ม.นอกระบบกับ 4 มุมมองนักวิชาการ มช.

Sun, 12/31/2006 - 00:00 -- ประชาธรรม

ผศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะบดีคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ 

            ตอนนี้เท่าที่ผมวิเคราะห์ดูกลุ่มผู้คัดค้านส่วนใหญ่ให้เหตุผลในการคัดค้านมหาวิทยาลัยออกนอกระบบอยู่สามประการคือ 1.กลัวว่าค่าเล่าเรียนแพง 2.กีดกันทำให้คนจนไม่มีสิทธิได้เข้ามหาวิทยาลัย 3.สาขาวิชาที่ไม่ได้รับความสนจะถูกยกเลิกการเรียนการสอนไป

            จาก 3 ข้อข้างต้น ผมคิดว่าเหตุผลทั้งหมดฟังแล้วไม่มีน้ำหนักมากพอ เพราะเรื่องค่าเล่าเรียนแพงนั้น จากการสำรวจพบว่าในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านนั้นค่าเล่าเรียนของทุกมหาวิทยาลัยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอยู่แล้วแม้จะอยู่ในระบบราชการก็ตาม ส่วนเรื่องกีดกันคนจนก็เช่นกันมหาวิทยาลัยไทยกีดกันคนจนมานานแล้วตั้งแต่สมัยผมเรียนมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็เป็นพื้นที่ของชนชั้นกลางถึงชนชั้นสูงเป็นส่วนใหญ่

            นอกจากนี้ การที่เกรงว่าศาสตร์บางวิชาจะถูกปิดตัวไปเพราะไม่ค่อยได้รับความสนใจนั้น ผมเห็นว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมามีหลายสาขาวิชาที่ถูกปิดไปหรือบางสาขาก็แทบไม่มีให้เห็นแล้ว จึงไม่ใช่สิ่งที่จะมาพูดว่ามหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้วจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะปัญหาเหล่านี้ดำรงอยู่ในสังคมไทยมานานแล้ว

            ปัจจุบันที่เราพยายามแบ่งขั้วกันว่าฝ่ายค้าน ม.ออกนอกระบบกับฝ่ายสนับสนุน ม.ออกนอกระบบเพื่อชี้ว่าเราะจะอยู่ระบบเดิมหรือระบบใหม่ ถามฝ่ายค้านว่าระบบเดิมที่ใช้อยู่ดีหรือเปล่า? ถามฝ่ายสนับสนุนว่าระบบใหม่ดีจริงหรือ? ดังนั้นการพยายามแบ่งฝ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่สิ่งที่ควรจะแบ่งขั้วให้เหมือนกับความดีกับความชั่ว แต่ทั้งสองอย่างมีทั้งจุดดีจุดด้อยแตกต่างกัน การแบ่งขั้วจึงไม่ได้ก่อให้เกิดการแก้ปัญหาใดๆ

            สิ่งที่เราต้องถาม และต้องติดตามคือ รัฐไทยจะมีบทบาทหรือท่าทีอย่างไรต่อการศึกษา จะยังสนับสนุนต่อหรือไม่ โดยกรณีนี้เราจะไปกดดันตัวมหาวิทยาลัยอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเรื่องนี้แม้จะกดดันมหาวิทยาลัยแต่สุดท้ายอำนาจการตัดสินใจก็อยู่ที่รัฐบาล ฉะนั้นเราจึงต้องไปพูดสื่อสารกับรัฐมากกว่าจะกดมหาวิทยาลัย

            ผมคิดว่าการออกหรือไม่ออกนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สิ่งสำคัญนั้นอยู่ที่มหาวิทยาลัยจะมีบทบาทอย่างไร ทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง ตลอดจนกระทั่งหากออกนอกระบบจริงๆ สังคมหรือชุมชนจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไรในการกำกับทิศทางของมหาวิทยาลัยในพื้นที่จะทำให้เกิดการบูรณาการและการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

            ความงอกงามทางวิชาการถือเป็นหน้าที่หลักของมหาวิทยาลัย โดยต้องเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้เพื่อนำไปใช้กับสังคม สามารถมีคำตอบ มีทางแก้ หรือแนวทางชี้แนะหากสังคมเผชิญปัญหา รวมถึงมหาวิทยาลัยต้องมีเสรีภาพทางวิชาการ ที่จะมีพื้นที่ให้คนที่คิดเห็นต่างสามารถแสดงความคิดเห็นได้

            สิ่งที่ผมคิดว่าเราควรทำต่อการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ใช่อยู่ที่ค่าเล่าเรียนแต่ต้องไปดูว่าโครงสร้างของการออกนอกระบบนั้นเป็นอย่างไร โปร่งใสและตรวจสอบได้หรือไม่ ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญ รวมทั้งต้องมีหลักประกันที่ชัดเจนว่าทำให้คนจนหรือคนด้อยโอกาสต่างๆ มีสิทธิเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยได้อย่างไร  

ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ นักวิชามหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

            ผมคิดว่าบทบาทของแนวคิดด้านการค้าเสรี ทุนนิยมเสรี กำลังครอบคลุมแทบทุกกิจกรรมในสังคมคมปัจจุบัน และมันก็กำลังเข้ามาในระบบการศึกษา ซึ่งผมไม่เห็นด้วย เพราะวิชาความรู้นั้นเราถือว่าเป็นสิ่งที่รัฐต้องบริการให้กับประชาชน แต่ปัจจุบันสิ่งที่เรียกว่าการศึกษากำลังจะถูกทำให้กลายเป็นสินค้าบริการที่รัฐมาเสนอขายต่อประชาชน ซึ่งคนที่มีกำลังทุนทรัพย์เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้

            เมื่อมหาวิทยาลัยเริ่มเข้าสู่แนวคิดการตลาด การค้ามากขึ้นการผลิตบัณฑิตก็ต้องสอดคล้องไปกับระบบตลาด ระบบทุน ว่าตลาดต้องการบัณฑิตคณะไหน สาขาไหน แล้วมหาวิทยาลัยก็ต้องผลิตตามตลาดแรงงานเหล่านั้น สุดท้ายมหาวิทยาลัยก็กลายเป็นเพียงแหล่งฝึกวิชาชีพช่างสาขาต่างๆ เช่น นิติศาสตร์ก็จะผลิตบัณฑิตไปเป็น “เนติบริกร” มากกว่าจะผลิตคนไปเป็นนักกฎหมายเพื่อรักษาความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม

            ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยไทยปัจจุบันกำลังเสื่อม เสื่อมในที่นี้หมายถึงเรื่องความงดงามด้านความรู้ วิชาการ แต่เดิมความรู้เหล่านั้นเป็นแหล่งที่คนจะเข้ามาใช้ มาศึกษาค้นคว้าได้ แต่ต่อไปเราจะต้องเข้ามาซื้อในฐานะลูกค้า เมื่อเงินตราเข้ามามีบทบาทมากขึ้นสุดท้ายมันก็จะไปเป็นตัวกำกับทิศทาง ปรัชญา หรือกลไกการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัย ทำให้ความงามของวิชาการที่จะสร้างองค์ความรู้เพื่อสังคมก็จะไม่มี และมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตวามรู้ก็จะเสื่อมไปในที่สุด

            อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่พิเศษ ที่มีคนมีวิชาความรู้มาอยู่ด้วยกัน ด้วยความพิเศษนั่นเองสุดท้ายมันก็จะปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงสู่ระบบใหม่ ที่จะนำไปสู่การปรับปรุงและการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสมกับสภาพการของสังคม

รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง หัวหน้าสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

            ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยเริ่มเสื่อม เพราะขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน เนื่องจากรัฐไทยมีความเข้มแข็งมากเกินไป อำนาจถูกรวบอยู่ที่ศูนย์กลางทำให้องค์กรและประชาชนอ่อนแอ ส่งผลให้ทิศทางของมหาวิทยาลัยที่เดินไปนั้นไม่ได้สนใจสังคมท้องถิ่น ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าสำคัญ

            ผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยเป็นแหล่งความรู้ที่ต้องสามารถตอบปัญหาในกับสังคมได้ ผมยกตัวอย่าง มช. ตอนนี้เมืองเชียงใหม่กำลังประสบปัญหาการจราจร รถติด เกิดมลพิษ ผมถามว่ามช.อยู่ตรงไหน มช.เข้าไปร่วมรับรู้ มีส่วนร่วมรับผิดชอบกับท้องถิ่นเมืองเชียงใหม่ หรือภาคเหนือมากน้อยแค่ไหน ซึ่งผมยังไม่ค่อยเห็น

            การที่จะบอกว่าออกหรือไม่ออกนั้นจึงต้องดูประเด็นนี้เป็นข้างต้นเป็นสำคัญ เพราะหากมหาวิทยาลัยตอบปัญหาของสังคมท้องถิ่นเหล่านั้นไม่ได้ ผมคิดว่าไม่รู้จะมีมหาวิทยาลัยไว้ทำไม หากเปลี่ยนระบบจริง ก็ต้องมีเวที หรือพื้นที่ให้นักศึกษา อาจารย์ และประชาชนทั่วไทยได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนทั้งเป็นการเสนอต่อรัฐ ต่อตัวมหาวิทยาลัยเอง เพื่อสร้างพื้นที่ให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

            ปัจจุบันมหาวิทยาลัยไทยแยกย่อยคณะ สาขาวิชาของศาสตร์ต่างๆ มากเกินไปทำให้แต่ละคณะก็อยู่แยกกันไม่ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น เมื่อองค์ความรู้เหล่านั้นอยู่เดี่ยวๆ มันก็ยากที่จะหยิบเอาไปเชื่อมโยงกับสังคม ซึ่งหากทำได้จะถือเป็นพัฒนาการทางวิชาการที่สำคัญของมหาวิทยาลัย

รศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่

            ผมรู้สึกตกใจและผิดหวังกับที่กลุ่มนักศึกษาผู้คัดค้านเน้นประเด็นแค่ว่าค่าเทอมแพงขึ้นเพียงเท่านั้น ทำให้มองได้ว่านักศึกษาไทยไม่ได้มองอะไรที่ไกลเกินไปกว่าตัวเอง หากประเด็นอยู่แค่ว่าแพงขึ้นหรือไม่ ก็ต้องย้อนกลับไปถามนักศึกษาว่าเขาพอใจแล้วหรือกับองค์ความรู้ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน

            จากที่ผมได้ศึกษาพบว่าสังคมไทยไม่ค่อยได้อะไรจากตัวมหาวิทยาลัยสักเท่าไหร่ อาจจะมีบ้างก็เป็นแค่กลุ่มนักวิชาการอิสระบางท่านที่ออกมาทำในนามของตนเองไม่ได้เกี่ยวกับตัวมหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยไม่ค่อยมีพื้นที่ตรงจุดนี้

            ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยเป็นคล้ายกับไส้ติ่งของคน คือจะตัดหรือจะเอาไว้ก็ได้ไม่ได้ หากระบบมหาวิทยาลัยปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าไปตอบปัญหากับวิกฤติปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคมได้

            หากจะต้องเปลี่ยนระบบใหม่จริงนั้น ระบบการตรวจสอบถือว่าสำคัญ การตรวจสอบต้องเป็นไปทุกภาคส่วน เริ่มตั้งแต่ลูกศิษย์มีสิทธิ์เขียนประเมินอาจารย์ได้อย่างอิสรเสรี แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนักศึกษาต้องประเมินอย่างจริงจังเพื่อเป็นการตรวจสอบการสอนอาจารย์ว่าดีหรือไม่อย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาตัวอาจารย์เอง เพราะปัจจุบันผมเห็นว่ามีอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคนที่ยังใช้ตำรา เนื้อหาการสอนเก่าๆ ที่ไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าเป็นการพัฒนาด้านองค์ความรู้แก่นักศึกษาแต่อย่างใด

            การตรวจสอบต้องมีตลอดจนกระทั่งตรวจสอบคณะบดีไปจนถึง อธิการบดี หากผู้บริหารทำงานไม่ดีไม่โปร่งใส ก็สามารถกดดันเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ หากระบบใหม่ทำได้อย่างนี้ผมถือว่าน่าจะเป็นระบบที่ก่อให้การพัฒนาที่ดี

            การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาครั้งนี้ถือเป็นครั้งสำคัญที่ต้องการแรงจากทุกฝ่าย จะโยนให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ เพราะมหาวิทยาลัยถือเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญในการผลิตความรู้เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาสังคม ดังนั้นทั้งตัวนักศึกษา อาจารย์ รัฐบาล และที่สำคัญคือประชาชน สังคม หรือท้องถิ่นจะอยู่ตรงไหน เข้ามาร่วมกันก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร เป็นคำถามที่ผมเห็นว่าควรจะเป็นประเด็นสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร