สารเคมี:วัตถุอันตรายกับสิทธิอำนาจการจัดการของท้องถิ่น

Thu, 07/06/2006 - 16:36 -- ประชาธรรม

ตามที่รัฐบาล"ขิงแก่" รับลูกกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าแก้ไขบทบัญญัติบางประการของพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น ได้ก่อให้การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งจากนักวิชาการ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักสาธารณสุข เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก และองค์กรพัฒนาเอกชน จำนวนมาก ต่างชี้ประเด็นว่าการแก้ไขพ.ร.บ.เป็นการเตรียมการเพื่อตอบสนองการลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) และยังเปิดทางให้สารเคมีอันตรายเข้ามาในประเทศมากขึ้น จนกระทั่งนำไปสู่กระแสการคัดค้านให้รัฐบาลหยุดแก้ไขร่างพ.ร.บ.ซึ่งจะต้นตอสารพิษท่วมประเทศในอนาคต

อย่างไรก็ตาม "ประชาธรรม" มีตัวอย่าง แง่มุม และบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่อการผลักดันเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรยั่งยืน ในฐานะปฏิบัติการจริงของการลดสารเคมีและวัตถุอันตรายโดยตรง

นายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา กิ่งอ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เล่าว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 เรื่อยมาชุมชนแม่ทาได้ให้ความสนใจกับทำเกษตรแผนใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริษัทเอกชนเข้ามาสนับสนุนปัจจัยการผลิตทั้งพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี และรับซื้อผลผลิตในราคาประกัน แรกเริ่มชาวบ้านก็รับยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนียมาปลูกแทนพันธุ์พื้นเมือง แต่เมื่อบริษัทจ่ายเงินล่าช้า มีระบบคัดเกรดใบยาสูบมากขึ้น จึงหันมาปลูก ขิง กระเจี๊ยบ มันฝรั่ง อ้อย ถั่วลันเตา ถั่วฝักยาว และถั่วลิสงแทน

กระทั่งปี 2518 บริษัทเอกชนได้เอายาสูบพันธุ์เวอร์จิเนียมาส่งเสริมอีกครั้ง โดยใช้ทุนที่สูงกว่าเดิมเพื่อเพิ่มผลผลิต ผนวกกับเป็นช่วงเดียวกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เข้ามาสนับสนุนเงินกู้ ชาวบ้านจึงกลับมาปลูกยาสูบและใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืชปริมาณมาก ต่อมาปี 2524 เจ้าหน้าที่เกษตรตำบลได้นำข้าวพันธุ์ กข. 6 มาส่งเสริมทดแทนพันธุ์ข้าวพื้นบ้านและต้องใช้ปุ๋ยเคมี มีบริษัทธุรกิจเข้ามาส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพดฝักอ่อนเพื่อบรรจุกระป๋อง จนกระทั่งข้าวโพดฝักอ่อนเป็นพืชหลักของชุมชน

อย่างไรก็ตามราวปี 2535 วงจรของการใช้สารเคมีอย่างเข้มข้นก็ถึงจุดเปลี่ยน เมื่อชุมชนแม่ทาได้รวมตัวกันเพื่อลด ละ เลิกการใช้สารเคมีการเกษตร หลังพบว่าการเกษตรเชิงเดี่ยวที่ผ่านมาต้นทุนการผลิตสูง ดินเสื่อมโทรม สุขภาพทรุด จนปัจจุบันแม่ทากลายเป็นชุมชนแบบอย่าง เป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรกรรมยั่งยืน โดยกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนเองเป็นหลัก ซึ่งคนในชุมชนเชื่อว่า เกษตรกรรมยั่งยืน เป็นการทำเกษตรที่อยู่บนศีลธรรม เป็นมิตรกับธรรมชาติ เป็นวิธีคิดและวิถีชีวิตของคนแต่ดั้งเดิมมา ทำให้พึ่งพาตนเองได้ ใช้ทรัพยากรต่างๆ รอบๆ ตัวมาเป็นต้นทุนการผลิตโดยที่ไม่ต้องใช้หรือใช้เงินลงทุนน้อยลง จึงทำให้มีรายจ่ายลดลง ครอบครัวเป็นสุข สุขภาพแข็งแรง ชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทร สิ่งแวดล้อมได้รับการรักษาดูแล

นายกอบต.แม่ทา กล่าวถึงบทบาทขององค์กรท้องถิ่นกับการรณรงค์พิษภัยสารเคมีการเกษตรนั้น หากต้องการให้อบต.มีบทบาทสนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และมีข้อบังคับใช้สารเคมีการเกษตรในชุมชนนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ทำให้ผู้นำและองค์กรชาวบ้านมีส่วนร่วมและบทบาทในการดำเนินงานของอบต. ส่วนเจ้าหน้าที่อบต.ต้องเข้าใจและเห็นด้วยกับหลักการแนวคิดระบบเกษตรกรรมยั่งยืน รวมทั้งผลกระทบที่เกิดจากการใช้สารเคมีการเกษตรทั้งในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ

"เราสลายกรอบนิติบัญญัติ เราไม่มีฝ่ายค้าน แต่เราร่วมกันคิดกันในสภาตำบล ช่วงแรกมีปัญหาบ้าง เจ้าหน้าที่บางคนขอย้าย แต่เราต้องปรับตัวเอาทุกส่วนมาคุยกันเพื่อหาทางออก เจอกันครึ่งทาง มีการปรับการทำงานให้เจ้าหน้าที่ทำงานหลักร้อยละ 60 อีกร้อยละ 40 ทำงานร่วมกับชุมชน ให้ลงพื้นที่เพื่อปรับทัศนคติและเกิดการเรียนรู้ปัญหาที่แท้จริงของคนในชุมชน นอกจากนี้ในส่วนสำนักงาน อบต.บริการถ่ายเอกสารฟรี พิมพ์ซองผ้าป่าฟรีอีกด้วย ส่วนขององค์กรชาวบ้านก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานของ อบต. เช่น ร่วมออกข้อบัญญัติการจัดการป่าชุมชน การพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และอื่นๆ"

ส่วนประเด็นระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและการจัดการสารเคมีการเกษตร อบต.แม่ทาได้ร่วมกับชุมชนและสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด วางเป้าหมายให้ตำบลมีข้อบังคับว่าด้วยอาหารปลอดภัย ร้อยละ 50 ซึ่งนั่นหมายความว่าการทำเกษตรต้องปฏิเสธการใช้สารเคมี และอบต.ต้องสนับสนุนให้เกิดรูปธรรมแปลงเกษตรที่ปลอดสารเคมี หรือมีข้อบังคับหรือข้อบัญญัติในการจัดการสารเคมีการเกษตรภายในชุมชน แต่เมื่อพิจารณากระบวนการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าวนั้น ต้องเกิดความร่วมมือจากชุมชน ซึ่งอบต.แม่ทาได้ประสานให้สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัดเป็นฝ่ายปฏิบัติการสร้างรูปธรรมแปลง เนื่องจากมีความพร้อมทางด้านความรู้ ประสบการณ์ และเทคนิคมากกว่า ส่วนอบต.แม่ทาจะเป็นกลไกในการสนับสนุนงบประมาณ และออกข้อบังคับหรือข้อบัญญัติการจัดการสารเคมีการเกษตร

"นอกจากนั้นยังได้ร่วมกันรณรงค์ เผยแพร่ และสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับองค์กรชุมชนในประเด็นทางนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เช่น สิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต ข้อตกลงเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคี พืชดัดแปลงพันธุกรรม และอื่นๆ" นายก อบต.แม่ทา กล่าวและเสริมว่า

"เกือบสามปีที่ผ่านบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทาในการจัดการสารเคมีการเกษตรและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนนั้นได้มีกิจกรรมสำคัญ อาทิ การออกข้อบังคับห้ามบริษัทเอกชนทดลองสารเคมีกำจัดวัชพืชในที่สาธารณะ การยับยั้งการใช้สารเคมีกำจัดหอยเชอร์รี่ และการส่งเสริมอาหารปลอดภัยในโรงเรียน เป็นต้น"

ในทำนองเดียวกันกับตำบลเทนมีย์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ที่มีนายสัญชัย มีโชค นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเทนมีย์ และคณะกำลังผลักดันให้กลายเป็นเกษตรอินทรีย์ทั้งตำบล ได้บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำเกษตรอินทรีย์ของตำบลมีสาเหตุมาจาก การที่ชาวบ้านเดือนละ 7-8 คน นอนหลับแล้วตายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งช่วงแรกก็เชื่อกันว่าเป็นปอบ จนกระทั่งเมื่อมีการตรวจเลือดชาวบ้านในตำบลก็พบว่า สาเหตุที่แท้จริงเป็นเพราะสารเคมีทางการเกษตรที่ใช้กันอย่างเข้มข้นนั่นเอง จากนั้นชาวบ้านก็เริ่มตระหนักว่าจะต้องลดการใช้สารเคมีในการปลูกพืช เริ่มจากการรวมเป็นกลุ่มเล็กๆ และค่อยขยายไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มเป็น 500 คน

นายสัญชัย เล่าว่า ก่อนที่จะผลักดันให้ตำบลเทนมีย์เป็นเมืองเกษตรอินทรีย์นั้นต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก ไม่ใช่จะเปลี่ยนได้โดยฉับพลัน เพราะชาวบ้านบางส่วนก็ยังคุ้นเคยกับการทำเกษตรเพื่อขาย แม้ว่าจะเป็นหนี้สินรุงรังจากต้นทุนทางการเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีก็ตาม เนื่องจากยังติดอยู่ในวงจรของหนี้สิน จำเป็นต้องปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ เพราะเดิมทีพื้นที่ตำบลเทนมีย์เป็นแหล่งปลูกเผือก ปลูกต้นหอม และข้าวหอมมะลิที่ใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก จ.สุรินทร์ ถือว่าเป็นจังหวัดที่ปลูกข้าวหอมมะลิพันธุ์ดีที่สุดและมีปริมาณมากที่สุดคือร้อยละ 26 ของผลผลิตข้าวหอมมะลิทั่วประเทศ แต่ปรากฏว่าเกษตรกรกลับมีหนี้สินมากสวนทางกับตัวเลขการส่งออก ทั้งนี้เพราะต้นทุนปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืชมีราคาสูงขึ้น ขณะที่ราคาผลผลิตลดลง

 จากนั้นการทำเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นจากการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ โดยคนที่สนใจทำเกษตรอินทรีย์จะต้องสมัครเป็นสมาชิกและลงทะเบียน อย่างน้อยต้องทำคนละ 5 ไร่ เพื่อให้การทำเกษตรอินทรีย์เป็นจริงจึง และด้วยการสนับสนุนทางด้านงบประมาณจำนวน 3 ล้านบาทจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงสามารถจัดตั้งโรงสีข้าวชุมชน และโรงปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นมา ทำให้การเดินหน้าเรื่องข้าวหอมมะลิอินทรีย์ครบวงจร

เมื่อผลักดันให้ตัวเกษตรกรเปลี่ยนแนวคิดสำเร็จ จึงผลักดันให้ชาวบ้านในตำบลได้บริโภคอาหารปลอดสารพิษด้วย เมื่อกระแสความนิยมการบริโภคอาหารปลอดสารพิษเพิ่มขึ้นก็จะเป็นผลดีต่อการทำเกษตรอินทรีย์โดยตรง ในเวลาเดียวกันแนวคิดนี้ก็เข้าไปขยายผลในอบต. เพราะหากอบต.เห็นด้วย ก็จะเรื่องที่ดีที่จะผันงบประมาณบางส่วนมาสนับสนุน จากเดิมที่งบประมาณส่วนใหญ่เน้นแต่การสร้างถนนซ่อมทางก็จะเปลี่ยนไป จนกระทั่งปัจจุบัน อบต.เริ่มมีการกำหนดยุทธศาสตร์ของตำบลเทนมีย์ไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องมีโครงการเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่องทุกปี และงบประมาณสนับสนุนด้านอาหารปลอดภัยและการทำเกษตรอินทรีย์มากกว่าด้านอื่นๆ เช่น การทำข้าวอินทรีย์ การทำผักปลอดสารพิษ และมีงบประมาณสำหรับการฝึกอบรม ให้ความรู้ สนับสนุนให้ชุมชนจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนในตำบลขึ้นมาเพื่อเป็นฐานของชุมชนในระยะยาว

นายสัญชัย กล่าวเสริมว่า อย่างไรก็ตามการทำเกษตรอินทรีย์ก็ยังติดปัญหาเรื่องตลาด และการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมักจะดำเนินการตามปีงบประมาณ ขาดการต่อเนื่อง เราจึงเน้นให้ชาวบ้านเข้าใจว่าการทำเกษตรอินทรีย์ศูนย์กลางอยู่ที่การให้ชาวบ้านเองได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย เพื่อชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดี เหลือจึงค่อยขาย

ด้านน.ส.ทัศนีย์ วีระกันต์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก สะท้อนบทเรียนและประสบการณ์การทำงานของเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนว่า การจัดการเรื่องสารเคมีต้องทำทั้งในระดับนโยบาย และกลไกปฏิบัติในระดับพื้นที่ กล่าวคือ ต้องมีนโยบายที่เป็นผลให้สารเคมีอันตรายในประเทศลดลง ไม่ว่าจะการห้ามนำเข้าสารเคมีที่มีอันตรายร้ายแรง หรือทำให้มาตรการทางกฎหมายมีผลบังคับใช้จริง เช่น สารเคมีที่ห้ามนำเข้าก็ยังพบท้องตลาด ร้านค้าที่ขายสารเคมีหลายแห่งไม่มีใบอนุญาต รวมทั้งการโฆษณาและส่งเสริมการขายก็ทำให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจผิด เป็นต้น

ส่วนกลไกในทางปฏิบัติจริงนั้น น.ส.ทัศนีย์ ระบุว่า หลักสำคัญอยู่ตัวชุมชน และองค์กรท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมาก็สะท้อนว่าหน่วยงานของรัฐเข้าไปดูแลไม่ทั่วถึง การกระจายอำนาจ ต้องทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และมีอำนาจและกลไกในการดูแลตนเอง ซึ่งไม่เฉพาะที่ตัวอบต.อย่างเดียว แต่ทำอย่างไรให้ตัวชุมชนตระหนักและผลักดันอบต.เข้ามามีมาตรการ

"อบต.ในปัจจุบันมีความสนใจหลายๆ พื้นที่ เพราะเป็นปัญหาในพื้นที่ และปรากฏผลกระทบทั้งสุขภาพ สิ่งแวดล้อม แต่ความสนใจนี้ก็ยังไม่เพียงพอต่อการนำไปสู่การมาตรการ ข้อบังคับ เป็นไปได้ยากมาก เพราะกฎหมายเปิดให้อบต.มีอำนาจในการจัดการ แทบจะมีกฎหมายว่าการสาธารณสุขฉบับเดียว ขณะที่กฎหมายอื่นๆ ไม่ได้ให้อำนาจกับชุมชน นอกจากนี้ตัวผู้นำ และคนในชุมชนยังรับรู้ไม่ถึงว่า ตนเองมีบทบาท มีอำนาจ มากน้อยแค่ไหนในการดูแลควบคุมเรื่องนี้"

ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก สรุปประเด็นว่า สารเคมีคือปัจจัยสำคัญที่คุกคามเกษตรกรรมยั่งยืน คุณภาพชีวิตของเกษตรกร และสิ่งแวดล้อมโดยรวม ซึ่งเครือข่ายได้การแก้ไขพ.ร.บ.วัตถุอันตราย ต้องกำหนดมาตรการควบคุมการโฆษณาผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการขายที่ชัดเจน โดยในทางปฏิบัติต้องให้อำนาจชุมชนท้องถิ่นเข้ามาดูแล พร้อมทั้งนี้ก็ไม่ควรเปิดทางเอกชนสามารถนำเข้าสารเคมีอันตรายประเภทที่ 4 เข้ามาเพื่อการทดลอง แต่ควรเปิดทางให้กับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการกำหนดนโยบาย และกระบวนการตรวจสอบอย่างแท้จริง.

ข้อมูลประกอบ

ตลอดเส้นทางสารเคมีการเกษตร ตั้งแต่การนำเข้า ผลิต ครอบครอง จำหน่าย ขนส่ง ใช้ กำจัดของเสีย รวมไปถึงการตกค้างอยู่ในผลผลิตของเกษตรกร มีกฎหมายควบคุมอยู่ 10 ฉบับ คือ 1.พ.ร.บ.วัตถุอันตราย 2.พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 3.พ.ร.บ.การสาธารณสุข 4. พ.ร.บ.โรงงาน 5.พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค 6.พ.ร.บ.อาหาร 7. พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 8.พ.ร.บ.การจราจรทางบก 9. พ.ร.บ.ศุลกากร 10.พ.ร.บ.การเดินเรือ

นอกจากนี้ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่ให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านต่างๆ และอำนาจที่ให้ในกฎหมายหลายฉบับดังกล่าวนั้นมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสารเคมีทางการเกษตร หากแต่ยังไม่มีลักษณะที่เฉพาะเจาะจง เพียงแต่ได้กำหนดไว้กว้างๆ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

กฎหมาย
มาตรา/ สาระในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
บทบาท/อำนาจหน้าที่
พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535
หมวด 1 การรักษาความสะอาดในที่สาธารณะและสถานสาธารณะ
มาตรา 10 การโฆษณาด้วยการปิด ทิ้ง หรือโปรยแผ่นประกาศหรือใบปลิวในที่สาธารณะ จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับหนังสืออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสืออนุญาตด้วย
การขออนุญาต การอนุญาต การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมและการงดเว้นค่าธรรมเนียมในการขออนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง และในกฎกระทรวงดังกล่าวต้องกำหนดให้ชัดเจนว่ากรณีใดพึงอนุญาตได้หรืออนุญาตไม่ได้ และกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตไว้ด้วย
การควบคุมป้าย/แผ่นประกาศ/ใบปลิวโฆษณาสารเคมีทางการเกษตรในเขตพื้นที่เทศบาล หรือเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องมีการขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น
หมวด 3 การห้ามทิ้งสิ่งปฏิกูลมูลฝอยในที่สาธารณะและสถานสาธารณะ
มาตรา 31 ข้อ 2 ห้ามมิให้ผู้ใดทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยในสถานสาธารณะนอกภาชนะหรือที่ที่ราชการส่วนท้องถิ่นได้จัดไว้

มาตรา 32
ห้ามมิให้ผู้ใด (1) ทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยลงบนที่สาธารณะ (2) ปล่อยปละละเลยให้มีสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยในที่ดินของตนในสภาพที่ประชาชนอาจเห็นได้จากที่สาธารณะ

มาตรา 33
ห้ามมิให้ผู้ใดเท หรือทิ้งสิ่งปฏิกูล มูลฝอย น้ำโสโครกหรือสิ่งอื่นใดลงบนถนนหรือในทางน้ำ
- การควบคุมมิให้มีการทิ้งเศษวัสดุเหลือใช้/ขวดภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ใช้แล้วในที่สาธารณะ ริมถนน หรือแหล่งน้ำ หรือท้องทุ่งนา

- ออกข้อกำหนดท้องถิ่นว่าด้วยการควบคุมการทิ้งหรือรวบรวมสิ่งปฏิกูลหรือ
มูลฝอยในท้องถิ่น

- เพื่อให้คำแนะนำ หรืออกคำสั่งให้ผู้กระทำการฝ่าผืนข้อกำหนดปรับปรุงแก้ไขได้ รวมทั้งมีอำนาจใจการสั่งให้แก้ไข หรือจับกุมในกรณีไม่แก้ไขเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายได้
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
หมวด 2 องค์การบริหารส่วนตำบล
ส่วนที่ 3 อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล มาตรา 66 ถึง มาตรา 73 โดยเฉพาะมาตรา 66 ว่าด้วยการมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และ

มาตรา 67 ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย องค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่ต้องทำในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก (2) รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้งกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล (3) ป้องกันโรคและระงับโรคติดต่อ (4) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (5) ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (6) ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ (7) คุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (8)บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น (9) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ทางราชการมอบหมายโดยจัดสรรงบประมาณหรือบุคลากรให้ตามความจำเป็นและสมควร

ให้อำนาจแก่องค์การบริหารส่วนตำบลในการกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย ซึ่งท้องถิ่นอาจใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้อง ในการดูแลรักษาความสะอาดของถนน ทางเดิน ที่สาธารณะและสถานสาธารณะต่างๆในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลได้ โดยให้เจ้าพนักงานท้องถิ่น (นายก อบต. เสนอให้สภา อบต.ตราข้อบังคับ) และองค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่ต้องคุ้มครอง ดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน
1. ควบคุมป้าย/แผ่นประกาศ/ใบปลิวโฆษณาสารเคมีทางการเกษตรในเขตพื้นที่เทศบาล หรือเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องมีการขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น

2. การควบคุมมิให้มีการทิ้งเศษวัสดุเหลือใช้/ขวดภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ใช้แล้วในที่สาธารณะ ริมถนน หรือแหล่งน้ำ หรือท้องทุ่งนา

3. ออกข้อบังคับตำบลว่าด้วยการควบคุมการทิ้งหรือรวบรวมสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยในท้องถิ่นเพื่อให้คำแนะนำ หรืออกคำสั่งให้ผู้กระทำการฝ่าผืนข้อกำหนดปรับปรุงแก้ไขได้ รวมทั้งมีอำนาจใจการสั่งให้แก้ไข หรือจับกุมในกรณีไม่แก้ไขเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายได้

4. องค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจในการตราข้อบังคับตำบลเพื่อควบคุมมิให้การนำสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ประกาศห้ามใช้แล้ว/ และกลุ่มที่มีพิษร้ายแรงตาม พรบ.วัตถุอันตราย 2535 เข้ามาใช้ในชุมชน เพราะการใช้สารเคมีทางการเกษตรโดยเฉพาะสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ทางการประกาศห้ามใช้แล้ว หรือการใช้สารเคมีในกลุ่มที่มีพิษร้ายแรงในพื้นที่ อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งระบบนิเวศของชุมชน
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510
มาตรา 6 ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่น เพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้า ไม่ว่าจะแสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใดๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น

มาตรา 9
ภาษีป้ายที่เก็บในเขตราชการส่วนท้องถิ่นใด ให้เป็นรายได้ของราชการส่วนท้องถิ่นนั้น

มาตรา 10
ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
จัดเก็บภาษีป้ายโฆษณาสารเคมีทางการเกษตรซึ่งเข้าข่าย นิยามความหมาย "ป้าย" ตาม พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต.อบจ. สามารถบังคับใช้ตามพระราชบัญญัตินี้ได้
พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535
หมวด 3 การกำจัดสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอย
มาตรา 18,19,20 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อกำหนดในการควบคุมดูแลเกี่ยวกับการกำจัดสิ่งปฏิกูล มูลฝอยในเขตพื้นที่ของตนเอง
ควบคุมดูแลเกี่ยวกับขยะสารเคมีทางการเกษตรที่ก่อให้เกิดเหตุเดือนร้อนรำคาญ หรือมีอันตรายแก่สุขภาพและสิ่งแวดล้อม อันได้แก่ ภาชนะที่บรรจุ สารเคมีที่เหลือทิ้ง เป็นต้น
หมวด 5 เหตุรำคาญ
มาตรา 25 เหตุรำคาญคือ สิ่งที่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นหรือละอองสารพิษ การกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่น ละออง เขม่า เถ้า หรือกรณีอื่นใดจนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

มาตรา 26 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจห้ามผู้หนึ่งผู้ใดมิให้ก่อเหตุรำคาญในที่หรือทางสาธารณะหรือสถานที่เอกชนรวมทั้งการระงับเหตุรำคาญด้วย ตลอดทั้งการดูแลปรับปรุง บำรุงรักษา บรรดาถนน ทางบก ทางน้ำ รางระบายน้ำ คู คลอง และสถานที่ต่างๆในเขตของตนให้ปราศจากเหตุรำคาญ ในการนี้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือเพื่อระงับ กำจัดและควบคุมเหตุรำคาญต่างๆได้

มาตรา 27 เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งระงับหรือป้องกันเหตุรำคาญภายในเวลาอันสมควร หรือสมควรกำหนดวิธีการเพื่อป้องกันมิให้มีเหตุรำคาญเกิดขึ้นในอนาคต

มาตรา 28 ในกรณีที่มีเหตุรำคาญในสถานที่เอกชน เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งให้เจ้าของสถานที่ระงับเหตุรำคาญ ถ้าเป็นเหตุรำคาญที่เกิดขึ้นอาจเกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพ เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะออกคำสั่งเป็นห้ามใช้สถานที่ดังกล่าวได้
การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ก่อให้เกิดเหตุรำคาญจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของคนในชุมชน พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้อำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแต่งตั้งเจ้าพนักงานท้องถิ่น โดยเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีบทบาทในการเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นเหตุรำคาญหรือไม่ หากเป็นเหตุรำคาญมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ก่อเหตุนั้นระงับหรือแก้ไขปรับปรุงได้ หรือราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการแก้ไขได้เอง โดยคิดค่าใช้จ่ายจากผู้ก่อให้เกิดเหตุรำคาญนั้น และมีอำนาจสั่งห้ามใช้ มิให้ใช้ หรือไม่ยอมให้บุคคลใดใช้สถานที่นั้นได้ อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการชี้วัดมาตรฐานเหตุรำคาญ ควรมีการนำเครื่องมือมาใช้ในการตรวจสอบที่มีมาตรฐาน หรืออาจให้เป็นดุลยพินิจของเจ้าพนักงานสาธารณสุข หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ
หมวด 7 กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
มาตรา 31 , 32 หากกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งพิจารณาตามกิจการที่มีกระบวนการผลิตหรือกรรมวิธีการผลิตหรือมีลักษณะของการประกอบกิจการที่ก่อให้เกิดมลพิษหรือสิ่งที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจการที่เข้าข่ายตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานหรือเป็นกิจการที่มีลักษณะอุตสาหกรรมในครัวเรือน

และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ 5/2538 เรื่องกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ,ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถ ควบคุมการผลิต การบรรจุ การสะสม การขนส่งสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในท้องถิ่น โดยการออกเป็นข้อกำหนดท้องถิ่น/เทศบัญญัติ เพื่อกิจการเหล่านี้ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน รวมทั้งให้ออกข้อกำหนดท้องถิ่นว่าด้วยหลักเกณฑ์ด้านสุขลักษณะของกิจการที่ต้องควบคุม ซึ่งผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตาม ตลอดจนให้กำหนดเงื่อนไขเฉพาะที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติไว้ในใบอนุญาต
พ.ร.บ.พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
หมวด 2 ด้านอำนาจและหน้าที่ในการบริการสาธารณะ
มาตรา16 การจัดการศึกษาการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการพัฒนาท้องถิ่น การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง การกำจัดมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และน้ำเสีย การสาธารณสุข การจัดการบำรุงรักษา การใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และม. 17 (ให้อำนาจเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด) การจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่างๆ รวมไปถึงการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม การคุ้มครอง ดูและ รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การควบคุมมิให้มีการทิ้งเศษวัสดุเหลือใช้/ขวดภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ใช้แล้วในที่สาธารณะ ริมถนน หรือแหล่งน้ำ หรือท้องทุ่งนา

ออกข้อบังคับตำบลว่าด้วยการควบคุมการทิ้งหรือรวบรวมสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยในท้องถิ่นเพื่อให้คำแนะนำ หรืออกคำสั่งให้ผู้กระทำการฝ่าผืนข้อกำหนดปรับปรุงแก้ไขได้ รวมทั้งมีอำนาจใจการสั่งให้แก้ไข หรือจับกุมในกรณีไม่แก้ไขเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายได้

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร