเป็นต้นมา
ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในด้านต่างๆที่เป็นสาเหตุของการทำลายป่า
เช่นการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงค่านิยมในการใช้ทรัพยากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรที่ได้จากป่าหรือต้องใช้ป่าเป็นแหล่งผลิต
ปัจจัยเหล่านี้เป็นสาเหตุผลักดันให้เกิดการตัดไม้เกินกำลังผลิตของป่า
การเก็บหาของป่าแบบทำลาย
การเลี้ยงสัตว์มากเกินกว่าศักยภาพของป่าจะรับได้
ไฟป่าที่ไม่มีการควบคุม
ฯลฯ
ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจสังคม
ปัจจุบัน
จำนวนคนยากจนมีเพิ่มขึ้น
และเกิดความขัดแย้งระหว่างคนชนบทกับคนในเมือง
บางแห่งลุกลามเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ
(อานันท์, 2541 : สมศักดิ์ 2540 :
เสน่ห์ และยศ 2536)

การจัดการป่าของรัฐมีพัฒนาการมานานกว่าร้อยปี
อาทิการจัดการป่าเศรษฐกิจในรูปแบบสัมปทานรายใหญ่
(พ.ศ. 2439 - 2531),
โครงการปลูกป่าเศรษฐกิจ
(พ.ศ. 2459 – 2535)
โครงการอนุรักษ์ป่าและพัฒนาชนบทในรูปแบบต่างๆ
เช่นโครงการหมู่บ้านป่าไม้
(พ.ศ. 2518-2536), โครงการ ส.ท.ก. (พ.ศ.
2525-2536), โครงการ ค.จ.ก. (พ.ศ. 2534)
และโครงการส่งเสริมป่าไม้ภาคเอกชน
เช่นโครงการสี่ประสาน (รัฐ
เอกชน สถาบันการเงิน
และเกษตรกร ปี 2535)
โครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกป่า
โครงการส่วนใหญ่สิ้นสุดหรือชะลอการทำงานลงเพราะเกิดปัญหาข้าราชการคอร์รัปชั่นทำให้ความช่วยเหลือไม่ถึงมือเกษตรกร
เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ประโยชน์แต่กลับต้องเป็นหนี้สถาบันการเงิน
(สัมพันธ์ และคณะ 2538;
อภิชัย 2536)
ทำให้เกิดปัญหาด้านแหล่งน้ำ
การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
การเสื่อมของดินและน้ำ
ไฟป่า ฯลฯ
กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งรุนแรงในสังคม

ผลของความล้มเหลวในการจัดการป่าและทรัพยากรเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในหลายพื้นที่
เช่นในภาคเหนือ
ป่าต้นน้ำบนภูเขาถูกทำลายจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่นข้าวโพด
(เริ่มก่อนปี 2500)
กะหล่ำปลี (ตั้งแต่ปี 2520
ถึงปัจจุบัน) ขิง (ตั้งแต่ปี
2530 ถึงปัจจุบัน)
รวมทั้งไม้ผลชนิดต่างๆ
กรณีความขัดแย้งที่รุนแรงมากในภาคเหนือ
จำนวนชาวบ้านที่ถูกจับในข้อหาถางป่าปลูกข้าวกินมีมากขึ้นทุกวัน
ปัญหาป่าถูกทำลายและความขัดแย้งระหว่างคนในท้องถิ่นเกิดขึ้นเพราะประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย
ออกกฎหมายและกำหนดวิธีควบคุมและจัดการพื้นที่คุ้มครอง
ในภาคใต้ ป่าบกกว่า 5
ล้านไร่
กลายเป็นสวนยางพารา
ป่าชายเลนถูกทำลายจาก 3
ล้านไร่ในปี 2500 จนเหลือน้อยกว่า
1 ล้านไร่ในปี 2540
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สัมปทานป่าไม้ระหว่างปี
2511-2530 ในพื้นที่ร้อยละ 87
ของเนื้อที่ภาค
ปัญหาป่าของชุมชนและที่สาธารณประโยชน์ถูกทำลาย
เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวเช่นมันสัมปะหลัง
ยูคาลิปตัส
ป่าในภาคนี้จึงลดลงอย่างรวดเร็วมากกว่าในภาคอื่น
(เดชา 2537 :
กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
2542 : ประสิทธิ์และคณะ 2536)
ภาคกลาง พื้นที่ป่าดงดิบที่สมบูรณ์ถูกทำลายจากการทำไม้ระบบสัมปทานป่าไม้ระยะยาว
สัมปทานไม้หมอนรถไฟ
สัมปทานเจาะน้ำมันยาง
และการขยายตัวทางการเกษตร
การฟื้นฟูป่าในรูปแบบสวนป่าไม่ได้รับความร่วมมือจากราษฎร
การจัดหมู่บ้านป่าไม้ไม่ได้ผล
ประชาชนไม่มีส่วนร่วมคิดและทำโครงการ
(ทาโร่ 2542 :
ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชน
2538) ภาคตะวันออก
ป่าตะวันออกในปี 2500
มีพื้นที่มากกว่า 5
ล้านไร่
ปัจจุบันเหลือไม่ถึงห้าแสนไร่
การคุ้มครองรักษาป่าโดยรัฐไม่ได้รับความร่วมมือจากท้องถิ่น
(ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชน
2538) ภาคตะวันตก
ป่ามากกว่า 3 ล้านไร่
มีชุมชนชนเผ่าอาศัยอยู่ในป่าและรอบป่ามากมาย
ถูกประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครอง
หน่วยงานป่าไม้ตั้งกรรมการวางแผนบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองโดยประชาชนและองค์กรท้องถิ่นไม่ได้มีส่วนร่วม
(อลงกต 2542 : โอภาสและคณะ 2541)

จากบทเรียนดังกล่าวข้างต้น
ภาพรวมของการบริหารจัดการป่าและทรัพยากรในปัจจุบัน
จึงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานทางวิชาการและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นขั้นตอนอย่างเหมาะสม
พื้นที่ป่าแทบทุกภาคโดยเฉพาะพื้นที่สูงและพื้นที่ชายแดน
วางแผนบริหารจัดการด้วยกรอบการเมือง
ผลประโยชน์
ปัญหายาเสพติด ฯลฯ
ทำให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมต้องถูกอพยพโยกย้ายที่อยู่อาศัยทำกิน
เกิดปัญหาสังคม

ข้อจำกัดของการมีส่วนร่วมของประชาชน


ในการจัดการป่าแบบยั่งยืน
ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนท้องถิ่น
และการกระตุ้น
สนับสนุนและความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ
ภาคเอกชนและองค์กรพัฒนาเอกชนภายนอกด้วย
ข้อเท็จจริงในการจัดการป่าในปัจจุบัน
มีปัจจัยมากมายที่เป็นข้อจำกัดของการมีส่วนร่วมของประชาชน
ทั้งด้านที่เกี่ยวข้องกับประชาชนเอง
และจากภายนอกซึ่งจะเน้นในการวิเคราะห์ครั้งนี้ได้แก่

การใช้อำนาจของรัฐ


รัฐมีหน้าที่ปกป้องทรัพยากรซึ่งเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ประชาชนเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้น
โดยหลักการรัฐต้องหาเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลายมาปกป้องผลประโยชน์ของชาติเหล่านี้
แต่ในความเป็นจริงรัฐมักใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการทำงาน
เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมายตามกรอบ
การบริหารและจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามระบบกฎหมายไทยแต่เดิม
ซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องจากเหตุผลหลายประการเช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ม.1304 (2)
ในการบริหารจัดการและควบคุมดูแลที่ดินและแหล่งน้ำ
ที่ดินใช้ในกิจการของรัฐ
ที่ดินรกร้างว่างเปล่า
รัฐใช้อำนาจควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินซึ่งเอกชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองได้โดยอาศัยมาตรการต่างๆในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน
เช่นการกำหนดพื้นที่ป่าสงวน
ป่าอนุรักษ์
การกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ
เป็นต้น
รัฐยังใช้กฎหมายป่าไม้ควบคุมป่าไม้ซึ่งก็คือที่ดินของรัฐที่ยังไม่มีเอกชนคนใดได้รับกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองตามกฎหมายที่ดิน
รัฐจึงมีอำนาจในการควบคุมเพื่อแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้โดยวิธีการให้สัมปทาน
เพื่อเก็บค่าภาคหลวงเป็นรายได้เข้ารัฐตามกฎหมายต่างๆ
อำนาจรัฐเหล่านี้ไม่ได้มาจากประชาชน
ไม่อยู่บนฐานปัญหาความต้องการของประชาชน
แต่มาจากตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์และการเมือง
รัฐใช้อำนาจบริหารการจัดการและควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิดบนสมมุติฐานที่ว่ารัฐเป็นผู้คุ้มครอง
ผู้จัดการ
ผู้พัฒนาที่ดีที่สุด
เพราะมีองค์กรและบุคลากรที่มีความรู้เทคนิควิชาการที่เป็นระบบและเป็นวิทยาศาสตร์และยังมีกฎหมายเป็นเครื่องมือควบคุมการปฏิบัติงาน
แต่ปรากฎว่าสมมุติฐานนี้ใช้ไม่ได้
การจัดการป่าจึงล้มเหลว
ป่าถูกทำลาย
และมักโยนความผิดให้ชาวบ้านซึ่งเป็นปัจจัยปลายเหตุในการทำลายป่า
ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้านตามมา
(คณะกรรมมาธิการสิ่งแวดล้อมรัฐสภา
2540)

การสร้างความร่วมมือของประชาชนในการจัดการป่าและทรัพยากร
ในทางปฏิบัติไม่อาจละเลยบทบาทของรัฐไปได้
แต่จะทำอย่างไรจึงจะช่วยให้รัฐซึ่งมีหน่วยงานและบุคลากรมากมาย
เข้าใจบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเองให้ชัดเจน
ใช้อำนาจอย่างเหมาะสมด้วยความถูกต้อง
เป็นธรรม
ไม่เลือกปฏิบัติ
และกระจายอำนาจในส่วนกลางไปสู่ภูมิภาค
ให้อำเภอ ตำบล และองค์กรในชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่มากขึ้น
ต้องสร้างกลยุทธ์การทำงานในเรื่องนี้
โดยต้องพิจารณาในขั้นรายละเอียดว่าควรจะมอบอำนาจหน้าที่ตลอดจนแนวทางปฏิบัติในเรื่องใดบ้าง
ซึ่งหากทำได้ การกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคุ้มครองจัดการทรัพยากรป่าไม้น่าจะประสบผลสำเร็จ


การรวมศูนย์การจัดการป่าไว้ที่ส่วนกลาง


การคงอำนาจในการจัดการป่าและทรัพยากรไว้ที่ส่วนกลาง
มักมีปัญหาเพราะหน่วยงานส่วนกลางไม่เข้าใจระบบการจัดการในท้องถิ่น
เมื่อกำหนดนโยบายและแผนลงไปในท้องถิ่น
จึงมักเกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิต
ความเข้าใจและแรงจูงใจของชุมชนในการมีส่วนร่วมจัดการป่า
ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐส่วนกลางวางแผนให้หน่วยงานในพื้นที่เป็นผู้ปฏิบัติและรับผิดชอบ
โดยคณะกรรมการระดับสูงเพียงไม่กี่คณะ
เป็นผู้วางแผนบริหารจัดการป่าในส่วนกลาง
โดยฝ่ายการเมืองมักเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการเหล่านี้
บุคคลเหล่านี้มักไม่เข้าใจปัญหาความต้องการของชาวบ้านแต่ละท้องถิ่น
ในขณะที่ชาวบ้านก็ไม่เข้าใจนโยบายและวิธีการปฏิบัติของรัฐ
นอกจากนี้ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารหรือโครงการของรัฐในท้องถิ่น
เมื่อรัฐกับชาวบ้านไม่เข้าใจกัน
ทำให้การกำหนดเป้าหมายและนโยบายที่มาจากข้างบน
ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
ประชาชนไม่มีโอกาสรับรู้หรือร่วมตัดสินใจ
(Brenner et al, 1998)

การจัดการป่าแบบมีส่วนร่วม
จึงไม่ควรรวมศูนย์การจัดการไว้ที่ส่วนกลางเนื่องจากต้องใช้ทรัพยากรในการบริหารจัดการมาก
และยังทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย
การจัดการป่าโดยประชาชนมีส่วนร่วม
ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการกู้ยืมเงินหรือ
การระดมเงินบริจาคเพื่อการกุศลซึ่งเป็นเงินภาษีอากรของประชาชน
หรือตั้งองค์กรใหญ่โตไว้ที่ส่วนกลาง
แต่ควรให้ข้อมูลข่าวสาร
ความรู้ และกระจายการตัดสินใจออกไปที่ระดับท้องถิ่น
และอาจให้ผู้แทนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในส่วนกลาง
การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ในระดับชาติจึงต้องให้มีผู้แทนภาคประชาชนและองค์กรเอกชนเข้าร่วมเป็นกรรมการในสัดส่วนเท่าๆกัน
ส่วนในระดับท้องถิ่นและชุมชน
จะต้องมอบอำนาจในการจัดการบางส่วนให้องค์กรของชุมชน
แล้วส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรชุมชน
ทั้งในรูปของคณะกรรมการหมู่บ้าน
คณะกรรมการชุมชน
สภาตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบล
ให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและดำเนินการ
โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญๆเช่น
การวางแผนการใช้ที่ดิน
การกำหนดเขตป่า ฯลฯ
และเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ
(ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม,
2538)

การรับรู้และทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชาชนและการใช้ป่าของชาวบ้าน


ในหลายกรณีที่ประชาชนท้องถิ่นต่อต้านหรือไม่เข้าร่วมกับการจัดการป่าของรัฐเพราะเจ้าหน้าที่รัฐมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อประชาชนในท้องถิ่น
มองความสัมพันธ์ของคนกับป่าเป็นลบไปเสียหมด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากจนที่อาศัยทำกินในเขตป่าหรือชายป่า
รัฐมักมีสมมุติฐานว่าคนยากจนต้องทำลายป่า
หรือหากให้เงินชดเชยกับคนที่ใช้ป่าก็จะยอมเลิกใช้ป่า
นอกจากนี้ยังมีความเข้าใจว่าการใช้ป่าคือการทำลายป่า
จึงไม่เข้าใจวิธีการจัดการป่าของชุมชนท้องถิ่น
ความคิดเหล่านี้มีผลต่อการออกแบบวางแผนจัดทำโครงการอนุรักษ์พัฒนาและฟื้นฟูป่าไม้ของรัฐในช่วงเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา
ทำให้เกิดปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชนชนบทในการจัดการป่า
เพราะประชาชนไม่อาจใช้ประโยชน์จากป่าได้
ทำได้แต่เพียงช่วยรัฐป้องกันรักษาป่า

ในการสร้างความร่วมมือกับประชาชนท้องถิ่นด้านการจัดการป่าไม้
หน่วยงานของรัฐต้องเข้าใจองค์ความรู้ขั้นพื้นฐานที่สำคัญในท้องถิ่นซึ่งได้แก่ระบบการใช้ที่ดินดั้งเดิม
ระบบการใช้ป่าของชุมชน
และระบบคุณค่าของท้องถิ่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของผู้นำที่ชาวบ้านเลือกกันเอง
เจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นควรเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมในชุมชน
เพื่อทำความเข้าใจและเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับป่าให้มากขึ้น
และมีทัศนคติที่ดีกับคนท้องถิ่น


ความจริงจังและความจริงใจต่อประชาชนและภารกิจในหน้าที่


ประเด็นนี้สำคัญและประชาชนเรียกร้องให้รัฐลงมือทำอะไรอย่างจริงจัง
ให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน
ตัวอย่างจากโครงการทำไม้ในอดีตที่กลับทำแล้วป่าเสื่อมโทรมไม่ยั่งยืน
งานฟื้นฟูป่าก็ควรให้ได้ป่ากลับคืนมา
นอกจากนี้งานป้องกันปราบปรามการทำลายป่าก็ต้องทำจริงจัง
เอาผู้กระทำความผิดและกลุ่มอิทธิพลที่สนับสนุนมาลงโทษให้ได้
แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่อาจสรุปเป็นอื่นได้ว่าหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยจริงจังและจริงใจต่อการจัดการป่าไม้แบบยั่งยืน
เมื่อจัดการจนผลประโยชน์หมดไป
ก็จะปรับเปลี่ยนนโยบายจัดการป่า
นำป่าไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นเป็นเหตุให้การจัดการป่าไม่ยั่งยืน
ป่าเสื่อมโทรมและลดลง
การฟื้นฟูป่าส่วนใหญ่เน้นผลงานของเจ้าหน้าที่และหนักไปทางพิธีกรรม
มากกว่าการสร้างและพัฒนาระบบการจัดการป่าในระยะยาว
ส่งผลให้หน่วยงานและนักวิชาการด้านการจัดการป่าไม้ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน
เพราะจัดการป่าไม่ประสพความสำเร็จ
ไม่มีบทเรียนตัวอย่างของการจัดการป่าอย่างยั่งยืนให้เห็นเป็นรูปธรรม
และยังไม่มีความจริงจังกับงานและกับประชาชนท้องถิ่น
เมื่อหน่วยงานรัฐขาดงบประมาณก็ทิ้งงาน
ขาดความต่อเนื่อง
ไม่ดูแลรักษาป่า
ปล่อยให้ป่าถูกทำลาย
นอกจากนี้การที่รัฐเน้นมาตรการป้องกันปราบปรามมากกว่าการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน
ยังทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเป็นปรปักษ์กับเจ้าหน้าที่รัฐอีกด้วย

การทบทวนภารกิจและความร่วมมือกับประชาชนในการจัดการป่า
จึงต้องเริ่มจากการทบทวนบทเรียนและนโยบายการจัดการป่าเสียใหม่
โดยประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกขั้นตอน
และสนับสนุนให้มีการปฏิบัติและควบคุมตรวจสอบติดตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง


ความรู้และทักษะของเจ้าหน้าที่รัฐในการทำงานร่วมกับประชาชน


ในหลักการจัดการป่าแบบยั่งยืนและมีส่วนร่วม
ต้องคำนึงถึงพื้นฐานความต้องการที่หลากหลายในแต่ละท้องถิ่น
เจ้าหน้าที่ของรัฐ
จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ
และทักษะในการทำงานกับประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะในด้านการกระตุ้นและพัฒนากลุ่มและองค์กรในชุมชนซึ่งในปัจจุบันเจ้าหน้าที่รัฐยังขาดอยู่มาก
เนื่องจากไม่ได้รับการอบรมฝึกฝนอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
ชุมชนที่รัฐเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนจึงมักไม่เข้าใจวิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่
การรวมตัวของประชาชนมีน้อย
ทำให้ขาดพลังในการจัดการและแก้ไขปัญหาป่าไม้

ความจริงองค์ความรู้ในเรื่องการจัดการป่าดังกล่าวข้างต้นมีอยู่แล้วในชุมชน
เพียงแต่ต้องศึกษารวบรวมและเอาสิ่งที่ดีและเหมาะสมมาใช้หรือนำมาปรับปรุงพัฒนาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่เท่านั้น
เรื่องนี้จึงควรเสริมกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านโดยฐานความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น
และการฝึกอบรมเพื่อเสริมความรู้ความเข้าใจในแนวคิดและเทคนิควิธีการใหม่ๆที่เป็นแบบมีส่วนร่วม
เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่เช่นป่าไม้อำเภอ
เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่า
หน่วยพิทักษ์ป่า
ต้องเปลี่ยนบทบาทจากปราบปรามมาเป็นการสร้างและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน


แรงจูงใจ

แรงจูงใจของประชาชนในการมีส่วนร่วมจัดการป่ามีน้อย
และมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น
โครงการของรัฐส่วนใหญ่ใช้การประชาสัมพันธ์เพื่ออธิบายถึงวิธีการทำงานของโครงการ
แต่มิได้กระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญและคุณค่าของป่า
ตลอดจนประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการมีส่วนร่วมจัดการป่า
กิจกรรมการปลูกป่าในไร่นา
ชาวบ้านบางแห่งกลัวว่าเมื่อพื้นที่ไร่นากลับคืนสภาพคล้ายป่า
รัฐจะยึดที่ดินกลับคืนไปเป็นพื้นที่ป่าไม้ในความควบคุมของรัฐตามเดิม


ป่าหลายพื้นที่ถูกทำลายจากการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
มีคนงานอพยพตกค้างอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก
คนเหล่านี้ไม่มีที่ดินทำกิน
และไม่อาจประกอบอาชีพใดๆที่มั่นคงได้
จึงมักตกเป็นเครื่องมือของการทำลายป่าและล่าสัตว์
เพื่อแก้ปัญหานี้
รัฐต้องสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนได้ประโยชน์ที่เหมาะสมจากการมีส่วนร่วมจัดการป่า
และให้กำลังใจประชาชนในรูปแบบต่างๆให้มากขึ้น
หลายพื้นที่จึงต้องให้ความสำคัญกับที่ดินทำกินและป่าเพื่อการหาเลี้ยงชีพ
เพื่อคนยากจนจะได้อยู่ได้และมีส่วนร่วมในการจัดการป่าด้วย


กฎหมาย
นโยบายและการบริหารเพื่อสนับสนุนการจัดการป่า


กฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่จูงใจให้ชาวบ้านรักษาและจัดการป่าโดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งรัฐกำหนดเป็นพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย
ชาวบ้านไม่สามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้เนื่องจากขัดต่อระเบียบกฎหมาย
การทำกิจกรรมของชาวบ้านเพื่อการจัดการป่าอาจผิดกฎหมาย
นอกจากนั้นระเบียบกฎหมายปัจจุบันยังมักเลือกปฏิบัติ
คือให้ความสำคัญต่อธุรกิจเอกชน
และมองคนยากจนในชนบทเป็นศัตรูกับป่า
(Brenner et al, 1998)

ทางออกในเรื่องนี้
รัฐควรยกเลิกกฎหมายเก่า
ที่ล้าสมัย
ซึ่งเน้นแต่การควบคุมปราบปราม
หรือระบบ
ให้รางวัลและลงโทษ
หันมายกร่างกฎหมายใหม่ซึ่งสามารถสร้างจิตสำนึก
แรงจูงใจ ทั้งในระดับบุคคล
ครอบครัว ชุมชน
และประเทศชาติ
กฎหมายป่าชุมชนฉบับประชาชน
น่าจะเป็นทางออกในเรื่องนี้ได้ทางหนึ่ง


สรุปและข้อเสนอแนะ


ข้อจำกัดในการมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งสรุปเบื้องต้นไว้เจ็ดประการ
ได้แก่ อำนาจรัฐ
การรวมศูนย์การจัดการป่า
การรับรู้และทัศนคติของเจ้าหน้าที่ต่อคนและการใช้ป่า
ความจริงใจและจริงจังต่อประชาชนและภารกิจหน้าที่
ความรู้และทักษะในการทำงานกับประชาชน
แรงจูงใจ และนโยบายกฎหมาย
ข้อจำกัดมีแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
จึงต้องวิเคราะห์ว่าเป็นข้อจำกัดในด้านใดก่อนหาทางแก้ไข
ข้อจำกัดบางเรื่องแก้ไขได้ทันทีในระดับพื้นที่
แต่บางเรื่องต้องริเริ่มจากหน่วยงานของรัฐ
โดยความร่วมมือจากสถาบันวิชาการ
องค์กรพัฒนาเอกชน
และประชาชน
ต้องร่วมมือกันปรับปรุงแก้ไข
จะปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผลักดันจะไม่ประสพผลสำเร็จ
ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่
ได้เคยมีการพูดคุยอภิปรายกันมานานแล้ว
แต่ไม่มีหน่วยงานใดนำไปปฏิบัติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสิบปีก่อนเศรษฐกิจตกต่ำ
รัฐให้งบประมาณส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปบริหารจัดการป่ามาก
หน่วยงานฯจึงทำแผนงานและโครงการต่างๆขึ้นเอง
โดยไม่สนใจการมีส่วนร่วมของประชาชน
ทำให้การจัดการป่าล้มเหลว


การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่า
จึงต้องทำอย่างต่อเนื่องและมีกลยุทธ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างแท้จริง
ในระยะสั้น
รัฐต้องสร้างแรงจูงใจ
และเร่งขจัดเงื่อนไขด้านลบ
เจ้าหน้าที่ของรัฐควรทำตัวง่ายๆ
เป็นมิตรกับชาวบ้าน
ปรับลดพิธีการหรือเครื่องแบบที่จะไปจำกัดการเข้าถึงประชาชน
ไม่ใช้เครื่องมือทำงานที่โน้มนำหรือยั่วยุให้เกิดความรุนแรง
และลดงานพิธีกรรมที่ฟุ่มเฟือยซึ่งไม่เคยสร้างงานที่ยั่งยืนถาวรได้
เพื่อให้ประชาชนมีความรู้สึกที่ดี
เป็นมิตรกับเจ้าหน้าที่รัฐ
เห็นความสำคัญและคุณค่าและได้รับประโยชน์จากการมีส่วนร่วมในการจัดการป่า
แต่อย่างไรก็ดี
เงื่อนไขด้านลบซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของประชาชนซึ่งได้แก่
ความมั่นคงในเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน
และป่าของชุมชนเพื่อการใช้สอยไม้และของป่าและรักษาวัฒนธรรมประเพณีและสิ่งแวดล้อมของชุมชน
ต้องได้รับการพิจารณาแก้ไขอย่างเหมาะสม
กล่าวคือ
รัฐควรสร้างหลักประกันให้กับประชาชนในชนบทให้มีความมั่นคงในเรื่องความจำเป็นพื้นฐานเหล่านี้ก่อน
ส่วนในระยะยาวต้องทบทวนอุดมการณ์
เป้าหมายในการจัดการป่า
และปรับปรุงพัฒนานโยบาย
ระเบียบกฎหมาย
และสถาบัน
เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามนโยบายให้เหมาะสม


สำหรับระดับการมีส่วนร่วมในการจัดการป่า
ควรส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในหลายๆระดับ
เช่น
ส่งเสริมการรวมกลุ่มและเครือข่าย
การสร้างและปฏิบัติตามข้อตกลงของการจัดการป่า
และแผนการจัดการป่า
เช่นให้มีบทบาทเฝ้าระวัง
ดูแล
ควบคุมกำกับติดตามการจัดการป่า
การมีส่วนร่วมของประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนและทรัพยากร
เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเลือกวิธีการจัดการป่าที่ยั่งยืนและตรงกับความต้องการของตนเอง


ป่าชุมชน
เป็นทางเลือกหนึ่งในหลายๆทาง
ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ในการทำงานกับชุมชนเพื่อพัฒนาไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนในวงกว้าง
เนื่องจากป่าชุมชนเชื่อมโยงการรักษาป่ากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนเข้าด้วยกัน
การทำป่าชุมชนจึงทำความมั่นคงให้กับอาชีพ
และให้การศึกษาและพัฒนาคนในชุมชนให้มีความรู้ความสามารถในการทำงานร่วมกัน
แต่ต้องมีจุดเริ่ม
ซึ่งขอเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มจากการทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ
ใช้ประเด็นป่าชุมชนเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน
เชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยกระตุ้นจิตสำนึกคนด้วยกลไกและวิธีการทางสังคม
ช่วยให้เกิดดุลภาพแห่งอำนาจในการจัดการป่าของรัฐกับประชาชน
ประชาชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของป่าร่วมกัน
สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญของการแก้ไขข้อจำกัดของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่าและทรัพยากรในทุกระดับ

เอกสารอ้างอิง


กอบกุล
รายะนาคร กฎหมายกับการจัดการทรัพยากร
คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
55 หน้าจรูญ
จันทวงษา และวุฒิชัย
พิรุณสุนทร 2540 การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการป่าชุมชน
กรณีศึกษาป่าชุมชนบ้านม่วงหวาน
ตำบลม่วงหวาน อ.น้ำพอง
จ.ขอนแก่น
สำนักงานป่าไม้เขตขอนแก่น
กรมป่าไม้ 53 หน้า
เพิ่มศักดิ์
มกราภิรมย์ 2542 ป่าชุมชน
: แนวคิด
ประสบการณ์และแผนการจัดการ
ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
20 หน้า
โรเบิร์ต
มาเธอร์ 2541 บทบาทของคนท้องถิ่นในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อนำไปสู่การจัดการพื้นที่อนุรักษ์
บทเรียนจากประเทศไทยและประเทศลาว
ใน ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ข่าวสารป่ากับชุมชน
ปีที่ 5 ฉบับที่ 10 หน้า
46-56.
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม
คณะรัฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2538 การปฏิรูปที่ดิน
แก้ไขปัญหาการจัดการที่ดินและป่าไม้ได้จริงหรือ?
เอกสารรายงานการสัมมนา
20 หน้า
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
1994 รายงานผลการพิจารณาศึกษาผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมต่อทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิต
ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม
วุฒิสภา 192 หน้า
อานันท์
ปันยารชุน 2541 ธรรมรัฐกับการจัดการป่าไม้ไทยให้ยั่งยืน
ใน
ข่าวสารป่ากับชุมชน
ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ปีที่ 5 ฉบับที่ 11 หน้า 4-8.
โอภาส ปัญญา
อนุชาติ พวงสำลี
และวิภานุ คงจันทร์ 2541
ชุมชนกับการจัดการทรัพยากรภาคตะวันตก
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล 49
หน้า
Brenner, V., Buergin, R., Kessler, C.,
Pye, O., Schjearzmeier, R., and Sprung R.D. 1998. Socio-Economics
of Forest Use in the Tropics and Subtropics. SEFUT
Working Paper No. 3. DFG Graduate College, Freiburg.
FAO. 1992. A Framework for Analyzing
Institutional Incentives in Community Forestry.
Community Forestry Note no. 10.
Hardin, G. 1968. The Tragedy of the
Commons. Science. 162: 1243-1248.
Office of Senator’s Secretariat 1994 Report
of the Parliament’s Environmental Sub-Committee on the
Study of Impact of Environmental Degradation on Natural
Resource and People’s Quality of Life. 192 pp.
Pearmsak Makarabhirom. 1999. Conflict
Resolution : A case study on sustainable forest
management in Thailand. Research’s progress report.
15 pp.
Pearmsak Makarabhirom. 1991. A Case
Study of Forest Law Enforcement in Thailand. Paper
presented at the Mekong Basin Countries Symposium on
Forest Law Enforcement held in Phnom Penh, Cambodia, June
14-16, 1999
Royal Forest Department. 1985. National
Forest Policy. 5 pp.



IGES/Pfmiges-T1 Pearmsak 11/11/99










พ.ร.บ. ป่าชุมชน : เพื่อคนเฝ้าระวังป่าและความยั่งยืน




พ.ร.บ.
ป่าชุมชน :
เพื่อคนเฝ้าระวังป่าและความยั่งยืน

ดร.สมศักดิ์
สุขวงศ์ (
Recoftc
)




ประโยชน์ของ พ.ร.บ.
ป่าชุมชน


เป็นกฎหมายให้ใช้พื้นที่ป่าสำหรับการป่าไม้เท่านั้น
จะไปทำประโยชน์อย่างอื่นในป่าชุมชน
เช่น สร้างบ้าน
เลี้ยงกุ้ง ฯลฯ
ไม่ได้
ช่วยให้ชาวบ้านจัดการปัญหากับคนภายนอก
และคนภายในหมู่บ้าน
จำกัดไม่ให้ผู้ใช้อำนาจรัฐ
(ข้าราชการ)
ใช้อำนาจในทางที่ผิดกระทำในป่าชุมชน
ไม่ให้ชาวบ้านใช้อำนาจไปในทางที่ผิดในป่าชุมชน
ให้ความมั่นใจในสิทธิในการเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากการจัดการป่าชุมชนของตนเอง
(ชาวบ้าน
ไม่ได้ต้องการกรรมสิทธิที่ดิน
แต่ต้องการเข้าถึงการใช้ประโยชน์
เช่น เก็บหาของป่า
หรือเพื่อน้ำในการเกษตร
เป็นต้น)
เป็นแนวทางปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมป่าไม้
ตัวป่าชุมชนเป็นกันชน
หรือเกราะป้องกันให้กับบริเวณที่ต้องการรักษา
เป็นกฎหมายที่มีผลในทางการบังคับใช้
เพราะชุมชนจะมีส่วนร่วมในการบังคับใช้กฎหมาย
ให้แนวทางแก้ความขัดแย้ง
ให้ความยืดหยุ่น
(flexibility) พอสมควร
ให้ชุมชนวางเป้าหมายของตนเองได้
วางแผนได้ ประเมินผล
และปรับปรุงปรับแผนได้
ป่าชุมชนให้กระบวนการเรียนรู้
สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน
ให้มีการติดตามประเมินผล
(monitor)
หลายฝ่ายมีส่วนช่วยดูแล
ติดตาม เฝ้าระวัง (รัฐ
ชุมชน เอกชน)


พ.ร.บ.
ป่าชุมชนได้สร้างกลไกให้เกิดการจัดการป่าไม้ร่วมกันระหว่างรัฐกับชุมชน

พ.ร.บ.
นี้ไม่เพียงอนุมัติให้ชุมชนทำป่าชุมชนเท่านั้น
แต่ให้เจ้าหน้าที่รัฐ (กรมป่าไม้)
ไปทำงานร่วมกับชุมชน
ไม่ใช่ทำงานปราบปราม
หรือเป็นปฏิปักษ์กับประชาชนเท่านั้น
ใน พ.ร.บ. ให้กรมป่าไม้ทำหน้าที่ส่งเสริม
สนับสนุน
ฝึกอบรมให้การศึกษาเท่าที่จำเป็นแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของตนเอง
ข้าราชการ และแก่ชุมชน
เพื่อให้วัตถุประสงค์ของ
พ.ร.บ. นี้ บรรลุเป้าหมาย




สิ่งที่กล่าวข้างต้นสื่อความได้ว่า
เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปช่วยชุมชนให้เกิดเป็นกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้น
ดังนี้


ช่วยให้ชุมชนรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรเพื่อจัดป่าชุมชน
ช่วยสืบค้นข้อมูลชองหมู่บ้าน
ข้อมูลของป่า
วัฒนธรรม จารีต
และการใช้ประโยชน์จากป่า
เพื่อทำแผนการจัดการป่า
ช่วยเจรจาต่อรองในการจัดทำป่าชุมชน
และทำแผนจัดการ
ช่วยชุมชนเขียนแผนจัดการป่าชุมชน
ช่วยให้กระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างกรมป่าไม้
กับชุมชน เกิดขึ้น
ช่วยดำเนินการตามแผนจัดการป่าชุมชน
เช่น
ให้ความสนับสนุน (เช่น
ช่วยในการทำเรือนเพาะชำกล้าไม้ของหมู่บ้าน
เยี่ยมเยียน
ช่วยเจรจาและแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ฯลฯ)
ติดตาม
ประเมินผล
ปรับปรุงแผน
หากจำเป็น


กระบวนการเช่นนี้
เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเกิดการผูกมิตร
พูดคุย
เป็นการสร้างกระบวนการร่วมมือระหว่างรัฐกับชุมชน

ในแผนแม่บทเพื่อพัฒนาการป่าไม้ของประเทศไทย
(Thai Forestry Sector Master Plan) ที่รัฐบาลฟินแลนด์มาช่วยทำ
ได้วิเคราะห์ไว้ว่า
จะให้กรมป่าไม้แบกภาระการป้องกันรักษาป่าให้มากกว่านี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
ในแผนได้ชี้แนะว่า
การสร้างพันธมิตรในการจัดการป่าระหว่างกรมป่าไม้กับชุมชนท้องถิ่น
เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกรมป่าไม้

กลไกตรวจสอบ/อนุมัติให้ชุมชนทำป่าชุมชน
มีเป็นขั้นตอนหลายลำดับชั้น


เมื่อมี พ.ร.บ.
มีกฎหมายสนับสนุน
จะมีเจ้าหน้าที่ตั้งใจทำงานในแนวนี้ไปช่วยในหมู่บ้าน
ตั้งแต่เริ่มช่วยให้ชุมชนรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กร
ทำแผนจัดป่าชุมชน
จนยื่นคำขอถึงกรรมการตรวจสอบ
การตรวจสอบความเหมาะสมว่าสมควรอนุญาตให้ทำป่าชุมชนหรือไม่นั้นเป็นพหุพาคี
(รัฐ นักวิชาการ ชุมชน
ผู้ทรงคุณวุฒิ NGOs)
มั่นใจได้ ซึ่งหลายฝ่ายเข้าไปช่วยดูแลความเป็นไปได้และเหมาะสม
ทุกส่วนของสังคมได้ช่วยกัน
พ.ร.บ.
บอกให้ไปตรวจสอบพื้นที่
และให้พิจารณา 3
ประเด็นหลัก ว่า





ชุมชนมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับ
พ.ร.บ. หรือไม่?
บอกให้ไปตรวจสอบว่ามีองค์กรชุมชนจัดการดูแลป่าได้จริงหรือไม่?
บอกให้ตรวจสอบแผนจัดการป่าว่าดี
เหมาะสมหรือไม่?
ความสามารถจะทำได้
หรือไม่?





การพิจารณาเห็นชอบอนุมัติก็ให้พิจารณาว่าควรหรือไม่ควร
จะอนุมัติบางส่วนหรือทั้งแปลง
วัตถุประสงค์ของชุมชนต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ
พ.ร.บ. ป่าชุมชน
เท่านั้น
หลักการนี้ได้ถูกกล่าวถึงหลายครั้งใน
พ.ร.บ. แม้จะตั้ง ก.ก.
ตรวจสอบก็ให้เลือกผู้ที่มีประสบการณ์สอดคล้องกับมาตราใน
พ.ร.บ.
ออกข้อบังคับในการจัดการป่าก็ต้องสอดคล้องกับ
พ.ร.บ. (ไม่ใช่ทุกตารางนิ้วในป่า
จะทำป่าชุมชนได้
ไม่ใช้ทุกคำขอจะได้รับอนุมัติ)
อธิบดีเป็นผู้อนุมัติ
หรือไม่อนุมัติ
หลังจากได้รับผลการตรวจสอบและความเห็นจาก
ก.ก. ตรวจสอบแล้ว
ยังมีกฎกระทรวงที่จะกำหนดเงื่อนไข
และวิธีการในการขอ
และยังมีระเบียบกรมป่าไม้ที่กำหนดวิธีการตรวจสอบ
การจัดตั้งกรรมการป่าชุมชน
และการใช้ประโยชน์ในป่าชุมชน




การติดตามเฝ้าระวังป่า
(monitor)


พ.ร.บ.
นี้ไม่ได้ยกพื้นที่ป่าให้ชาวบ้าน
แต่อนุญาตให้ชุมชนเป็นผู้จัดการป่า
เจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือ
ป่ายังเป็นของรัฐ
เมื่อยกเลิกป่าชุมชนก็กลับสู่สภาพเดิม
ชุมชนมีหน้าที่เฝ้าระวังป่า
พ.ร.บ. นี้
บอกว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินในป่าชุมชนเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เกี่ยวกับการป่าไม้เท่านั้น
เช่น จะไปสร้างบ้าน
สร้างรีสอร์ท ไม่ได้
พ.ร.บ. ให้อำนาจ
หน้าที่ชุมชน
ปกป้องดูแลป่า
การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า
ชุมชนใน
หมู่บ้านมักเชื่อฟังกฎเกณฑ์ของหมู่บ้าน
แต่คนภายนอกไม่ยอมรับ
ชุมชนทำอะไรไม่ได้ พ.ร.บ.
ให้อำนาจชุมชนสั่งให้ผู้กระทำผิดในป่าชุมชนงดเว้นการกระทำได้
กลุ่มชาวบ้านที่เป็นผู้จัดการป่าชุมชนเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา
พ.ร.บ. นี้
สั่งให้คณะกรรมการตรวจสอบประจำจังหวัด
คอยติดตาม กำกับ ดูแล
เสนอการเพิกถอนป่าชุมชน
ทั้งยังบอกให้เจ้าหน้าที่ป่าชุมชนรายงานเมื่อมีกรณีต้องเพิกถอน
และให้อธิบดีกรมป่าไม้เพิกถอนป่าชุมชนได้ใน
2 กรณี คือ





ป่าชุมชนได้รับความเสียหาย
คณะกรรมการป่าชุมชนทอดทิ้ง
ไม่จัดการ
ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.
และระเบียบที่อธิบดีกำหนด
ไม่ทำตามแผนจัดการ




แต่สิ่งอื่นใดทั้งหมด
พ.ร.บ. นี้
ให้สิ่งจูงใจชุมชนป้องกัน
เฝ้าระวังป่าที่เขาได้รับประโยชน์จากป่า
สิ่งนี้เป็นจริงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านที่ทำป่าชุมชน
ก็คือชุมชนมีกฎเกณฑ์ของหมู่บ้าน
จัดเวร ตรวจ เฝ้าระวัง




เนื้อหาของการจัดการป่าชุมชน
- ใน พ.ร.บ.
ที่ช่วยนำไปสู่ความยั่งยืนในการ
จัดการป่า


พ.ร.บ. กำหนดว่า
ข้อบังคับในการจัดการป่าชุมชนต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ
พ.ร.บ
โดยได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกข้างมากของชุมชน
โอกาสที่ป่าชุมชนจะยั่งยืนจึงสูง
เพราะผ่านความเห็นชอบของชุมชน
ริเริ่มโดยชุมชน
ทุกวันนี้ชุมชนเรียกร้องอยากทำป่าชุมชน
(องค์การอนุรักษ์สากล
- IUCN ศึกษาพบว่า
โครงการใดก็ตามที่ริเริ่มโดยชุมชน
โครงการนั้นมีโอกาสยั่งยืนสูงกว่าโครงการที่คนภายนอกหยิบยื่นให้
หรือบังคับให้ทำ) จึงช่วยเสริมให้เกิดความยั่งยืนทางสังคม
(social sustainability)
ความร่วมมือระหว่างรัฐ
และชุมชน
สร้างโอกาสการจัดการเพื่อความยั่งยืนของตัวป่า
(ecosystem sustainability)
เป็นไปได้ไม่ยาก


แผนจัดการป่านั้น
ทำโดยชุมชน
แต่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ช่วยเหลือ
อนุมัติโดยอธิบดี
ชุมชนจะยอมรับกฎเกณฑ์ในการจัดการได้ง่าย
เพราะได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
การใช้ประโยชน์จากป่าก็เพื่อยังชีพ
ป่าชุมชน
เป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินทางป่าไม้เท่านั้น
ความยั่งยืนของป่าจึงเป็นไปได้สูง

องค์ความรู้ของท้องถิ่น
เมื่อรวมเข้ากับความรู้ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในการทำแผนจัดการป่าชุมชน
ทำให้โอกาสที่จะสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของ
พ.ร.บ. สูง ในป่าชุมชนกาลอ
จังหวัดยะลา
ชุมชนใช้ป่ามากว่า 300 ปี
ป่ายังอุดมสมบูรณ์
เดี๋ยวนี้มีองค์กรหลายองค์กรเข้าไปรวบรวมความรู้ของชุมชนจากป่าหลายแห่งที่มีการจัดการโดยชุมชนดั้งเดิม
เขาใช้อะไรในป่าชุมชน
มากน้อยแค่ไหน
เก็บหาเมื่อไร
เก็บหาอย่างไร
ป่าจึงยั่งยืนนานนับศตวรรษ
เป็นข้อมูลมีประโยชน์มาก
ในการเรียนรู้วิธีจัดการโดยชุมชนเพื่อนำไปใช้ให้เกิดขึ้นในที่อื่นอีก

กระทรวงเกษตร
ป่าไม้
และประมงของญี่ปุ่น
รายงานว่า
ป่าชุมชนอิมาสึ ในจังหวัดจิฟู
ชุมชนตัดไม้โตเต็มวัย
ปีละ 1 ต้น/เฮกแตร์/ปี
ติดต่อกันเป็นเวลา 250 ปี
ป่ายังอุดมสมบูรณ์
ก็ให้ข้อมูลว่า การตัดไม้ในระดับนี้
เป็นการตัดที่ยั่งยืน
ประเทศฟิลิปปินส์นำไปใช้กับป่าชุมชนของฟิลิปปินส์

ชุมชนมีวิธีจัดการอยู่
2
อย่างในการจัดการป่าชุมชน
คือ


จัดการทางชีววิทยา
(Biological management) เช่น
กำหนดกฎเกณฑ์ว่า
ใครจะขอใช้ไม้สร้างบ้าน
ต้องขออนุญาตกรรมการป่าชุมชนภายใต้เงื่อนไขของชุมชนที่ช่วยกันกำหนด
จะจับปูแสมในป่าชุมชน
จะไม่จับในฤดูวางไข่
เป็นต้น
การจัดการทางสังคม
(Social management)
คือกำหนดลงโทษกันเองในหมู่บ้าน
หรือนำส่งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจัดการ



ป่าชุมชนช่วยประเทืองความหลากหลายทางชีวภาพ

(ก) ในป่าชุมชน ชาวบ้านเน้นการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ
มากกว่าการปลูกแบบตัดโค่นไม้เดิม
เก็บริบสุมเผา
ชาวบ้านช่วยกันป้องกันไฟป่า
ไม่ตอแยป่าโดยไม่ตัดไม้ที่ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของหมู่บ้าน
และเชื่อว่าวิธีนี้ป่าก็ฟื้นได้
เขาบวชป่าชุมชน
ทำให้ป่ามีความหลากหลายในเรื่องชนิดพันธุ์
(species diversity) มีหลายชั้น (multi-layers)
พรรณไม้ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติก็มีความหลากหลายทางพันธุกรรม
(genetic diversity)
ซึ่งช่วยสร้างความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าสวนป่าเสียอีก

(ข) ชุมชนต้องการผลผลิตที่หลากหลายจากป่าชุมชน
เช่น ใบตองตึง ผักหวาน
เห็ด หน่อไม้ ไม้ไผ่
ผลไม้ป่า สมุนไพร ไข่มด
น้ำผึ้ง
วัตถุประสงค์ที่หลากหลายย่อมนำไปสู่การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ


(ค) ในป่าชุมชนเอง
มีทั้งป่าชุมชนอนุรักษ์
และป่าชุมชนใช้สอย
บางตอนมีการปลูกเสริม
ป่าจึงมีหลายขั้นตอนของการทดแทน
ก่อให้เกิดความหลากหลายตามขั้นตอนของการทดแทน
(successional diversity)
ป่าชุมชนที่ชาวบ้านอนุรักษ์
บางตอนก็เป็นป่าบนเนิน
ป่าช่องเขา (ทางผีเดิน)
ป่าน้ำไหล ป่าน้ำซับ
ป่าน้ำผุด ป่าหัวไร่
ป่าเดอปอข้างบ้าน
เป็นต้น
ครอบคลุมหลายลักษณะภูมิประเทศ
ก่อให้เกิดความหลากหลายของระบบนิเวศ
(ecosystem diversity)

การอนุญาตให้ใช้ป่าชุมชนก็เพื่อยังชีพบนพื้นฐานของการจัดการที่ยั่งยืนเพื่อความพอเพียง
ไม่ใช่ฟุ่มเฟือย
หรือบริโภคนิยม
และให้ชุมชนช่วยปกป้องดูแลป่านั้น
เป็นเครื่องมือในการพัฒนาสภาวะแวดล้อม
และการอนุรักษ์
ตามเจตนารมย์ของ พ.ร.บ.
ป่าชุมชน

พ.ร.บ. นี้
ไม่ได้ผลักภาระให้คนชนบทมาทำหน้าที่รักษาป่า
หรือช่วยปลูกป่า
และไม่รอให้ป่าถูกทำลายหมดเสียก่อนจึงจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
แต่ พ.ร.บ. นี้
เชื่อมโยงการอนุรักษ์เข้ากับการพัฒนาความจำเป็นขั้นพื้นฐานของท้องถิ่น

การศึกษาในประเทศไทยสิบกว่าปีที่ผ่านมา
ตรงกับของ FAO
ที่ตอกย้ำว่า คนชนบทยังต้องพึ่งพิงป่าในการยังชีพ
ป่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมชนบท
และเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกในศตวรรษที่
21 บางครัวเรือนที่ตำบลแม่ทา
จังหวัดเชียงใหม่
พบว่ารายได้ในครัวเรือน
50% มาจากป่าชุมชน เช่น
เก็บไม้ไผ่ ทำตอก
เก็บเห็ด หาหน่อ ขาย
บางชุมชนในอีสานมีครัวเรือนที่มีรายได้ต่อปีต่ำกว่า
10,000 บาท
ถ้าสังคมไม่ยั่งยืน
ป่าจะยั่งยืนได้อย่างไร?

ในขณะที่ตัวป่าชุมชนต้องยั่งยืน
ป่าชุมชนยังช่วยเป็นกันชน
(buffer) ให้กับบริเวณที่ต้องการให้มีการรบกวนของมนุษย์น้อยที่สุดได้
เพราะป่าชุมชนให้ทางออกทางเลือกกับชุมชน

ป่าชุมชนจึงช่วยหยุดยั้งการทำลายป่า
ขณะเดียวกันก็ช่วยบำบัดความยากจนของคนชนบท
เพราะกิจกรรมป่าชุมชนนั้นถึงคนยากจนที่สุดของหมู่บ้าน
คนยากจนที่สุดของหมู่บ้านมักได้รับผลประโยชน์จากกิจกรรม
ช่วยตรวจป่า ช่วยกิจกรรมป่าชุมชน
และคนจนที่สุดของหมู่บ้านก็คือผู้เก็บหาของป่าช่วยเจือจุนชีวิต
แต่กฎหมายช่วยคนจนนั้น
มีน้อยคนที่เข้าใจ
โดยการสร้างพันธมิตร
ในการอนุรักษ์
ชุมชนจะช่วยในการติดตามเผ้าระวังป่า
(monitor)

ทุกวันนี้
ชุมชนได้ร่วมกับองค์กรนักพัฒนา
ร่วมกับเจ้าหน้าที่ (เช่น
ที่บ้านซำผักหนาม
จังหวัดขอนแก่น,
ตำบลแม่ทา
กิ่งอำเภอแม่ออน
จังหวัดเชียงใหม่ ฯลฯ)
ได้ร่วมกันสำรวจทรัพยากรในป่าชุมชนทำให้รู้ความหนาแน่นของป่าตอนเริ่มต้น
ทำให้รู้ความหนาแน่นของลูกไม้ตอนเริ่มต้น
เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์
ไว้เทียบกับข้อมูลตอนหลังๆ
ว่า ป่าดีขึ้นหรือเลวลง
ชุมชนนำข้อมูลจากการสำรวจป่า
ไปทำแผนจัดการ
นอกจากนี้
ยังทำแผนที่ป่าชุมชนด้วย
GPS ซึ่งลงภาพถ่ายดาวเทียม
เข้าระบบ GIS คอยติดตาม
ป่าชุมชนว่าขาดหาย
เสื่อมโทรม หรือดีขึ้น
ได้อย่างรวดเร็วในอนาคต
ที่ป่ากาลอ
ชุมชนยังทำแผนที่ GPS
ด้วยมือ
แสดงบริเวณต้นไม้ที่เป็นประโยชน์ขึ้นอยู่
เช่นต้นประ และบริเวณที่ไม้หายากขึ้น
ชุมชนเข้าใจทรัพยากรของตนเอง
และมีความภาคภูมิในทรัพยากร

องค์การอนุรักษ์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดได้แก่
องค์การอนุรักษ์สากล
International Union for Conservation of Nature (IUCN) และ
World Wide Fund for Nature (WWF)
ได้แนะนำไว้ว่า การอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดขณะนี้
คือการใช้การจัดการที่ประชาชนมีส่วนร่วม
(Collaborative Forest Management)

ทุกวันนี้กฎหมายสูงสุดของประเทศนั้น
มุ่งสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม
และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
นโยบายระดับสูงของชาติ
มุ่งสู่การกระจายอำนาจ
เพราะเราคงไม่สามารถเพิ่มจำนวนข้าราชการได้มากกว่านี้อีกแล้ว
รัฐบาลของทุกประเทศเล็กลงเรื่อยๆ
นโยบายการปรับโครงสร้างของรัฐจึงเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน
ประชาชนที่เป็นรากฐาน
หรือท้องถิ่นก็เข้าใจ
อยากจะจัดป่าร่วมกับรัฐ
แต่เจ้าหน้าที่รัฐในระดับกระทรวง
กรม ที่อยู่ตรงกลาง
ยังมีแนวคิดดังกล่าวน้อย
การแปลนโยบายสู่ภาคปฏิบัติจึงไม่เกิดขึ้น
อนาคตจึงยังว่างเปล่า















แนวคิดทฤษฎีและวิธีการจัดการทรัพยากรใหม่ ๆ ในภูมิภาค




แนวคิดทฤษฎีและวิธีการจัดการทรัพยากรใหม่
ๆ ในภูมิภาค

ดร.
เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ (
Recoftc
)

นับตั้งแต่
มีการประชุมระดับโลกในเรื่องการปฏิรูปที่ดินและการพัฒนาชนบท
(World Conference on Agrarian Reform and Rural Development)
ในปี 2522
ซึ่งเน้นย้ำยุทธศาสตร์การพัฒนาชนบทไว้ว่า

“การบูรณาการในเรื่องเกษตรปศุสัตว์
การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
และการพัฒนาป่าไม้
เป็นส่วนสำคัญในงานพัฒนาชนบทและการกระจายความหลากหลายของเศรษฐกิจในชนบท”


จึงได้มีการสร้างและพัฒนาแนวคิดทฤษฎีและวิธีการใหม่

เพื่อเชื่อมโยงการผลิตด้านต่าง
ๆ เข้ากับการพัฒนาชุมชนในชนบท
แต่เมื่อนำไปปฏิบัติกลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จ
เพราะยังแก้ปัญหารากเหง้าอันได้แก่
ความยากจน อดอยาก
ปัญหาสุขภาพ
ไร้ที่อยู่อาศัย
ไร้การศึกษา และป่าถูกทำลายไม่ได้
ทั้งนี้เพราะมีปัญหาทางเศรษฐกิจ
สังคม การเมือง
หลายประเทศจึงยังคงต้องเผชิญกับปัญหารากเหง้าดังกล่าว
ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศยังพัฒนาประเทศตามแนวทางของโลกตะวันตก
บางประเทศแม้เศรษฐกิจโดยรวมจะดีขึ้นบ้าง
แต่ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกลับขยายกว้างออกไป
อย่างไรก็ดีในภูมิภาคเอเชีย
ก็มีพัฒนาการทางด้านแนวคิดและวิธีการที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรดิน
น้ำ ป่า
ทั้งในไร่นาและในพื้นที่ป่า
ที่น่าสนใจอยู่หลายประเทศ
จึงได้เลือกมาศึกษาทบทวนดูเพื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย


หากมองประวัติการพัฒนาแนวคิดหรือวิธีการจัดการทรัพยากรทั่วโลกย้อนหลังไปประมาณสามทศวรรษ
เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากตั้งแต่ยุคต้นทศวรรษ
2513 อันเป็นช่วงวิกฤติพลังงาน
มีความแห้งแล้งในอาฟริกา
และอุทกภัยในเอเชีย
ชาวโลกกังวลว่าจะไม่มีอาหารกิน
ไม่มีพลังงานใช้
จึงเริ่มกักตุนพลังงานสำรอง
บ้างก็หันมาหาพลังงานเขียว
ปลูกป่าพลังงาน
คือให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้ผลิตกระแสไฟฟ้า
หลายประเทศตั้งโครงการทำแผ่นดินให้เป็นสีเขียวทั่วไปหมด
เช่น จีน อินโดนีเซีย
ไทย
มีการพัฒนาแนวคิดทางด้านวนเกษตรขึ้นมา
เพื่อใช้จัดการที่ดินให้ได้ผลผลิตทั้งด้านอาหาร
พลังงาน และป่าไม้
ประมาณปี 2523 เป็นต้นไป
เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงมาก
ทั่วโลกพูดถึงแหล่งพลังงานใหม่
ตลอดจนพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่
และเริ่มเห็นความสำคัญของมิติทางเศรษฐกิจของชาวไร่ชาวนา
ขณะเดียวกันในช่วงดังกล่าวก็มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจการค้าสูง
ทำให้ทั่วโลกหันมาเน้นโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
อัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าธรรมชาติสูงที่สุดในช่วงนี้
ถึงแม้จะมีการพัฒนาแนวคิดด้านการจัดการลุ่มน้ำขึ้นมาแต่ในทางปฎิบัติไม่ค่อยได้ผลนัก
ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลก
ปลายทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา
เมื่อต้นทุนทางธรรมชาติหมดลง
ฟองสบู่เศรษฐกิจแตก
ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม
และสิ่งแวดล้อมก็เกิดขึ้นพร้อม
ๆ กัน
นักวิชาการหลายท่านจึงเสนอแนะให้หันกลับมาหาภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง
คือการเกษตร
และหาทางเลือกจากภาคการเกษตรเพื่อการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ
ผลิตอาหารให้พอกิน
และรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อมไว้ให้ได้

การเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคตั้งแต่ต้นปี
2513 เป็นต้นมานั้น
เป็นช่วงที่น่าสนใจของประเทศต่าง
ๆ แทบทุกประเทศ
ตั้งแต่แถบเทือกเขาหิมาลัยในเอเชียใต้ต่อลงไปถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แถบมหาสมุทรแปซิฟิก
โซนเอเชียใต้เริ่มจากเนปาลก่อน
เนปาลเป็นประเทศขนาดเล็ก
147,181 ตารางกิโลเมตร
มีพลเมืองแค่ 11 ล้านคน
แต่มีประชากรวัวควายจำนวนใกล้เคียงกันกับประชากรคนและอยู่ร่วมกันได้ดี
รัฐบาลเนปาลได้กระจายและมอบอำนาจการจัดการป่าให้กับชุมชนในรูปแบบต่าง
ๆ มาตั้งแต่ปี 2521
และมีการปรับปรุงแก้ไขเรื่อยมา
โดยมอบอำนาจให้ตำบลก่อน
ต่อมาจึงมอบให้กรรมการพัฒนาหมู่บ้าน
และกฎหมายป่าชุมชนฉบับปี
2535
มอบให้กับกลุ่มผู้ใช้ป่าซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน
ซึ่งเป็นกลุ่มธรรมชาติของคนในชุมชนที่ใช้ป่าร่วมกัน
ผ่านทางป่าไม้อำเภอ

เรื่องการมอบอำนาจในการจัดการนี้แม้จะเป็นเพียงป่าเสื่อมสภาพผืนเล็ก

แต่ก็ช่วยให้ชุมชนลืมตาอ้าปากได้
เพราะชาวบ้านมีสิทธิ์เก็บหาฟืน
ไม้และของป่าได้อย่างเท่าเทียมกัน
มีระบบการควบคุมและการเก็บรายได้จากป่าเข้าชุมชน
หลายหมู่บ้านที่เคยรองบประมาณพัฒนาของรัฐที่น้อยนิดและไม่แน่นอน
กลับจัดการป่าจนมีรายได้สม่ำเสมอ
ป่าจึงได้รับการคุ้มครอง
และยังสามารถพัฒนางานของหมู่บ้านได้อย่างต่อเนื่อง
กลุ่มคนจนที่เคยออกไปขอทานในเมืองก็กลับมาอยู่กับชุมชน
มีอาหารมีรายได้มีงานทำในภูมิลำเนา
แนวคิดเรื่องป่าชุมชนของเนปาลแบบใหม่จึงช่วยคนกลุ่มที่พึ่งพิงป่าหรือกลุ่มคนยากจน
ให้มีเศรษฐกิจที่พอเพียงได้บ้างไม่มากก็น้อย

ในประเทศอินเดีย
แม้จะปลดแอกจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาตั้งแต่ปี
2490 แต่ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรยังยึดแบบอย่างของอังกฤษ
รัฐเป็นผู้รักษาป่า
แบ่งป่าเป็นเขต
ในแต่ละรัฐมีหัวหน้าบริหารงานป่าไม้เรียกว่า
หัวหน้าผู้อนุรักษ์ป่า (chief
conservator of forest) นโยบายป่าไม้ปี
2494
ต้องการให้มีพื้นที่ป่าเท่ากับหนึ่งในสามของเนื้อที่ประเทศ
แต่สุดท้ายกลับมีพื้นที่ป่าเหลืออยู่ไม่ถึง
10%
จึงเริ่มมีการหารูปแบบจัดการป่าใหม่
ในปี 2531
รัฐบาลได้ปรับนโยบายป่าไม้ใหม่
โดยเน้นจัดการป่าตามความต้องการพื้นฐานของประชาชนและป้องกันทรัพยากรชีวภาพมิให้สูญสลาย
วางนโยบายเกี่ยวกับวนศาสตร์ชุมชน
แต่โครงการวนศาสตร์ชุมชนยุคแรก

ของอินเดียยังไม่ประสบผลสำเร็จ
รัฐส่งเสริมให้ปลูกป่าและปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะจำนวนมากแต่ประชาชนกลับไม่ต้องการ
รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง
ต่อมารัฐบาลแคว้นเบงกอลได้ริเริ่มทำโครงการทดลองนำร่องเรื่อง
“การจัดการป่าร่วมรัฐชุมชน
(Joint Forest Management)”
ที่เมืองบารานารี (Baranari)
ให้ชาวบ้านที่อยู่กับป่าปกป้องป่า
และใช้ประโยชน์จากป่าได้เท่าเทียมกัน
รัฐได้ประโยชน์ 25% ของรายได้จากการใช้ประโยชน์จากป่า
ต่อมาประมาณปี 2528
รัฐบาลอินเดียขยายงานการจัดการป่าร่วมรัฐชุมชนออกไปถึง
17 รัฐ จาก 26 รัฐ
ทั่วทั้งประเทศ
พื้นที่ป่ามากกว่าหนึ่งล้านเฮกแตร์ได้รับความคุ้มครองโดยคณะกรรมการป้องกันป่าในระดับชุมชน
องค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งครั้งหนึ่งต้องทำงานเจรจาต่อรองกับรัฐบาลอย่างหนักเพื่อสิทธิของชุมชนในการจัดการป่า
ก็เปลี่ยนบทบาทมาช่วยติดตามการจัดการป่าร่วมกัน
เปลี่ยนจากความขัดแย้งเป็นความร่วมมือ
ปัจจุบันการจัดการป่าร่วมกันนี้
ได้มีการพัฒนาปรับปรุงขึ้นมาเป็นลำดับ
มีการขยายขอบเขตของการจัดการและการใช้ประโยชน์มากขึ้น
ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการจัดการป่ามากยิ่งขึ้น
เจ้าหน้าที่ป่าไม้กับชาวบ้านที่เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมาทะเลาะกันก็หันมาร่วมมือกัน
คนยากจนในหมู่บ้านก็พออยู่ได้เพราะมีรายได้จากการเก็บหาฟืนและของป่ามาใช้และขาย
ช่วยแก้ปัญหาความยากจนและคนไม่มีงานทำในชนบทไปได้มาก

สำหรับประเทศศรีลังกา
มีลักษณะเป็นเกาะเล็ก

และงานพัฒนายังทำได้ไม่เต็มที่
เพราะสถานการณ์ทางการเมืองภายในยังไม่ชัดเจน
แต่ก็มีความพยายามในเรื่องการจัดการไร่นาขนาดเล็ก
ชาวศรีลังกาเชี่ยวชาญในการทำนาบนที่ลาดชันโดยทำขั้นบันไดดินและระบบระบายน้ำ
กำหนดพื้นที่เขตกันชนรอบป่าอนุรักษ์
และส่งเสริมระบบวนเกษตรแก่ครัวเรือนเกษตรกรรายย่อยที่เรียกว่าระบบบ้านสวน
ในพื้นที่ไม่เกิน 1
เฮกแตร์หรือหกไร่เศษ
ที่ดินมีน้ำท่าดี
เกษตรกรจึงมักเพาะปลูกแบบเข้มข้นตั้งแต่ตัวบ้านออกไปจนชิดรั้ว
มีบ่อน้ำประจำบ้าน รอบ ๆ
ตัวบ้านปลูกผักสวนครัวและเลี้ยงสัตว์
ห่างออกไปปลูกไม้ผลปนกันหลายชนิด
เช่น ขนุน มะม่วง ฝรั่ง
และมักปลูกชาใต้ร่มเงาไม้ผลหรือไม้ยืนต้น
ไม่ต้องเข้าป่าไปหาฟืน
เก็บหารอบ ๆ
บ้านก็เหลือเฟือ
ซ้ำยังมีเหลือขายให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กในเมืองที่ใช้ฟืนเป็นวัตถุดิบด้วย
มีผู้มารับซื้อไม้ฟืนตามบ้าน
ฟืนที่ใช้ในประเทศศรีลังกา
60% เก็บหามาจากสวนรอบ ๆ
บ้าน
ชาวบ้านจึงอยู่ได้อย่างสุขสบายและไม่จำเป็นต้องเบียดเบียนป่าหรือที่สาธารณะในเรื่องไม้หรือฟืน


ประเทศบังคลาเทศซึ่งมีเนื้อที่เท่ากับภาคอีสานของไทย
มีดินและน้ำสมบูรณ์ดีเพราะเกิดจากตะกอนของแม่น้ำคงคา
บังคลาเทศจึงปลูกข้าวและปอได้ผลผลิตต่อหน่วยเนื้อที่สูงกว่าประเทศไทยทั้งที่ใช้เทคโนโลยีขั้นพื้นฐานเท่านั้น
อย่างไรก็ตามประชากรกลับอดอยากเพราะมีจำนวนถึง
120 ล้านคน
ระบบการใช้ที่ดินดั้งเดิมค่อนข้างดี
มีการเพาะปลูกแบบผสมผสานซับซ้อนตั้งแต่ระบบไร่หมุนเวียน
จนถึงระบบบ้านสวนซึ่งประกอบด้วยพรรณพืชที่มีความหลากหลายมาก
แต่ปัจจุบันปลูกข้าวไม่ค่อยเพียงพอสำหรับการบริโภค
ทั้งนี้มาจากหลายสาเหตุ
อาทิ
ประสบปัญหาภัยธรรมชาติจากพายุไซโคลนอยู่เสมอ
รัฐผูกขาดความเป็นเจ้าของที่ดินและจัดการป่าทำให้คนถางป่ามากขึ้นจนป่าเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก
ในปี 2523
เหลือเนื้อที่ป่าเพียง 5%
เกษตรกรจึงขาดแคลนอาหารและฟืนมาก
ในปี 2522
มีโครงการช่วยเหลือจากต่างประเทศให้ทำโครงการวนศาสตร์ชุมชน
กับกลุ่มชนเผ่าจัคมาร์ (Jacmar)
ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ
ในเขตภูเขาของเมืองจิตตะกอง
โดยจัดที่ดินให้เกษตรกรครอบครัวละ
1.62 เฮกแตร์
ให้ปลูกไม้ยืนต้นควบคู่ไปกับไม้ผล
มีรูปแบบการปลูกหลายแบบตามสภาพที่ดินและความต้องการของเกษตรกร
พร้อมเงินกู้ 2,000–5,000
บาทต่อครอบครัว เป็นทุนบำรุงรักษาไม้ผล
และสนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อวางแผนการใช้ที่ดินก่อนเริ่มโครงการและแก้ปัญหาการผลิตหลังจากที่เริ่มเพาะปลูกโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพียงแต่สนับสนุนอยู่ห่าง

โครงการนี้ประสบความสำเร็จสามารถช่วยเกษตรกรได้มาก
รัฐบาลจึงขยายผลไปทั่วประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่กรมป่าไม้เป็นเจ้าของ
แต่คราวนี้ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า
เพราะรัฐเข้าไปแทรกแซงควบคุมงานทุกขั้นตอน
ตั้งแต่รูปแบบการปลูก
การจัดตั้งกลุ่ม
การให้สินเชื่อ
นอกจากนี้บางแห่งยังคิดส่วนแบ่งรายได้จากเกษตรกรด้วย
เช่น ในปี 2529
ได้มีการส่งเสริมรูปแบบเกษตรป่าไม้ในเขตอำเภอดินาเปอร์-แรงเปอร์
โดยให้เกษตรกรเช่าที่ดินที่อยู่อาศัยทำกินอยู่แล้วจากกรมป่าไม้
มีสัญญาเช่า 7 ปี
ทั้งนี้เกษตรกรต้องปลูกไม้ป่า
25% ของพื้นที่
เป็นแถวสลับกับแถบพืชเกษตร
ในเนื้อที่ 75%
ของพื้นที่ทั้งหมด
โครงการนี้สรุปได้ว่าล้มเหลวเพราะเกษตรกรไม่ให้ความร่วมมือ
เนื่องจากรัฐเข้ามาคุมเข้มทำให้เกษตรกรต้องรับความเสี่ยงต่อความล้มเหลวในการผลิตทั้งหมด
โดยรัฐไม่ช่วยอะไรเลย
ผู้เชี่ยวชาญบางคนสรุปว่า
รัฐอาจจะหลอกให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้ในที่ทำกินของชาวบ้านเพื่อหวังยึดพื้นที่เป็นป่าของรัฐ
อย่างไรก็ดีปัจจุบันองค์กรภาคเอกชนหลายแห่งสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตในระบบไร่นาและพื้นที่รอบที่อยู่อาศัยให้สามารถผลิตอาหารและฟืนสนองครอบครัวและชุมชน
โดยปลูกเสริมไม้ผล
ไม้ฟืน
และธัญญพืชในระบบหมุนเวียนสั้น

ไม้ผลที่ปลูกเป็นพันธุ์พื้นบ้านและเรือนยอดไม่กว้าง
ไม้ฟืนใช้ไม้โตเร็วประเภทกระถินตัดฟันมาใช้ได้ใน
3-5 ปี
โดยปลูกธัญญพืชใต้ต้นไม้ไปพร้อม

กันแบบหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง
ๆ รอบบ้าน วิธีนี้ช่วยเพิ่มอาหารและไม้ฟืนแก่ครัวเรือนเกษตรกรได้ถึงหนึ่งเท่าตัว
คนที่ยากจนที่สุดสามารถพึ่งตนเองได้หากปฏิบัติตาม
ไม่ต้องพาลูกหลานไปเที่ยวขอทานหรือรับจ้างเป็นกุลีข้างถนนในเมือง

ใกล้บ้านเราเข้ามาคือพม่า
เจ้าของทฤษฎีระบบตองยาหรือการเพาะปลูกบนภูเขา
ระบบนี้คิดขึ้นโดยชาวกะเหรี่ยง
ในพื้นที่สูงชันแถบลุ่มน้ำอิระวดี
ซึ่งมีพรมแดนติดกับไทยในแถบจังหวัดราชบุรี
เป็นระบบที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก
สมัยก่อนชาวเขาและชาวพื้นราบนิยมขึ้นไปปลูกข้าวร่วมกับไม้สักในสวนป่าบนภูเขาของรัฐบาล
ยอมเป็นแรงงานปลูกไม้สักให้รัฐฟรีโดยรัฐอนุญาตให้ปลูกข้าวแทรกระหว่างต้นสักได้
คนไม่ค่อยตั้งใจทำนาบนพื้นที่ราบ
ปล่อยที่ดินรกร้างว่างเปล่าเพราะรัฐจะเก็บผลผลิตไปมากกว่าครึ่ง
ทำให้ข้าวเหลือไม่พอกินและไม่คุ้มค่าแรง
การปลูกข้าวในสวนป่า
ถึงผล
ผลิตจะได้ไม่มากนักเพราะต้องปลูกใต้ร่มเงาไม้
แต่ได้ผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ไม่ต้องแบ่งส่วนแบ่งให้รัฐ
ระยะหลังรัฐลดภาษีเพราะต้องการเพิ่มผลผลิตข้าว
ทำให้ชาวบ้านเริ่มลงจากเขามาทำนาในที่ดินเดิม
แรงงานทำสวนป่าไม้สักบนภูเขาจึงขาดแคลนและทำท่าจะไม่เป็นผล

ข้ามจากประเทศไทยไปลาว
เพื่อนร่วมสายน้ำของหรือน้ำโขงกับไทย
ลาวมีระบบเศรษฐกิจแบบพออยู่พอกิน
ประชากรไม่ถึงห้าล้านคน
ประกอบด้วย 63 ชนเผ่า
ทั้งลาวสูง ลาวเทิง
และลาวลุ่ม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา
พื้นที่ราบสำหรับเพาะปลูกมีน้อย
จึงต้องเพาะปลูกบนภูเขา
โดยเฉพาะกลุ่มลาวสูงและลาวเทิง
มักทำไร่หมุนเวียนเพื่อให้ได้ข้าวและหาของป่า
อาทิเช่น มัน กลอย
มาเป็นอาหาร
นอกจากนี้ยังเก็บหาหวาย
เร่ว ยางไม้
เปลือกไม้มาขายซื้อข้าวกินช่วยให้พอยังชีพได้
แต่เมื่อถึงยุคโลกาภิวัฒน์
ลาวเริ่มอยู่โดดเดียวไม่ได้
จึงต้องเร่งพัฒนาประเทศให้เข้ากับมาตรฐานสากล
ทำให้รัฐต้องกระตุ้นระบบเศรษฐกิจและหารายได้มาใช้ในการพัฒนาประเทศ
ในปัจจุบันองค์กรระหว่างประเทศที่ให้การสนับสนุนทางวิชาการและทางการเงินแก่รัฐบาลได้วิเคราะห์ไว้ว่า
ทรัพยากรน้ำกับป่าไม้เท่านั้นที่มีศักยภาพในการพัฒนาให้เกิดรายได้กับรัฐ
ดังนั้นในการประชุมป่าไม้แห่งชาติปี
2532
จึงได้กำหนดกลยุทธ์การจัดการป่า
โดยจัดทำแผนงานสำคัญ 5
เรื่อง คืองานด้านพัฒนาบุคลากร
งานจัดแบ่งประเภทป่า
งานอนุรักษ์ป่า
งานยุติการถางป่าทำไร่
และงานสนับสนุนการจัดสรรที่ดินและแบ่งที่ป่าให้ชาวบ้านใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำการเกษตรอย่างถาวร
โดยทำเป็นโครงการทดลองจัดสรรอาชีพที่คงที่ให้ประชาชน
การอนุญาตให้ทำกินในพื้นที่ป่าไม้แต่ยังไม่มอบพื้นที่ป่าให้เป็นกรรมสิทธิ์
และจัดระบบการคุ้มครองพื้นที่ป่าขึ้นใหม่
รัฐเริ่มทดลองหาแม่แบบของการพัฒนาเพื่อให้เกษตรกรอยู่รอดในระบบใหม่
เริ่มวางแผนการพัฒนาพื้นที่เป็นสองกลุ่ม
คือ แผนการพัฒนาที่สูง
และแผนการพัฒนาที่ลุ่ม
รัฐบาลลาวคาดว่าจะสามารถยุติการถางป่าทำไร่ได้อย่างสิ้นเชิงในปี
2543
และมีการพัฒนาชนบทในรูปแบบต่าง
ๆ เช่น
การจัดการป่าไม้ร่วม
ป่าไม้บ้าน
การจัดการลุ่มน้ำ
การจัดการพื้นที่คุ้มครอง
และยังมีแผนการสร้างอาสาสมัครป่าไม้บ้าน
12,000 บ้าน โดยเลือกชาวบ้านมาเข้ารับการฝึกอบรม
ซึ่งขณะนี้ฝึกได้เป็นบางส่วนแล้ว
ดังนั้นในแง่ของการพึ่งตนเอง
เกษตรกรก็จะพออยู่ได้ในระบบการผลิตปัจจุบัน
แต่หากจะยกระดับพัฒนาตามกระแสโลก
ก็คงจะต้องพลิกตำราหาทฤษฎีใหม่
ๆ อีกหลายทฤษฎีมาช่วย
อย่างไรก็ดีต้องชมรัฐบาลลาวว่าใจกว้าง
ที่มอบที่ดินและสิทธิในการใช้ที่ดินเพื่อการเพาะปลูกให้แก่ชาวบ้านทุกคนที่อาศัยทำกินในป่าอยู่แล้ว
และยังมอบอำนาจในการจัดการป่าให้ชาวลาวทุกเผ่าโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง


ต่อจากลาวคือ เวียดนาม
ซึ่งมีเนื้อที่เพียงสามในสี่ของไทย
มีพลเมืองประมาณ 70
ล้านคน ประกอบด้วย 54
ชนเผ่า เผ่าขิ่น (Kinh)
มีพลเมืองมากที่สุดคือประมาณ
87% ของพลเมืองทั้งหมด
ภูมิประเทศสามในสี่ส่วนเป็นเนินเขาและภูเขาสูง
หนึ่งในสามของพื้นที่ภูเขามีสภาพเสื่อมโทรม
พื้นที่ป่าไม้ส่วนใหญ่ถูกทำลายในช่วง
50 ปีที่ผ่านมา
จนเหลือพื้นที่ป่าไม้ประมาณ
58 ล้านไร่หรือร้อยละ 29
ของเนื้อที่ประเทศ
โดยเฉพาะทางภาคเหนือมีพื้นที่ทิ้งร้างว่างเปล่าถึง
25 ล้านไร่ เวียดนามเริ่มฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังสงครามคือตั้งแต่ปลายทศวรรษ
2513 โดยประกาศนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวหน้า
ในปี 2529
เวียดนามดำเนินนโยบายการตลาดนำหน้าและแก้ปัญหาป่าต้นน้ำโดยเน้นการฟื้นฟูป่าเพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมไปพร้อม

กับการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรยากจน
เริ่มด้วยการดำเนินนโยบายกระจายการถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดินแก่ทุกคนทุกชนเผ่าที่ต้องการที่ดินทำกิน
ทำโครงการวางแผนการใช้ที่ดินและการมอบที่ดินให้เกษตรกร
โดยรัฐอนุญาตให้ราษฎรใช้ประโยชน์ที่ดินในระยะยาว
ระหว่าง 20 ถึง 50 ปี
และส่งเสริมวนเกษตรโดยผสมผสานการเกษตร
ป่าไม้ ประมง
และการเลี้ยงสัตว์ในไร่นาของเกษตรกร
มีชื่อย่อว่า RVAC (หมายถึงปลูกป่า
เกษตร บ่อปลา
เลี้ยงสัตว์)
และรัฐสนับสนุนด้านสินเชื่อและปัจจัยการผลิต
เพื่อเร่งให้มีการผลิตมากขึ้นและหลากหลายชนิดขึ้นตามกลไกของการตลาด
ตามมาด้วยโครงการพัฒนาและการจัดการทรัพยากรต่าง

เกษตรกรแต่ละรายได้รับที่ดินสำหรับอยู่อาศัยและทำกิน
ซึ่งมีขนาดเพียงพอที่จะทำนา
ปลูกพืชไร่เศรษฐกิจ
ขุดบ่อเลี้ยงปลา
ปลูกป่าใช้สอย
และรักษาป่าอนุรักษ์ไว้ด้วย
แต่ละชุมชนจะได้รับมอบพื้นที่ป่าให้ดูแลด้วย
โดยมีค่าตอบแทนให้เล็กน้อย
กลยุทธ์ในการบริหารงาน
โดยวิธีการทำโครงการนำร่อง
และสร้างรูปแบบการผลิตหลาย
ๆ แบบ
ปรับรูปแบบสหกรณ์ขึ้นมาใหม่
เรียกว่าสหกรณ์อาสา (voluntary
cooperatives)
ด้วยความสมัครใจของเกษตรกร
ร่วมกันเป็นสมาชิก
เพื่อช่วยครัวเรือนเกษตรกรที่ยากจนให้มีทุน
เพิ่มประสบการณ์
พัฒนาการผลิต
และคุณภาพชีวิต ในปี 2531
เกิดปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง
จึงมีการปรับนโยบาย
เพิ่มแรงจูงใจให้เกษตรกรทุกแรงงานทุกครอบครัว
ให้ถือว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริง
ทำให้เวียดนามเริ่มผลิตข้าวพอกิน
ตั้งแต่ปี 2532
และเริ่มส่งออกมาหลายปีแล้ว

ภาพโดยรวมของการพัฒนาเวียดนามน่าจะบรรลุเป้าหมายระดับเศรษฐกิจพอเพียงได้
โดยเฉพาะในกลุ่มชนเผ่าที่ยากจนแต่ขยันขันแข็ง
แต่ยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะสามารถจัดการสมดุลของสิ่งแวดล้อมของการผลิตในไร่นาได้นานเท่าไร
เวียดนามได้รับปริมาณน้ำฝนมากกว่าไทย
มีระบบการจัดการแหล่งน้ำในระดับชุมชนและไร่นาที่ดีมาก
สามารถกระจายน้ำให้สมาชิกในชุมชนได้อย่างทั่วถึง
แต่นโยบายเร่งการผลิตในปัจจุบันใช้สารเคมีมากทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำที่สร้างขึ้นรวมทั้งที่ดินในไร่นาเกิดมลภาวะ
สัตว์น้ำซึ่งเป็นแหล่งอาหารโปรตีนตามธรรมชาติเริ่มหมดไป
ส่วนการจัดการป่าก็ยังไม่ลงตัว
นโยบายเน้นการปลูกป่าเศรษฐกิจครอบคลุมทั่วประเทศประมาณห้าล้านเฮกแตร์ในเวลาสิบห้าปี
(2539–2553)
ป่าในพื้นที่เสื่อมโทรมหรือบนที่โล่งเตียนสูงชัน
ยังไม่ได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสม
มีความพยายามนำแนวคิดด้านการจัดการเขตกันชนไปพัฒนาเพื่อคุ้มครองพื้นที่อนุรักษ์
เช่น
รอบเขตอุทยานแห่งชาติแต่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติยังไม่มีประสบการณ์
โดยสรุปหากเวียดนามเลือกวิธีการฟื้นป่าโดยเน้นการปลูกป่าก็อาจจะต้องทะเลาะกับชาวบ้านอีกยาวนาน
คาดว่าจะยาวกว่าสงครามการเมืองภายในที่ผ่านมาเสียด้วยซ้ำไป
แต่ในภาคเกษตร
เกษตรกรสามารถอยู่ได้
และส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ดีกว่าหลายชุมชนในชนบทไทยเสียอีก
ข้อมูลนี้ขัดแย้งกับตัวเลขของธนาคารโลกที่อธิบายด้วยตัวชี้วัดรายได้ประชาชาติต่อหัวว่า
เวียดนามเป็นประเทศในกลุ่มที่ยากจนที่สุด
ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเป็นจริง


ประเทศฟิลิปปินส์มีความคิด
ทฤษฎีและโครงการต่าง ๆ
มากมาย
เคยเป็นผู้นำในแวดวงวิชาการในภูมิภาค
และยังเป็นแหล่งให้เพื่อนบ้านมาศึกษาและดูงาน
ชื่อของฟิลิปปินส์ไม่เคยหายไปจากกระแสการพัฒนาของโลก
ฟิลิปปินส์เดิมมีระบบการใช้ที่ดินที่มั่นคง
มีการผลิตแบบผสมผสาน
รู้จักอนุรักษ์ดินและน้ำมานาน
ว่ากันว่านาขั้นบันไดทางใต้แถบมินดาเนา
สร้างมานานกว่า 1,000 ปี
รวมกันแล้วยาวกว่ากำแพงเมืองจีนเสียอีก
แต่เมื่อห้าสิบปีก่อนเมื่ออิมปอร์ตผู้เชี่ยวชาญพืชไร่มาจากมหาวิทยาลัยทางตะวันตกเข้ามาสอนและให้คำแนะนำต่าง
ๆ มากมาย
ระบบเกษตรก็เริ่มเปลี่ยนจากแบบผสมผสานเป็นแบบพืชไร่เชิงเดี่ยว
ทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไปมาก
โดยเฉพาะในเขตลูซอนและวิซายา
แต่ในรอบยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา
มีการพัฒนาแนวคิดดี ๆ
หลายอย่าง
ทำโครงการที่น่าสนใจหลายโครงการ
เช่น ป่าครอบครัว
วนเกษตร
และปัจจุบันคือโครงการจัดการทรัพยากรนำโดยชุมชน
โดยรัฐกระจายอำนาจให้องค์กรท้องถิ่นและมอบอำนาจจัดการทรัพยากรให้ชุมชน

โครงการวนเกษตรตามที่ลาดชันของฟิลิปปินส์
พัฒนาเป็นรูปแบบที่เรียกว่า
ซอล์ท (Sloping Agriculture Land Technology) มี 3
แบบ คือ ซอล์ท 1
ทำในที่ลาดชัน
พื้นที่ขนาด 6 ไร่เศษ
ปลูกพืชยืนต้นและพืชผลในสัดส่วน
25 ต่อ 75
ตอนบนของพื้นที่เป็นหมู่ไม้
ถัดลงมาเป็นแถบไม้พุ่มที่
1 ถั่วเหลือง ต้นส้ม
แถบไม้พุ่มที่ 2 ถั่ว
แถบไม้พุ่มที่ 3 สับปะรด
กล้วย แถบไม้พุ่มที่ 4
ข้าวโพด แถบไม้พุ่มที่ 5
วิธีนี้โฆษณาว่าเพิ่มผลผลิตข้าวโพดได้ราว
5 เท่า
ช่วยลดการกัดชะพังทลายของดินได้ราวร้อยละห้าสิบเมื่อเทียบกับวิธีการที่ชาวบ้านทำอยู่เดิม
ซอล์ท 2 วนปศุสัตว์
ใช้พื้นที่ขนาด 3 ไร่
เลี้ยงแพะเป็นหลัก
ที่ดินส่วนล่างสุดราว 40%
ใช้เพาะปลูก 40%
ตอนกลางใช้เลี้ยงแพะ
ทั้งที่เพาะปลูกและที่เลี้ยงสัตว์ปลูกพืชระหว่างแถวต้นไม้
พื้นที่ส่วนที่เหลือ 20%
ส่วนบนสุดปลูกต้นไม้ยืนต้น
ระบบนี้ช่วยลดการกัดชะของดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้ดี
ซอล์ท 3 ป่าไม้ผล
ใช้พื้นที่ขนาด 14 ไร่ 2
งาน
ในการปลูกไม้โตเร็วร่วมกับพืชอาหาร
พื้นที่ดินส่วนล่าง 40%
ใช้เพาะปลูก
พื้นที่ส่วนบน 60%
ปลูกไม้โตเร็ว
รูปแบบนี้ช่วยให้สามารถผลิตทั้งอาหาร
ไม้ และสร้างรายได้
อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติแล้วต้องประสบปัญหานานัปการเช่น
แรงงาน พันธุ์พืช
แต่โครงการเล็ก ๆ
ในระดับพื้นที่ก็ประสบผลสำเร็จพอสมควร
และยังมีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายระดับชาติอีกด้วย
ในศตวรรษหน้าฟิลิปปินส์ก็จะยังเป็นแหล่งทดสอบแนวคิดและทฤษฎีใหม่
ๆ ในเรื่องการพัฒนาชนบทและการจัดการทรัพยากรให้กับ
ภูมิภาคอื่นต่อไป

สำหรับประเทศไทย
เดิมทรัพยากรมีใช้กันอย่างทั่วถึง
ชาวบ้านมีบทบาทในการจัดระบบรักษาป่า
รักษาน้ำ
แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไป
ทรัพยากรถูกจัดการโดยรัฐ
ไม่ว่าจะเป็นป่าหรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่
จึงสนองความต้องการชาวบ้านได้เฉพาะกลุ่มเฉพาะแห่ง
ไม่ทั่วถึงเหมือนแต่ก่อน
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ผ่านมาห้าแผนแรก
(2504–2529)
ใช้ทรัพยากรไปมากแบบไม่สมดุล
ป่าลดลงกว่า 30 ล้านไร่
สองแผนถัดมาคือแผนฯ ที่
6 และ 7 (2530–2539)
ยังก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากร
เกิดปัญหาความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นดิน
น้ำ และป่า
โครงการพัฒนาขั้นพื้นฐานที่สำคัญหลายโครงการไม่ประสบความสำเร็จ
เช่น
โครงการปฏิรูปที่ดิน
โครงการรักษาป่าและจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร
ทำให้รัฐต้องหันมาจัดสรรที่ดินในป่าที่รักษาไว้ไม่ได้
แต่ก็ยังหวงอำนาจและไม่ยอมกระจายสิทธิอำนาจในการคุ้มครองและจัดการ
รัฐจึงต้องรับภาระในการรักษาป่า
และจัดการพัฒนาที่ดินทั่วประเทศมานาน


โครงการใหม่ ๆ
ของรัฐหลายโครงการมีแนวโน้มที่ดี
เช่น
โครงการปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร
โครงการกระจายการผลิตในระดับไร่นาซึ่งครอบคลุมการส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นด้วย
แต่เกษตรกรถูกกระตุ้นให้เร่งปริมาณการผลิตด้วยวิธีที่ทำลายดินและสิ่งแวดล้อมแต่ขายผลผลิตได้ถูกและต้องขาดทุนซ้ำซาก
ชาวนาต้องซื้อข้าวกิน
ต้องขายที่ดินใช้หนี้
ออกไปหางานทำขายแรงงานถูก
ๆ ในเมือง
เกิดค่านิยมที่ผิด
ปรับตัวไม่ทันกับแรงกดดันจากเศรษฐกิจกระแสหลัก
ก่อให้เกิดปัญหาครอบครัว
และสังคม ทรัพยากรดิน
น้ำ ป่าเสื่อมลง
เพราะการผลิตเพื่อขายหรือใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศมากเกินพอดี
จนมองข้ามปรัชญาพื้นฐานที่สำคัญของการเกษตร
คือค่อยเป็นค่อยไป
พึ่งตนเองให้ได้ก่อนไปแบบก้าวกระโดด
แต่ประเทศไทยยังโชคดีที่มีพระราชดำริหลาย
ๆ ด้านมาเตือนสติ ชี้เป้าหมายและแนวทางให้เรื่อยมา
ตั้งแต่รูปแบบการให้สิทธิทำกินและการวางแผนการใช้ที่ดินซึ่งพระราชทานไว้เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนที่จังหวัดเชียงใหม่
แนวคิดการจัดการเขตกันชนเพื่อรักษาป่าและพัฒนาชุมชนด้วยพลังชุมชนเอง
ซึ่งดำริไว้ให้จัดการกับพื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดปราจีนบุรีและที่ป่ายางน้ำกลัดในเขตจังหวัดเพชรบุรี
แนวคิดในการสร้างศูนย์ศึกษาต้นแบบการพัฒนาที่สอดคล้องกับนิเวศ
ตัวอย่างแนวคิดในการสร้างทางเลือกในการใช้ทรัพยากรในลุ่มน้ำเห็นได้ที่ห้วยฮ่องไคร้จังหวัดเชียงใหม่
จนถึงแนวคิดทฤษฎีใหม่ที่กลั่นกรองประสบการณ์มาบูรณาการการจัดการดิน
น้ำ พืชพรรณไว้ ในไร่นา
ให้ถึงมือเกษตรกรโดยตรง
หากรัฐบาลกระจายความรับผิดชอบในการตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ไปยังประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนให้แพร่หลายยิ่งขึ้น
ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จ
แต่ถ้ายังทำประกวดแข่งขันกันอยู่เฉพาะในแวดวงองค์กรของราชการ
แนวคิดทฤษฎีใหม่ ๆ
คงไม่ไปถึงมือเกษตรกร

ตัวอย่างของแนวคิด
วิธีการด้านการจัดการทรัพยากรและโครงการที่พัฒนาขึ้นมาในประเทศต่าง
ๆ ในภูมิภาค
ที่ทบทวนมาข้างต้น
นับว่ายังน้อยมาก
แต่ก็ทำให้ได้ทราบว่างานการจัดการทรัพยากรส่วนที่สำเร็จมีเพียงเล็กน้อยและอยู่ในรูปโครงการเป็นส่วนใหญ่
เมื่อโครงการหมดการพัฒนาก็หยุดเหมือนกันหมดแทบทุกประเทศ
เหลือทิ้งไว้เพียงรายงานเล่มหนา

ซึ่งผิดกับตัวอย่างที่ชาวบ้านทำเอง
มีการเรียนรู้และปรับเปลี่ยน
ถึงแม้จะไม่มีโครงการสนับสนุนแต่ก็ปฏิบัติสืบทอดกันมาได้อย่างยาวนาน


ความจริงประเทศในทวีปเอเชียยังมีตัวอย่างความสำเร็จของชาวบ้านในการจัดการทรัพยากรในระดับชุมชนให้พออยู่พอกินอีกมากมายที่ไม่ได้นำมาอธิบาย
เช่น
ชุมชนแถบเมืองเครีลาชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอินเดีย
ชนเผ่าจัคม่าในบังคลาเทศ
ชุมชนแถบเมืองกวางตรีตอนใต้ของเวียดนาม
ชุมชนบนเกาะบาหลีในอินโดนีเซีย
หรือแถบมณฑลเสฉวนของจีน
ชุมชนเหล่านี้สร้างระบบการเกษตรที่สอดคล้องกับธรรมชาติที่ดีที่สุดในโลก
ด้านการจัดป่าเห็นได้จากชุมชนดั้งเดิมในอินเดีย
เนปาล ฟิลิปปินส์
หรือแม้กระทั่งชนเผ่ากะเหรี่ยงในไทย
แต่ระบบเหล่านี้ไม่ได้รับการยอมรับ
จึงไม่ค่อยมีผู้สนใจศึกษาเผยแพร่ยกระดับให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจสังคมรอบนอก
ระบบดี ๆ
เหล่านี้จึงค่อย ๆ
หายสาบสูญไปเพราะไม่มีการสืบทอด
ปล่อยให้ระบบจัดการทรัพยากรที่ไม่ดีได้พัฒนาขยายตัวจนสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรยากจน
และสิ่งแวดล้อมไปทั่วประเทศ

บทเรียนนานัปการจากภูมิภาคพอจะสรุปได้ว่า

s ความสำเร็จในการจัดการทรัพยากร
ไม่ว่าจะในระดับกว้างหรือในท้องถิ่นเล็ก
ๆ ต้องเกี่ยวข้องไปด้วยกันทั้งเรื่องป่า
การเกษตร และชุมชน
พื้นที่ใดที่มีป่าสมบูรณ์แต่การเกษตรล้มเหลว
สุดท้ายป่าก็จะหมดเพราะคนจะหันมาพึ่งป่ามากเกินไป
พื้นที่มีการเกษตรดีแต่ป่าถูกทำลาย
สุดท้ายการเกษตรจะเสื่อมเพราะธรรมชาติไม่สมดุล
และเหนืออื่นใดคือชุมชน
ชุมชนที่มีความสามัคคีเข้มแข็งมีการจัดองค์กรดี
จัดการทรัพยากรเป็น
มักทำการเกษตรได้ดีและดูแลจัดการป่าได้ดีด้วย
ชุมชนที่ขาดความสามัคคีไม่มีองค์กรที่เข้มแข็ง
จัดการทรัพยากรไม่เป็น
ทำอะไรก็มักจะล้มเหลว
จึงต้องทำเรื่องเกษตร
เรื่องป่าและชุมชนไปด้วยกัน
ส่วนจะหยิบยกเรื่องอะไรมาเป็นประเด็นจุดประกายในการพัฒนาก็เป็นเรื่องเฉพาะที่เฉพาะแห่ง

s แนวคิดและเทคนิควิธีการจัดการทรัพยากรใหม่
ๆ ในภูมิภาคมีมากมาย
แต่ไม่มีวิธีใดที่สามารถกำหนดเป็นมาตรฐานใช้ได้ในทุกเวลาทุกโอกาส
จึงต้องมีการสร้างและพัฒนาแนวคิดทฤษฎีตลอดจนเทคนิควิธีการใหม่

ให้หลากหลายทันสมัยและเป็นปัจจุบัน
แนวคิดทฤษฎีที่ประชาชนมีส่วนร่วมคิดและพัฒนาจะประสบผลสำเร็จมากกว่าในระดับปฏิบัติ


s การสร้างกลยุทธ์ระดับประเทศ
ส่วนใหญ่มีปัญหาข้อจำกัดด้านระเบียบกฎหมายเก่า
ๆ เจ้าหน้าที่รัฐปรับแนวคิดไม่ทัน
และการไม่ประสานงานในหน่วยงานของรัฐ
มีตัวอย่างมากมายที่หน่วยงานของรัฐแย่งกันทำโครงการหรือเป็นเจ้าของโครงการฯ
เรื่องเหมือนกัน
แต่ตั้งเงื่อนไขต่างกัน
และเน้นการให้เงินสนับสนุนกิจกรรม
จึงส่งผลกระทบในขั้นส่งเสริมและปฏิบัติโดยเกษตรกรเอง

s โครงการส่งเสริมต่าง

สนับสนุนให้ชาวบ้านทำกิจกรรมมาก
แต่แก้ปัญหาไม่ตรงกับความต้องการของเกษตรกร
โครงการที่ริเริ่มจากหน่วยงานไหนก็มักจบลงด้วยภารกิจของหน่วยงานนั้น
เช่น ปลูกป่า
หรือสร้างแหล่งน้ำ
โดยไม่มีการจัดการที่ต่อเนื่อง
โดยไม่อาจบูรณาการงานอื่น
ๆ ที่จำเป็นเข้าไปได้ และที่สำคัญหลายโครงการทำให้เกษตรกรเป็นหนี้
คนได้ประโยชน์กลับกลายเป็นข้าราชการผู้บริหารงบประมาณ
กลุ่มธุรกิจการจำหน่ายวัสดุการเกษตร
และสถาบันการเงินที่ผ่านเงินรัฐไปให้เกษตรกรกู้
ผู้เชี่ยวชาญและบริษัทที่ปรึกษาต่าง
ๆ ยังได้รับประโยชน์มากกว่าเกษตรกรเสียอีก

s ปัญหาเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของเกษตรกรในการเป็นเจ้าของที่ดินหรือทรัพยากรบนที่ดิน
สิทธิในการจัดการใช้ประโยชน์และกระจายประโยชน์
ประเทศใดที่รัฐรวบอำนาจ
ครอบครองทรัพยากรที่จะใช้ในการพัฒนาทั้งหมด
เน้นการพัฒนาโดยอาศัยกลไกรัฐ
ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ
เพราะเกษตรกรรู้สึกไม่มั่นคงในการดำรงชีวิต
การมีส่วนร่วมของเกษตรกรมีน้อย
ประเทศที่ประชาชนในชุมชนได้รับการมอบอำนาจในการจัดการทรัพยากร
และรัฐปรับนโยบายเพื่อสนับสนุนประชาชน
มีโอกาสประสบความสำเร็จหรือก้าวหน้าได้มากกว่า


สำหรับข้อเสนอแนะจากบทเรียนในภูมิภาคในเรื่องนี้สรุปได้ว่า

u แนวคิดหรือทฤษฎีใหม่

ต้องเปิดโอกาสให้คนที่เกี่ยวข้องทุกระดับได้เรียนรู้ที่จะจัดการทรัพยากรให้เป็น
เกษตรกรจัดการระดับครัวเรือน
ที่ดินในไร่นา
รัฐร่วมกับเกษตรกรจัดการป่า
และแหล่งน้ำ
และไม่อาจเน้นให้จัดการทรัพยากรตัวหนึ่งตัวใด
จึงต้องเน้นเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง
เชื่อมโยงระบบการจัดการให้สอดคล้องกัน
ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน
เมือง ประเทศ ภูมิภาค
และโลก

u การจัดการทรัพยากรให้บรรลุผลในระยะยาว
ทรัพยากรในการพัฒนาและสิทธิพื้นฐานของเกษตรกร
เช่น สิทธิในที่ดิน
อำนาจในการจัดการทรัพยากร
ต้องได้รับการคุ้มครอง
และต้องทำควบคู่กันไปทั้งการจัดการทรัพยากรแบบผสมผสานและการจัดองค์กร
จึงควรเน้นการมีส่วนร่วม
ร่วมคิด ร่วมทำ
ไม่ควรเน้นการ “ให้”
จึงต้องเน้นไปที่การพัฒนาความร่วมมือ
ระหว่างเกษตรกร
เกษตรกรกับรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน


u ลดบทบาทของรัฐในการคิดและทำแทนชาวบ้าน
ต้องลดบทบาทในการควบคุม
ลดงบประมาณที่ใช้ในการทดลองสาธิตตามสถานที่ราชการ
ลดการแก่งแย่งแข่งขันการเป็นเจ้าของโครงการ
และมาสร้างบรรยากาศในการทำงานให้เกษตรกรเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเกษตรกรและกลุ่มของเกษตรกร


u ควรกระตุ้นงานวิจัยเพื่อศึกษาเงื่อนไขข้อจำกัดของเกษตรกร
สนับสนุนการสร้างทางเลือกในการจัดการ
งานวิจัยต้องเน้นการมีส่วนร่วมของชาวบ้านด้วย
จึงควรเน้นงานวิจัยและพัฒนาในไร่นาให้มาก










ความเหมาะสมของกฎหมายป่าชุมชน พิจารณากันอย่างไร?




ความเหมาะสมของกฎหมายป่าชุมชน
พิจารณากันอย่างไร?

ดร.
เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์
(
Recoftc)

ข้อสรุปจากการประชุมนานาชาติด้านป่าไม้ที่ประเทศกัมพูชาซึ่งจัดโดยกรมป่าไม้กัมพูชาโดยการสนับสนุนของธนาคารโลก
องค์การเอฟเอโอ
และรัฐบาลเนเธอร์แลนด์
เมื่อ ๑๔–๑๖ มิ.ย. ศกนี้
ได้ยืนยันว่าสถานการณ์ป่าไม้ในอนุภูมิภาคแม่โขงในปัจจุบันไม่มั่นคงมีแนวโน้มที่ป่าจะถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเขตพื้นที่รอยต่อระหว่างประเทศ
ประเทศต่างๆ
จึงได้พยายามทบทวนนโยบายและมาตรการหลายด้านโดยเฉพาะมาตรการทางกฎหมายเพื่อยับยั้งการทำลายป่า
แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
เนื่องจากมีปัญหาซับซ้อนหลายประการ
และหนึ่งในปัญหาที่สำคัญคือปัญหาของตัวกฎหมายเอง


กฎหมายด้านป่าไม้แต่ละประเทศในภูมิภาค
ร่างขึ้นมาด้วยวิธีการต่างๆตามความชำนาญและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างในประเทศกัมพูชาปัจจุบันมีร่างกฎหมายป่าไม้ถึง
4 ฉบับตามจำนวนองค์กรสนับสนุนทางการเงินซึ่งกำลังหาข้อยุติโดยจะเอากฎหมายทุกฉบับมาผสมให้กลมกลืนกัน
สไตล์ของประเทศลาว
รัฐบาลกลางร่างกรอบกฎหมายอย่างกว้างๆ
แล้วส่งไปจังหวัดให้ไปคุยกับเมืองและหมู่บ้านพิจารณาเสนอความเห็นว่าทำได้หรือไม่ได้แล้วจึงนำความเห็นมาปรับให้เป็นกลางๆ
ประเทศเวียดนามใช้หน่วยงานระดับกระทรวงเป็นหลัก
ระดมความเห็นจากหน่วยงานในระดับจังหวัดของกระทรวงและพรรคการเมือง
แล้วนำเข้ามาพิจารณารวมกันในส่วนกลาง
แต่ประเทศไทยปัจจุบันมักใช้กลไกทางการเมืองยกร่างและเสนอกฎหมาย
หน่วยงานส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นไม่ค่อยมีบทบาท
แม้แต่การทดสอบความเป็นไปได้หรือเสนอแนะความคิดเห็น


ตั้งแต่ได้มีข้อตกลงระหว่างรัฐกับตัวแทนองค์กรประชาชนเพื่อคลี่คลายปัญหาเกี่ยวกับที่ดินป่าไม้ของชาวไทยที่อาศัยอยู่บนภูเขาเมื่อไม่นานมานี้
รัฐบาลไทยคงจะต้องปรับปรุงกฎหมายป่าไม้หลายฉบับที่ไม่เหมาะสมและขัดกับรัฐธรรมนูญ
และร่างขึ้นใหม่ดังเช่นพระราชบัญญัติป่าชุมชน
ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะใช้ต้นร่างฉบับใดมาเป็นแกนกลางและจะนำเนื้อหาใดจากฉบับไหนมาเสริม


กรณีของกฎหมายป่าชุมชนนี้อาจจะต้องมีมุมมอง
กระบวนการและเนื้อหาสาระที่ไกลออกไปจากกฎหมายป่าไม้หรือกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เคยทำกันมา
เพราะป่าชุมชนที่เกิดขึ้นแล้วหรือจะเกิดขึ้นตามกฎหมายใหม่เป็นทรัพย์สินส่วนรวม
จึงเกิดประเด็นใหม่ๆขึ้นมากมายเพื่อรองรับการจัดการทรัพย์สินส่วนรวม
เช่นสิทธิชุมชน
สิทธิชนเผ่าดั้งเดิม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
จารีตประเพณี จึงขอเสนอแนะกรอบความคิดในการพิจารณาความเหมาะสมของกฎหมายป่าชุมชนไว้
๙ ประการดังนี้


ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนุญ
ต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ประเด็นหลักๆที่ควรพิจารณาเช่นการกำหนดสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม
สิทธิของบุคคลในการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
การรับทราบข้อมูลข่าวสาร
(มาตรา ๔๖, ๕๖, ๕๘)
และการปรับหน้าที่ของรัฐให้มีบทบาทด้านส่งเสริมและสนับสนุนประชาชน
(มาตรา ๗๙) ฯลฯ


สนองเจตนารมย์ของประชาชน
ต้องมีเจตนารมย์ที่ชัดเจนในเรื่องสำคัญเช่น
การมอบอำนาจและกระจายอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในการจัดการทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมให้ประชาชน
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคุ้มครองรักษาทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม
รักษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรม
การจัดการป่าเพื่อประโยชน์ของชุมชน
พัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในชุมชน



มีอิสระปราศจากเงื่อนไขของกฎหมายอื่น
หมายถึงไม่ขึ้นอยู่กับกฎหมายใดๆที่มีผลบังคับใช้ก่อนหน้านี้
เช่นกฎหมายป่าไม้
พุทธศักราช ๒๔๘๔
พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ
ฯลฯ มิฉะนั้นจะมีปัญหาทางปฏิบัติ
เรื่องนี้ดูตัวอย่างได้จากกรณีบ้านสามหลังที่เขื่อนศรีนครินทร์
ซึ่งมีกฎหมายซ้อนทับกันหลายฉบับจนมีปัญหาว่าจะฟ้องผู้ถูกข้อหาบุกรุกป่าด้วยกฎหมายฉบับใด



มีเนื้อหาสาระชัดเจน ข้อความในกฎหมายต้องชัดเจนไม่กำกวมจนต้องตีความ
ประเด็นนี้สำคัญมาก
เพราะทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ลังเลใจ
ปฏิบัติไม่ได้
ต้องรอตีความก่อน
หากเป็นเรื่องเสี่ยงมักเลือกไม่ทำหรือรอให้คนอื่นทำเป็นตัวอย่างเสียก่อน



อธิบายกระบวนการตัดสินใจทุกระดับชัดเจน
ควรอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าจะทำให้เกิดป่าชุมชนได้อย่างไร
เช่นอยู่ที่ไหน
ใครเป็นคนทำ ทำอย่างไร
ใช้ประโยชน์อย่างไร
ต้องอธิบายอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของชุมชน
องค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนกระบวนการตัดสินใจในเรื่องเหล่านี้ให้ชัดเจนว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ
เพื่อไม่ให้เกี่ยงกันหรือขัดแย้งกันภายหลัง
เช่นระหว่างหน่วยงานของรัฐ
มักมีปัญหาการประสานงาน
เรื่องอำนาจการบริหาร
การบังคับบัญชาและเรื่องงบประมาณ
และในส่วนชุมชนจะเป็นสาเหตุให้เกิดความขัดแย้งหรือมีการประท้วงฟ้องร้องกันวุ่นวาย


มีกฎเกณฑ์แนวทางปฏิบัติและระบบการสนับสนุนรองรับชัดเจน
ควรบอกว่าจะต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์อะไรเกี่ยวข้องบ้าง
จะออกเมื่อไร โดยใคร
กฎเกณฑ์เหล่านี้ควรกำหนดร่วมกันโดยรัฐและประชาชน
เรื่องนี้สำคัญเพราะว่า
ถ้าหากกฎหมายที่หน่วยงานของรัฐมีผลประโยชน์เนื่องจากได้ร่างขึ้นเองหรือให้การสนับสนุน
ก็จะเร่งออกกฎระเบียบและแนวทางเพื่อนำไปปฏิบัติ
แต่หากไม่เห็นด้วยก็จะไม่ให้ความสนใจ
ไม่ทำ
ทำให้กฎหมายที่ออกมาแล้วมีแต่โครงร่างไม่มีแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้
ส่วนระบบการสนับสนุน
เช่น เครื่องมืออุปกรณ์
งบประมาณ
หรือแม้กระทั่งอาสาสมัครก็มีความจำเป็น
อาจทำในรูปกองทุนสนับสนุนป่าชุมชนก็ได้


ให้การคุ้มครองสนับสนุนชุมชนที่จัดการป่า
สนับสนุนกลุ่มองค์กรชุมชนที่จัดการป่าดีอยู่แล้วให้ทำได้ต่อไป
หมายถึงว่าควรจูงใจ
ให้กำลังใจหรือให้การคุ้มครองรองรับการทำงานของบุคคลหรือกลุ่มคนเหล่านี้ให้ทำดีเพื่อประโยชน์ส่วนรวมต่อไป
และให้โอกาสแก่ชุมชนที่อยู่ระหว่างการเรียนรู้ได้จัดการป่าชุมชน
โดยรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนให้การสนับสนุน
และมีกลไกคุ้มครองยับยั้งการทำลายป่า
กล่าวคือไม่สนับสนุนหรือเปิดโอกาสให้บุคคลหรือกลุ่มคนที่ไม่ดีหรือมีพฤติกรรมไม่ดีเข้ามาทำลายป่าและทรัพยากร
เรื่องนี้สำคัญเพราะหากปล่อยให้กฎหมายมีช่องว่างมาก
ไม่มีกลไกตรวจสอบที่รัดกุม
กลุ่มอิทธิพลต่างๆก็จะใช้ช่องว่างของกฎหมายเข้ามาทำลายป่าเพื่อหาประโยชน์ได้



มีความสมดุลของอำนาจ
ควรมอบอำนาจการควบคุมบริหารให้หลายฝ่ายอย่างสมดุลเพื่อความร่วมมือทำป่าชุมชนอย่างเท่าเทียมกัน
ไม่ควรมอบอำนาจให้เฉพาะแต่หน่วยงานของรัฐ
หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง
เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในท้องถิ่นใช้แต่อำนาจโดยไม่สนใจในการสร้างความร่วมมือกับประชาชน
แต่ควรให้มีกระบวนการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย



มีความยึดหยุ่นเพื่อให้โอกาสเรียนรู้
ควรให้โอกาสชุมชนจัดการป่าโดยกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขเมื่อทำไม่ถูกต้อง
บอกกติกาว่าจะทำอย่างไรจึงไม่ออกนอกกรอบของความเป็นจริงและกรอบของกฎหมาย
หากทำไม่ถูกต้องจะมีความผิดและการลงโทษเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไร


กรอบการพิจารณาทั้งเก้าประการ
ไม่ใช่มาตรฐานบอกว่ากฎหมายดีหรือไม่ดี
แต่รวบรวมจากประสบการณ์ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวในการดำเนินการตามกฎหมายป่าไม้และปัญหาความต้องการของประชาชนในประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
กรอบความคิดนี้ให้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าจะรับกฎหมายป่าชุมชนได้หรือไม่
ส่วนในรายละเอียด
เช่นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายต่างๆ
หรือแผนการจัดการป่าชุมชนเป็นอย่างไร
สมควรจะต้องว่ากันในขั้นตอนของกฎกระทรวง
ระเบียบ ข้อบังคับ
และแผนการจัดการป่าชุมชน
ซึ่งคณะกรรมการนโยบายระดับชาติ
คณะกรรมการระดับจังหวัดหรือกรรมการป่าชุมชนจะต้องไปพิจารณากันต่อไป


ข้อควรระวังที่อยากให้เป็นข้อสังเกตไว้เกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจคือการให้อำนาจสูงสุดไว้ที่หัวหน้าส่วนราชการและรัฐมนตรีหลายๆเรื่องมากเกินไป
ทำให้เกิดมีปัญหาการตัดสินใจ
เช่นล่าช้าหรือขัดกับข้อเท็จจริง
ดูตัวอย่างจากกฎหมายป่าสงวนซึ่งมอบอำนาจส่วนใหญ่ไว้ที่รัฐมนตรี
เมื่อการเมืองไม่นิ่งมีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารบ่อย
การตัดสินใจเรื่องสำคัญหลายๆเรื่องไม่อาจทำได้ต่อเนื่อง
จึงเกิดปัญหาขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา
หากมุ่งประโยชน์แก่ท้องถิ่นที่แท้จริงก็ควรให้การตัดสินใจส่วนใหญ่อยู่ที่ท้องถิ่น
เว้นแต่ท้องถิ่นจะขัดแย้งกันจนหาข้อยุติไม่ได้จึงให้มีการตัดสินใจในระดับภาคและระดับชาติ


ในเรื่องป่า,
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนี้
ประเทศไทยได้เปิดโอกาสให้มีการจัดการโดยภาครัฐตั้งแต่ตั้งกรมป่าไม้มานานกว่าร้อยปี
และโดยภาคเอกชนมาตั้งแต่เริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งนานถึงสี่สิบกว่าปี
แต่ยังไม่สามารถสรุปบทเรียนหรือตอบคำถามของสังคมต่อความยั่งยืนของทรัพยากรและความอยู่รอดของคนในชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้เป็นที่พอใจได้
กฎหมายป่าชุมชนที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงควรให้โอกาสประชาชนโดยชุมชนท้องถิ่นด้วย
ผู้ที่มีอำนาจในเรื่องนี้อย่าเพิ่งด่วนวางกรอบการตัดสินใจกันว่าถูกหรือผิดในช่วงสองสามปีเลย
แต่ควรจะวางกรอบเวลาไว้นานพอสมควร
ซัก ๒๐ ปี
เพื่อเปิดโอกาสให้มีการพัฒนา
แต่ต้องวางกลไกการติดตามตรวจสอบเพื่อสรุปบทเรียน,
สร้างกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรในด้านการจัดการทรัพยากรส่วนรวมให้ได้อย่างต่อเนื่องและมากที่สุด
ผู้เขียนเชื่อว่าบทเรียนจากกฎหมายป่าชุมชนทั้งในส่วนของการร่างกฎหมายและการปฏิบัติตามกฎหมาย
จะเป็นกฎหมายฉบับแรกที่จะนำไปสู่การปรับปรุงหรือพัฒนากรอบกฎหมายทั้งหมดเพื่อการคุ้มครองจัดการป่า,
ทรัพยากรธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของชาติต่อไป



ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร